- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !
บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !
บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !
ถึงแม้เฉินมู่จะบรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวได้เร็วกว่าเธอก็ตาม แต่ก็พึ่งผ่านมาได้ไม่นาน
ยิ่งไปกว่านั้นเฉินมู่มีศักยภาพแค่ระดับ F เท่านั้น ในขณะที่เธอมีศักยภาพระดับ S !
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของทั้งคู่นั้นเป็นอะไรที่เอามาเทียบกันไม่ได้เลย
เธอเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ระดับการฝึกฝนของพวกตนเท่ากัน เธอจะสามารถเอาชนะเฉินมู่ได้อย่างราบคาบโดยอาศัยสิ่งที่เธอได้เรียนรู้เมื่อวานนี้บวกกับประสบการณ์จากชาติก่อน !
ต้องเข้าใจว่าระดับการฝึกฝนนั้นสำคัญที่สุด แม้ว่าเฉินมู่จะเก่งกว่าเธอในด้านทักษะยุทธ์ก็ตามที แต่เธอก็เชื่อว่าตัวเองสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ด้วยพละกำลังล้วน ๆ และจะเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน !
ถึงเวลานั้น เมื่อใต้เท้าจักรพรรดินีของเราทรงพิโรธอย่างแรง จะดูซิว่าไอ้ปากเคลือบพิษนั่นจะยังกล้ากำแหงอยู่อีกไหม
หลังจากที่เธอเพิ่มจุดชนะแน่นอนสองสามจุดเข้าไปในกลยุทธ์อย่างเร่งรีบ ความมั่นใจของเธอก็พุ่งปรี๊ด !
เมื่อเห็นลั่วซือหานที่กระตือรือร้นอยากลองของ เฉินมู่กลับมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วพูดว่า
“เออ... หล่อน... จะท้าฉันหรอ ?”
“ถูกต้องแล้ว !”
ลั่วซือหานพยักหน้าเล็กน้อย เสียงของเธอทั้งหนักแน่นทั้งกังวาน !
และตอนนี้ เฉินมู่กลายเป็นบุคคลที่น่ากลัวในสายตาของเธอ
โดยไม่รู้ตัว มุมปากของเธอนั้นยากที่จะกลั้นยิ้มไว้ได้ยิ่งกว่า AK เสียอีก
“โอเค งั้นอยากจะสู้แบบไหนล่ะ”
ลั่วซือหานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและหรี่ตาลงนิดหน่อย
“นายสามารถใช้พลังโลหิตปราณสู้ได้เลย !”
“โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลย”
เฉินมู่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ว่าแต่หล่อนพึ่งวิดพื้นเสร็จหนิ เสียพลังไปเยอะมากแล้วเพราะงั้นไปพักก่อน รอให้คนอื่นทำเสร็จก่อนค่อยมาก็ได้”
“แบบนี้หล่อนก็จะได้ท้าฉันได้อย่างเต็มที่โดยไม่กระทบการกายบริหารของนักศึกษาคนอื่นไง”
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
การวิดพื้น 100 ครั้งขณะที่แบกน้ำหนัก 500 กิโลกรัมไว้เนี่ย มึงกล้าเรียกไอ้แบบนี้ว่ากายบริหารเหรอ
ทุกคนต่างพูดไม่ออก ได้แต่หวังว่าการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้นเร็ว ๆ
ในมโนภาพก็คือหัวหน้าห้องควรจะลงโทษไอ้เวรเฉินมู่ด้วยการตื้บสักทีสองทีเพื่อระบายความโกรธ !
พวกเธอจึงยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก และพวกที่กำลังกระพือปีกก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
เพราะเธอรู้สึกว่าเฉินมู่กำลังถ่วงเวลาเนื่องจากกลัวที่จะสู้กับตน !
แต่ไม่เป็นไรค่า
อิชั้นคือจักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์ การให้เวลามันสำนึกผิดอีกนิดจะไปทำให้เกิดความแตกต่างอะไรตรงไหน
ตอนจบมันนอนมาอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ !
กูจะซัดไอ้เฉินมู่ให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมันได้หรอก ! กูบอกเลย !
เมื่อเห็นลั่วซือหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเพื่อเดินพลัง และคนอื่น ๆ ก็ตั้งใจกายบริหารกันอย่างหนัก เฉินมู่ก็ยิ้มและกลับไปนั่งที่ของตน
เย่หานยู่มองทุกคน ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้แล้วกระซิบ
“ใจเย็น ๆ หน่อยเถอะเป่าเอ๋อ อย่าให้ผู้หญิงงี่เง่านี่ทำร้ายเธอเลยนะ”
เฉินมู่เหลือบมองเธอ จากนั้นก็กอดอกไขว่ห้างอย่างไม่ใส่ใจ
“นี่ฉันเป็นคนที่ไม่คิดถึงคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอ ?”
“โธ่ เป่าเอ๋อของน้า ~ น้ายู่รู้นะว่าเป๋าเอ๋อบ้านเราดีที่สุดเลย ~”
เย่หานยู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อย
“น้ายู่เป็นห่วงว่าความมั่นใจในตัวเองของยัยเด็กนั่นจะถูกทำลายเอาตะหาก”
“ถึงยังไงหล่อนก็เป็นถึงลูกหลานตระกูลลั่ว แถมยังมีศักยภาพระดับเอสอีก ถ้าได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมล่ะก็ หล่อนจะต้องกลายเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งมากในอนาคตอย่างแน่นอนเลย”
เฉินมู่ถอนหายใจและมองไปที่เย่จิ่นชิวซึ่งพึ่งวิดพื้นเสร็จและกำลังจ้องมองเขาอยู่ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า
“สิ่งที่มนุษยชาติต้องการคือบุคคลากรที่มีความแข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ไอ้พวกดอกไม้ในเรือนกระจก”
“ถ้ายังรับมือกับความล้มเหลวแค่นี้ไม่ได้ แล้วจะไปเรียกตัวเองว่าเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญได้ยังไงกันล่ะ”
เย่หานยู่อ้าปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเธอรู้ว่าเฉินมู่พูดถูก
“โชคดีที่เด็กพวกนี้ยังอายุน้อยบวกกับมีศักยภาพสูงมาก”
“หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองวันฉันบอกได้เลยว่าเธอมีอุปนิสัยที่ดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนประเภทที่ชั่วร้ายมาก ๆ”
“บางครั้งฉันก็ดีใจที่พวกเธอถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก เพราะไม่เคยเห็นโลกภายนอกก็เลยสะอาดเหมือนกระดาษเปล่า”
“แบบนี้ฉันก็จะสร้างผลงานชิ้นเอกได้ง่ายขึ้น”
เย่หานยู่พยักหน้าแสดงออกว่าเห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอมองเฉินมู่อีกครั้งแววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
สำหรับคนภายนอกเฉินมู่เป็นคนโหดเหี้ยมและปากหมา แต่ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่พึ่งบรรลุนิติภาวะ...
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาพูดตอนเป็นเด็กและสิ่งที่เขาแบกรับไว้บนบ่า เย่หานยู่ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงอยู่ภายในใจ
“ถ้าน้าทำได้ฉันยอมสละชีวิตเพื่อพาเธอกลับไปสู่ความไร้เดียงสาและชีวิตที่ไร้กังวล”
“แต่น้าก็รู้ดี...”
“พูดเรื่องไรอยู่น่ะ”
เย่หานยู่ตกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เปล่าจ้า น้ายู่บอกว่าเป่าเอ๋อร์ของเราหล่อขึ้นเรื่อย ๆ เลยน้า”
“แน่นอน ฉันน่ะหล่อมาตั้งแต่เด็กแล้ว เข้าจั๊ย ?”
“พรูด !”
เย่หานยู่อดหัวเราะไม่ได้และรีบเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้หัวเราะออกมาดัง ๆ
เมื่อเย่จิ่นชิวเห็นฉากนี้สีหน้าของเธอก็เคร่งขรึมและสับสนอย่างมาก
คนอื่นอาจไม่รู้จักเย่หานยู่มากนัก แต่เธอนั้นรู้จักเย่หานยู่เป็นอย่างดี
อาของเธอคนนี้เคยยิ้มให้เธอเพียงไม่กี่ครั้งตั้งแต่เธอเกิดมา ในขณะที่คนอื่น ๆ รวมถึงพ่อของเธอด้วยล้วนไม่เคยได้รับแม้แต่สายตาที่เป็นมิตรจากอาคนนี้เลย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและสดใสเสียด้วย
เธอสัมผัสได้ว่าเมื่อเย่หานยู่มองเฉินมู่ สายตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย ความรักใคร่ และความอ่อนโยนอย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส สายตาของอาก็จะจ้องมองไปที่เฉินมู่อยู่เสมอ และจะไม่ยอมละสายตาไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
นี่มันต่างจากความเย็นชาและความดูถูกเหยียดหยามที่อามีต่อผู้อื่น เหมือนทั้งคู่ไม่ใช่คนเดียวกันเลย
แม้แต่หลานสาวอย่างเธอก็ยังถูกจ้องมองอย่างไม่เป็นมิตรและไม่ให้โอกาสได้พูดอะไรสักคำ
เธอไม่เข้าใจว่าอามีความสัมพันธ์อย่างไรกับเฉินมู่กันแน่ และทำไมตัวเธอถึงได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากเขาเช่นนี้
นอกจากนี้เฉินมู่ยังมีอายุเท่ากับเธอ แล้วทั้งสองไปเจอกันได้ยังไงตอนไหน
คนที่คลั่งไคล้ในการฝึกฝนซึ่งมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องทีละปีสองปีจะไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างไรก่อน
เย่จิ่นชิวเริ่มสงสัยในตัวเฉินมู่มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเขาเป็นใครกันแน่
โชคดีที่จ้าวหลินซีพึ่งวิดพื้นเสร็จพอดีจึงขัดจังหวะความคิดของเธอ
“แงงงงง... เจ๊ชิว... เหนื่อยอ่า... แล้วก็เจ็บไปหมดทั้งตัวเลยอ่า แงงงงงง...”
จ้าวหลินซีนอนอยู่บนพื้นกอดขาของเย่จิ่นชิวพลางร้องไห้และคร่ำครวญทำเอาเย่จิ่นชิวพูดไม่ออก
“รีบ ๆ ลุกได้แล้ว”
จ้าวหลินซีเช็ดน้ำตากอดขาตัวเอง และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“ไอ้เวรเฉินมู่นั่น... พอระดับพลังฝึกฝนฉันสูงขึ้นเมื่อไหร่จะเอาคืนมันแน ! ไอ้สารเลว แงงงงงง...”
เธอคงไม่มีโอกาสแล้วล่ะ
เย่จิ่นชิวส่ายหัว
“งั้นก็ พยายามเข้าล่ะ”
จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งและพ่นลมหายใจอย่างท้าทาย
“แน่นอนฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ฉันช้า ๆ ก็ได้ เพราะถึงยังไงไอ้สารเลวเฉินมู่ก็ต้องโดนคนอื่นกระทืบก่อนอยู่ดี !”
เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวหลินซีก็แสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“คอยดูเถอะเจ๊ชิว ! หัวหน้าห้องจะซัดมันเละเทะแน่ ! ฮึ่ม ! หัวหน้าห้องเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว ไอ้กากระดับเอฟนี่อยากจะสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีศักยภาพระดับเอสเหรอ ? นี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ !”
เย่จิ่นชิวอ้าปากแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอไม่ค่อยจะประทับใจลั่วซือหานสักเท่าไหร่
ถึงแม้ทั้งคู่จะมีระดับการฝึกฝนที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาจากวิธีที่เฉินมู่ใช้สั่งสอนพวกหลี่เฉิงคุนทั้ง 6 คนแล้ว ลั่วซือหานก็ไม่สามารถเทียบกับเฉินมู่ได้เลยในแง่ของประสบการณ์การต่อสู้และความเชี่ยวชาญด้านทักษะยุทธ์
นอกจากนี้ เหตุการณ์สองเหตุการณ์เมื่อวานนี้ได้แก่ เรื่องยา และเรื่องที่ลั่วซือหานล้มลงกับพื้นจนกระดูกหักขณะไปเอาข้าวกิน นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของร่างกายระหว่างเธอกับเฉินมู่นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ที่สำคัญที่สุด เธอได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าเมื่อลั่วซือหานประกาศท้าทาย ปฏิกิริยาแรกของเฉินมู่ไม่ใช่ความระมัดระวังและกังวล แต่กลับเป็นสีหน้าแปลก ๆ ปนความเยาะเย้ย
ถ้าเขาไม่แน่ใจอย่างถึงที่สุดก็คงไม่ใช้สีหน้าแบบนั้นมองหรอก
ดังนั้นเย่จิ่นชิวจึงรู้สึกว่าลั่วซือหานจะต้องเสียหายหลายแสนชัวร์
และเอาจริง ๆ ก็คือปรากฏว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องแล้ว...
แถมยังเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไปอีกต่างหาก
2 ชั่วโมงต่อมา
เมื่อนักศึกษาสาวคนสุดท้ายวิดพื้นเสร็จ แทนที่จะรู้สึกเหนื่อย ทุกคนกลับมองไปที่เฉินมู่ด้วยความตื่นเต้น
พวกเธอทุกคนต่างรอให้ลั่วซือหานสั่งสอนเฉินมู่และทำให้เขาตกอยู่ในสภาพอับอาย
“เยี่ยมไปเลย ! ฮ่า ๆ ในที่สุดเราก็ได้เห็นไอ้อาจารย์นั่นได้รับผลกรรมซ้ากที !”
“มันทรมานเรามาสองวันติดแล้ว วันนี้จะได้แก้แค้นแล้ววววววววว !”
“คนระดับเอฟกล้าท้าทายคนระดับเอสเหรอ ? บอกเลยนะว่าจารย์เนี่ยหวงหน้าหวงตาฝุด ๆ !”
“ไปเลยค่ะหัวหน้าห้อง ! สั่งสอนมันเลยค่า !”
[ ตื่นเต้น +66 ]
[ ตื่นเต้น +66 ]
[ ตั้งตารอ +88 ]
เมื่อได้ยินแจ้งเตือนค่าอารมณ์และเห็นนักศึกษาตื่นเต้นกันแล้วเฉินมู่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“ไงหัวหน้าห้อง พักผ่อนพอยัง”
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยสีหน้าสดใส
“ฉันพร้อมมานานแล้ว !”
“ไปเลยหัวหน้าห้อง ! ฆ่ามันซ้า !”
ลั่วซือหานยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจและมองไปยังทุกคน
“ไม่ต้องห่วงนะพี่น้อง วันนี้ฉันจะแก้แค้นให้พวกเธอเอง !”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างดีใจเป็นล้นพ้นและรีบหลีกทาง ยกมือยกไม้ตะโกนเชียร์เสียงดัง
เฉินมู่ยิ้ม เดินไปอีกด้านหนึ่งของลั่วซือหานแล้วพูดพร้อมกับเอามือไขว้หลังว่า
“ต้องยกเลิกแรงโน้มถ่วงแล้วถอดชุดรบออกมั้ย”
“ไม่จำเป็น”
ลั่วซื่อฮั่นมองเฉินมู่ด้วยท่าทีสงบ
“ท้ายที่สุดแล้วศักยภาพของเรามันต่างกัน ให้ถือซะว่าชุดรบนี่เป็นโบนัสให้นาย ส่วนแรงโน้มถ่วงนายเองก็โดนอยู่ไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นมันก็ยุติธรรมแล้ว”
เฉินมู่พยักหน้าและยื่นมือออกไปอย่างสุภาพบุรุษ
“งั้นก็เชิญครับ”
“ยัยนู้บ”
[ เศร้า +66 ]
[ โกรธ +66 ]