เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !

บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !

บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !


ถึงแม้เฉินมู่จะบรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวได้เร็วกว่าเธอก็ตาม  แต่ก็พึ่งผ่านมาได้ไม่นาน

ยิ่งไปกว่านั้นเฉินมู่มีศักยภาพแค่ระดับ F เท่านั้น  ในขณะที่เธอมีศักยภาพระดับ S !

ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของทั้งคู่นั้นเป็นอะไรที่เอามาเทียบกันไม่ได้เลย

เธอเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ระดับการฝึกฝนของพวกตนเท่ากัน  เธอจะสามารถเอาชนะเฉินมู่ได้อย่างราบคาบโดยอาศัยสิ่งที่เธอได้เรียนรู้เมื่อวานนี้บวกกับประสบการณ์จากชาติก่อน !

ต้องเข้าใจว่าระดับการฝึกฝนนั้นสำคัญที่สุด  แม้ว่าเฉินมู่จะเก่งกว่าเธอในด้านทักษะยุทธ์ก็ตามที  แต่เธอก็เชื่อว่าตัวเองสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ด้วยพละกำลังล้วน ๆ และจะเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน !

ถึงเวลานั้น  เมื่อใต้เท้าจักรพรรดินีของเราทรงพิโรธอย่างแรง  จะดูซิว่าไอ้ปากเคลือบพิษนั่นจะยังกล้ากำแหงอยู่อีกไหม

หลังจากที่เธอเพิ่มจุดชนะแน่นอนสองสามจุดเข้าไปในกลยุทธ์อย่างเร่งรีบ  ความมั่นใจของเธอก็พุ่งปรี๊ด !

เมื่อเห็นลั่วซือหานที่กระตือรือร้นอยากลองของ  เฉินมู่กลับมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วพูดว่า

“เออ...  หล่อน...  จะท้าฉันหรอ ?”

“ถูกต้องแล้ว !”

ลั่วซือหานพยักหน้าเล็กน้อย  เสียงของเธอทั้งหนักแน่นทั้งกังวาน !

และตอนนี้  เฉินมู่กลายเป็นบุคคลที่น่ากลัวในสายตาของเธอ

โดยไม่รู้ตัว  มุมปากของเธอนั้นยากที่จะกลั้นยิ้มไว้ได้ยิ่งกว่า AK เสียอีก

“โอเค  งั้นอยากจะสู้แบบไหนล่ะ”

ลั่วซือหานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและหรี่ตาลงนิดหน่อย

“นายสามารถใช้พลังโลหิตปราณสู้ได้เลย !”

“โอเค  งั้นเรามาเริ่มกันเลย”

เฉินมู่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

“ว่าแต่หล่อนพึ่งวิดพื้นเสร็จหนิ  เสียพลังไปเยอะมากแล้วเพราะงั้นไปพักก่อน  รอให้คนอื่นทำเสร็จก่อนค่อยมาก็ได้”

“แบบนี้หล่อนก็จะได้ท้าฉันได้อย่างเต็มที่โดยไม่กระทบการกายบริหารของนักศึกษาคนอื่นไง”

[ เศร้า +88 ]

[ เศร้า +88 ]

[ เศร้า +88 ]

การวิดพื้น 100 ครั้งขณะที่แบกน้ำหนัก 500 กิโลกรัมไว้เนี่ย  มึงกล้าเรียกไอ้แบบนี้ว่ากายบริหารเหรอ

ทุกคนต่างพูดไม่ออก  ได้แต่หวังว่าการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้นเร็ว ๆ

ในมโนภาพก็คือหัวหน้าห้องควรจะลงโทษไอ้เวรเฉินมู่ด้วยการตื้บสักทีสองทีเพื่อระบายความโกรธ !

พวกเธอจึงยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก  และพวกที่กำลังกระพือปีกก็เริ่มเร่งความเร็วขึ้น

เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็อดที่จะยิ้มไม่ได้

เพราะเธอรู้สึกว่าเฉินมู่กำลังถ่วงเวลาเนื่องจากกลัวที่จะสู้กับตน !

แต่ไม่เป็นไรค่า

อิชั้นคือจักรพรรดินีผู้สูงศักดิ์  การให้เวลามันสำนึกผิดอีกนิดจะไปทำให้เกิดความแตกต่างอะไรตรงไหน

ตอนจบมันนอนมาอยู่แล้ว  และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ !

กูจะซัดไอ้เฉินมู่ให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมันได้หรอก ! กูบอกเลย !

เมื่อเห็นลั่วซือหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นเพื่อเดินพลัง  และคนอื่น ๆ ก็ตั้งใจกายบริหารกันอย่างหนัก  เฉินมู่ก็ยิ้มและกลับไปนั่งที่ของตน

เย่หานยู่มองทุกคน  ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้แล้วกระซิบ

“ใจเย็น ๆ หน่อยเถอะเป่าเอ๋อ  อย่าให้ผู้หญิงงี่เง่านี่ทำร้ายเธอเลยนะ”

เฉินมู่เหลือบมองเธอ  จากนั้นก็กอดอกไขว่ห้างอย่างไม่ใส่ใจ

“นี่ฉันเป็นคนที่ไม่คิดถึงคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอ ?”

“โธ่  เป่าเอ๋อของน้า ~ น้ายู่รู้นะว่าเป๋าเอ๋อบ้านเราดีที่สุดเลย ~”

เย่หานยู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อย

“น้ายู่เป็นห่วงว่าความมั่นใจในตัวเองของยัยเด็กนั่นจะถูกทำลายเอาตะหาก”

“ถึงยังไงหล่อนก็เป็นถึงลูกหลานตระกูลลั่ว  แถมยังมีศักยภาพระดับเอสอีก  ถ้าได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมล่ะก็  หล่อนจะต้องกลายเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งมากในอนาคตอย่างแน่นอนเลย”

เฉินมู่ถอนหายใจและมองไปที่เย่จิ่นชิวซึ่งพึ่งวิดพื้นเสร็จและกำลังจ้องมองเขาอยู่ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า

“สิ่งที่มนุษยชาติต้องการคือบุคคลากรที่มีความแข็งแกร่ง  สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง  ไม่ใช่ไอ้พวกดอกไม้ในเรือนกระจก”

“ถ้ายังรับมือกับความล้มเหลวแค่นี้ไม่ได้  แล้วจะไปเรียกตัวเองว่าเป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญได้ยังไงกันล่ะ”

เย่หานยู่อ้าปาก  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเธอรู้ว่าเฉินมู่พูดถูก

“โชคดีที่เด็กพวกนี้ยังอายุน้อยบวกกับมีศักยภาพสูงมาก”

“หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองวันฉันบอกได้เลยว่าเธอมีอุปนิสัยที่ดี  อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนประเภทที่ชั่วร้ายมาก ๆ”

“บางครั้งฉันก็ดีใจที่พวกเธอถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก  เพราะไม่เคยเห็นโลกภายนอกก็เลยสะอาดเหมือนกระดาษเปล่า”

“แบบนี้ฉันก็จะสร้างผลงานชิ้นเอกได้ง่ายขึ้น”

เย่หานยู่พยักหน้าแสดงออกว่าเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเธอมองเฉินมู่อีกครั้งแววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

สำหรับคนภายนอกเฉินมู่เป็นคนโหดเหี้ยมและปากหมา  แต่ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่พึ่งบรรลุนิติภาวะ...

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาพูดตอนเป็นเด็กและสิ่งที่เขาแบกรับไว้บนบ่า  เย่หานยู่ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงอยู่ภายในใจ

“ถ้าน้าทำได้ฉันยอมสละชีวิตเพื่อพาเธอกลับไปสู่ความไร้เดียงสาและชีวิตที่ไร้กังวล”

“แต่น้าก็รู้ดี...”

“พูดเรื่องไรอยู่น่ะ”

เย่หานยู่ตกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน

“เปล่าจ้า  น้ายู่บอกว่าเป่าเอ๋อร์ของเราหล่อขึ้นเรื่อย ๆ เลยน้า”

“แน่นอน  ฉันน่ะหล่อมาตั้งแต่เด็กแล้ว  เข้าจั๊ย ?”

“พรูด !”

เย่หานยู่อดหัวเราะไม่ได้และรีบเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้หัวเราะออกมาดัง ๆ

เมื่อเย่จิ่นชิวเห็นฉากนี้สีหน้าของเธอก็เคร่งขรึมและสับสนอย่างมาก

คนอื่นอาจไม่รู้จักเย่หานยู่มากนัก  แต่เธอนั้นรู้จักเย่หานยู่เป็นอย่างดี

อาของเธอคนนี้เคยยิ้มให้เธอเพียงไม่กี่ครั้งตั้งแต่เธอเกิดมา  ในขณะที่คนอื่น ๆ รวมถึงพ่อของเธอด้วยล้วนไม่เคยได้รับแม้แต่สายตาที่เป็นมิตรจากอาคนนี้เลย

ไม่เพียงเท่านั้น  ยังมีรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและสดใสเสียด้วย

เธอสัมผัสได้ว่าเมื่อเย่หานยู่มองเฉินมู่  สายตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย  ความรักใคร่  และความอ่อนโยนอย่างไม่มีเงื่อนไข

เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส สายตาของอาก็จะจ้องมองไปที่เฉินมู่อยู่เสมอ  และจะไม่ยอมละสายตาไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

นี่มันต่างจากความเย็นชาและความดูถูกเหยียดหยามที่อามีต่อผู้อื่น  เหมือนทั้งคู่ไม่ใช่คนเดียวกันเลย

แม้แต่หลานสาวอย่างเธอก็ยังถูกจ้องมองอย่างไม่เป็นมิตรและไม่ให้โอกาสได้พูดอะไรสักคำ

เธอไม่เข้าใจว่าอามีความสัมพันธ์อย่างไรกับเฉินมู่กันแน่  และทำไมตัวเธอถึงได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากเขาเช่นนี้

นอกจากนี้เฉินมู่ยังมีอายุเท่ากับเธอ  แล้วทั้งสองไปเจอกันได้ยังไงตอนไหน

คนที่คลั่งไคล้ในการฝึกฝนซึ่งมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องทีละปีสองปีจะไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างไรก่อน

เย่จิ่นชิวเริ่มสงสัยในตัวเฉินมู่มากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเขาเป็นใครกันแน่

โชคดีที่จ้าวหลินซีพึ่งวิดพื้นเสร็จพอดีจึงขัดจังหวะความคิดของเธอ

“แงงงงง...  เจ๊ชิว...  เหนื่อยอ่า...  แล้วก็เจ็บไปหมดทั้งตัวเลยอ่า  แงงงงงง...”

จ้าวหลินซีนอนอยู่บนพื้นกอดขาของเย่จิ่นชิวพลางร้องไห้และคร่ำครวญทำเอาเย่จิ่นชิวพูดไม่ออก

“รีบ ๆ ลุกได้แล้ว”

จ้าวหลินซีเช็ดน้ำตากอดขาตัวเอง  และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

“ไอ้เวรเฉินมู่นั่น...  พอระดับพลังฝึกฝนฉันสูงขึ้นเมื่อไหร่จะเอาคืนมันแน ! ไอ้สารเลว  แงงงงงง...”

เธอคงไม่มีโอกาสแล้วล่ะ

เย่จิ่นชิวส่ายหัว

“งั้นก็  พยายามเข้าล่ะ”

จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งและพ่นลมหายใจอย่างท้าทาย

“แน่นอนฉันจะพยายามอย่างเต็มที่  แต่ฉันช้า ๆ ก็ได้  เพราะถึงยังไงไอ้สารเลวเฉินมู่ก็ต้องโดนคนอื่นกระทืบก่อนอยู่ดี !”

เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวหลินซีก็แสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

“คอยดูเถอะเจ๊ชิว ! หัวหน้าห้องจะซัดมันเละเทะแน่ ! ฮึ่ม ! หัวหน้าห้องเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว  ไอ้กากระดับเอฟนี่อยากจะสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีศักยภาพระดับเอสเหรอ ? นี่มันหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ !”

เย่จิ่นชิวอ้าปากแต่ไม่ได้พูดอะไร  เธอไม่ค่อยจะประทับใจลั่วซือหานสักเท่าไหร่

ถึงแม้ทั้งคู่จะมีระดับการฝึกฝนที่เท่ากัน  แต่เมื่อพิจารณาจากวิธีที่เฉินมู่ใช้สั่งสอนพวกหลี่เฉิงคุนทั้ง 6 คนแล้ว  ลั่วซือหานก็ไม่สามารถเทียบกับเฉินมู่ได้เลยในแง่ของประสบการณ์การต่อสู้และความเชี่ยวชาญด้านทักษะยุทธ์

นอกจากนี้  เหตุการณ์สองเหตุการณ์เมื่อวานนี้ได้แก่  เรื่องยา  และเรื่องที่ลั่วซือหานล้มลงกับพื้นจนกระดูกหักขณะไปเอาข้าวกิน  นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของร่างกายระหว่างเธอกับเฉินมู่นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ที่สำคัญที่สุด  เธอได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าเมื่อลั่วซือหานประกาศท้าทาย  ปฏิกิริยาแรกของเฉินมู่ไม่ใช่ความระมัดระวังและกังวล  แต่กลับเป็นสีหน้าแปลก ๆ ปนความเยาะเย้ย

ถ้าเขาไม่แน่ใจอย่างถึงที่สุดก็คงไม่ใช้สีหน้าแบบนั้นมองหรอก

ดังนั้นเย่จิ่นชิวจึงรู้สึกว่าลั่วซือหานจะต้องเสียหายหลายแสนชัวร์

และเอาจริง ๆ ก็คือปรากฏว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นถูกต้องแล้ว...

แถมยังเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไปอีกต่างหาก

2 ชั่วโมงต่อมา

เมื่อนักศึกษาสาวคนสุดท้ายวิดพื้นเสร็จ  แทนที่จะรู้สึกเหนื่อย  ทุกคนกลับมองไปที่เฉินมู่ด้วยความตื่นเต้น

พวกเธอทุกคนต่างรอให้ลั่วซือหานสั่งสอนเฉินมู่และทำให้เขาตกอยู่ในสภาพอับอาย

“เยี่ยมไปเลย ! ฮ่า ๆ ในที่สุดเราก็ได้เห็นไอ้อาจารย์นั่นได้รับผลกรรมซ้ากที !”

“มันทรมานเรามาสองวันติดแล้ว  วันนี้จะได้แก้แค้นแล้ววววววววว !”

“คนระดับเอฟกล้าท้าทายคนระดับเอสเหรอ ? บอกเลยนะว่าจารย์เนี่ยหวงหน้าหวงตาฝุด ๆ !”

“ไปเลยค่ะหัวหน้าห้อง ! สั่งสอนมันเลยค่า !”

[ ตื่นเต้น +66 ]

[ ตื่นเต้น +66 ]

[ ตั้งตารอ +88 ]

เมื่อได้ยินแจ้งเตือนค่าอารมณ์และเห็นนักศึกษาตื่นเต้นกันแล้วเฉินมู่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“ไงหัวหน้าห้อง  พักผ่อนพอยัง”

เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวด้วยสีหน้าสดใส

“ฉันพร้อมมานานแล้ว !”

“ไปเลยหัวหน้าห้อง ! ฆ่ามันซ้า !”

ลั่วซือหานยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจและมองไปยังทุกคน

“ไม่ต้องห่วงนะพี่น้อง  วันนี้ฉันจะแก้แค้นให้พวกเธอเอง !”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างดีใจเป็นล้นพ้นและรีบหลีกทาง  ยกมือยกไม้ตะโกนเชียร์เสียงดัง

เฉินมู่ยิ้ม  เดินไปอีกด้านหนึ่งของลั่วซือหานแล้วพูดพร้อมกับเอามือไขว้หลังว่า

“ต้องยกเลิกแรงโน้มถ่วงแล้วถอดชุดรบออกมั้ย”

“ไม่จำเป็น”

ลั่วซื่อฮั่นมองเฉินมู่ด้วยท่าทีสงบ

“ท้ายที่สุดแล้วศักยภาพของเรามันต่างกัน  ให้ถือซะว่าชุดรบนี่เป็นโบนัสให้นาย  ส่วนแรงโน้มถ่วงนายเองก็โดนอยู่ไม่ใช่เหรอ  เพราะงั้นมันก็ยุติธรรมแล้ว”

เฉินมู่พยักหน้าและยื่นมือออกไปอย่างสุภาพบุรุษ

“งั้นก็เชิญครับ”

“ยัยนู้บ”

[ เศร้า +66 ]

[ โกรธ +66 ]

จบบทที่ บทที่ 24 : เฉินมู่ กูจะซัดมึงให้เละ ! ไม่มีใครปกป้องมึงได้หรอก ! กูบอกเลย !

คัดลอกลิงก์แล้ว