- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?
บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?
บทที่ 22 : เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขาไม่รับสัญญาณรึไง ?
เขามองดูกลุ่มเด็กสาวที่จ้องมองมา ดวงตาแดงก่ำ หายใจหอบ และตัวสั่นไปหมด
เฉินมู่รู้สึกราวกับว่าตนกำลังถูกฝูงหมาป่าหิวเลือดจ้องเล่นงาน
แต่เขาไม่ได้โกรธ กลับกัน เขากลับมีความสุขมากขึ้นไปอีก
นี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการอย่างแท้จริง ต้องการให้พวกเธอคลั่ง
เขาไม่กลัวการถูกโจมตี และไม่กลัวการถูกท้าทาย
หากจอมยุทธ์ไม่มีความทะเยอทะยานหรือเลือดนักสู้อยู่ในตัว งั้นก็ควรกลับบ้านไปทำไร่ไถนาเสียยังดีกว่า
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าหลังจากที่ตนพูดว่าสามารถช่วยคนอื่นเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ภายใน 1 เดือนนั้น ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวในฝูงชนต่างก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกันและมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“หนึ่งเดือน... ทำไมต้องหนึ่งเดือน ?”
ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย เธอตื่นเต้นอย่างมาก
“อีกหนึ่งเดือนเผ่าปีศาจจะเปิดรอยแยกขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ดินแดนลับภูเขาไท่หมิงที่ทางใต้ของเมืองเหลียนฮวา (เมืองดอกบัว) เปิดออกอย่างกะทันหัน”
“ชาติก่อนเราใช้บอดี้การ์ดสองคนที่ตระกูลส่งมาไปฆ่าราชาเสือ เลยทำให้เราได้รับดอกเพลิงดารากับแก่นอสูรของราชาเสือมาใช้ผลักดันให้เลื่อนระดับได้ถึงสามดาวรวด”
“ถ้าเราสามารถเลื่อนระดับไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ได้ ด้วยพลังรบที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้ก็อาจจะสามารถรับมือกับราชาเสือได้ด้วยตัวเอง ถึงยังไงข้อดีของการดูคนอื่นสู้ก็แตกต่างจากการสู้ด้วยตัวเองคนละเรื่อง”
“ชาติก่อนเราหยิ่งผยองเกินไปเพราะถือดีว่ามีศักยภาพระดับเอส เอาชนะคนที่มีระดับเดียวกันและรับมือกับคนที่มีระดับสูงกว่าได้ง่าย ๆ ทำให้ขาดประสบการณ์ในภาคปฏิบัติจริงมาก ทำให้หลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิแล้วแท้ ๆ แต่กลับอ่อนแอ”
“การต่อสู้เอาชีวิตรอดคือหนทางที่ดีที่สุดในการปลดปล่อยศักยภาพออกมา หากปราศจากความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความตายแล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร โชคดีที่โชคชะตาได้มอบโอกาสอีกครั้งให้ ในชาตินี้เราต้องพึ่งพาตัวเอง !”
“ยิ่งไปกว่านั้น... ก็พึ่งมารู้เอาทีหลังว่าสมบัติล้ำค่าที่สุดในแดนลับภูเขาไท่หมิงไม่ใช่ดอกดาราเพลิง แต่เป็นหญ้าเพลิงว่างเปล่าหมื่นปีที่อยู่ลึกเข้าไปในแดนลับ หากได้มันมาล่ะก็กายาซินเหยียนของเราก็อาจจะพัฒนาขึ้นได้อีก !”
ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย เธอมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก แต่...
“ทำไมหมอนี่ถึงเลือกเดือนหน้า ? เป็นเรื่องบังเอิญหรือเพราะมั่นใจเต็มเปี่ยม หรือว่า...”
ลั่วซือหานมองเฉินมู่อีกครั้ง หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย
“เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้น”
แนวคิดเรื่องการกลับมาเกิดใหม่นั้นฟังดูเหลือเชื่อเกินไป เธอไม่เชื่อว่าเฉินมู่จะเกิดใหม่เหมือนกัน จากผลงานของเฉินมู่เมื่อวานนี้และการปรากฏตัวของฉินเสี่ยวเสี่ยว เธอคิดได้เพียงว่าเฉินมู่อาจมีพลังบางอย่างที่เธอไม่รู้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนี่ก็คือช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเธอ และที่แน่ ๆ คือเธอจำเป็นต้องพยายามให้หนักขึ้น
ขณะที่ลั่วซือหานกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเฉินมู่ก็ยื่นมือออกไปอย่างใจเย็น
“เอาล่ะ ผมพูดจบแล้ว ตอนนี้เชิญพวกคุณเริ่มการแสดงได้”
[ เศร้า +55 ]
[ เศร้า +55 ]
ทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่พวกเธอจะทำอะไรได้ล่ะ พวกเธอได้ทุ่มเททุกอย่างไปแล้ว แล้วทำไมไม่ลองดูสักตั้งล่ะ
ในฐานะผู้ที่ทำผิด จ้าวหลินหลินจึงต้องแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมาก่อน
“พี่ ๆ น้อง ๆ ฉันขอโทษนะ เป็นความผิดของฉันเอง ฉันจะไม่กล้าขัดคำสั่งอาจารย์อีกแล้ว”
“ทุกคนวางใจได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากฉันเมื่อไหร่ก็บอกได้เลย ถ้าฉันแสดงอาการหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียวล่ะก็จะไม่ขอใช้แซ่จ้าวอีกต่อไป”
“แต่เพราะฉันทำผิดในวันนี้เลยทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนโดยไม่สมควร ฉันจะชดใช้ให้ทุกคนในอนาคตอย่างแน่นอน”
“และพอเราออกไปข้างนอกเสร็จได้แล้ว ฉันจะเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่ให้ทุกคนเอง !”
ทุกคนต่างรู้สึกขบขันและหงุดหงิดไปพร้อม ๆ กัน แต่ความคิดเห็นของพวกเธอที่มีต่อยัยเด็กเอาแต่ใจและดื้อรั้นคนนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ก็อดที่จะพยักหน้าในใจไม่ได้
ไม่ใช่ว่ากลัวที่จะทำผิด แต่กลัวที่จะไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง การที่เธอพูดแบบนั้นแสดงว่าเธอยังมีหวังอยู่
ขณะที่ดูทุกคนกำลังพยายามวิดพื้นกันอย่างยากลำบากอยู่นั้น เฉินมู่ก็หยิบกระติกน้ำร้อนออกมา จิบชา แล้วมองไปที่เย่หานยู่
“ให้คนมาเก็บกวาดเศษอาหารที่พื้นหน่อยแล้วเอาไปไว้ที่ประตูหลัง เดี๋ยวจะมีคนมาเก็บไปเอง”
“แล้วก็เช็กดูให้ดี ๆ ด้วยล่ะ ตรวจสอบให้แน่ชัดอย่าให้เนื้อบนพื้นนั่นหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว”
เหล่าหญิงสาวคร่ำครวญด้วยความสิ้นหวัง ในขณะที่เย่หานยู่พยายามกลั้นขำอย่างสุดกำลัง
หลังจากจิบชาแห่งการตรัสรู้แล้วคุณชายเฉินก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้และหลับตาลงเพื่อพิจารณาคัมภีร์เต้าซวน
รางวัลจากระบบนี้ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถซึมซับเพื่อบรรลุถึงระดับมหาสมบูรณ์แบบได้ในคราวเดียว แต่การซึมซับแบบนั้นมันก็เรื่องหนึ่ง อันที่จริงมันยังมีปริศนาและวิธีการอีกมากมายที่ต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเองอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น คัมภีร์เต้าซวนนี้ยังลึกลับมากจนถึงขั้นเพียงแค่ฝึกวิชานี้ก็ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้แล้ว
ควรสังเกตว่าก่อนหน้านี้ความเร็วในการฝึกฝนของเขานั้นก็เร็วกว่าตอนที่เขาพึ่งพลังตื่นใหม่ ๆ ถึง 50 เท่า และเมื่อทวีคูณไปอีก 2 เท่าก็เท่ากับทำให้เร็วขึ้นถึง 100 เท่าเลยทีเดียว
ตราบใดที่เขามุ่งมั่นในการฝึกฝน พลังวิญญาณมากมายมหาศาลดุจมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ก็จะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา
ด้วยพรจากกายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้างประกอบเข้าไปอีก ระดับการฝึกฝนของเขาจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ข่าวร้ายอย่างเดียวก็คือประสิทธิภาพของโลหิตมังกรเพลิงลดลงอย่างมาก เมื่อวานเขาหยดไป 10 หยดแต่กลับได้ผลแค่ครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับตอนใช้ครั้งแรก
หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป เพียงไม่ถึง 5 วันโลหิตมังกรเพลิงก็จะหมดประโยชน์กับเขาแล้ว
แต่ข่าวดีก็คือ กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้างยังคงถือว่าแข็งแกร่ง มีอ่อนแอลงบ้างแต่แค่เล็กน้อย
เนื่องจากระดับการฝึกฝนของเขายังต่ำอยู่ ดังนั้นมันจึงไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากนัก
และเมื่อวานก็ได้ตกลงกับเย่หานยู่ไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะช่วยให้เธอเลื่อนไปสู่ขอบเขตจักรพรรดิในคืนนี้
จากประสบการณ์กับฉินเสี่ยวเสี่ยวเขาจึงคาดเดาได้ว่าระดับการฝึกฝนของตนจะต้องเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน
อ้อ ที่ต้องพูดอีกเรื่องก็คือ หลังจากบำเพ็ญเพียรมาทั้งคืน ระดับพลังของเขาก็พุ่งสูงถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ 4 ดาวแล้ว
การฝึกฝนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก
แต่การวิดพื้นคงสนุกมากแน่ ๆ
ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมงได้ บางคนเริ่มจะเช็ดน้ำตาแล้ว
ชุดรบกับแรงโน้มถ่วง 1 เท่าทำให้ต้องรับน้ำหนักเพิ่มจากเดิมรวมเป็น 2 เท่านั้น นับว่าไม่ได้ยากอะไรสำหรับลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว เพราะเมื่อวานนี้พวกเธอยืนได้แล้ว
แต่สำหรับหญิงสาวที่เมื่อวานนี้ทั้งวันไม่นอนก็ต้องคลานเอานั้นมันคือความทรมานอย่างแสนสาหัสอย่างแท้ทรู
แม้ว่าพวกเธอจะเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวจากการได้แช่ตัวในน้ำสมุนไพรแล้วก็ตาม ทว่าพวกเธอก็พึ่งจะก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางจอมยุทธ์เท่านั้น เรื่องพละกำลังของร่างกายยังห่างจากคำว่าพออยู่อีกเยอะ
ผู้ที่เย่อหยิ่งและประมาทตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียนโดยเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองย่อมต้องพบกับความพ่ายแพ้
หลังจากทำไปได้ไม่ถึง 30 ครั้ง พวกเธอก็เริ่มข้อศอกสั่นพับ ๆ เหมือนผีเสื้อตกน้ำที่พยายามตีปีกหนี
“เห้ ๆ ๆ !”
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ซึ่งพึ่งฟื้นคืนสติก็ลุกขึ้นยืนและชี้ไปที่นักศึกษาหญิงคนหนึ่งอย่างจริงจัง
“ซูเสี่ยวเถา ! หล่อนใจร่ม ๆ หน่อย อย่าให้เมิ่งเหยาข้างหน้าเป็นหวัดล่ะ !”
[ เศร้า +88 ]
“หล่อนก็ด้วยจ้าวฮวนฮวน ! ทำไม ? หล่อนจะบินขึ้นสวรรค์ไปกับซูเสี่ยวเถาเหรอ ?”
[ ไม่พอใจ +88 ]
“ฮวาหลิง เคยบอกหล่อนแล้วไม่ใช่เหรอ ? หยุดร้องไห้เด๋วนิ ! ไม่มีใครอยากกินหมูแช่อิ่มหรอก !”
[ อับอาย +88 ]
[ น้ำตาไหลอาบหน้า +88 ]
“หมายความว่าไงหลินเมิ่งซวน ? เน็ตแล็กเหรอ ? แขนขารับสัญญาณไม่ได้ไง ?”
[ โกรธจัด +78 ]
“หล่อนด้วย ! เจียงหยิ่ง ! ศึกษาเรื่องพื้นอยู่เหรอ ? รู้มั้ยว่ามันจะแต่งงานเมื่อไหร่ ? ฉันจะได้ให้ของขวัญแล้วไปกินข้าวโต๊ะข้าง ๆ”
[ ไม่พอใจ +88 ]
“เซี่ยจู๋ ตื่นได้แล้ว ! ตะวันส่องตูดแล้ว !”
[ ไม่พอใจ +99 ]
“พูดกะเธอไม่ได้พูดกะหล่อนใช่มั้ย ? จ้าวหลินซี ?”
[ อยากตายโว้ย +99 ]
ทันทีที่เฉินมู่ตื่นขึ้นเขาก็เริ่มพ่นพิษ ทำให้หญิงสาวหน้าแดงและตัวสั่นด้วยความโกรธ
พวกเธอไม่เข้าใจเลยสักนิด เฉินมู่มีรังแตนอยู่ในปากหรือไง เขาเอาคำพูดมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ถึงได้พร่ำพูดแต่ถ้อยคำที่คมกริบทิ่มแทงทะลุใจดำออกมาอย่างไม่หยุดยั้งอยู่ได้
แน่นอนว่าพวกสาว ๆ ต่างโกรธที่ถูกวิจารณ์ แต่เย่หานยู่ที่นั่งดูอยู่ข้าง ๆ กลับหัวเราะออกมาหลายครั้งเลยทีเดียว
แม้ว่าการถูกเฉินมู่วิจารณ์จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจเลย แต่การได้เห็นเขาวิจารณ์คนอื่นกลับเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันไม่น้อย
เธอรู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่มาเป็นผู้ช่วยอาจารย์ เธอหวังว่าตัวเองควรจะทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน
จ้าวหลินซีล้มลงนอนกับพื้น เหงื่อท่วมตัว เธอไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว และยิ่งมามีเฉินมู่พูดจาเสียดสีอยู่ข้าง ๆ เธอก็ยิ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป
“แงงงงง... เจ๊ชิว ดูมันซี่... มันแซะฉันอีกแล้วง่า แงงงงงง...”
เย่จิ่นชิวกัดฟันกรอด ใบหน้าแดงก่ำ การเคลื่อนไหวก็อืดอาดอย่างน่าเหลือเชื่อ เห็นได้ชัดว่าเธอถึงขีดจำกัดแล้ว
โชคดีที่เธอทำไปแล้ว 78 ครั้งและจะเสร็จในเร็ว ๆ นี้
“ไม่นะ หยุดพูด... แล้ว... รีบทำซะ...”
การลงโทษไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือถ้ายังเสียเวลาไปกับเรื่องแบบนี้ต่อไปก็จะไม่มีวันได้เรียนหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ
นั่นเป็นทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ ! เธอรู้สึกอิจฉายิ่งนัก และเมื่อคืนนี้เธอก็นึกย้อนกลับไปทบทวนอย่างละเอียดว่าทักษะยุทธ์ที่เฉินมู่ใช้รับมือกับพวกหลี่เฉิงคุนในพิธีเปิดเมื่อวันก่อนนั้นมันต้องเป็นวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำแน่ ๆ
ในเวลานั้นเขาไม่ได้ใช้พลังโลหิตปราณเลย เขาทำสำเร็จได้ด้วยพละกำลังร่างกายเพียงอย่างเดียว นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อฝึกฝนวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำไปถึงระดับหนึ่งแล้วมันสามารถใช้อ่อนต้านแข็ง บรรลุผลใหญ่โดยอาศัยแรงน้อยได้
นี่เป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ที่ถูกเลือกที่จะต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีระดับสูงกว่า
เธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าแขนของหลี่เฉิงคุนจะรอดหรือไม่ถ้าหากว่าเฉินมู่ใช้พลังโลหิตปราณในตอนนั้น
บางทีเขาอาจฉีกมันทิ้งได้ด้วยแรงเพียงเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเป็นคนที่มีความรู้รอบตัว เมื่อพิจารณาจากผลงานของเฉินมู่ในเวลานั้นและเนื้อหาในตำราทักษะยุทธ์แล้ว ทักษะยุทธ์ระยะประชิดนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน
ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์นี้เธอก็ไม่อยากยืดเยื้อเรื่องนี้ต่อไปอยู่แล้ว ขอแค่ให้เฉินมู่ให้คำแนะนำเรื่องทักษะและวิชายุทธ์ของเธอสักหน่อยก็ดียิ่งแล้วไม่ใช่เหรอ
ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่อย่างน้อย ๆ การได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมาก็ยังดีกว่าการมานอนวิดพื้นอยู่ตรงนี้ใช่ไหมล่ะ
เย่จิ่นชิวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทุกข์ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และรีบพูดเร่ง
“รีบหน่อย รีบหน่อย... อย่าเสียเวลาอันมีค่านี้ไปนะ ซีซี...”
จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งโดยรู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ แต่เธอก็รู้ว่าเย่จิ่นชิวทำเพื่อประโยชน์ของเธอ ดังนั้นเธอจึงเงียบและเริ่มใช้พลังที่เหลืออยู่เคลื่อนไหวอีกครั้ง
แต่สิ่งที่พวกเธอคาดไม่ถึงก็คือ...
หลังจากจิบชาไปเล็กน้อยเฉินมู่ก็เริ่มกล่าวสรุปแบบเหมารวมอีกครั้ง...