เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?

บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?

บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?


เขามองดูกลุ่มเด็กสาวที่จ้องมองมา  ดวงตาแดงก่ำ  หายใจหอบ  และตัวสั่นไปหมด

เฉินมู่รู้สึกราวกับว่าตนกำลังถูกฝูงหมาป่าหิวเลือดจ้องเล่นงาน

แต่เขาไม่ได้โกรธ  กลับกัน  เขากลับมีความสุขมากขึ้นไปอีก

นี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการอย่างแท้จริง  ต้องการให้พวกเธอคลั่ง

เขาไม่กลัวการถูกโจมตี  และไม่กลัวการถูกท้าทาย

หากจอมยุทธ์ไม่มีความทะเยอทะยานหรือเลือดนักสู้อยู่ในตัว  งั้นก็ควรกลับบ้านไปทำไร่ไถนาเสียยังดีกว่า

อย่างไรก็ตาม  เขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าหลังจากที่ตนพูดว่าสามารถช่วยคนอื่นเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ภายใน 1 เดือนนั้น  ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวในฝูงชนต่างก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกันและมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“หนึ่งเดือน...  ทำไมต้องหนึ่งเดือน ?”

ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย  เธอตื่นเต้นอย่างมาก

“อีกหนึ่งเดือนเผ่าปีศาจจะเปิดรอยแยกขึ้นโดยไม่ตั้งใจ  ทำให้ดินแดนลับภูเขาไท่หมิงที่ทางใต้ของเมืองเหลียนฮวา (เมืองดอกบัว) เปิดออกอย่างกะทันหัน”

“ชาติก่อนเราใช้บอดี้การ์ดสองคนที่ตระกูลส่งมาไปฆ่าราชาเสือ  เลยทำให้เราได้รับดอกเพลิงดารากับแก่นอสูรของราชาเสือมาใช้ผลักดันให้เลื่อนระดับได้ถึงสามดาวรวด”

“ถ้าเราสามารถเลื่อนระดับไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ได้  ด้วยพลังรบที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้ก็อาจจะสามารถรับมือกับราชาเสือได้ด้วยตัวเอง  ถึงยังไงข้อดีของการดูคนอื่นสู้ก็แตกต่างจากการสู้ด้วยตัวเองคนละเรื่อง”

“ชาติก่อนเราหยิ่งผยองเกินไปเพราะถือดีว่ามีศักยภาพระดับเอส  เอาชนะคนที่มีระดับเดียวกันและรับมือกับคนที่มีระดับสูงกว่าได้ง่าย ๆ ทำให้ขาดประสบการณ์ในภาคปฏิบัติจริงมาก  ทำให้หลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิแล้วแท้ ๆ แต่กลับอ่อนแอ”

“การต่อสู้เอาชีวิตรอดคือหนทางที่ดีที่สุดในการปลดปล่อยศักยภาพออกมา  หากปราศจากความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความตายแล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร  โชคดีที่โชคชะตาได้มอบโอกาสอีกครั้งให้  ในชาตินี้เราต้องพึ่งพาตัวเอง !”

“ยิ่งไปกว่านั้น...  ก็พึ่งมารู้เอาทีหลังว่าสมบัติล้ำค่าที่สุดในแดนลับภูเขาไท่หมิงไม่ใช่ดอกดาราเพลิง  แต่เป็นหญ้าเพลิงว่างเปล่าหมื่นปีที่อยู่ลึกเข้าไปในแดนลับ  หากได้มันมาล่ะก็กายาซินเหยียนของเราก็อาจจะพัฒนาขึ้นได้อีก !”

ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย  เธอมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก  แต่...

“ทำไมหมอนี่ถึงเลือกเดือนหน้า ? เป็นเรื่องบังเอิญหรือเพราะมั่นใจเต็มเปี่ยม  หรือว่า...”

ลั่วซือหานมองเฉินมู่อีกครั้ง  หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย

“เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้น”

แนวคิดเรื่องการกลับมาเกิดใหม่นั้นฟังดูเหลือเชื่อเกินไป  เธอไม่เชื่อว่าเฉินมู่จะเกิดใหม่เหมือนกัน  จากผลงานของเฉินมู่เมื่อวานนี้และการปรากฏตัวของฉินเสี่ยวเสี่ยว  เธอคิดได้เพียงว่าเฉินมู่อาจมีพลังบางอย่างที่เธอไม่รู้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนี่ก็คือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเธอ  และที่แน่ ๆ คือเธอจำเป็นต้องพยายามให้หนักขึ้น

ขณะที่ลั่วซือหานกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเฉินมู่ก็ยื่นมือออกไปอย่างใจเย็น

“เอาล่ะ  ผมพูดจบแล้ว  ตอนนี้เชิญพวกคุณเริ่มการแสดงได้”

[ เศร้า +55 ]

[ เศร้า +55 ]

ทุกคนต่างพูดไม่ออก  แต่พวกเธอจะทำอะไรได้ล่ะ  พวกเธอได้ทุ่มเททุกอย่างไปแล้ว  แล้วทำไมไม่ลองดูสักตั้งล่ะ

ในฐานะผู้ที่ทำผิด  จ้าวหลินหลินจึงต้องแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมาก่อน

“พี่ ๆ น้อง ๆ ฉันขอโทษนะ  เป็นความผิดของฉันเอง  ฉันจะไม่กล้าขัดคำสั่งอาจารย์อีกแล้ว”

“ทุกคนวางใจได้  ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากฉันเมื่อไหร่ก็บอกได้เลย  ถ้าฉันแสดงอาการหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียวล่ะก็จะไม่ขอใช้แซ่จ้าวอีกต่อไป”

“แต่เพราะฉันทำผิดในวันนี้เลยทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนโดยไม่สมควร  ฉันจะชดใช้ให้ทุกคนในอนาคตอย่างแน่นอน”

“และพอเราออกไปข้างนอกเสร็จได้แล้ว  ฉันจะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่ให้ทุกคนเอง !”

ทุกคนต่างรู้สึกขบขันและหงุดหงิดไปพร้อม ๆ กัน  แต่ความคิดเห็นของพวกเธอที่มีต่อยัยเด็กเอาแต่ใจและดื้อรั้นคนนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ก็อดที่จะพยักหน้าในใจไม่ได้

ไม่ใช่ว่ากลัวที่จะทำผิด  แต่กลัวที่จะไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง  การที่เธอพูดแบบนั้นแสดงว่าเธอยังมีหวังอยู่

ขณะที่ดูทุกคนกำลังพยายามวิดพื้นกันอย่างยากลำบากอยู่นั้น  เฉินมู่ก็หยิบกระติกน้ำร้อนออกมา  จิบชา  แล้วมองไปที่เย่หานยู่

“ให้คนมาเก็บกวาดเศษอาหารที่พื้นหน่อยแล้วเอาไปไว้ที่ประตูหลัง  เดี๋ยวจะมีคนมาเก็บไปเอง”

“แล้วก็เช็กดูให้ดี ๆ ด้วยล่ะ  ตรวจสอบให้แน่ชัดอย่าให้เนื้อบนพื้นนั่นหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว”

เหล่าหญิงสาวคร่ำครวญด้วยความสิ้นหวัง  ในขณะที่เย่หานยู่พยายามกลั้นขำอย่างสุดกำลัง

หลังจากจิบชาแห่งการตรัสรู้แล้วคุณชายเฉินก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้และหลับตาลงเพื่อพิจารณาคัมภีร์เต้าซวน

รางวัลจากระบบนี้ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถซึมซับเพื่อบรรลุถึงระดับมหาสมบูรณ์แบบได้ในคราวเดียว  แต่การซึมซับแบบนั้นมันก็เรื่องหนึ่ง  อันที่จริงมันยังมีปริศนาและวิธีการอีกมากมายที่ต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเองอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น  คัมภีร์เต้าซวนนี้ยังลึกลับมากจนถึงขั้นเพียงแค่ฝึกวิชานี้ก็ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้แล้ว

ควรสังเกตว่าก่อนหน้านี้ความเร็วในการฝึกฝนของเขานั้นก็เร็วกว่าตอนที่เขาพึ่งพลังตื่นใหม่ ๆ ถึง 50 เท่า  และเมื่อทวีคูณไปอีก 2 เท่าก็เท่ากับทำให้เร็วขึ้นถึง 100 เท่าเลยทีเดียว

ตราบใดที่เขามุ่งมั่นในการฝึกฝน  พลังวิญญาณมากมายมหาศาลดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ก็จะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา

ด้วยพรจากกายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้างประกอบเข้าไปอีก  ระดับการฝึกฝนของเขาจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ข่าวร้ายอย่างเดียวก็คือประสิทธิภาพของโลหิตมังกรเพลิงลดลงอย่างมาก  เมื่อวานเขาหยดไป 10 หยดแต่กลับได้ผลแค่ครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับตอนใช้ครั้งแรก

หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป  เพียงไม่ถึง 5 วันโลหิตมังกรเพลิงก็จะหมดประโยชน์กับเขาแล้ว

แต่ข่าวดีก็คือ  กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้างยังคงถือว่าแข็งแกร่ง  มีอ่อนแอลงบ้างแต่แค่เล็กน้อย

เนื่องจากระดับการฝึกฝนของเขายังต่ำอยู่  ดังนั้นมันจึงไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากนัก

และเมื่อวานก็ได้ตกลงกับเย่หานยู่ไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะช่วยให้เธอเลื่อนไปสู่ขอบเขตจักรพรรดิในคืนนี้

จากประสบการณ์กับฉินเสี่ยวเสี่ยวเขาจึงคาดเดาได้ว่าระดับการฝึกฝนของตนจะต้องเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน

อ้อ  ที่ต้องพูดอีกเรื่องก็คือ  หลังจากบำเพ็ญเพียรมาทั้งคืน  ระดับพลังของเขาก็พุ่งสูงถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ 4 ดาวแล้ว

การฝึกฝนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก

แต่การวิดพื้นคงสนุกมากแน่ ๆ

ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมงได้  บางคนเริ่มจะเช็ดน้ำตาแล้ว

ชุดรบกับแรงโน้มถ่วง 1 เท่าทำให้ต้องรับน้ำหนักเพิ่มจากเดิมรวมเป็น 2 เท่านั้น  นับว่าไม่ได้ยากอะไรสำหรับลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว  เพราะเมื่อวานนี้พวกเธอยืนได้แล้ว

แต่สำหรับหญิงสาวที่เมื่อวานนี้ทั้งวันไม่นอนก็ต้องคลานเอานั้นมันคือความทรมานอย่างแสนสาหัสอย่างแท้ทรู

แม้ว่าพวกเธอจะเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวจากการได้แช่ตัวในน้ำสมุนไพรแล้วก็ตาม  ทว่าพวกเธอก็พึ่งจะก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางจอมยุทธ์เท่านั้น  เรื่องพละกำลังของร่างกายยังห่างจากคำว่าพออยู่อีกเยอะ

ผู้ที่เย่อหยิ่งและประมาทตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียนโดยเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองย่อมต้องพบกับความพ่ายแพ้

หลังจากทำไปได้ไม่ถึง 30 ครั้ง  พวกเธอก็เริ่มข้อศอกสั่นพับ ๆ เหมือนผีเสื้อตกน้ำที่พยายามตีปีกหนี

“เห้ ๆ ๆ !”

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ซึ่งพึ่งฟื้นคืนสติก็ลุกขึ้นยืนและชี้ไปที่นักศึกษาหญิงคนหนึ่งอย่างจริงจัง

“ซูเสี่ยวเถา ! หล่อนใจร่ม ๆ หน่อย  อย่าให้เมิ่งเหยาข้างหน้าเป็นหวัดล่ะ !”

[ เศร้า +88 ]

“หล่อนก็ด้วยจ้าวฮวนฮวน ! ทำไม ? หล่อนจะบินขึ้นสวรรค์ไปกับซูเสี่ยวเถาเหรอ ?”

[ ไม่พอใจ +88 ]

“ฮวาหลิง  เคยบอกหล่อนแล้วไม่ใช่เหรอ ? หยุดร้องไห้เด๋วนิ ! ไม่มีใครอยากกินหมูแช่อิ่มหรอก !”

[ อับอาย +88 ]

[ น้ำตาไหลอาบหน้า +88 ]

“หมายความว่าไงหลินเมิ่งซวน ? เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขารับสัญญาณไม่ได้ไง ?”

[ โกรธจัด +78 ]

“หล่อนด้วย ! เจียงหยิ่ง ! ศึกษาเรื่องพื้นอยู่เหรอ ? รู้มั้ยว่ามันจะแต่งงานเมื่อไหร่ ? ฉันจะได้ให้ของขวัญแล้วไปกินข้าวโต๊ะข้าง ๆ”

[ ไม่พอใจ +88 ]

“เซี่ยจู๋  ตื่นได้แล้ว ! ตะวันส่องตูดแล้ว !”

[ ไม่พอใจ +99 ]

“พูดกะเธอไม่ได้พูดกะหล่อนใช่มั้ย ? จ้าวหลินซี ?”

[ อยากตายโว้ย +99 ]

ทันทีที่เฉินมู่ตื่นขึ้นเขาก็เริ่มพ่นพิษ  ทำให้หญิงสาวหน้าแดงและตัวสั่นด้วยความโกรธ

พวกเธอไม่เข้าใจเลยสักนิด  เฉินมู่มีรังแตนอยู่ในปากหรือไง  เขาเอาคำพูดมากมายขนาดนั้นมาจากไหน  ถึงได้พร่ำพูดแต่ถ้อยคำที่คมกริบทิ่มแทงทะลุใจดำออกมาอย่างไม่หยุดยั้งอยู่ได้

แน่นอนว่าพวกสาว ๆ ต่างโกรธที่ถูกวิจารณ์  แต่เย่หานยู่ที่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ กลับหัวเราะออกมาหลายครั้งเลยทีเดียว

แม้ว่าการถูกเฉินมู่วิจารณ์จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจเลย  แต่การได้เห็นเขาวิจารณ์คนอื่นกลับเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันไม่น้อย

เธอรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่มาเป็นผู้ช่วยอาจารย์  เธอหวังว่าตัวเองควรจะทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว

ท่ามกลางฝูงชน

จ้าวหลินซีล้มลงนอนกับพื้น  เหงื่อท่วมตัว  เธอไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว  และยิ่งมามีเฉินมู่พูดจาเสียดสีอยู่ข้าง ๆ เธอก็ยิ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป

“แงงงงง...  เจ๊ชิว  ดูมันซี่...  มันแซะฉันอีกแล้วง่า  แงงงงงง...”

เย่จิ่นชิวกัดฟันกรอด  ใบหน้าแดงก่ำ  การเคลื่อนไหวก็อืดอาดอย่างน่าเหลือเชื่อ  เห็นได้ชัดว่าเธอถึงขีดจำกัดแล้ว

โชคดีที่เธอทำไปแล้ว 78 ครั้งและจะเสร็จในเร็ว ๆ นี้

“ไม่นะ  หยุดพูด...  แล้ว...  รีบทำซะ...”

การลงโทษไม่ใช่เรื่องน่ากลัว  สิ่งที่น่ากลัวคือถ้ายังเสียเวลาไปกับเรื่องแบบนี้ต่อไปก็จะไม่มีวันได้เรียนหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ

นั่นเป็นทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ ! เธอรู้สึกอิจฉายิ่งนัก  และเมื่อคืนนี้เธอก็นึกย้อนกลับไปทบทวนอย่างละเอียดว่าทักษะยุทธ์ที่เฉินมู่ใช้รับมือกับพวกหลี่เฉิงคุนในพิธีเปิดเมื่อวันก่อนนั้นมันต้องเป็นวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำแน่ ๆ

ในเวลานั้นเขาไม่ได้ใช้พลังโลหิตปราณเลย  เขาทำสำเร็จได้ด้วยพละกำลังร่างกายเพียงอย่างเดียว  นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อฝึกฝนวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำไปถึงระดับหนึ่งแล้วมันสามารถใช้อ่อนต้านแข็ง  บรรลุผลใหญ่โดยอาศัยแรงน้อยได้

นี่เป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ที่ถูกเลือกที่จะต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีระดับสูงกว่า

เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าแขนของหลี่เฉิงคุนจะรอดหรือไม่ถ้าหากว่าเฉินมู่ใช้พลังโลหิตปราณในตอนนั้น

บางทีเขาอาจฉีกมันทิ้งได้ด้วยแรงเพียงเล็กน้อย

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเป็นคนที่มีความรู้รอบตัว  เมื่อพิจารณาจากผลงานของเฉินมู่ในเวลานั้นและเนื้อหาในตำราทักษะยุทธ์แล้ว  ทักษะยุทธ์ระยะประชิดนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน

ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์นี้เธอก็ไม่อยากยืดเยื้อเรื่องนี้ต่อไปอยู่แล้ว  ขอแค่ให้เฉินมู่ให้คำแนะนำเรื่องทักษะและวิชายุทธ์ของเธอสักหน่อยก็ดียิ่งแล้วไม่ใช่เหรอ

ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่หวัง  แต่อย่างน้อย ๆ การได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมาก็ยังดีกว่าการมานอนวิดพื้นอยู่ตรงนี้ใช่ไหมล่ะ

เย่จิ่นชิวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทุกข์ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และรีบพูดเร่ง

“รีบหน่อย  รีบหน่อย...  อย่าเสียเวลาอันมีค่านี้ไปนะ  ซีซี...”

จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งโดยรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม  แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้  แต่เธอก็รู้ว่าเย่จิ่นชิวทำเพื่อประโยชน์ของเธอ  ดังนั้นเธอจึงเงียบและเริ่มใช้พลังที่เหลืออยู่เคลื่อนไหวอีกครั้ง

แต่สิ่งที่พวกเธอคาดไม่ถึงก็คือ...

หลังจากจิบชาไปเล็กน้อยเฉินมู่ก็เริ่มกล่าวสรุปแบบเหมารวมอีกครั้ง...

จบบทที่ บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?

คัดลอกลิงก์แล้ว