- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 18 : องค์หญิงรองเย่ตกตะลึง ! สมบัติล้ำค่าที่สุดของเฉินมู่ !
บทที่ 18 : องค์หญิงรองเย่ตกตะลึง ! สมบัติล้ำค่าที่สุดของเฉินมู่ !
บทที่ 18 : องค์หญิงรองเย่ตกตะลึง ! สมบัติล้ำค่าที่สุดของเฉินมู่ !
“ฉินเสี่ยวเสี่ยว ! ออกมาเด๋วนิ !”
ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เย่หานยู่คว้าแขนเฉินมู่แล้วแหกปากตะโกน
ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังจัดจานอย่างมีความสุขถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเธอ
“เจ๊ยู่ ? มีธุระอะไรที่นี่เหรอคะ”
“ฉินเสี่ยวเสี่ยว ! ฉันขอท้าสู้กับหล่อน ! เพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าของเสี่ยวมู่เอ๋อ !”
ขณะที่พูดเย่หานยู่ก็กอดแขนเขาแน่นขึ้นไปอีก
ฉินเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกสับสนและแววตาของเธอก็เริ่มมองบนมากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอน ถ้าพูดถึงความเกลียดชังก็ไม่มีเลยสักนิด พี่น้องทั้งสามสนิทกันเหมือนคน ๆ เดียวกัน แล้วความเกลียดชังจะมาจากไหนได้กัน
โชคดีที่เมื่อเห็นสีหน้าพูดไม่ออกของเฉินมู่เธอก็เข้าใจในที่สุดว่าเย่หานยู่พูดเรื่องอะไร
“เจ๊... หมายความว่าเจ๊อยากจะต่อสู้กับฉันเพื่อตัดสินว่าเสี่ยวมู่เอ๋อจะไปอยู่บ้านใครน่ะเหรอคะ”
“ถูกต้องแล้ว !”
เย่หานยู่ปั้นหน้าเย็นชาโดยไม่สนใจสายตาแปลก ๆ ของฉินเสี่ยวเสี่ยว และมองเฉินมู่เบา ๆ
“เป๋าเอ๋อจ๊ะ ทำตัวดี ๆ แล้วรอน้ายู่ตรงนี้นะ อีกสามวิเดี๋ยวน้ายู่ก็จัดการมันเสร็จแล้ว”
เฉินมู่ถอนหายใจและผายมือออกเป็นสัญญาณว่า : เชิญเลยครับ
เมื่อเห็นดังนั้นเย่หานยู่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจในทันที
เธอถึงกับเริ่มจินตนาการถึงการพาเฉินมู่กลับบ้านและปรนนิบัติเขา !
เย่หานยู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากขณะก้าวออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“อย่าหาว่าฉันไม่ให้โอกาสหล่อนนะ ฉันจะให้หล่อนลงมือก่อนได้เลย”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้พูดอะไรมาก เธอเองก็กำลังมองหาคู่ต่อสู้มาทดสอบฝีมือเหมือนกัน
“ถ้างั้นเจ๊ยู่ เจ๊ควรระวังตัวให้ดี ๆ หน่อยนะคะ”
เย่หานยู่หัวเราะเบา ๆ แล้วยืนกอดอก แผ่รัศมีแห่งความเป็นมหาปรมาจารย์ออกมา
แต่ในวินาทีต่อมาเธอก็ต้องเสียการควบคุมไปทั้งหมด
เพราะฉินเสี่ยวเสี่ยวได้แว้บมาโผล่ตรงหน้าเธอในพริบตาซึ่งทำให้เธอตกใจมาก
“ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่แล้ว เธอ...”
ก่อนที่เย่หานยู่จะพูดจบมือเล็ก ๆ ของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เอื้อมออกมาแล้ว
“หัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ ?”
เปลือกตาของเย่หานยู่กระตุกเบา ๆ และเธอเองก็ยื่นหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำออกมาด้วย
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว แขนของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็โอบรอบแขนของเธอราวกับงูทำให้สีหน้าของเย่หานยู่เปลี่ยนไปและนัยน์ตาของเธอก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว ๆ เธอเป็นขอบเขตจักรพรรดิแล้วเหรอ ? ? ?”
เพียงแค่แตะเบา ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงโลหิตปราณอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากฉินเสี่ยวเสี่ยวในทันที ยังรวมถึงความรู้สึกกดดันอันหนาวเหน็บด้วย
ต้องรู้ก่อนว่าเธอคือเทพยุทธ์ระดับ 10 ดาว ! นัมเบอร์วันรองจากขอบเขตจักรพรรดิ !
นอกจากขอบเขตจักรจักรพรรดิแล้วจะมีขอบเขตใดอีกบ้างที่สามารถทำให้เธอไร้พลังต่อกรได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นดังนั้นแขนของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็กลับมาเป็นปกติในทันที และเธอก็จับมือเล็ก ๆ ของเย่หานยู่พร้อมกับยิ้มให้
“ใช่แล้วเจ๊ยู่ ฉันเลื่อนเป็นขอบเขตจักรพรรดิแล้ว !”
“จริงเหรอ ? เป็นไปได้ยังไงเนี่ย ? ? ?”
[ ตกใจ +23 ]
[ ช็อก +34 ]
ฉินเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้าเล็กน้อยและยิ้มอย่างมีความสุข
“ใช่แล้วเจ๊ยู่ เสี่ยวมู่เอ๋อเอาโลหิตมังกรเพลิงกลับมา มันช่วยฉันขัดเกลากายาแถมยังปรับปรุงเส้นลมปราณให้ฉันด้วยนะ”
“ตอนนี้กายศักดิ์สิทธิ์น้ำแข็งของฉันไปถึงจุดสูงสุดแล้ว วิชาหทัยน้ำแข็งลึกซึ้งเองก็สำเร็จสมบูรณ์แบบแล้วเหมือนกัน การฝึกฝนในขอบเขตจักรพรรดิตอนนี้ก็เลยมั่นคงสมบูรณ์แล้วด้วย !”
[ ภูมิใจ +33 ]
“หา ? ? ?”
[ ตกใจหมด +38 ]
เมื่อได้ยินข่าวนี้เย่หานยู่ถึงกับไปไม่เป็นเลย
คนที่ติดอยู่ระดับเทพยุทธ์ 9 ดาวมา 3 ปีจะเลื่อนขั้นไปถึงขอบเขตจักรพรรดิได้ภายในวันเดียวได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น เธอพึ่งทดสอบด้วยตัวเองและพบว่าระดับการฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ แปลว่ามันไม่ได้มาจากการเร่งรัดพัฒนาแต่อย่างใด
ที่จริงแล้วในเมื่อมีเฉินมู่อยู่ด้วยใครในพวกเธอที่จะกล้าเร่งรัดพัฒนาบ้าง
เดี๋ยวนะ ?
เย่หานยู่ตกใจขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวพูดเมื่อกี๊ ว่าเฉินมู่ใช้โลหิตมังกรเพลิง
ปัญหาคือถึงแม้โลหิตมังกรเพลิงจะทรงพลังก็ตาม แต่ก็ไม่น่าจะพอทำให้เธอเลื่อนระดับไปถึงขอบเขตจักรพรรดิซึ่งเหนือกว่าระดับปัจจุบันของเธอได้หรอกใช่ไหม
เมื่อรู้ดังนั้นเย่หานยู่จึงเข้าใจในทันทีว่ายัยฉินเสี่ยวเสี่ยวนี่มันต้องซ่อนอะไรบางอย่างอยู่แน่ !
“เสี่ยวเสี่ยว คายความจริงมาซะ เฉินมู่ให้ของดี ๆ อะไรกับเธออีกบ้าง”
เมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมาอย่างพิจารณาและระแวงของเย่หานยู่ ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็หน้าแดงและรีบหันหน้าหนีไปทันที
“อืม... ไม่มีไรหรอกค่ะ...”
สมบัติล้ำค่าเหรอ !
อืม... นั่นก็เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของเฉินมู่จริง ๆ นั่นแหละ...
“ไม่มีอะไร ?”
เย่หานยู่หรี่ตาลง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น
แต่เธอก็รู้เช่นกันว่าเธอจะไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ จากฉินเสี่ยวเสี่ยว
จากนั้นเธอก็ปล่อยฉินเสี่ยวเสี่ยวแล้วหันไปยืนอยู่ตรงหน้าเฉินมู่
“เป่าเอ๋อจ๊ะ ~ ไหนบอกความจริงกับน้ายู่มาซิ น้าฉินของเธอเลื่อนขั้นไปถึงขอบเขตจักรพรรดิได้ยังไงเอ่ย ฮื้ม ?”
“อยากรู้เหรอ”
“แน่นอนสิ นี่มันขอบเขตจักรจักรพรรดิเลยนะ ! มันคือเป้าหมายตลอดชีวิตของคนนับไม่ถ้วนเลยนะ !”
“โอเค ๆ งั้นเดี๋ยวเรามาทำกัน”
เฉินมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เย็นพรุ่งนี้มารับด้วย แล้วเราค่อยคุยกันที่บ้านเธอ”
“จริงเหรอ !”
ดวงตาของเย่หานยู่เป็นประกายและรู้สึกตื่นเต้น
เมื่อเทียบกับการเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิแล้ว การที่เฉินมู่เต็มใจกลับบ้านไปกับเธอนั้นทำให้เธอมีความสุขกว่าเสียอีก !
“แน่นอนว่าจริง แต่ฉันต้องขอชี้แจงล่วงหน้าก่อนนะว่าฉันสามารถไปกับเธอได้แค่วันเดียวก็คือพรุ่งนี้เท่านั้น วันมะรืนฉันต้องกลับมาอยู่ที่นี่ต่อ”
“นอกจากนี้ ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดว่าฉันกลับมาแล้ว”
แค่ฉินเสี่ยวเสี่ยวคนเดียวก็สร้างปัญหามากพออยู่แล้ว ตอนนี้เย่หานยู่ยังมาสร้างปัญหาเพิ่มอีก
ถ้ายังจะมีมาเพิ่มอีกล่ะก็ เขาคงต้องลืมเรื่องการสอนนักศึกษาไปได้เลย เพราะตลอดทั้งวันจะต้องมีพวก ‘น้า ๆ’ มาเกาะแกะและปฏิบัติกับเขาราวกับเด็กน้อยแบบชนิดที่ไม่มีวันหยุดแน่ ๆ
อย่างไรก็ตาม เย่หานยู่ไม่ได้สนใจคำขอเหล่านั้นเลยและตอบตกลงด้วยความยินดี
“โอเคจ้า โอเค ๆ ๆ !”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเย่หานยู่ ดวงตาโตของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
หลังจากส่งเย่หานยู่เสร็จแล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ทรุดตัวลงนั่งด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมกับโอบแขนเฉินมู่ไว้
“เป่าเอ๋อจ๊ะ รีบ ๆ ลองกินดูสิ”
ที่จริงแล้วเฉินมู่ไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรเป็นพิเศษในเรื่องอาหาร เขาเคยกินทั้งของดีและของห่วยมาหมดแล้ว จึงไม่ได้ยึดติดกับกฎเกณฑ์อะไรมากมาย
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวคอยตักอาหารใส่จานให้เขา เขาก็รับไว้ทั้งหมด
“เป่าเอ๋อจ๊ะ เป็นอาจารย์วันแรกเป็นไงมั่ง”
“พวกนั้นไม่ไหวเลย ก็แค่พวกโง่เง่าเต่าตุ่นแถมยังหัวดื้ออีก”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวอดหัวเราะไม่ได้ แต่เธอก็รู้สึกทั้งหมดหนทางทั้งขบขันไปพร้อม ๆ กัน
เธอคงเป็นคนเดียวแหละที่ปฏิบัติต่อกลุ่มเด็กอัจฉริยะที่มีศักยภาพทั้งระดับ A และ S เหมือนกับหมู ที่ข้างนอกนั่นคนอื่น ๆ คงปฏิบัติต่อพวกหล่อนเหมือนกับสมบัติล้ำค่ากันทั้งนั้น
แต่ด้วยนิสัยใจร้อนของเฉินมู่เธอจึงไม่ได้ถามเรื่องนี้ต่อ
อย่างไรก็ตาม ด้วยการชี้แนะของเฉินมู่ก็คงพูดได้ว่าลั่วซือหานและที่เหลือต้องได้รับผลประโยชน์อย่างมากแน่ ๆ
“ว่าแต่นะเป่าเออร์ หลังจากที่เรากลับมาเมื่อวานนี้มีคนมาสืบเรื่องเธอด้วยนะ”
“รู้แล้วล่ะ”
เฉินมู่กินโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง
“เย่จิ่นชิวกะลั่วซือหาน ถ้าไม่ใช่แบบนั้นแล้วน้ายู่จะมาได้ไง”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“จริงด้วย พูดได้แค่ว่าเย่หมิงซวนก็ฉลาดเกิน”
เธอไม่กลัวว่าใครจะมาสืบสวนเฉินมู่เพราะพวกนั้นจะไม่พบอะไรเลย
แต่ที่ยกเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่ากินข้าวเฉย ๆ อย่างเดียวมันน่าเบื่อ
อย่างไรก็ตาม คนที่รู้จักเฉินมู่จะไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม และคนที่ไม่รู้จักเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวลเลย
หลังมื้ออาหาร
ด้วยสีหน้าอันเปี่ยมด้วยความรัก ฉินเสี่ยวเสี่ยวเช็ดปากและมือของเฉินมู่ ยื่นถ้วยชาให้เขา แล้วนั่งลงบนตักพร้อมกับกอดคอเขาไว้
“เป่าเอ๋อจ๊ะ วันนี้เรามีแผนไรมั่งเหรอ”
“ลงอ่างแช่เลือดมังกรต่อ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเฉินมู่หยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
“โลหิตมังกรเพลิงมีประสิทธิภาพแค่ครั้งแรกไม่ใช่เหรอ”
“ก็จริงอยู่ แต่ครั้งต่อ ๆ ไปเองก็มี เพียงแต่มันไม่เยอะ”
เฉินมู่วางถ้วยชาลงแล้วยิ้ม
“แต่ก็ไม่เป็นไร เราเพิ่มปริมาณเอาก็ได้ ลองหยดเพิ่มอีกซักสองสามหยดดู”
“ถ้าไม่ได้เดี๋ยวเราค่อยลองทำอย่างอื่นดู”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้าและหอมแก้มเฉินมู่เบา ๆ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
“งั้นเป่าเอ๋อ พักผ่อนซักแป๊บนะ เดี๋ยวน้าฉินไปเปิดน้ำให้”
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวเดินออกไปแล้วเฉินมู่ก็เปิดระบบทันที
เมื่อเขาเห็นว่าตัวเองสามารถจับรางวัลได้ถึง 3 ครั้งมุมปากเขาก็ยกขึ้นทันที
“อุตส่าห์เสียเวลาทั้งวันฝึกหมูพร้อมกับอดทนกับอารมณ์ฉุนเฉียวของพวกมัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย”
“ระบบ ! จับรางวัลสามครั้งรวด !”
[ ติ๊ง ! ]
[ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณจับรางวัลแล้ว ! ]
[ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่คุณจับรางวัล 3 ครั้งรวด คุณได้รับโบนัสคริติคอล ! ]
[ คุณได้รับ... ]