- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !
บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !
บทที่ 21 : การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น ! ขั้นตอนแรกจากดอกไม้ในเรือนกระจกสู่ไม้กระถาง !
เฉินมู่ได้รับค่าอารมณ์มากมายจากประโยคนี้
แต่พวกเด็กผู้หญิงกลับโวยวายกันยกใหญ่
“ทำไมพวกเราต้องถูกลงโทษด้วย ! จ้าวหลินซีทำผิดจารย์ก็ลงโทษเธอสิ ทำไมพวกเราต้องถูกลงโทษด้วยล่ะ !”
“ใช่ ๆ ! อาจารย์ก็ลงโทษพวกเราไม่ให้พวกเรากินข้าวทั้งวันไปแล้วหนิ แล้วไมตอนนี้เรายังต้องมาวิดพื้นอีกล่ะ !”
“อาจารย์คะ หนูไม่เห็นด้วยค่ะ ! หนู ไม่ ทำ !”
ด้วยพละกำลังในปัจจุบัน การวิดพื้น 100 ครั้งจึงไม่ใช่ปัญหาเลย
แต่ถ้าฉันทำล่ะก็ ไม่เท่ากับว่าฉันต้องเจอกับหายนะที่ไม่สมควรได้รับเหรอ
นี่ไม่ใช่สมัยโบราณแล้ว ทุกคนจะต้องถูกลงโทษเพราะความผิดของคน ๆ เดียวเนี่ยนะ
อย่าลืมสิ
กว่า 90% ของนักศึกษาในห้องมาจากครอบครัวที่มีฐานะและตระกูลที่มีอิทธิพล ถูกตามใจและเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก
การที่พวกเธอยอมเรียนอย่างเชื่อฟังอยู่ที่นี่ก็ถือเป็นคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยตี้ตูแห่งนี้แล้ว
พูดตามตรงคือไม่มีใครในพวกเธอเลยสักคนที่ชื่นชมเฉินมู่จริง ๆ
ถึงแม้คำสอนของเฉินมู่และสมบัติที่เขามอบให้เมื่อวานนี้จะช่วยให้พวกเธอทุกคนบรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวได้ก็ตาม แต่เฉินมู่ก็ยังคงเป็นแค่ขยะที่มีศักยภาพระดับ F อยู่ดี
แล้วพวกเธอจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร
แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็เงียบไปเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ดูเหมือนจะคาดการณ์การระเบิดอารมณ์ของพวกเธอไว้แล้ว หลังจากฟังเสียงเอะอะโวยวายเสร็จเขาก็พูดออกมาโดยไม่มีอารมณ์ใด ๆ ปรากฏให้เห็น
“พูดจบยัง ?”
“ตอนนี้ถึงตาผมพูดแล้วใช่มั้ย ?”
กลุ่มคนเหล่านั้นกอดอกและหันหน้าหนีอย่างท้าทาย ความไม่พอใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อนึกถึงคางที่บวมและเจ็บปวดจากการนอนแนบติดพื้นตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้
เมื่อเห็นภาพนี้แล้วเฉินมู่ก็ยังคงนิ่งเฉย ในขณะที่เย่หานยู่ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถอนหายใจออกมาอย่างพูดไม่ออก
“ขอถามหน่อย พวกคุณมีความสัมพันธ์กันแบบไหน”
“ก็เพื่อนร่วมห้องไง เราจะมีความสัมพันธ์แบบอื่นได้ไงล่ะ”
“ครอบครัวหนูมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตระกูลจ้าวค่ะ”
คนอื่น ๆ หัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินดังนั้นโดยดูเหมือนจะไม่กังวลอะไรเลย
เฉินมู่ไม่ได้แสดงอาการรำคาญ เขายืนกอดอกและจ้องมองฝูงชน
“พวกคุณเป็นเพื่อนร่วมห้องกันนั่นก็จริงอยู่ แต่พวกคุณก็ยังเป็นสหายร่วมรบด้วยเช่นกัน”
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างตกตะลึงเฉินมู่จึงพูดต่อ
“พวกเธอคือสหายที่สามารถต่อสู้ศัตรูเคียงข้างคุณได้ และเป็นคนที่คุณสามารถไว้วางใจได้ หรือแม้กระทั่งฝากแผ่นหลังให้พวกเธอปกป้องให้ได้”
“พวกเธอเป็นพี่น้องที่สามารถมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านและจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน !”
“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่พร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตซึ่งกันและกันในยามวิกฤต ! ! !”
เสียงของเฉินมู่ดังสนั่นหวั่นไหวทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยิน
“แต่ถ้าคุณอยากมีเพื่อนซี้ที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะหยิบมีดขึ้นมาแทงข้างหลัง เพื่อนร่วมห้องที่เจ้าเล่ห์และคิดคำนวณแผนการร้ายใส่ตลอดเวลา เพื่อนร่วมงานที่ไม่สนใจเรื่องของคุณเลย หรือแม้แต่เพื่อนสนิทจอมปลอมที่เอาแต่ร่วมสุขไม่ยอมร่วมทุกข์”
“งั้นพวกคุณก็จงยืนดูอยู่เฉย ๆ แล้วหัวเราะเยาะเพื่อนร่วมรบที่จะไปออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณในอนาคตคนนี้ซะเถอะ !”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง
แต่ก็ไม่สามารถคิดหาคำโต้แย้งใด ๆ ได้ และกลับยิ่งเงียบลงเรื่อย ๆ เข้าไปใหญ่
ต้องบอกว่าคำพูดของเฉินมู่มันแทงใจดำจนเจ็บจี๊ดเลยจริง ๆ
พวกเธอแน่นอนว่าเป็นที่รักของทุกคนของแท้ แต่เพราะเหตุนี้เองพวกเธอจึงเคยชินกับหลอกลวงและการประจบประแจง
แต่พวกเธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าในบรรดาผู้ที่มาประจบประแจงและยกย่องเหล่านั้นล้วนมีเจตนาแอบแฝง
ดังนั้นพวกเธอจึงไม่กล้าที่จะมีเพื่อนสนิท และไม่กล้าที่จะมีสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนตาย คนที่สามารถเป็นเหมือนเย่จิ่นชิวและจ้าวหลินซี, ลั่วซือหานและเหยาจื่อซวนนั้นหายากยิ่งนัก
เพราะพวกเธอเข้าใจอย่างชัดเจนว่าตนไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงตระกูลและผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังด้วย
พวกเธอไม่ต้องการให้เพราะตนเองตระกูลจึงต้องล่มสลายหรือถูกคนอื่นแย่งชิงผลประโยชน์ไป
แต่คำพูดของเฉินมู่ในวันนี้กลับโดนใจพวกเธออย่างแรง
ถ้าเราเต็มใจ ใครบ้างจะไม่ต้องการเพื่อนแท้ที่สามารถไว้วางใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
หากเป็นอย่างที่เฉินมู่พูด ว่าพวกเธอสามารถวางใจให้กันและกันได้อย่างสนิทใจ และช่วยเหลือกันโดยไม่ลังเล ใครเล่าจะไม่ต้องการแบบนั้น
ท้ายที่สุดแล้วการมีเพื่อนมากขึ้นก็หมายถึงการมีตัวเลือกมากขึ้น ในโลกแบบนี้ ในที่สุดแล้วพวกเธอจะต้องต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่น
ผลลัพธ์จะเหมือนกันหรือไม่ ระหว่างต่อสู้คนเดียวกับต่อสู้ร่วมกัน
พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ...
ทุกคนล้วนมีอิทธิพลจากตระกูลของตนเอง หากพวกเธอสามารถช่วยเหลือและร่วมมือกันได้ก็จะไม่ต่างอะไรจากเสือติดปีก
พวกเธอเชื่อว่าหากพ่อแม่รู้ว่าพวกเธอผูกพันธ์กันด้วยพันธะแห่งความเป็นความตาย และยังสามารถไว้วางใจและพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ล่ะก็ พ่อแม่จะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็มีคนขยับตัว
เย่จิ่นชิวแอบดึงจ้าวหลินซีที่กำลังก้มหน้าเงียบอยู่ จ้าวหลินซีสะดุ้งตื่นและรีบลงไปนอนกับพื้นเงียบ ๆ ข้าง ๆ เย่จิ่นชิว
ลั่วซือหานและเหยาจื่อซวนก็ตามมาติด ๆ โดยนอนราบลงไปวิดพื้นท่าเตรียมเช่นกัน
พวกเธอสามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเฉินมู่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ตู้ซานเป็นคนที่ห้าทำให้เฉินมู่มองเธอด้วยความเคารพมากขึ้น
ในฐานะหนึ่งในสามสามัญชนในห้อง 1 นี้ ถ้าพูดตามตรงหากเธอไม่ได้เข้าเรียนในห้อง 1 และได้เป็นเพื่อนร่วมห้องกัน เธอก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพวกจ้าวหลินซีเลยตลอดชีวิตนี้
แน่นอนว่าเฉินมู่เชื่อว่าเธอไม่ใช่คนประเภทที่จะไปเอาใจผู้มีอำนาจ
เธอทำเช่นนั้นเพียงเพื่อแสดงให้จ้าวหลินซีและทุกคนเห็นว่าเธอเป็นคนที่ไว้ใจได้และเป็นสหายร่วมรบ หาใช่เพราะเหตุผลอื่นใดไม่
คราวนี้ไม่มีการจ้องมองกัน และไม่มีบทสนทนาใด ๆ อีกแล้ว
เด็กสาวเหล่านั้นไม่ได้สบตากันเลย หลังจากตู้ซาน พวกเธอคนอื่น ๆ ต่างก็พากันนอนลงอย่างเงียบ ๆ วิดพื้นท่าเตรียม
เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินมู่จึงยิ้มออกมา แต่น่าเสียดายที่พวกเธอไม่เห็นรอยยิ้มนั้น
“เยี่ยมมาก จากผลงานของพวกคุณ งั้นวันนี้ผมจะไม่เพิ่มแรงโน้มถ่วงเป็นสองเท่าก็แล้วกัน”
“หา ? ? ?”
ทุกคนต่างตกใจและชาไปหมด
ก่อนที่พวกเธอจะทันได้ตอบโต้ เฉินมู่ก็ปรับแรงโน้มถ่วงเป็น 1 เท่า
น้ำหนักที่คุ้นเคย แรงกดดันที่คุ้นเคย และเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากที่คุ้นเคย
คราวนี้ไม่มีใครบ่นเลย
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงยืนตัวตรงและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จำไว้ว่าพวกคุณไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมรบ แต่ยังเป็นพี่น้อง และยิ่งกว่านั้นคือเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน หากใครคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย ความช่วยเหลือจะต้องมาจากทุกทิศทุกทาง”
“ไม่ว่าพวกคุณจะไปสนามรบหรือสนามประลอง พวกคุณต้องสนับสนุนและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
“จากผลงานของพวกคุณ ผมอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างในวันนี้”
“กูเป็นพวกหัวร้อนและระเบิดง่ายโว่ย !”
ทุกคน : คุณมึงก็รู้ตัวดีนี่หว่า...
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
“แต่ตราบใดที่พวกคุณฟังคำสั่งผม ทำตามที่ผมบอก และปฏิบัติตามคำสั่งของผมอย่างเคร่งครัด ผมสามารถรับประกันให้ได้ว่าพวกคุณทุกคนจะได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ภายในหนึ่งเดือน”
“อะไรนะ ? ปรมาจารย์ยุทธ์เหรอ ?”
[ ตกใจหมด +66 ]
[ ตกใจหมดเลย +66 ]
[ ตกใจจริง +66 ]
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ไม่สนใจแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นและเงยหน้ามองเฉินมู่ด้วยความประหลาดใจ
ต้องเข้าใจก่อนว่าแม้แต่พวกที่มีศักยภาพระดับ S เหล่านั้น การที่สามารถเลื่อนเป็นศิษย์ยุทธ์ 6 ดาวได้ภายในหนึ่งเดือนนั้นก็ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงตระกูลที่ร่ำรวยมหาศาลเนื่องจากมีไอเทมมีค่าหายากมากมายเหมือนลูกอมซองใหญ่
แล้วคนที่ได้ระดับ A และ B ล่ะ ?
แม้ว่าเวลาจะผ่านไป 1 เดือนนับตั้งแต่พลังตื่น แต่ 1 เดือนนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับร่างกายที่พลังตื่นแล้วบวกกับการขัดเกลาพลังโลหิตปราณเท่านั้น
ไม่เห็นเหรอว่านอกจากลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวแล้ว ตอนเข้าเรียนปี 1 เป็นวันแรกคนอื่น ๆ ยังไม่มีใครเป็นศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวเลยแม้แต่คนเดียวน่ะ
ปัญหาคือ หลังจากทุกคนได้สติแล้วพวกเธอก็เงียบไปอีกครั้ง
เพราะพวกเธอยังจำได้ว่าเมื่อวานนี้ หลังจากถูกทรมานเพียงวันเดียว ย้ำว่าแค่วันเดียว พวกเธอทั้งหมดก็เลื่อนระดับเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวกันหมดแล้ว
นี่มัน……
บางทีการเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ภายใน 1 เดือนก็...... อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็เป็นได้
ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง...
ทุกคนต่างตาเป็นประกายเมื่อคิดว่าตนเองจะได้เลื่อนเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ในอีก 1 เดือนข้างหน้า
นั่นไม่ได้หมายความถึงแค่การก้าวไปสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์และแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
หากตระกูลรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะก็ ตนคงจะกลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งตระกูลและได้รับการปรนนิบัติดุจดั่งเจ้าหญิงเลยใช่ไหม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฐานะสูงส่งในตระกูล ใครจะกล้าดูถูกเหยียดหยามตนอีก ใครจะกล้ารังแกตนอีก
แล้วถ้าหากนักศึกษาจากห้องเรียนอื่นรู้เข้า พวกนั้นจะไม่คลั่งกันใหญ่เหรอ
แม้แต่อาจารย์คนอื่น ๆ ก็คงตกใจหากรู้เรื่องนี้
พวกเธอจะไม่กลายเป็นความภาคภูมิใจของทั้งมหาวิทยาลัยและเป็นจุดสนใจของทั้งเมืองหลวงเลยหรอกหรือ
นั่นคงจา... สุดยอดมากแน่ ๆ เลย !
ไม่สิ ไม่ใช่คงจะหรอก มันต้องสุดยอดมาก สุดยอดอย่างเหลือจะเชื่อเลยด้วยซ้ำ !
หลังจากเหม่อลอยไปถึงอนาคตอยู่ครู่หนึ่ง เด็กสาวทั้งหลายก็หลุดจากภวังค์ ลมหายใจของพวกเธอเริ่มถี่ขึ้น
สายตาที่ใช้มองเฉินมู่อีกครั้งนั้นราวกับขอทานที่เห็นงานเลี้ยงใหญ่ของราชวงศ์ที่เปิดให้เข้าไปกินฟรีได้ !
มันดูดุร้ายอย่างน่าเหลือเชื่อ เหมือนหมาป่ากับเสือ เหมือนหมาป่าหิวเนื้อกับเสือหิวน้ำ เหมือนกาวกับสี