- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 20 : ประหารต่อหน้าสาธารณชน ! ทั้งห้องต่างตกใจกันยกใหญ่ !
บทที่ 20 : ประหารต่อหน้าสาธารณชน ! ทั้งห้องต่างตกใจกันยกใหญ่ !
บทที่ 20 : ประหารต่อหน้าสาธารณชน ! ทั้งห้องต่างตกใจกันยกใหญ่ !
“แงงงงงงง... ฮืออออออออออ...”
ห้องแรงโน้มถ่วง
จ้าวหลินซีซบหน้าลงบนอกของเย่จิ่นชิวและร้องไห้อย่างควบคุมไม่ได้
เรื่องนี้ทำให้เธอเสียใจมาก และเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาปลอบใจ
“ฮือออ... เจ๊ชิวอ่า มันรังแกฉันอ่า... ฮือออออ...”
ถึงแม้เย่จิ่นชิวจะรู้สึกสงสารจ้าวหลินซีก็เถอะ แต่เธอก็คิดว่าจ้าวหลินซีสมควรโดนแล้ว ครั้งนี้คงจะได้สั่งสอนจ้าวหลินซีให้รู้สำนึกสักที !
“ก็เพราะเธอไม่ฟังฉันไง เมื่อวานฉันก็เตือนเธอแล้วแท้ ๆ”
“แงงงงง... เจ๊ชิวรังแกฉันนนนนนนน…”
เมื่อเห็นว่าจ้าวหลินซีกอดตนแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เย่จิ่นชิวจึงตบหลังเธอเบา ๆ อย่างช่วยไม่ได้
“ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอต้องเชื่อฟังและห้ามดื้อแล้วนะ”
“แต่……”
“ซีซี ?”
เมื่อเห็นว่าเธอยังจะเถียงอยู่อีกเย่จิ่นชิวจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“เธอนั่นแหละที่ผิด เพราะงั้นที่โดนลงโทษก็สมควรแล้ว แล้วตอนนี้เธอยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าเธอเลื่อนเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวแล้วน่ะ”
จ้าวหลินซีสะดุ้งไปนิดหนึ่ง จากนั้นจึงตระหนักว่าความรู้สึกในวันนี้มันต่างจากเมื่อวาน
เธอซบลงในอ้อมแขนของเย่จิ่นชิวและสัมผัสได้
จริงด้วย ! ฉันกลายเป็นศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวอย่างเป็นทางการแล้ว !
จ้าวหลินซีดีใจมากและรีบเงยหน้าขึ้นมอง
“เจ๊ชิว ฉันเลื่อนระดับเป็นศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวแล้วจริง ๆ ด้วย !”
เย่จิ่นชิวทั้งพูดไม่ออกและทำอะไรไม่ถูก
“ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอต้องตั้งใจฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ แม้ว่ากระบวนการฝึกจะยากลำบาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีเสมอ”
“ดูสิ เมื่อเธอฟังฉันเรื่องอาบน้ำ แล้วผ่านมาแค่คืนเดียวเธอก็พัฒนาขึ้นแล้ว ยิ่งไปว่านั้นนะ ฉันยังสัมผัสได้ว่าการดูดซับพลังวิญญาณของเธอเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากด้วย นี่ไม่ใช่ว่าได้พิสูจน์ทุกอย่างแล้วเหรอ”
จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งเพราะหาคำโต้แย้งไม่ได้
อย่างไรก็ดี ในขณะนั้นเองเย่หานยู่ได้เดินเข้ามาอย่างกระทันหัน
สีหน้าของเย่จิ่นชิวเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกจ้องมองอย่างดุดันจนต้องเงียบไป
เย่หานยู่ยืนอยู่หลังแผงควบคุม ใบหน้ามีรอยยิ้มจาง ๆ และพูดเบา ๆ ว่า
“นักศึกษาคะ กรุณาจัดแถวให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กสาวที่ยังคงเฉลิมฉลองกับการเลื่อนระดับเป็นศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวก็รีบกลับไปยืนประจำที่เหมือนเมื่อวานทันที
แต่เมื่อเห็นเธอคนนั้นสายตาของทุกคนก็แสดงออกถึงความสงสัยอย่างชัดเจน
“นั่นอาจารย์ที่เอาข้าวเที่ยงมาส่งเมื่อวานนี้หนิ”
“ใช่ ๆ ๆ เป็นเธอจริง ๆ ด้วย ว่าแต่เธอมาทำไรอะ ? แล้วจารย์เฉินล่ะอยู่ไหน ?”
ถึงอย่างไรเด็กสาวส่วนใหญ่แม้จะภูมิหลังดีแต่ก็ไม่ได้มาจากแปดตระกูลใหญ่ และตัวเย่หานยู่เองก็กักตนฝึกฝนอยู่แต่ในบ้านมาหลายปี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเธอจะไม่รู้จัก
“ฉันเป็นผู้ช่วยอาจารย์คนใหม่ และตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉันจะมีหน้าที่ช่วยเหลืออาจารย์เฉินค่ะ”
“ฉันชื่อเย่หานยู่ พวกคุณเรียกฉันว่าอาจารย์เย่ก็แล้วกัน”
“เย่หานยู่ ? ชื่อนี้คุ้น ๆ นะ”
ทุกคนต่างตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้
แต่ในไม่ช้าก็มีคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เดี๋ยวก่อนนะ ? เย่หานยู่ ? องค์หญิงรองของตระกูลเย่เหรอ ? ? ?”
“อะไรนะ ? เธอคือองค์หญิงรองเย่เหรอ ? ? ?”
“แม่จ้าว ! องค์หญิงรองเย่จะมาเป็นผู้ช่วยสอนให้เราเหรอ”
“ฉันได้ยินพ่อบอกว่าองค์หญิงรองเย่เป็นจอมยุทธ์ยอดฝีมือศักยภาพระดับเอสเทียบเท่าขอบปราชญ์ยุทธ์ !”
“ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ที่ไหนล่ะ ! องค์หญิงรองเย่เป็นขอบเขตจ้าวยุทธ์ตะหาก !”
“แม่จ้าว... จอมยุทธ์ขอบเขตจ้าวยุทธ์ในตำนานมาเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนเรางั้นเหรอ !”
ฝูงชนที่ได้สติกลับคืนมาต่างตกใจ แต่ก็ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ควรรู้ว่าแม้แต่ในสถาบันหลวง อาจารย์ผู้สอนที่แข็งแกร่งที่สุดของปี 1 ก็แค่เพียงขอบเขตปราชญ์ยุทธ์เท่านั้น ในขณะที่ผู้ช่วยสอนของพวกตนกลับเป็นขอบเขตจ้าวยุทธ์ แบบนี้ก็แปลว่าวันเวลาดี ๆ ของพวกเราคงจะมาถึงในไม่ช้าแล้วใช่ไหม
“มาทำไมอีกล่ะเนี่ย”
กลุ่มนักศึกษาต่างจับมือกันเขย่าด้วยความดีใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงของเฉินมู่ปุ๊บทั้งห้องก็เงียบกริบลงทันที
เมื่อเห็นดังนั้นเย่หานยู่ก็ระงับความรู้สึกอยากกระโดดกอดเฉินมู่ไว้และยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนี้ฉันเป็นผู้ช่วยอาจารย์ประจำปีหนึ่งห้องหนึ่งแล้วค่ะอาจารย์เฉิน กรุณาให้คำแนะนำฉันด้วยนะคะ”
เมื่อเห็นเธอยื่นมือออกมาเฉินมู่จึงปล่อยรถเข็นอาหารอย่างเงียบ ๆ แล้วจับมือเธอ
“เอาล่ะ ทุกคนยืนนิ่ง ๆ ผมมีเรื่องจะบอก”
ทุกคนคิดว่าเฉินมู่จะทดสอบพวกตนเรื่องแผนภาพจุดฝังเข็มที่ได้รับเมื่อวานนี้ แต่เมื่อเห็นเฉินมู่ยืนอยู่หลังแผงควบคุมด้วยสีหน้าเย็นชาปุ๊บก็รู้สึกแปลก ๆ ว่ามีอะไรทะแม่ง ๆ
“ผมได้เตรียมข้าวเช้าไว้ให้พวกคุณแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างหันไปทางซ้ายของเฉินมู่โดยพร้อมเพรียงกัน
แน่นอนว่ารถเข็นอาหารที่คุ้นเคยถูกวางไว้ข้างแผงควบคุม และเมื่อพิจารณาจากขนาดแล้ว ปริมาณย่อมไม่น้อย
ทุกคนเห็นแบบนั้นต่างก็ตาเป็นประกาย
ที่จริงแล้วแสงสีทองที่อันแพรวพราวของแท้ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกลั่วซือหานได้กินมื้อเย็นเมื่อวานนี้ยังคงงดงามแตะตาตรึงใจ ทำให้เหล่านักศึกษาที่อดข้าวมาทั้งวันทั้งคืนต่างก็เต็มไปด้วยความคาดหวังเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ในวินาทีต่อมาก่อนที่ทุกคนจะทันได้รู้สึกดีใจเฉินมู่ก็พูดขึ้นมาอย่างกระทันหัน
“อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้มีคนฝ่าฝืนกฎและไม่เชื่อฟังคำสั่งของผม”
“ดังนั้นอย่างน้อยวันนี้พวกคุณทุกคนจะต้องอดข้าว”
หลังจากพูดจบเฉินมู่ก็ยกขาขึ้นเตะรถเข็นอาหารอย่างแรงทันที
ปัง ! ! !
โคร่ม !
[ กลัว +45 ]
[ ช็อก +55 ]
[ โกหกน่า +47 ]
ทุกคนต่างตกใจ และสีหน้าของพวกเธอก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
แม้แต่เย่หานยู่เองก็ยังค่อนข้างตกใจ
แต่เธอก็ไม่กล้าให้โต้แย้ง ๆ แม้แต่จะอ้าปากพูดก็ยังไม่ เพราะเธอรู้ดีว่าเฉินมู่ที่กำลังโกรธเป็นคนที่เธอไม่ควรไปยั่วยุโดยเด็ดขาด
เมื่อเจอกลิ่นหอมอันเย้ายวนของซุปเนื้อและผักหกกระจายเต็มพื้น กลุ่มเด็กสาวก็ตัวสั่นด้วยความกลัว
โดยเฉพาะจ้าวหลินซีที่ในตอนนี้สมงสมองว่างเปล่าใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
“ผมจะพูดอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย : ห้องหนึ่งมีกฎเพียงข้อเดียว นั่นคือจงเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด !”
เฉินมู่พูดด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก เปลือกตาหรี่ลง
“ใครที่ทำผิดให้ก้าวออกมา”
[ ตื่นตระหนก +46 ]
[ ไม่แน่ใจ +57 ]
[ กลัว +76 ]
จ้าวหลินซีกัดริมฝีปากใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เธออยากขอความช่วยเหลือจากเย่จิ่นชิวอย่างยิ่ง แต่ตัวเย่จิ่นชิวเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากและไม่กล้าขยับเขยื้อนไม่ต่างกัน
ไม่เห็นเหรอว่าผู้ช่วยอาจารย์คนนั้นยังใช้สายตาตักเตือนจ้องฉันอยู่น่ะ
“ไม่น้า จารย์เอาเครื่องถ่ายวิดีโอมาติดฉันจริง ๆ ด้วย ! จะทำไงดี...”
เธออยากจะยอมรับความผิด แต่ความหยิ่งผยองทำให้เธอไม่ยอมก้มหัว และเธอยังกลัวว่าเฉินมู่จะลงโทษเธอด้วย
แต่ถ้าไม่ยอมรับความผิด บรรยากาศ ณ ที่เกิดเหตุจะตึงเครียดอย่างน่ากลัว
ตกลง ! จะแย่ซักแค่ไหนกันเชียว ? สู้โว่ย !
ขณะที่ใบหน้าของเฉินมู่เริ่มมืดครึ้มลงเรื่อย ๆ จ้าวหลินซีก็ยื่นมือออกไปอย่างหวาดระแวง ใบหน้าที่แดงก่ำก้มงุด ๆ ด้วยความกลัว
“หนะ หนูเองค่ะ...”
เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าของเฉินมู่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“คุณ ? แล้วเมื่อวานคุณทำอะไรไว้บ้างล่ะ ?”
เมื่อจ้าวหลินซีเห็นทุกคนมองมาที่ตน ใบหน้าก็ยิ่งแดงก่ำไปจนถึงโคนคอ
คราวนี้เธอเสียหน้าจริง ๆ
“หนู... หนูถอดชุดรบออกหลังจากกลับถึงหอพัก... แล้ว... จนถึงเช้านี้...”
[ ตกใจ +33 ]
[ โกหกน่า +35 ]
[ คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ +31 ]
“หา ?”
“เธอไม่ได้สวมชุดรบตลอดทั้งคืนเลยเหรอ”
“คุณหนูรองตระกูลจ้าวช่างกล้าหาญจริง ๆ ถึงกับกล้าท้าทายท่านอาจารย์เฉินอย่างเปิดเผย...”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบของเพื่อนร่วมชั้น จ้าวหลินซีก็เอาแต่อยากจะเอาหัวจุ่มพื้นเป็นนกกระจอกเทศ แต่เธอก็รู้ว่าความเงียบของเฉินมู่หมายความว่าเขากำลังรอให้เธอประจานตัวเองต่อหน้าสาธารณชนต่อ
“แล้วหนูยังกิน... มันฝรั่งทอดเจ็ดถุง... ไส้กรอกหกชิ้น... คอเป็ดสามชิ้น... ขาไก่ตุ๋นสี่ชิ้น... ไข่ต้มห้าฟอง... ไหปลาร้าเป็ดสี่ชิ้น...”
[ ตกใจ +55 ]
[ โกหกน่า +75 ]
[ ช็อก +56 ]
ทุกคนต่างตะลึงเมื่อจ้าวหลินซีเล่าถึงความสำเร็จของตนที่พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำที่ไหลล้นทะลัก
“คุณหนูรองจ้าวรูปร่างเล็กแบบนี้ แต่กลับกินได้เยอะขนาดนี้ได้ไงกัน...”
“ดูเธอสิ หลังจากกินเนื้อไปเต็ม ๆ ตั้งสองมื้อแล้วก็ยังกินของว่างได้เยอะขนาดนี้อีก ที่สำคัญคือกินแล้วน้ำหนักยังไม่ขึ้นซะด้วย น่าโมโหจริง...”
“กินอะไรเยอะแยะขนาดนี้...”
จ้าวหลินซีก้มหน้าลงเรื่อย ๆ ขณะที่ฟัง ในใจก็พลางนึกอยากจะหายตัวไปในรอยแตกของพื้นดิน
“มีอีกมั้ย”
“ไม่ค่ะ แค่นี้ แค่นี้ค่ะ !”
เมื่อเฉินมู่ถามขึ้นจ้าวหลินซีก็รีบโบกมือปฏิเสธเหมือนลูกไก่ตกใจ
เฉินมู่เงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกและพูดว่า...
“แล้ว... ลูกอมสองเม็ดกับช็อกโกแลตสามกล่องนั่นคือหมูมันกินรึไง”
เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวหลินซีก็ค่อย ๆ อ้าปากค้างด้วยความตะลึง
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเฉินมู่จะรู้แม้กระทั่งเรื่องราวที่เธอลืมพูดถึง
หวา ไม่น้า ! นี่มันแอบติดกล้องไว้กับฉันจริง ๆ เหรอเนี่ยยยยยยย ?
เย่จิ่นชิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จ้าวหลินซีมองเธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ซีซี... เธอ... กินไปเยอะขนาดไหนกันแน่เนี่ย...”
จ้าวหลินซีตัวสั่นและรีบโบกมือด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“หนูขอโทษค่ะจารย์ หนูกินค่ะ หนูกินเองค่ะ ไม่ใช่หมูกิน แต่หนูแค่ลืมไป หนูลืมจริง ๆ น้า ฮือ ๆ ๆ...”
จ้าวหลินซีตกใจมากน้ำตาแทบจะทะลักออกมา
ตอนแรกเฉินมู่ไม่เชื่อ แต่หลังจากได้ยินการแจ้งเตือนจากระบบเกี่ยวเรื่องค่าอารมณ์แล้วเขาก็เชื่อ
สีหน้าของเขาอ่อนลงเล็กน้อย
“ก็ได้ ในเมื่อคุณกล้ายอมรับ ผมก็จะให้ความเคารพคุณในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง”
แต่หนูเป็นผู้หญิงรวยแถมสวยด้วยนะคะ ไม่ใช่ผู้ชายซะหน่อย ฮือ ๆ...
ท่ามความวุ่นวาย จ้าวหลินซีพึมพำคำสาปแช่งกับตัวเองในใจโดยไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ
ไม่อย่างนั้นใครจะรู้ว่าตัวเองจะถูกประหารต่อหน้าสาธารณชนในรูปแบบใดอีก
เมื่อเห็นใบหน้าของกลุ่มเด็กสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชม เฉินมู่จึงพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ทำผิด ก็ต้องรับโทษ”
“ทุกคน ! วิดพื้นร้อยครั้ง ! ปฏิบัติ !”
“อะไรน้า ? ? ?”
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินคำสั่งนี้