- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !
บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !
บทที่ 23 : การล่อลวงจากการเลื่อนระดับ ! ลั่วซือหานรู้สึกว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกครั้ง !
ภายในห้องประชุมลับ
กลุ่มคนนั่งล้อมรอบโต๊ะยาวขนาดใหญ่ กระซิบกระซาบกันเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ประมุขของแปดตระกูลใหญ่ มหาวิทยาลัยชั้นนำแปดแห่ง และกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ล้วนถูกระบุไว้อย่างเด่นชัด
“พี่ซู พี่รู้มั้ย... ว่าทำไมจู่ ๆ ท่านถึงเรียกพวกเรามาที่นี่อย่างกระทันหัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูฉางเหอ ประมุขตระกูลซูก็ลูบขมับด้วยความหงุดหงิดและพูดด้วยความปวดหัวว่า
“ฉันก็ไม่รู้ นายน่าจะถามพี่เย่ดูนะ แกอาจจะรู้ก็ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่หมิงซวนก็ทำหน้าเคร่งขรึมทันที
“ฉันจะไปรู้เรื่องอะไรได้ ตระกูลเย่ของฉันอยู่แค่อันดับสามเองนะ ไปถามพี่ซูกะผู้อาวุโสฉินเถอะ”
ผู้อาวุโสฉินสูดควันเข้าไปหนึ่งครั้ง หรี่ตาลง แล้วพ่นออก
“ข้าแก่เลิกสนใจเรื่องทางโลกมานานแล้ว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะประมุขตระกูลพอดีติดธุระล่ะก็ข้าแก่คงไม่มาหรอก”
เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนต่างก็สบตากัน และสีหน้าของพวกเธอก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นกว่าเดิม
แม้แต่ประมุขตระกูลใหญ่ทั้งแปดก็ยังไม่รู้ แล้วคนจากตระกูลระดับต่ำกว่าลงไปจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะ
โชคดีที่ประตูเปิดออกในตอนนั้นพอดี
หญิงสาวสวยในชุดเครื่องแบบทหารปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชายชุดเครื่องแบบทหารอีกสองคน
เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
หลี่หมิงซินซึ่งได้รับเชิญให้มานั่งที่นั่งแถวหน้านั้นนัยน์ตาหดวูลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นไหล่ของหญิงสาวคนนั้น
“พันเอก... ผู้หญิงที่ดูอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ นี่กลับเป็นถึงพันเอก !”
“ยังเด็กอยู่เลย... อนาคตจะเป็นยังไง...”
หลี่หมิงซินรีบเบี่ยงสายตา แม้ว่าหญิงสาวจะงดงามอย่างยิ่งราวกับนางฟ้า แต่เขาก็ไม่กล้าสบตาเธออีกต่อไป
และเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชายที่อยู่ทางซ้ายมือด้านหลังเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“ขะ เขาเป็นคนขับรถ...”
หัวใจของหลี่หมิงซินเต้นผิดจังหวะ เขาคิดทบทวนถึงเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เคยทำในชีวิตทันที
โชคดีที่ถึงแม้เขาจะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี แต่ดูเหมือนตนก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมนะ...
“ทุกท่าน”
ผู้หญิงคนที่ทั้งเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวคนนั้นเดินขึ้นหน้ามาและพูดขึ้นก่อนโดยไม่เปิดโอกาสให้ใคร
เมื่อเห็นหญิงสาวที่ยังเยาว์วัยแต่สวยงามอย่างยิ่งคนนี้ยังคงสงบและเยือกเย็นแม้อยู่ต่อหน้าบุคคลสำคัญจากเมืองหลวง เหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างก็รู้สึกหวั่นไหวไปพร้อม ๆ กัน
ควรเข้าใจก่อนว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงมาเป็นเวลานานจะพัฒนาออร่าแห่งความเหนือกว่าโดยไม่รู้ตัว และปฏิกิริยาแรกของคนทั่วไปส่วนใหญ่ที่มีต่อสิ่งนี้คือความกลัวและการถอยหนี
แต่เมื่อทั้งสามคนเห็นพวกเธอ แทนที่จะหลบสายตากลับพิจารณาพวกเธออย่างถี่ถ้วนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ใด ๆ
สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเธออาจเคยพบปะกับบุคคลที่มีอำนาจมากกว่านี้ และได้รับการสนับสนุนจากพวกเธอมานานหลายปี
หรือไม่ก็พวกเธอก็เป็นวิญญาณร้ายที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองศพทะเลเลือดและไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นายทหารหญิงยศพันเอกวัยเยาว์ผู้นี้จะไม่ยอมทนต่อการไม่ให้เกียรติจากพวกตนเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อยหลี่หมิงซินจึงฝืนหัวเราะแห้ง ๆ
“เอ่อ... คือ...”
เขาพูดไม่ออก เขาเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงและไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งประมุขของแปดตระกูลใหญ่ แต่ในช่วงไม่กี่วันมานี้เขากลับรู้สึกเหมือนถูกปฏิบัติเหมือนหลานชายอยู่ทุกวี่วัน และเขาก็ไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ได้เลย
การล้มลงนี่มันช่างอยู่ยากจริง ๆ
ไอ้ที่น่าสับสนยิ่งกว่าก็คือเขาไม่รู้เลยว่าจะเรียกบุคคลผู้นี้ว่าอย่างไร...
“วันนี้ฉันมาส่งสารตามคำสั่งของหัวหน้า”
ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจหลี่หมิงซินและพูดตรง ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“หน่วยสอดแนมของเราทางใต้ได้ส่งข่าวล่าสุดกลับมา : เผ่าปีศาจได้เคลื่อนไหวผิดปกติบ่อยครั้งในช่วงนี้ ดูเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาพวกมันได้เปิดรอยแยกมิติสี่แห่งที่ยังไม่ทราบว่าจะนำไปสู่ที่ใด”
“จากข้อมูลที่เรามีอยู่ในขณะนี้ หัวหน้าคาดการณ์ว่าพวกมันจะสามารถเปิดแดนลับภูเขาไท่หมิงได้ภายในหนึ่งเดือน ดังนั้นหัวหน้าจึงให้ฉันมาแจ้งให้พวกท่านทราบด้วยตัวเอง”
“หากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นจริง แดนลับภูเขาไท่หมิงนี่จะให้นักศึกษาใหม่ปีหนึ่งจากมหาลัยต่าง ๆ เป็นคนจัดการ”
“นี่มัน……”
ทุกคนต่างตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้
“ให้นักศึกษาปีหนึ่งไปจัดการกับของแบบนี้เนี่ยนะ ? มันโอเคจริง ๆ เหรอ”
ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะเดาได้ว่าพวกเธอจะพูดแบบนั้น
“แดนลับภูเขาไท่หมิงอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎระเบียบซึ่งห้ามผู้จอมยุทธ์ที่มีระดับสูงกว่าขอบเขตปราชญ์เข้าไป ในเวลานั้นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะร่วมเดินทางไปด้วย ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร”
“ตามที่หัวหน้าบอก นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการฝึกฝน การเอาแต่พูดคุยเรื่องทฤษฎีบนกระดาษทั้งวันมันก็ไร้สาระสิ้นดี”
“สิ่งที่ประเทศชาติเราต้องการคือนักสู้ชั้นยอด ไม่ใช่พวกขี้ขลาดไร้ประโยชน์ที่กลายเป็นคนโง่เมื่อเห็นสัตว์ปิศาจ”
หลังจากพูดจบ ผู้หญิงคนนั้นก็เหลือบมองหลี่หมิงซินแล้วจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
บรรดาผู้ทรงอิทธิพลทั้งกลุ่มต่างพูดอะไรไม่ออก ต่างคนต่างขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก
“รองอธิการหลี่ หมายเรียกเขาเรียกคุณแหนะ เรื่องนี้คุณมีความคิดเห็นอย่างไรล่ะ”
ผมคิดอย่างไรน่ะเหรอ ?
ผมจะคุกเข่าดูเลยเชียวล่ะ !
เมื่อเห็นว่าประมุขตระกูลหลี่โยนปัญหามาให้ หลี่หมิงซินก็หมดหนทางแล้ว
“ทำตามที่คนคนนั้นพูดไปเถอะ ท้ายที่สุดแล้วเด็ก ๆ ก็ต้องการโอกาสฝึกฝน”
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงอยากถามอยู่หลี่หมิงซินจึงนึกถึงดวงตาของหญิงสาวเมื่อครู่และรีบยกมือขึ้น
“เอาล่ะทุกท่าน คนที่มาจากแปดตระกูลใหญ่ให้อยู่ก่อน ส่วนคนอื่น ๆ ให้กลับไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกันครับ”
ข้อมูลของกองทัพมักจะถูกต้อง แม้ว่าจะมีการตัดสินใจส่งนักศึกษาปี 1 ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังจำเป็นต้องวางแผนรับมือในกรณีฉุกเฉินอยู่ดี
หลังจากมองดูคนส่วนใหญ่จากไปแล้วหลี่หมิงซินก็เหลือบมองคน 8 คนที่ยังนั่งเงียบอยู่แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “ไอ้พวกจิ้งจอกแก่เอ๊ย” ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้รับข้อมูลมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย”
“ตอนนี้ผมสามารถบอกพวกท่านได้อย่างแน่นอนแล้ว”
“ผู้ชายคนนั้น... เขากลับมาแล้วจริง ๆ...”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปในทันที
...
“อ้าว ? เป็นไรไปอะเมิ่งเหยา ? นักศึกษาบอบบางงั้นเหรอ ? วิดพื้นแค่สองทีก็ร้องไห้แล้วเนี่ยนะ”
[ เศร้า +66 ]
[ หมดความอดทน +66 ]
[ อยากกัดคนให้ตาย +88 ]
“ไอ้หมวยเอ้ย ตื่นยาง ? ดูเทียนหยิ่งซิ เด็กนี่ดีจังนะ หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บเลย”
[ โกรธจัด +67 ]
“ถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าตัวเองไร้ประโยชน์แค่ไหน ใช่มะ ซ่งเหม่ย ?”
[ หมดความอดทน +88 ]
“ดูจ้าวว่านหยูซิ คอสเพลย์ผีเสื้อกลางคืนของหล่อนค่อนข้างเจ๋งทีเดียว กระพือปีกไปมาน่าประทับใจมาก”
[ เศร้า +56 ]
ห้องแรงโน้มถ่วง
เมื่อเห็นเฉินมู่เดินเอามือไขว้หลังท่ามกลางฝูงชน ทุกคนก็อยากจะเข้าไปรุมทำร้ายเขาเหลือเกิน
ไอ้สารเลวนั่น นอกจากจะด่าคนอื่นแล้วก็ไม่พูดอย่างอื่นเลย ปากของมันนี่ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ในตอนแรกหลายคนคิดว่าตัวเองจะอดทนได้ แต่คำพูดเสียดสีของเขากลับทำให้พวกเธอแทบจะปล่อยโฮออกมา
เขาไม่เว้นแม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่ใกล้จะทำเสร็จแล้ว ปากยังคงด่าทอพวกเธออย่างรุนแรง เหมือนกับว่าจ้องจะเล่นงานพวกเธอท่าเดียว
ทั้งสองโกรธมากจนตัวสั่นไปหมดและเกือบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“เฉินมู่... คอยดูเถอะ... พลังฝึกฝนกูเหนือกว่ามึงเมื่อไหร่... กูจะทำให้มึงเข้าใจ... ว่าทำไมดอกไม้ถึงมีสีแดง !”
ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำและกัดฟันแน่นโดยลืมไปสนิทเลยว่ากำลังฟังเฉินมู่พูดอะไรอยู่
สิ่งที่เธออยากทำมากที่สุดคือการต่อยเขาเพื่อระบายความโกรธ แต่เมื่อนึกถึงว่าเฉินมู่เป็นศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวซึ่งตัวเองไม่สามารถเอาชนะได้แล้ว เธอก็ทำได้เพียง... ห้ามตัวเองไว้...
[ อับอาย +88 ]
[ หมดความอดทน +88 ]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบเฉินมู่ก็หันกลับไปมองลั่วซือหานที่กำลังตัวสั่น จากนั้นก็ทำสีหน้าแปลก ๆ แล้วเดินลูบคางเข้ามาอยู่ตรงหน้าเธอ
“เหลืออีกกี่ครั้งนะ หัวหน้าห้องจอมนินทา”
[ โกรธจัด +55 ]
เสร็จแล้ว !
ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธและลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
“ว้าว ๆ ๆ สุดยอดไปเลยหัวหน้าห้อง ! คุณเป็นคนแรกเลยเหรอเนี่ย”
[ ภูมิใจ +36 ]
เมื่อลั่วซือหานได้ยินเฉินมู่เอ่ยปากชมคนเป็นครั้งแรกเธอก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะอดรู้สึกภูมิใจเล็กน้อยไม่ได้
ไอ้สารเลวที่ปากทายาพิษมาผู้ไม่เคยพูดอะไรดี ๆ เลยสักคำนี่ มันช่างน่าตกใจจริง ๆ สงสัยวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกเสียแล้วสิ
“งั้นผมให้รางวัลคุณด้วยการทำเพิ่มอีกร้อยครั้งดีมั้ย”
[ โมโหสุด ๆ +55 ]
กูว่าแล้ว !
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยและเธอก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั่วทั้งตัว
ถ้าหากเธอไม่ได้ยังใช้สติอยู่เธอคงจะซัดเฉินมู่ไปสักรอบแล้ว !
ถึงแม้ว่า... จะเอาชนะ... ไม่ได้ก็ตาม
[ หงุดหงิด +55 ]
ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธ รู้สึกกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในวินาทีต่อมา...
ฟริ้ง !
พร้อมกับเสียงครางเบา ๆ ร่างของลั่วซือหานก็พลันเปล่งแสงสีทองออกมา
[ ตกใจ +44 ]
[ ไม่ม้าง +54 ]
[ โกหกน่า +66 ]
นี่มัน...
เมื่อรู้ว่าตนเองเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวแล้ว ไม่เพียงแต่ลั่วซือหานเท่านั้น ทุกคนต่างก็ตกตะลึง
“นี่... เธอเลื่อนระดับแล้ว ?”
“หัวหน้าห้องเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ ?”
“การวิดพื้นมันช่วยให้เลื่อนระดับได้ด้วยเหรอ ?”
ไม่มีใครรู้ว่าใครพูด แต่ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินดังนั้น
จากนั้น ราวกับว่าสมองของพวกเธอเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อต้นขาอย่างฉับพลัน สติปัญญาของทุกคนก็เข้าควบคุมทันที
ด้วยแรงบันดาลใจที่แวบขึ้นมานี้ ทุกคนจึงกัดฟันและเริ่มวิดพื้นต่อ
กระพือปีกอะไรกัน ! วิจัยพื้นบ้าบออะไรกัน !
อะไรจะไปเย้ายวนใจไปกว่าโอกาสที่จะได้เลื่อนระดับกัน
พูดตามตรงแล้ว เมื่อใช้เคสของลั่วซือหานเป็นอุทาหรณ์ ความกระตือรือร้นของทุกคนในการวิดพื้นก็สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อลั่วซือหานได้สติกลับคืนมาอย่างเต็มที่และมองดูมือของตน เธอก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...
“ตอนนี้เราเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว และไอ้เฉินมู่ก็เป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกัน...”
ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย เธอหันไปมองเฉินมู่ทันทีพร้อมกับกัดฟันแน่น
“เฉินมู่ ! ฉันขอท้านาย !”