เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !

บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !

บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !


ภายในห้องประชุมลับ

กลุ่มคนนั่งล้อมรอบโต๊ะยาวขนาดใหญ่  กระซิบกระซาบกันเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ประมุขของแปดตระกูลใหญ่  มหาวิทยาลัยชั้นนำแปดแห่ง  และกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ล้วนถูกระบุไว้อย่างเด่นชัด

“พี่ซู  พี่รู้มั้ย...  ว่าทำไมจู่ ๆ ท่านถึงเรียกพวกเรามาที่นี่อย่างกระทันหัน”

เมื่อได้ยินดังนั้น  ซูฉางเหอ  ประมุขตระกูลซูก็ลูบขมับด้วยความหงุดหงิดและพูดด้วยความปวดหัวว่า

“ฉันก็ไม่รู้  นายน่าจะถามพี่เย่ดูนะ  แกอาจจะรู้ก็ได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น  เย่หมิงซวนก็ทำหน้าเคร่งขรึมทันที

“ฉันจะไปรู้เรื่องอะไรได้  ตระกูลเย่ของฉันอยู่แค่อันดับสามเองนะ  ไปถามพี่ซูกะผู้อาวุโสฉินเถอะ”

ผู้อาวุโสฉินสูดควันเข้าไปหนึ่งครั้ง  หรี่ตาลง  แล้วพ่นออก

“ข้าแก่เลิกสนใจเรื่องทางโลกมานานแล้ว  นี่ถ้าไม่ใช่เพราะประมุขตระกูลพอดีติดธุระล่ะก็ข้าแก่คงไม่มาหรอก”

เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนต่างก็สบตากัน  และสีหน้าของพวกเธอก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นกว่าเดิม

แม้แต่ประมุขตระกูลใหญ่ทั้งแปดก็ยังไม่รู้  แล้วคนจากตระกูลระดับต่ำกว่าลงไปจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะ

โชคดีที่ประตูเปิดออกในตอนนั้นพอดี

หญิงสาวสวยในชุดเครื่องแบบทหารปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชายชุดเครื่องแบบทหารอีกสองคน

เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที

หลี่หมิงซินซึ่งได้รับเชิญให้มานั่งที่นั่งแถวหน้านั้นนัยน์ตาหดวูลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นไหล่ของหญิงสาวคนนั้น

“พันเอก...  ผู้หญิงที่ดูอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ นี่กลับเป็นถึงพันเอก !”

“ยังเด็กอยู่เลย...  อนาคตจะเป็นยังไง...”

หลี่หมิงซินรีบเบี่ยงสายตา  แม้ว่าหญิงสาวจะงดงามอย่างยิ่งราวกับนางฟ้า  แต่เขาก็ไม่กล้าสบตาเธออีกต่อไป

และเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชายที่อยู่ทางซ้ายมือด้านหลังเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ  สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

“ขะ  เขาเป็นคนขับรถ...”

หัวใจของหลี่หมิงซินเต้นผิดจังหวะ  เขาคิดทบทวนถึงเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เคยทำในชีวิตทันที

โชคดีที่ถึงแม้เขาจะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี  แต่ดูเหมือนตนก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมนะ...

“ทุกท่าน”

ผู้หญิงคนที่ทั้งเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวคนนั้นเดินขึ้นหน้ามาและพูดขึ้นก่อนโดยไม่เปิดโอกาสให้ใคร

เมื่อเห็นหญิงสาวที่ยังเยาว์วัยแต่สวยงามอย่างยิ่งคนนี้ยังคงสงบและเยือกเย็นแม้อยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญจากเมืองหลวง  เหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างก็รู้สึกหวั่นไหวไปพร้อม ๆ กัน

ควรเข้าใจก่อนว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงมาเป็นเวลานานจะพัฒนาออร่าแห่งความเหนือกว่าโดยไม่รู้ตัว  และปฏิกิริยาแรกของคนทั่วไปส่วนใหญ่ที่มีต่อสิ่งนี้คือความกลัวและการถอยหนี

แต่เมื่อทั้งสามคนเห็นพวกเธอ  แทนที่จะหลบสายตากลับพิจารณาพวกเธออย่างถี่ถ้วนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ใด ๆ

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเธออาจเคยพบปะกับบุคคลที่มีอำนาจมากกว่านี้  และได้รับการสนับสนุนจากพวกเธอมานานหลายปี

หรือไม่ก็พวกเธอก็เป็นวิญญาณร้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองศพทะเลเลือดและไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  นายทหารหญิงยศพันเอกวัยเยาว์ผู้นี้จะไม่ยอมทนต่อการไม่ให้เกียรติจากพวกตนเด็ดขาด

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อยหลี่หมิงซินจึงฝืนหัวเราะแห้ง ๆ

“เอ่อ...  คือ...”

เขาพูดไม่ออก  เขาเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงและไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งประมุขของแปดตระกูลใหญ่  แต่ในช่วงไม่กี่วันมานี้เขากลับรู้สึกเหมือนถูกปฏิบัติเหมือนหลานชายอยู่ทุกวี่วัน  และเขาก็ไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ได้เลย

การล้มลงนี่มันช่างอยู่ยากจริง ๆ

ไอ้ที่น่าสับสนยิ่งกว่าก็คือเขาไม่รู้เลยว่าจะเรียกบุคคลผู้นี้ว่าอย่างไร...

“วันนี้ฉันมาส่งสารตามคำสั่งของหัวหน้า”

ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจหลี่หมิงซินและพูดตรง ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ

“หน่วยสอดแนมของเราทางใต้ได้ส่งข่าวล่าสุดกลับมา : เผ่าปีศาจได้เคลื่อนไหวผิดปกติบ่อยครั้งในช่วงนี้  ดูเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่  ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาพวกมันได้เปิดรอยแยกมิติสี่แห่งที่ยังไม่ทราบว่าจะนำไปสู่ที่ใด”

“จากข้อมูลที่เรามีอยู่ในขณะนี้  หัวหน้าคาดการณ์ว่าพวกมันจะสามารถเปิดแดนลับภูเขาไท่หมิงได้ภายในหนึ่งเดือน  ดังนั้นหัวหน้าจึงให้ฉันมาแจ้งให้พวกท่านทราบด้วยตัวเอง”

“หากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นจริง  แดนลับภูเขาไท่หมิงนี่จะให้นักศึกษาใหม่ปีหนึ่งจากมหาลัยต่าง ๆ เป็นคนจัดการ”

“นี่มัน……”

ทุกคนต่างตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้

“ให้นักศึกษาปีหนึ่งไปจัดการกับของแบบนี้เนี่ยนะ ? มันโอเคจริง ๆ เหรอ”

ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะเดาได้ว่าพวกเธอจะพูดแบบนั้น

“แดนลับภูเขาไท่หมิงอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎระเบียบซึ่งห้ามผู้จอมยุทธ์ที่มีระดับสูงกว่าขอบเขตปราชญ์เข้าไป  ในเวลานั้นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะร่วมเดินทางไปด้วย  ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร”

“ตามที่หัวหน้าบอก  นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการฝึกฝน  การเอาแต่พูดคุยเรื่องทฤษฎีบนกระดาษทั้งวันมันก็ไร้สาระสิ้นดี”

“สิ่งที่ประเทศชาติเราต้องการคือนักสู้ชั้นยอด  ไม่ใช่พวกขี้ขลาดไร้ประโยชน์ที่กลายเป็นคนโง่เมื่อเห็นสัตว์ปิศาจ”

หลังจากพูดจบ  ผู้หญิงคนนั้นก็เหลือบมองหลี่หมิงซินแล้วจากไปโดยไม่หันกลับมามอง

บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งกลุ่มต่างพูดอะไรไม่ออก  ต่างคนต่างขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก

“รองอธิการหลี่  หมายเรียกเขาเรียกคุณแหนะ  เรื่องนี้คุณมีความคิดเห็นอย่างไรล่ะ”

ผมคิดอย่างไรน่ะเหรอ ?

ผมจะคุกเข่าดูเลยเชียวล่ะ !

เมื่อเห็นว่าประมุขตระกูลหลี่โยนปัญหามาให้  หลี่หมิงซินก็หมดหนทางแล้ว

“ทำตามที่คนคนนั้นพูดไปเถอะ  ท้ายที่สุดแล้วเด็ก ๆ ก็ต้องการโอกาสฝึกฝน”

เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงอยากถามอยู่หลี่หมิงซินจึงนึกถึงดวงตาของหญิงสาวเมื่อครู่และรีบยกมือขึ้น

“เอาล่ะทุกท่าน  คนที่มาจากแปดตระกูลใหญ่ให้อยู่ก่อน  ส่วนคนอื่น ๆ ให้กลับไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกันครับ”

ข้อมูลของกองทัพมักจะถูกต้อง  แม้ว่าจะมีการตัดสินใจส่งนักศึกษาปี 1 ไปแล้วก็ตาม  แต่ก็ยังจำเป็นต้องวางแผนรับมือในกรณีฉุกเฉินอยู่ดี

หลังจากมองดูคนส่วนใหญ่จากไปแล้วหลี่หมิงซินก็เหลือบมองคน 8 คนที่ยังนั่งเงียบอยู่แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “ไอ้พวกจิ้งจอกแก่เอ๊ย” ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้รับข้อมูลมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย”

“ตอนนี้ผมสามารถบอกพวกท่านได้อย่างแน่นอนแล้ว”

“ผู้ชายคนนั้น...  เขากลับมาแล้วจริง ๆ...”

เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที

...

“อ้าว ? เป็นไรไปอะเมิ่งเหยา ? นักศึกษาบอบบางงั้นเหรอ ? วิดพื้นแค่สองทีก็ร้องไห้แล้วเนี่ยนะ”

[ เศร้า +66 ]

[ หมดความอดทน +66 ]

[ อยากกัดคนให้ตาย +88 ]

“ไอ้หมวยเอ้ย  ตื่นยาง ? ดูเทียนหยิ่งซิ  เด็กนี่ดีจังนะ  หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บเลย”

[ โกรธจัด +67 ]

“ถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าตัวเองไร้ประโยชน์แค่ไหน  ใช่มะ  ซ่งเหม่ย ?”

[ หมดความอดทน +88 ]

“ดูจ้าวว่านหยูซิ  คอสเพลย์ผีเสื้อกลางคืนของหล่อนค่อนข้างเจ๋งทีเดียว  กระพือปีกไปมาน่าประทับใจมาก”

[ เศร้า +56 ]

ห้องแรงโน้มถ่วง

เมื่อเห็นเฉินมู่เดินเอามือไขว้หลังท่ามกลางฝูงชน  ทุกคนก็อยากจะเข้าไปรุมทำร้ายเขาเหลือเกิน

ไอ้สารเลวนั่น  นอกจากจะด่าคนอื่นแล้วก็ไม่พูดอย่างอื่นเลย  ปากของมันนี่ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก

ในตอนแรกหลายคนคิดว่าตัวเองจะอดทนได้  แต่คำพูดเสียดสีของเขากลับทำให้พวกเธอแทบจะปล่อยโฮออกมา

เขาไม่เว้นแม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่ใกล้จะทำเสร็จแล้ว  ปากยังคงด่าทอพวกเธออย่างรุนแรง  เหมือนกับว่าจ้องจะเล่นงานพวกเธอท่าเดียว

ทั้งสองโกรธมากจนตัวสั่นไปหมดและเกือบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

“เฉินมู่...  คอยดูเถอะ...  พลังฝึกฝนกูเหนือกว่ามึงเมื่อไหร่...  กูจะทำให้มึงเข้าใจ...  ว่าทำไมดอกไม้ถึงมีสีแดง !”

ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำและกัดฟันแน่นโดยลืมไปสนิทเลยว่ากำลังฟังเฉินมู่พูดอะไรอยู่

สิ่งที่เธออยากทำมากที่สุดคือการต่อยเขาเพื่อระบายความโกรธ  แต่เมื่อนึกถึงว่าเฉินมู่เป็นศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวซึ่งตัวเองไม่สามารถเอาชนะได้แล้ว  เธอก็ทำได้เพียง...  ห้ามตัวเองไว้...

[ อับอาย +88 ]

[ หมดความอดทน +88 ]

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบเฉินมู่ก็หันกลับไปมองลั่วซือหานที่กำลังตัวสั่น  จากนั้นก็ทำสีหน้าแปลก ๆ แล้วเดินลูบคางเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ

“เหลืออีกกี่ครั้งนะ  หัวหน้าห้องจอมนินทา”

[ โกรธจัด +55 ]

เสร็จแล้ว !

ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธและลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงแสร้งทำเป็นประหลาดใจ

“ว้าว ๆ ๆ สุดยอดไปเลยหัวหน้าห้อง ! คุณเป็นคนแรกเลยเหรอเนี่ย”

[ ภูมิใจ +36 ]

เมื่อลั่วซือหานได้ยินเฉินมู่เอ่ยปากชมคนเป็นครั้งแรกเธอก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะอดรู้สึกภูมิใจเล็กน้อยไม่ได้

ไอ้สารเลวที่ปากทายาพิษมาผู้ไม่เคยพูดอะไรดี ๆ เลยสักคำนี่  มันช่างน่าตกใจจริง ๆ สงสัยวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกเสียแล้วสิ

“งั้นผมให้รางวัลคุณด้วยการทำเพิ่มอีกร้อยครั้งดีมั้ย”

[ โมโหสุด ๆ +55 ]

กูว่าแล้ว !

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยและเธอก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั่วทั้งตัว

ถ้าหากเธอไม่ได้ยังใช้สติอยู่เธอคงจะซัดเฉินมู่ไปสักรอบแล้ว !

ถึงแม้ว่า...  จะเอาชนะ...  ไม่ได้ก็ตาม

[ หงุดหงิด +55 ]

ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธ  รู้สึกกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในวินาทีต่อมา...

ฟริ้ง !

พร้อมกับเสียงครางเบา ๆ ร่างของลั่วซือหานก็พลันเปล่งแสงสีทองออกมา

[ ตกใจ +44 ]

[ ไม่ม้าง +54 ]

[ โกหกน่า +66 ]

นี่มัน...

เมื่อรู้ว่าตนเองเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวแล้ว  ไม่เพียงแต่ลั่วซือหานเท่านั้น  ทุกคนต่างก็ตกตะลึง

“นี่...  เธอเลื่อนระดับแล้ว ?”

“หัวหน้าห้องเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ ?”

“การวิดพื้นมันช่วยให้เลื่อนระดับได้ด้วยเหรอ ?”

ไม่มีใครรู้ว่าใครพูด  แต่ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินดังนั้น

จากนั้น  ราวกับว่าสมองของพวกเธอเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อต้นขาอย่างฉับพลัน  สติปัญญาของทุกคนก็เข้าควบคุมทันที

ด้วยแรงบันดาลใจที่แวบขึ้นมานี้  ทุกคนจึงกัดฟันและเริ่มวิดพื้นต่อ

กระพือปีกอะไรกัน ! วิจัยพื้นบ้าบออะไรกัน !

อะไรจะไปเย้ายวนใจไปกว่าโอกาสที่จะได้เลื่อนระดับกัน

พูดตามตรงแล้ว  เมื่อใช้เคสของลั่วซือหานเป็นอุทาหรณ์  ความกระตือรือร้นของทุกคนในการวิดพื้นก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม  เมื่อลั่วซือหานได้สติกลับคืนมาอย่างเต็มที่และมองดูมือของตน  เธอก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...

“ตอนนี้เราเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว  และไอ้เฉินมู่ก็เป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกัน...”

ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย  เธอหันไปมองเฉินมู่ทันทีพร้อมกับกัดฟันแน่น

“เฉินมู่ ! ฉันขอท้านาย !”

จบบทที่ บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !

คัดลอกลิงก์แล้ว