เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว

บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว

บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว


“ฮือ...  ในที่สุดก็เลิกเรียนซักที...”

“เจ๊ชิว  จารย์เฉินอย่างดุเลยอ่า  น่ากลัวมากเลยอ่า  แงงงงงงง...”

พวกเธอเป็นกลุ่มสุภาพสตรีที่ได้รับการเอาใจอย่างดีมาตลอด  แต่ในวันนี้เฉินมู่กลับทำให้พวกเธอต้องลำบากจริง ๆ

แน่นอนว่าบ่นไปตลอดทาง

เมื่อได้ยินดังนั้นอาจารย์หญิงที่นำทางก็อยากจะหัวเราะแต่กลับไม่กล้า  เพราะคำสั่งของรองอธิการหลี่ยังคงก้องอยู่ในใจ  เธอจึงทำได้แค่ปิดปากและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

อย่างไรก็ตาม  เธอก็ยังสงสัยมากอยู่ดีว่าเฉินมู่สอนพวกเธออย่างไร  ทำไมถึงทำให้พวกเธอพูดแบบนั้นแถมยังบ่นไม่หยุดปากอีกต่างหาก

ขณะที่เธอกำลังคิด ๆ อยู่นั้นรู้ตัวอีกทีก็มาถึงที่หมายแล้ว

“นักศึกษาคะ  นี่คือหอพักของพวกคุณค่ะ”

พอพูดแบบนี้แล้วเอาจริง ๆ ในใจเธอก็อิจฉาอยู่ไม่น้อยเลย  เพราะอาคารหลังนี้แต่เดิมแล้วสร้างให้พวกตนซึ่งเป็นผู้ช่วยสอนปีหนึ่งอยู่

เอาจริง ๆ

เมื่อลั่วซือหานและเพื่อน ๆ ทั้งหมดเห็นตึกห้าชั้นนั่น  แต่ละคนต่างก็ตาพร่ากันไปเล็กน้อย

“อาจารย์คะ  นะ  นี่คือหอพักพวกหนูเหรอคะ”

“เห็นชัดเลยว่าพึ่งสร้างใหม่  อาจารย์เฉินเป็นคนยื่นขออนุญาตให้พวกเรารึป่าว”

“อาจารย์คะ  แล้วพวกหนูพักชั้นไหนเหรอคะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น  อาคารทั้งหลังนี่เป็นของห้องพวกคุณ  มีห้องทั้งหมดห้าสิบห้อง  พวกคุณสามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการเลย”

เมื่อได้ยินคำตอบของอาจารย์ทุกคนต่างก็ตกใจทันที

พวกเธอไม่สนใจเรื่องตัวอาคารสักเท่าไหร่  เพราะถึงอย่างไรมันก็แค่หอพักของมหาวิทยาลัย  มันคงไม่หรูหราหมาเห่าเท่าที่บ้านของตัวเองหรอก

แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนั้นแหละ

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือที่ดินในเมืองหลวงมีมูลค่าสูงมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลวง  แม้ว่าจะมีพื้นที่กว้างขวางแต่ที่ดินทุกตารางนิ้วก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะของตนเอง

เท่าที่พวกเธอรู้มา  หอพักนักศึกษาจะมีขนาดเล็กมาก  แต่ละห้องให้นักศึกษาแชร์กัน 2 คน

อย่างไรก็ตาม  เรื่องจริงที่ว่าผู้หญิง 36 คนนี้สามารถมีอาคารที่สร้างใหม่ทั้งหลังเป็นของตนเอง  โดยแต่ละคนมีห้องส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง

นี่ไม่ใช่สิทธิพิเศษอีกต่อไปแล้ว  แต่มันคือการทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ !

หากนึกย้อนกลับไปถึงอาคารเรียนใหม่ที่พวกเธอใช้เรียนในวันนี้  แม้ว่าพวกเธอจะไร้เดียงสาแต่ก็ไม่โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเฉินมู่

“การได้เข้าครอบครองอาคารใหม่สองหลังในสถาบันหลวง  พร้อมด้วยอุปกรณ์การเรียนการสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย  รวมถึงเนื้ออันล้ำค่าของสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์...”

ลั่วซือหานยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน  จ้องมองอาคารด้วยสายตาที่หรี่ลงเล็กน้อย  ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเฉินมู่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปใหญ่

เธอเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่าเฉินมู่เป็นใครกันแน่

ปรากฏว่า...

เป็นไปตามที่ลั่วซือหานคาดเดาไว้

หลังจากทักทายผู้ดูแลหอพักที่ทางเข้าแล้วเธอก็สุ่มเลือกห้องและเข้าไปข้างใน  การตกแต่งภายในและสิ่งอำนวยความสะดวกเทียบได้กับอพาร์ตเมนต์ระดับหรู

“หนึ่งห้องนอน  หนึ่งห้องนั่งเล่น  หนึ่งห้องครัว  และหนึ่งห้องน้ำ  ถึงจะเทียบกับวิลล่าบ้านเราไม่ได้ก็เถอะ  แต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่าอาคารนี่มีระบบป้องกันกับบาเรียป้องกันที่ดีกว่าอาคารหรูระดับสูงข้างนอกเยอะ”

ลั่วซือหานเงียบลงเรื่อย ๆ ขณะที่มองดูโดยไม่เข้าใจเลยว่าเฉินมู่ทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร

“ซือหาน ? ซือหาน ?”

ลั่วซือหานพึ่งหยิบกล่องข้าวออกมากะจะกิน  แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตู

ลั่วซือหานสะดุ้งโหยงก่อนจะไปเปิดประตูและพบว่าเป็นเหยาจื่อซวน

เธอเองก็ได้มาเรียนที่ปี 1 ห้อง 1 ด้วยเหมือนกัน  เพียงแต่โชคร้ายตรงที่วันนี้เธอยืนไม่ไหว  ดังนั้นทันทีที่เข้าประตูมาเธอก็กอดลั่วซือหานและเริ่มบ่น

“แงงงงงง  ซือหานอ่า  ชีวิตฉันมันบัดซบจังเลยอ่า...  ได้แต่นอนเฉย ๆ ทั้งวัน  นี่หน้าอกฉันยังบวมไปหมดแล้วด้วย...  ฮืออออออออออ...  ทั้ง ๆ ที่เราก็ห้องเดียวกันแท้ ๆ อ่า !”

ลั่วซือหานพูดไม่ออกเล็กน้อย  เธอรีบปิดประตูและเชิญอีกฝ่ายเข้ามา

“เลิกบ่นได้แล้ว  รีบฝึกฝนให้หนักเข้าไว้เถอะ  พรุ่งนี้จะได้ยืนไหว  ไม่งั้นได้อดข้าวอีกวันแน่”

เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนก็ดูทุกข์ใจ  กุมท้อง  และดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา

“ฮือออออ  ซือหาน  เค้าหิวจังเลย  อยากกินข้าวจังเลยยยยย...”

เหยาจื่อซวนเหลือบมองกล่องข้าวบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม  ในเรื่องนี้ลั่วซือหานมีความแน่วแน่ยิ่งนัก

“หยุดมองได้แล้ว ! ลืมสิ่งที่อาจารย์บอกไปแล้วเหรอ ? กินไม่ได้จนกว่าจะยืนได้”

เหยาจื่อซวนทำหน้าบึ้งดูเหมือนจะเสียใจมาก

“ฉันแค่จะบอกว่า...  ฉันกะลังดูวิวเพลิน ๆ อยู่น่ะ...”

ลั่วซือหานถอนหายใจโล่งอกที่เพื่อนสนิทเป็นเด็กที่เชื่อฟัง  ไม่งั้นล่ะก็  หากความลับแตกขึ้นมาพรุ่งนี้ไม่ต้องโดนจับทรมานทั้งเป็นเหรอ

“เธอควรไปอาบน้ำแล้วฝึกฝนได้แล้วนะ  ฉันสังหรณ์ว่าของที่อาจารย์ให้เราใช้ตอนอาบน้ำนั่นเป็นของที่สำคัญมาก”

หลังจากได้ทำความรู้จักกับเขาเพียงวันเดียวเธอก็พบว่าถึงแม้เฉินมู่จะเป็นคนปากหมา  ใจร้อน  และไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเลย  แต่ความเข้าใจและความรู้ด้านวรยุทธ์ของเขานั้นเหนือล้ำกว่าตัวเธอผู้เป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดจนไม่อาจเทียบได้

ต้องรู้นะว่าในชาติก่อนเธอเคยฝึกฝ่ามือเพลิงมาตั้งหลายสิบปี  แต่เธอก็ยังไม่สามารถเข้าใจและรู้ถึงช่องโหว่ในวิธีการฝึกฝนมากมายอย่างในวันนี้ได้  ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะอธิบายปัญหาได้แล้ว

ถ้าหากวิชาฝ่ามือเพลิงไม่ใช่ความลับที่ตระกูลลั่วเก็บรักษาไว้อย่างดีล่ะก็  เธอคงคิดว่าเฉินมู่เองก็รู้วิชานี้เช่นกัน

ดังนั้นเมื่อเฉินมู่สั่งให้พวกเธออาบน้ำในเย็นวันนี้  เธอก็เดาได้แล้วว่าสิ่งที่ใช้เพียงแค่หยดเดียวนั้นจะต้องเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน

เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนจึงหยิบขวดหยกขาวขนาดเท่าฝ่ามือออกมา

“อันนี้...  ใช่ป๊ะ ?”

ลั่วซือหานพยักหน้าและหยิบขวดแบบเดียวกันออกมาจากถุงมิติของตน

“เธอรู้มั้ยว่านี่คืออะไร”

ลั่วซือหานส่ายหน้า  ตั้งใจจะเปิดจุกเพื่อดมกลิ่นดู  แต่ทันทีที่ดึงจุกออกจากขวด  กลิ่นยาที่รุนแรงมากก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสองจนหายใจไม่ออก

ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำ  สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  เธอรีบกดจุกปิดกลับเข้าไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“เฮ่อ……”

กลิ่นยาจางหายไปและทั้งสองต่างหอบหายใจจนกระทั่งหัวใจสงบลง  ก่อนจะมองหน้ากันด้วยความตกใจ

“ซือหาน...  นี่มันอะไรกัน...”

ลั่วซือหานส่ายหัว  ไม่รู้เรื่องเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่  แต่ที่แน่ ๆ คือในใจตอนนี้วุ่นวายไปหมดแล้ว

แค่ได้กลิ่นนิดเดียวก็เกือบไปพบคุณยายแล้ว  ถ้าเฉินมู่บอกว่าถ้าใช้เกินหยดเดียวล่ะก็คงต้องพาเพื่อน ๆ ไปกินโต๊ะจีนที่บ้านแน่ ๆ ล่ะก็  เขาต้องไม่พูดเล่นชัวร์

นั่นเป็นเรื่องจริง  ถึงแม้ไอ้สารเลวนั่นจะปากหมา  แต่พอถึงเรื่องการฝึกฝนพลังแล้วมันมักจะพูดตรงประเด็นแบบแทงใจดำได้เสมอ

“จื่อซวน  กลับไปฝึกฝนต่อเถอะ  จำไว้ว่าต้องหยดลงไปแค่หยดเดียวเท่านั้น”

เหยาจื่อซวนพยักหน้า  ใบหน้าของเธอซีดเผือดไปหมด

“โอเค  ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”

ดูเหมือนเธอจะเริ่มได้สติกลับคืนมาแล้ว  มือกำขวดเล็ก ๆ ไว้แน่นด้วยสีหน้าขมขื่น

“ชีวิตฉันมันแย่เหลือเกิน  อดข้าวมาทั้งวัน  แล้วยังต้องมาอาบน้ำกับไอ้ของที่จะส่งฉันไปพบคุณยายนี่อีก  แล้วยังต้องโคจรโลหิตปราณแบบทวนกระแสอีก  ฮืออออออออออ...”

ลั่วซือหานอ้าปากค้างมองอีกฝ่ายอย่างจริงจังแล้วพูดเบา ๆ ว่า

“แล้วเธอไม่สังเกตเหรอ ? ผลกระทบจากชุดรบของเธอมันลดลงไปเกินครึ่งแล้วนะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนก็อึ้งไปในทันที

...

“นี่มันเนื้อไรกันเนี่ย...”

ภายในห้อง 502

เย่จิ่นชิวมองเนื้อที่คีบขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมสุด ๆ

“ทำไมถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ...”

“ก๊อก  ก๊อก  ก๊อก ! ก๊อก  ก๊อก  ก๊อก !”

เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู  เย่จิ่นชิวก็ตกใจสะดุ้งโหยงแล้วรีบลุกไปเปิด

เป็นจ้าวหลินซีที่มายืนอยู่หน้าประตู  สวมชุดนอนลายกระต่ายน้อยน่ารัก  มือหนึ่งถือมันฝรั่งทอดกรอบ  อีกมือจกกินใบหน้ายิ้มแย้ม

เมื่อเห็นภาพนี้ปุ๊บสีหน้าของเย่จิ่นชิวก็เปลี่ยนไปทันที

“เธอถอดชุดรบออกเหรอ  แล้วนี่ยังแอบกินขนมอีก”

จ้าวหลินซีเคี้ยวมันฝรั่งทอดอย่างสบายอารมณ์

“โธ่  ใจเย็น ๆ เถอะเจ๊ชิว  อย่าไปฟังคำพูดข่มขู่ของไอ้เฉินมู่มันเลยน่า  ฉันดูในชุดรบนั่นอย่างละเอียดแล้ว  นอกจากที่มันเป็นเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรแล้ว  ที่เหลือก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้นหรอก”

“เขาอาจจะติดตั้งกล้องวงจรปิดในหอพักเพื่อสอดแนมพวกเราก็ได้ไม่ใช่เหรอ”

เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จิ่นชิวก็อยากจะให้คำแนะนำ  แต่เธอก็รู้ว่าจ้าวหลินซีเป็นคนอย่างนั้นแหละ  เป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา  ไม่โดนสั่งสอนกับตัวเองก็ไม่ได้สติ

“อ้าว ? ! เจ๊ชิว  นี่เจ๊ยังไม่กินข้าวอีกเหรอ”

ก่อนที่เย่จิ่นชิวจะทันได้ตั้งตัว  จ้าวหลินซีที่ดวงตาเป็นประกายก็วิ่งผ่านเธอไปที่โต๊ะ

“มื้อเย็นนี่อร่อยกว่ามื้อเที่ยงอีกนะ  เจ๊นี่ควบคุมตัวเองได้เจ๋งจริง ๆ เลย”

เย่จิ่นชิวเอนหลังพิงเก้าอี้พลางขมวดคิ้ว

“เธอลืมหลักการแปดอักษรที่ฉันบอกไปแล้วเหรอ”

จ้าวหลินซีนั่งอยู่ตรงข้ามเธอทำหน้าบึ้งและพูดอย่างท้าทาย

“ฉันยินดีที่จะเรียนรู้นะเจ๊  แต่ไอ้หมอนั่นมันใจร้ายเกินไป  ตอนบ่ายมันเล่นตะคอกด่าฉันเป็นชั่วโมง ๆ เลยนะ...”

“นั่นก็เพราะทักษะยุทธ์เธอแย่เองไม่ใช่เหรอ”

จ้าวหลินซีพ่นลมหายใจอย่างเย่อหยิ่ง  หยิบมันฝรั่งทอดกรอบขึ้นเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

“แต่มันก็ไม่เห็นจะต้องด่ากันขนาดนั้นก็ได้หนิ...”

เมื่อเห็นเธอบ่นพึมพำกับตัวเองเย่จิ่นชิวก็ถอนหายใจ

“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าหลังจากออกมาจากห้องปรับแรงโน้มถ่วงแล้ว  ผลกระทบของชุดรบต่อเธอมันลดลงไปอย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งนึงน่ะ”

จ้าวหลินซีถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยิน

“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าทุกอย่างในห้องนี้สามารถรับน้ำหนักได้อย่างน้อย ๆ ก็สองพันโล”

จ้าวหลินซีเหลือบมองเก้าอี้ที่เย่จิ่นชิวนั่งอยู่โดยไม่รู้ตัว  ซึ่งอีกฝ่ายนั่งลงไปโดยไม่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใด ๆ

จากนั้นก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าและนั่งอยู่บนเตียง  ที่นอนยุบลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นราวกับแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

“เธอไม่เห็นเหรอ...  ว่าทักษะยุทธ์ของลั่วซือหานพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพียงแค่ได้รับการชี้แนะเล็กน้อยน่ะ”

“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าแค่วันนี้วันเดียวค่าโลหิตปราณของเธอเพิ่มมาตั้งร้อยกว่าจุดแล้ว”

“เธอไม่เคยสงสัยบ้างเหรอว่าทำไมร่างกายเธอถึงแข็งแรงขึ้น”

สีหน้าของจ้าวหลินซีเปลี่ยนไปหลายครั้งจนในที่สุดเธอก็เข้าใจปัญหา

แต่ความหยิ่งผยองทำให้เธอไม่อาจก้มหัวได้  เธอจึงทำได้เพียงเชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าดุดันแต่ก็แฝงความยับยั้งชั่งใจไว้

“แต่  ยังไงก็ตาม  ฉัน...”

“เอาล่ะ”

เย่จิ่นชิวขัดจังหวะเธอพลางคีบเนื้อขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“รีบกลับไปอาบน้ำเพื่อฝึกฝนพลังโลหิตปราณได้แล้ว  จำไว้ว่าการฝึกฝนต้องปรับสมดุลพลังโลหิตปราณทวนกระแสโคจร  แล้วตอนนอนก็ต้องสวมชุดรบไว้”

จ้าวหลินซีส่งเสียงฮึดฮัดด้วยไม่พอใจ  แต่สุดท้ายเธอก็ยอมวางมันฝรั่งทอดลงแล้วเดินกลับไป

...

“เป่าเอ๋อจ๊ะ ~ ทำไมถึงมาอยู่บ้านฉินเสี่ยวเสี่ยวล่า”

หน้าวิลล่า

ภายในรถ

ผู้หญิงที่พาเฉินมู่กลับมาปลดเข็มขัดนิรภัย  คว้าแขนของเฉินมู่  และพูดเบา ๆ ว่า

“ถ้าไม่มีที่พักก็ไปพักที่บ้านน้ายู่ก็ได้นะ  บ้านน้ายู่ใหญ่กว่าตั้งเยอะ”

เฉินมู่เหลือบมองเธออย่างพูดไม่ออก

“ฉันอยากทำการทดลองซักหน่อยน่ะ”

“การทดลองเหรอ”

ผู้หญิงคนนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  ตอนนี้เวลาเป็นของสองเราแล้ว  และเธอก็รอต่อไปไม่ไหวแล้ว

ต้องเข้าใจก่อนว่าเธออดทนอดกลั้นมาทั้งวันแล้ว !

“ไอ้หยา  เป่าเอ๋อของน้า ~”

ผู้หญิงคนนั้นรีบวิ่งเข้าหาเขาด้วยความตื่นเต้น  ประคองใบหน้าเขาขึ้นมา  แล้วก็พรบจูบใส่รัว ๆ ไม่หยุด

“มามะมาให้น้ายู่กอดหน่อย ~ มามะมาให้น้ายู่จูบหน่อย ~”

ในเวลาไม่นาน  ใบหน้าของเฉินมู่ก็เต็มไปด้วยรอยลิปสติกทำให้เขาดูหงุดหงิดมาก

“เย่หานยู่ ! ขอฉันอยู่เงียบ ๆ ซักแป๊บซิ !”

เย่หานยู่หัวเราะเบา ๆ ท่าทีเย็นชาและไม่แยแสตามปกติของเธอหายไปอย่างสิ้นเชิง

“ไอ้หยา ~ เสี่ยวมู่เอ๋อบ้านเราโตขึ้นเยอะเลย ~ แล้วก็หล่อขึ้นเยอะด้วย ~”

“ช่วยเป็นคนปกติหน่อยเถอะ !”

“เคจ้า ๆ ~”

เย่หานยู่ไกวแขนเฉินมู่ไปมาราวกับกำลังหยอกล้อ

“เป่าเอ๋อร์  เดี๋ยวฝากสวัสดีฉินเสี่ยวเสี่ยวด้วยนะ  แล้วค่อยกลับไปกับน้ายู่  น้ายู่จะทำอาหารอร่อย ๆ ให้กิน”

“ไม่ต้องหรอก  น้าฉินจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้ฉันกินแน่นอน”

เมื่อเห็นว่าเฉินมู่ไม่มีท่าทีจะไปกับเธอ  เย่หานยู่จึงแสร้งทำเป็นโกรธและทำหน้าบึ้ง

“ยัยฉินเสี่ยวเสี่ยวสารเลวนั่น  กล้าดียังไงมาแย่งเสี่ยวมู่เอ๋อไปจากฉัน ! เด๋วแม่จะไปสั่งสอนมันให้รู้สำนึกซะบ้าง !”

เฉินมู่จ้องมองเธอด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“เธอ ? จัดการกับหล่อนเหรอ ?”

“แล้วไงล่ะ ?”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เย่หานยู่รู้สึกภูมิใจมากทีเดียว

“น้ายู่เลื่อนเป็นขอบเขตเทพยุทธ์สิบดาวได้ตั้งกะเมื่อสองปีก่อนแล้วนา  ส่วนยัยฉินเสี่ยวเสี่ยวกลับติดอยู่แค่ขอบเขตเทพยุทธ์เก้าดาวมาสามปีเต็ม  แค่จัดการหล่อนน่ะสบายบรื๋อน้าเลยไม่ใช่เหรอจ๊ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเฉินมู่ก็ยิ่งแปลกประหลาดขึ้นไปอีก

“โอเค  งั้นฉันจะรอให้เธอจัดการหล่อนแล้วกัน”

เย่หานยู่ขยิบตาให้  รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ

“งั้นเป่าเอ๋อ  เธอต้องสัญญากับน้ายู่นะว่าหลังจากน้ายู่จัดการกับยัยนั่นเสร็จแล้วเธอต้องกลับบ้านกับน้ายู่ !”

“เอางั้นเหรอ ? งั้นก็ได้มั้ง ?”

เมื่อได้ยินดังนั้นเย่หานยู่ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง

จบบทที่ บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว