เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !

บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !

บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !


เฉินมู่ได้รับค่าอารมณ์มากมายจากประโยคนี้

แต่พวกเด็กผู้หญิงกลับโวยวายกันยกใหญ่

“ทำไมพวกเราต้องถูกลงโทษด้วย ! จ้าวหลินซีทำผิดจารย์ก็ลงโทษเธอสิ  ทำไมพวกเราต้องถูกลงโทษด้วยล่ะ !”

“ใช่ ๆ ! อาจารย์ก็ลงโทษพวกเราไม่ให้พวกเรากินข้าวทั้งวันไปแล้วหนิ  แล้วไมตอนนี้เรายังต้องมาวิดพื้นอีกล่ะ !”

“อาจารย์คะ  หนูไม่เห็นด้วยค่ะ ! หนู  ไม่  ทำ !”

ด้วยพละกำลังในปัจจุบัน  การวิดพื้น 100 ครั้งจึงไม่ใช่ปัญหาเลย

แต่ถ้าฉันทำล่ะก็  ไม่เท่ากับว่าฉันต้องเจอกับหายนะที่ไม่สมควรได้รับเหรอ

นี่ไม่ใช่สมัยโบราณแล้ว  ทุกคนจะต้องถูกลงโทษเพราะความผิดของคน ๆ เดียวเนี่ยนะ

อย่าลืมสิ

กว่า 90% ของนักศึกษาในห้องมาจากครอบครัวที่มีฐานะและตระกูลที่มีอิทธิพล  ถูกตามใจและเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่พวกเธอยอมเรียนอย่างเชื่อฟังอยู่ที่นี่ก็ถือเป็นคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยตี้ตูแห่งนี้แล้ว

พูดตามตรงคือไม่มีใครในพวกเธอเลยสักคนที่ชื่นชมเฉินมู่จริง ๆ

ถึงแม้คำสอนของเฉินมู่และสมบัติที่เขามอบให้เมื่อวานนี้จะช่วยให้พวกเธอทุกคนบรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวได้ก็ตาม  แต่เฉินมู่ก็ยังคงเป็นแค่ขยะที่มีศักยภาพระดับ F อยู่ดี

แล้วพวกเธอจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร

แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็เงียบไปเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม  เฉินมู่ดูเหมือนจะคาดการณ์การระเบิดอารมณ์ของพวกเธอไว้แล้ว  หลังจากฟังเสียงเอะอะโวยวายเสร็จเขาก็พูดออกมาโดยไม่มีอารมณ์ใด ๆ ปรากฏให้เห็น

“พูดจบยัง ?”

“ตอนนี้ถึงตาผมพูดแล้วใช่มั้ย ?”

กลุ่มคนเหล่านั้นกอดอกและหันหน้าหนีอย่างท้าทาย  ความไม่พอใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อนึกถึงคางที่บวมและเจ็บปวดจากการนอนแนบติดพื้นตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้

เมื่อเห็นภาพนี้แล้วเฉินมู่ก็ยังคงนิ่งเฉย  ในขณะที่เย่หานยู่ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถอนหายใจออกมาอย่างพูดไม่ออก

“ขอถามหน่อย  พวกคุณมีความสัมพันธ์กันแบบไหน”

“ก็เพื่อนร่วมห้องไง  เราจะมีความสัมพันธ์แบบอื่นได้ไงล่ะ”

“ครอบครัวหนูมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวค่ะ”

คนอื่น ๆ หัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินดังนั้นโดยดูเหมือนจะไม่กังวลอะไรเลย

เฉินมู่ไม่ได้แสดงอาการรำคาญ  เขายืนกอดอกและจ้องมองฝูงชน

“พวกคุณเป็นเพื่อนร่วมห้องกันนั่นก็จริงอยู่  แต่พวกคุณก็ยังเป็นสหายร่วมรบด้วยเช่นกัน”

เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างตกตะลึงเฉินมู่จึงพูดต่อ

“พวกเธอคือสหายที่สามารถต่อสู้ศัตรูเคียงข้างคุณได้  และเป็นคนที่คุณสามารถไว้วางใจได้  หรือแม้กระทั่งฝากแผ่นหลังให้พวกเธอปกป้องให้ได้”

“พวกเธอเป็นพี่น้องที่สามารถมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านและจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน !”

“ยิ่งไปกว่านั้น  พวกเธอยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่พร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตซึ่งกันและกันในยามวิกฤต ! ! !”

เสียงของเฉินมู่ดังสนั่นหวั่นไหวทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยิน

“แต่ถ้าคุณอยากมีเพื่อนซี้ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะหยิบมีดขึ้นมาแทงข้างหลัง  เพื่อนร่วมห้องที่เจ้าเล่ห์และคิดคำนวณแผนการร้ายใส่ตลอดเวลา  เพื่อนร่วมงานที่ไม่สนใจเรื่องของคุณเลย  หรือแม้แต่เพื่อนสนิทจอมปลอมที่เอาแต่ร่วมสุขไม่ยอมร่วมทุกข์”

“งั้นพวกคุณก็จงยืนดูอยู่เฉย ๆ แล้วหัวเราะเยาะเพื่อนร่วมรบที่จะไปออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณในอนาคตคนนี้ซะเถอะ !”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง

แต่ก็ไม่สามารถคิดหาคำโต้แย้งใด ๆ ได้  และกลับยิ่งเงียบลงเรื่อย ๆ เข้าไปใหญ่

ต้องบอกว่าคำพูดของเฉินมู่มันแทงใจดำจนเจ็บจี๊ดเลยจริง ๆ

พวกเธอแน่นอนว่าเป็นที่รักของทุกคนของแท้  แต่เพราะเหตุนี้เองพวกเธอจึงเคยชินกับหลอกลวงและการประจบประแจง

แต่พวกเธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าในบรรดาผู้ที่มาประจบประแจงและยกย่องเหล่านั้นล้วนมีเจตนาแอบแฝง

ดังนั้นพวกเธอจึงไม่กล้าที่จะมีเพื่อนสนิท  และไม่กล้าที่จะมีสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนตาย  คนที่สามารถเป็นเหมือนเย่จิ่นชิวและจ้าวหลินซี, ลั่วซือหานและเหยาจื่อซวนนั้นหายากยิ่งนัก

เพราะพวกเธอเข้าใจอย่างชัดเจนว่าตนไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว  แต่ยังต้องคำนึงถึงตระกูลและผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังด้วย

พวกเธอไม่ต้องการให้เพราะตนเองตระกูลจึงต้องล่มสลายหรือถูกคนอื่นแย่งชิงผลประโยชน์ไป

แต่คำพูดของเฉินมู่ในวันนี้กลับโดนใจพวกเธออย่างแรง

ถ้าเราเต็มใจ  ใครบ้างจะไม่ต้องการเพื่อนแท้ที่สามารถไว้วางใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

หากเป็นอย่างที่เฉินมู่พูด  ว่าพวกเธอสามารถวางใจให้กันและกันได้อย่างสนิทใจ  และช่วยเหลือกันโดยไม่ลังเล  ใครเล่าจะไม่ต้องการแบบนั้น

ท้ายที่สุดแล้วการมีเพื่อนมากขึ้นก็หมายถึงการมีตัวเลือกมากขึ้น  ในโลกแบบนี้  ในที่สุดแล้วพวกเธอจะต้องต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่น

ผลลัพธ์จะเหมือนกันหรือไม่  ระหว่างต่อสู้คนเดียวกับต่อสู้ร่วมกัน

พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ...

ทุกคนล้วนมีอิทธิพลจากตระกูลของตนเอง  หากพวกเธอสามารถช่วยเหลือและร่วมมือกันได้ก็จะไม่ต่างอะไรจากเสือติดปีก

พวกเธอเชื่อว่าหากพ่อแม่รู้ว่าพวกเธอผูกพันธ์กันด้วยพันธะแห่งความเป็นความตาย  และยังสามารถไว้วางใจและพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ล่ะก็  พ่อแม่จะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง  ในที่สุดก็มีคนขยับตัว

เย่จิ่นชิวแอบดึงจ้าวหลินซีที่กำลังก้มหน้าเงียบอยู่  จ้าวหลินซีสะดุ้งตื่นและรีบลงไปนอนกับพื้นเงียบ ๆ ข้าง ๆ เย่จิ่นชิว

ลั่วซือหานและเหยาจื่อซวนก็ตามมาติด ๆ โดยนอนราบลงไปวิดพื้นท่าเตรียมเช่นกัน

พวกเธอสามารถเคลื่อนไหวได้  ซึ่งเฉินมู่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ  แต่การที่ตู้ซานเป็นคนที่ห้าทำให้เฉินมู่มองเธอด้วยความเคารพมากขึ้น

ในฐานะหนึ่งในสามสามัญชนในห้อง 1 นี้  ถ้าพูดตามตรงหากเธอไม่ได้เข้าเรียนในห้อง 1 และได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกัน  เธอก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพวกจ้าวหลินซีเลยตลอดชีวิตนี้

แน่นอนว่าเฉินมู่เชื่อว่าเธอไม่ใช่คนประเภทที่จะไปเอาใจผู้มีอำนาจ

เธอทำเช่นนั้นเพียงเพื่อแสดงให้จ้าวหลินซีและทุกคนเห็นว่าเธอเป็นคนที่ไว้ใจได้และเป็นสหายร่วมรบ  หาใช่เพราะเหตุผลอื่นใดไม่

คราวนี้ไม่มีการจ้องมองกัน  และไม่มีบทสนทนาใด ๆ อีกแล้ว

เด็กสาวเหล่านั้นไม่ได้สบตากันเลย  หลังจากตู้ซาน  พวกเธอคนอื่น ๆ ต่างก็พากันนอนลงอย่างเงียบ ๆ วิดพื้นท่าเตรียม

เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินมู่จึงยิ้มออกมา  แต่น่าเสียดายที่พวกเธอไม่เห็นรอยยิ้มนั้น

“เยี่ยมมาก  จากผลงานของพวกคุณ  งั้นวันนี้ผมจะไม่เพิ่มแรงโน้มถ่วงเป็นสองเท่าก็แล้วกัน”

“หา ? ? ?”

ทุกคนต่างตกใจและชาไปหมด

ก่อนที่พวกเธอจะทันได้ตอบโต้  เฉินมู่ก็ปรับแรงโน้มถ่วงเป็น 1 เท่า

น้ำหนักที่คุ้นเคย  แรงกดดันที่คุ้นเคย  และเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากที่คุ้นเคย

คราวนี้ไม่มีใครบ่นเลย

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงยืนตัวตรงและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“จำไว้ว่าพวกคุณไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมรบ  แต่ยังเป็นพี่น้อง  และยิ่งกว่านั้นคือเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน  หากใครคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย  ความช่วยเหลือจะต้องมาจากทุกทิศทุกทาง”

“ไม่ว่าพวกคุณจะไปสนามรบหรือสนามประลอง  พวกคุณต้องสนับสนุนและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

“จากผลงานของพวกคุณ  ผมอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างในวันนี้”

“กูเป็นพวกหัวร้อนและระเบิดง่ายโว่ย !”

ทุกคน : คุณมึงก็รู้ตัวดีนี่หว่า...

[ เศร้า +88 ]

[ เศร้า +88 ]

“แต่ตราบใดที่พวกคุณฟังคำสั่งผม  ทำตามที่ผมบอก  และปฏิบัติตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด  ผมสามารถรับประกันให้ได้ว่าพวกคุณทุกคนจะได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ภายในหนึ่งเดือน”

“อะไรนะ ? ปรมาจารย์ยุทธ์เหรอ ?”

[ ตกใจหมด +66 ]

[ ตกใจหมดเลย +66 ]

[ ตกใจจริง +66 ]

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ไม่สนใจแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นและเงยหน้ามองเฉินมู่ด้วยความประหลาดใจ

ต้องเข้าใจก่อนว่าแม้แต่พวกที่มีศักยภาพระดับ S เหล่านั้น  การที่สามารถเลื่อนเป็นศิษย์ยุทธ์ 6 ดาวได้ภายในหนึ่งเดือนนั้นก็ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาลเนื่องจากมีไอเทมมีค่าหายากมากมายเหมือนลูกอมซองใหญ่

แล้วคนที่ได้ระดับ A และ B ล่ะ ?

แม้ว่าเวลาจะผ่านไป 1 เดือนนับตั้งแต่พลังตื่น  แต่ 1 เดือนนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับร่างกายที่พลังตื่นแล้วบวกกับการขัดเกลาพลังโลหิตปราณเท่านั้น

ไม่เห็นเหรอว่านอกจากลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวแล้ว  ตอนเข้าเรียนปี 1 เป็นวันแรกคนอื่น ๆ ยังไม่มีใครเป็นศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวเลยแม้แต่คนเดียวน่ะ

ปัญหาคือ  หลังจากทุกคนได้สติแล้วพวกเธอก็เงียบไปอีกครั้ง

เพราะพวกเธอยังจำได้ว่าเมื่อวานนี้  หลังจากถูกทรมานเพียงวันเดียว  ย้ำว่าแค่วันเดียว  พวกเธอทั้งหมดก็เลื่อนระดับเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวกันหมดแล้ว

นี่มัน……

บางทีการเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ภายใน 1 เดือนก็......  อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เป็นได้

ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง...

ทุกคนต่างตาเป็นประกายเมื่อคิดว่าตนเองจะได้เลื่อนเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในอีก 1 เดือนข้างหน้า

นั่นไม่ได้หมายความถึงแค่การก้าวไปสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์และแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

หากตระกูลรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะก็  ตนคงจะกลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งตระกูลและได้รับการปรนนิบัติดุจดั่งเจ้าหญิงเลยใช่ไหม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฐานะสูงส่งในตระกูล  ใครจะกล้าดูถูกเหยียดหยามตนอีก  ใครจะกล้ารังแกตนอีก

แล้วถ้าหากนักศึกษาจากห้องเรียนอื่นรู้เข้า  พวกนั้นจะไม่คลั่งกันใหญ่เหรอ

แม้แต่อาจารย์คนอื่น ๆ ก็คงตกใจหากรู้เรื่องนี้

พวกเธอจะไม่กลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งมหาวิทยาลัยและเป็นจุดสนใจของทั้งเมืองหลวงเลยหรอกหรือ

นั่นคงจา...  สุดยอดมากแน่ ๆ เลย !

ไม่สิ  ไม่ใช่คงจะหรอก  มันต้องสุดยอดมาก  สุดยอดอย่างเหลือจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ !

หลังจากเหม่อลอยไปถึงอนาคตอยู่ครู่หนึ่ง  เด็กสาวทั้งหลายก็หลุดจากภวังค์  ลมหายใจของพวกเธอเริ่มถี่ขึ้น

สายตาที่ใช้มองเฉินมู่อีกครั้งนั้นราวกับขอทานที่เห็นงานเลี้ยงใหญ่ของราชวงศ์ที่เปิดให้เข้าไปกินฟรีได้ !

มันดูดุร้ายอย่างน่าเหลือเชื่อ  เหมือนหมาป่ากับเสือ  เหมือนหมาป่าหิวเนื้อกับเสือหิวน้ำ  เหมือนกาวกับสี

จบบทที่ บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !

คัดลอกลิงก์แล้ว