- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว
บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว
บทที่ 17 : แค่กลิ่นก็เกือบทำให้ไปเจอคุณยายแล้ว
“ฮือ... ในที่สุดก็เลิกเรียนซักที...”
“เจ๊ชิว จารย์เฉินอย่างดุเลยอ่า น่ากลัวมากเลยอ่า แงงงงงงง...”
พวกเธอเป็นกลุ่มสุภาพสตรีที่ได้รับการเอาใจอย่างดีมาตลอด แต่ในวันนี้เฉินมู่กลับทำให้พวกเธอต้องลำบากจริง ๆ
แน่นอนว่าบ่นไปตลอดทาง
เมื่อได้ยินดังนั้นอาจารย์หญิงที่นำทางก็อยากจะหัวเราะแต่กลับไม่กล้า เพราะคำสั่งของรองอธิการหลี่ยังคงก้องอยู่ในใจ เธอจึงทำได้แค่ปิดปากและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังสงสัยมากอยู่ดีว่าเฉินมู่สอนพวกเธออย่างไร ทำไมถึงทำให้พวกเธอพูดแบบนั้นแถมยังบ่นไม่หยุดปากอีกต่างหาก
ขณะที่เธอกำลังคิด ๆ อยู่นั้นรู้ตัวอีกทีก็มาถึงที่หมายแล้ว
“นักศึกษาคะ นี่คือหอพักของพวกคุณค่ะ”
พอพูดแบบนี้แล้วเอาจริง ๆ ในใจเธอก็อิจฉาอยู่ไม่น้อยเลย เพราะอาคารหลังนี้แต่เดิมแล้วสร้างให้พวกตนซึ่งเป็นผู้ช่วยสอนปีหนึ่งอยู่
เอาจริง ๆ
เมื่อลั่วซือหานและเพื่อน ๆ ทั้งหมดเห็นตึกห้าชั้นนั่น แต่ละคนต่างก็ตาพร่ากันไปเล็กน้อย
“อาจารย์คะ นะ นี่คือหอพักพวกหนูเหรอคะ”
“เห็นชัดเลยว่าพึ่งสร้างใหม่ อาจารย์เฉินเป็นคนยื่นขออนุญาตให้พวกเรารึป่าว”
“อาจารย์คะ แล้วพวกหนูพักชั้นไหนเหรอคะ”
“ไม่ใช่แบบนั้น อาคารทั้งหลังนี่เป็นของห้องพวกคุณ มีห้องทั้งหมดห้าสิบห้อง พวกคุณสามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการเลย”
เมื่อได้ยินคำตอบของอาจารย์ทุกคนต่างก็ตกใจทันที
พวกเธอไม่สนใจเรื่องตัวอาคารสักเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรมันก็แค่หอพักของมหาวิทยาลัย มันคงไม่หรูหราหมาเห่าเท่าที่บ้านของตัวเองหรอก
แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนั้นแหละ
สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือที่ดินในเมืองหลวงมีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลวง แม้ว่าจะมีพื้นที่กว้างขวางแต่ที่ดินทุกตารางนิ้วก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะของตนเอง
เท่าที่พวกเธอรู้มา หอพักนักศึกษาจะมีขนาดเล็กมาก แต่ละห้องให้นักศึกษาแชร์กัน 2 คน
อย่างไรก็ตาม เรื่องจริงที่ว่าผู้หญิง 36 คนนี้สามารถมีอาคารที่สร้างใหม่ทั้งหลังเป็นของตนเอง โดยแต่ละคนมีห้องส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง
นี่ไม่ใช่สิทธิพิเศษอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ !
หากนึกย้อนกลับไปถึงอาคารเรียนใหม่ที่พวกเธอใช้เรียนในวันนี้ แม้ว่าพวกเธอจะไร้เดียงสาแต่ก็ไม่โง่ขนาดที่จะไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเฉินมู่
“การได้เข้าครอบครองอาคารใหม่สองหลังในสถาบันหลวง พร้อมด้วยอุปกรณ์การเรียนการสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย รวมถึงเนื้ออันล้ำค่าของสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์...”
ลั่วซือหานยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน จ้องมองอาคารด้วยสายตาที่หรี่ลงเล็กน้อย ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเฉินมู่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปใหญ่
เธอเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วว่าเฉินมู่เป็นใครกันแน่
ปรากฏว่า...
เป็นไปตามที่ลั่วซือหานคาดเดาไว้
หลังจากทักทายผู้ดูแลหอพักที่ทางเข้าแล้วเธอก็สุ่มเลือกห้องและเข้าไปข้างใน การตกแต่งภายในและสิ่งอำนวยความสะดวกเทียบได้กับอพาร์ตเมนต์ระดับหรู
“หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องน้ำ ถึงจะเทียบกับวิลล่าบ้านเราไม่ได้ก็เถอะ แต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่าอาคารนี่มีระบบป้องกันกับบาเรียป้องกันที่ดีกว่าอาคารหรูระดับสูงข้างนอกเยอะ”
ลั่วซือหานเงียบลงเรื่อย ๆ ขณะที่มองดูโดยไม่เข้าใจเลยว่าเฉินมู่ทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร
“ซือหาน ? ซือหาน ?”
ลั่วซือหานพึ่งหยิบกล่องข้าวออกมากะจะกิน แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตู
ลั่วซือหานสะดุ้งโหยงก่อนจะไปเปิดประตูและพบว่าเป็นเหยาจื่อซวน
เธอเองก็ได้มาเรียนที่ปี 1 ห้อง 1 ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่โชคร้ายตรงที่วันนี้เธอยืนไม่ไหว ดังนั้นทันทีที่เข้าประตูมาเธอก็กอดลั่วซือหานและเริ่มบ่น
“แงงงงงง ซือหานอ่า ชีวิตฉันมันบัดซบจังเลยอ่า... ได้แต่นอนเฉย ๆ ทั้งวัน นี่หน้าอกฉันยังบวมไปหมดแล้วด้วย... ฮืออออออออออ... ทั้ง ๆ ที่เราก็ห้องเดียวกันแท้ ๆ อ่า !”
ลั่วซือหานพูดไม่ออกเล็กน้อย เธอรีบปิดประตูและเชิญอีกฝ่ายเข้ามา
“เลิกบ่นได้แล้ว รีบฝึกฝนให้หนักเข้าไว้เถอะ พรุ่งนี้จะได้ยืนไหว ไม่งั้นได้อดข้าวอีกวันแน่”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนก็ดูทุกข์ใจ กุมท้อง และดูเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“ฮือออออ ซือหาน เค้าหิวจังเลย อยากกินข้าวจังเลยยยยย...”
เหยาจื่อซวนเหลือบมองกล่องข้าวบนโต๊ะแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ลั่วซือหานมีความแน่วแน่ยิ่งนัก
“หยุดมองได้แล้ว ! ลืมสิ่งที่อาจารย์บอกไปแล้วเหรอ ? กินไม่ได้จนกว่าจะยืนได้”
เหยาจื่อซวนทำหน้าบึ้งดูเหมือนจะเสียใจมาก
“ฉันแค่จะบอกว่า... ฉันกะลังดูวิวเพลิน ๆ อยู่น่ะ...”
ลั่วซือหานถอนหายใจโล่งอกที่เพื่อนสนิทเป็นเด็กที่เชื่อฟัง ไม่งั้นล่ะก็ หากความลับแตกขึ้นมาพรุ่งนี้ไม่ต้องโดนจับทรมานทั้งเป็นเหรอ
“เธอควรไปอาบน้ำแล้วฝึกฝนได้แล้วนะ ฉันสังหรณ์ว่าของที่อาจารย์ให้เราใช้ตอนอาบน้ำนั่นเป็นของที่สำคัญมาก”
หลังจากได้ทำความรู้จักกับเขาเพียงวันเดียวเธอก็พบว่าถึงแม้เฉินมู่จะเป็นคนปากหมา ใจร้อน และไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเลย แต่ความเข้าใจและความรู้ด้านวรยุทธ์ของเขานั้นเหนือล้ำกว่าตัวเธอผู้เป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดจนไม่อาจเทียบได้
ต้องรู้นะว่าในชาติก่อนเธอเคยฝึกฝ่ามือเพลิงมาตั้งหลายสิบปี แต่เธอก็ยังไม่สามารถเข้าใจและรู้ถึงช่องโหว่ในวิธีการฝึกฝนมากมายอย่างในวันนี้ได้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะอธิบายปัญหาได้แล้ว
ถ้าหากวิชาฝ่ามือเพลิงไม่ใช่ความลับที่ตระกูลลั่วเก็บรักษาไว้อย่างดีล่ะก็ เธอคงคิดว่าเฉินมู่เองก็รู้วิชานี้เช่นกัน
ดังนั้นเมื่อเฉินมู่สั่งให้พวกเธออาบน้ำในเย็นวันนี้ เธอก็เดาได้แล้วว่าสิ่งที่ใช้เพียงแค่หยดเดียวนั้นจะต้องเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนจึงหยิบขวดหยกขาวขนาดเท่าฝ่ามือออกมา
“อันนี้... ใช่ป๊ะ ?”
ลั่วซือหานพยักหน้าและหยิบขวดแบบเดียวกันออกมาจากถุงมิติของตน
“เธอรู้มั้ยว่านี่คืออะไร”
ลั่วซือหานส่ายหน้า ตั้งใจจะเปิดจุกเพื่อดมกลิ่นดู แต่ทันทีที่ดึงจุกออกจากขวด กลิ่นยาที่รุนแรงมากก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสองจนหายใจไม่ออก
ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบกดจุกปิดกลับเข้าไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“เฮ่อ……”
กลิ่นยาจางหายไปและทั้งสองต่างหอบหายใจจนกระทั่งหัวใจสงบลง ก่อนจะมองหน้ากันด้วยความตกใจ
“ซือหาน... นี่มันอะไรกัน...”
ลั่วซือหานส่ายหัว ไม่รู้เรื่องเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือในใจตอนนี้วุ่นวายไปหมดแล้ว
แค่ได้กลิ่นนิดเดียวก็เกือบไปพบคุณยายแล้ว ถ้าเฉินมู่บอกว่าถ้าใช้เกินหยดเดียวล่ะก็คงต้องพาเพื่อน ๆ ไปกินโต๊ะจีนที่บ้านแน่ ๆ ล่ะก็ เขาต้องไม่พูดเล่นชัวร์
นั่นเป็นเรื่องจริง ถึงแม้ไอ้สารเลวนั่นจะปากหมา แต่พอถึงเรื่องการฝึกฝนพลังแล้วมันมักจะพูดตรงประเด็นแบบแทงใจดำได้เสมอ
“จื่อซวน กลับไปฝึกฝนต่อเถอะ จำไว้ว่าต้องหยดลงไปแค่หยดเดียวเท่านั้น”
เหยาจื่อซวนพยักหน้า ใบหน้าของเธอซีดเผือดไปหมด
“โอเค ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”
ดูเหมือนเธอจะเริ่มได้สติกลับคืนมาแล้ว มือกำขวดเล็ก ๆ ไว้แน่นด้วยสีหน้าขมขื่น
“ชีวิตฉันมันแย่เหลือเกิน อดข้าวมาทั้งวัน แล้วยังต้องมาอาบน้ำกับไอ้ของที่จะส่งฉันไปพบคุณยายนี่อีก แล้วยังต้องโคจรโลหิตปราณแบบทวนกระแสอีก ฮืออออออออออ...”
ลั่วซือหานอ้าปากค้างมองอีกฝ่ายอย่างจริงจังแล้วพูดเบา ๆ ว่า
“แล้วเธอไม่สังเกตเหรอ ? ผลกระทบจากชุดรบของเธอมันลดลงไปเกินครึ่งแล้วนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหยาจื่อซวนก็อึ้งไปในทันที
...
“นี่มันเนื้อไรกันเนี่ย...”
ภายในห้อง 502
เย่จิ่นชิวมองเนื้อที่คีบขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมสุด ๆ
“ทำไมถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ...”
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก ! ก๊อก ก๊อก ก๊อก !”
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เย่จิ่นชิวก็ตกใจสะดุ้งโหยงแล้วรีบลุกไปเปิด
เป็นจ้าวหลินซีที่มายืนอยู่หน้าประตู สวมชุดนอนลายกระต่ายน้อยน่ารัก มือหนึ่งถือมันฝรั่งทอดกรอบ อีกมือจกกินใบหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อเห็นภาพนี้ปุ๊บสีหน้าของเย่จิ่นชิวก็เปลี่ยนไปทันที
“เธอถอดชุดรบออกเหรอ แล้วนี่ยังแอบกินขนมอีก”
จ้าวหลินซีเคี้ยวมันฝรั่งทอดอย่างสบายอารมณ์
“โธ่ ใจเย็น ๆ เถอะเจ๊ชิว อย่าไปฟังคำพูดข่มขู่ของไอ้เฉินมู่มันเลยน่า ฉันดูในชุดรบนั่นอย่างละเอียดแล้ว นอกจากที่มันเป็นเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้นหรอก”
“เขาอาจจะติดตั้งกล้องวงจรปิดในหอพักเพื่อสอดแนมพวกเราก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จิ่นชิวก็อยากจะให้คำแนะนำ แต่เธอก็รู้ว่าจ้าวหลินซีเป็นคนอย่างนั้นแหละ เป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่โดนสั่งสอนกับตัวเองก็ไม่ได้สติ
“อ้าว ? ! เจ๊ชิว นี่เจ๊ยังไม่กินข้าวอีกเหรอ”
ก่อนที่เย่จิ่นชิวจะทันได้ตั้งตัว จ้าวหลินซีที่ดวงตาเป็นประกายก็วิ่งผ่านเธอไปที่โต๊ะ
“มื้อเย็นนี่อร่อยกว่ามื้อเที่ยงอีกนะ เจ๊นี่ควบคุมตัวเองได้เจ๋งจริง ๆ เลย”
เย่จิ่นชิวเอนหลังพิงเก้าอี้พลางขมวดคิ้ว
“เธอลืมหลักการแปดอักษรที่ฉันบอกไปแล้วเหรอ”
จ้าวหลินซีนั่งอยู่ตรงข้ามเธอทำหน้าบึ้งและพูดอย่างท้าทาย
“ฉันยินดีที่จะเรียนรู้นะเจ๊ แต่ไอ้หมอนั่นมันใจร้ายเกินไป ตอนบ่ายมันเล่นตะคอกด่าฉันเป็นชั่วโมง ๆ เลยนะ...”
“นั่นก็เพราะทักษะยุทธ์เธอแย่เองไม่ใช่เหรอ”
จ้าวหลินซีพ่นลมหายใจอย่างเย่อหยิ่ง หยิบมันฝรั่งทอดกรอบขึ้นเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“แต่มันก็ไม่เห็นจะต้องด่ากันขนาดนั้นก็ได้หนิ...”
เมื่อเห็นเธอบ่นพึมพำกับตัวเองเย่จิ่นชิวก็ถอนหายใจ
“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าหลังจากออกมาจากห้องปรับแรงโน้มถ่วงแล้ว ผลกระทบของชุดรบต่อเธอมันลดลงไปอย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งนึงน่ะ”
จ้าวหลินซีถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยิน
“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าทุกอย่างในห้องนี้สามารถรับน้ำหนักได้อย่างน้อย ๆ ก็สองพันโล”
จ้าวหลินซีเหลือบมองเก้าอี้ที่เย่จิ่นชิวนั่งอยู่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอีกฝ่ายนั่งลงไปโดยไม่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใด ๆ
จากนั้นก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าและนั่งอยู่บนเตียง ที่นอนยุบลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นราวกับแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย
“เธอไม่เห็นเหรอ... ว่าทักษะยุทธ์ของลั่วซือหานพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพียงแค่ได้รับการชี้แนะเล็กน้อยน่ะ”
“เธอไม่สังเกตเลยเหรอว่าแค่วันนี้วันเดียวค่าโลหิตปราณของเธอเพิ่มมาตั้งร้อยกว่าจุดแล้ว”
“เธอไม่เคยสงสัยบ้างเหรอว่าทำไมร่างกายเธอถึงแข็งแรงขึ้น”
สีหน้าของจ้าวหลินซีเปลี่ยนไปหลายครั้งจนในที่สุดเธอก็เข้าใจปัญหา
แต่ความหยิ่งผยองทำให้เธอไม่อาจก้มหัวได้ เธอจึงทำได้เพียงเชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าดุดันแต่ก็แฝงความยับยั้งชั่งใจไว้
“แต่ ยังไงก็ตาม ฉัน...”
“เอาล่ะ”
เย่จิ่นชิวขัดจังหวะเธอพลางคีบเนื้อขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“รีบกลับไปอาบน้ำเพื่อฝึกฝนพลังโลหิตปราณได้แล้ว จำไว้ว่าการฝึกฝนต้องปรับสมดุลพลังโลหิตปราณทวนกระแสโคจร แล้วตอนนอนก็ต้องสวมชุดรบไว้”
จ้าวหลินซีส่งเสียงฮึดฮัดด้วยไม่พอใจ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมวางมันฝรั่งทอดลงแล้วเดินกลับไป
...
“เป่าเอ๋อจ๊ะ ~ ทำไมถึงมาอยู่บ้านฉินเสี่ยวเสี่ยวล่า”
หน้าวิลล่า
ภายในรถ
ผู้หญิงที่พาเฉินมู่กลับมาปลดเข็มขัดนิรภัย คว้าแขนของเฉินมู่ และพูดเบา ๆ ว่า
“ถ้าไม่มีที่พักก็ไปพักที่บ้านน้ายู่ก็ได้นะ บ้านน้ายู่ใหญ่กว่าตั้งเยอะ”
เฉินมู่เหลือบมองเธออย่างพูดไม่ออก
“ฉันอยากทำการทดลองซักหน่อยน่ะ”
“การทดลองเหรอ”
ผู้หญิงคนนั้นหยุดชะงักไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เวลาเป็นของสองเราแล้ว และเธอก็รอต่อไปไม่ไหวแล้ว
ต้องเข้าใจก่อนว่าเธออดทนอดกลั้นมาทั้งวันแล้ว !
“ไอ้หยา เป่าเอ๋อของน้า ~”
ผู้หญิงคนนั้นรีบวิ่งเข้าหาเขาด้วยความตื่นเต้น ประคองใบหน้าเขาขึ้นมา แล้วก็พรบจูบใส่รัว ๆ ไม่หยุด
“มามะมาให้น้ายู่กอดหน่อย ~ มามะมาให้น้ายู่จูบหน่อย ~”
ในเวลาไม่นาน ใบหน้าของเฉินมู่ก็เต็มไปด้วยรอยลิปสติกทำให้เขาดูหงุดหงิดมาก
“เย่หานยู่ ! ขอฉันอยู่เงียบ ๆ ซักแป๊บซิ !”
เย่หานยู่หัวเราะเบา ๆ ท่าทีเย็นชาและไม่แยแสตามปกติของเธอหายไปอย่างสิ้นเชิง
“ไอ้หยา ~ เสี่ยวมู่เอ๋อบ้านเราโตขึ้นเยอะเลย ~ แล้วก็หล่อขึ้นเยอะด้วย ~”
“ช่วยเป็นคนปกติหน่อยเถอะ !”
“เคจ้า ๆ ~”
เย่หานยู่ไกวแขนเฉินมู่ไปมาราวกับกำลังหยอกล้อ
“เป่าเอ๋อร์ เดี๋ยวฝากสวัสดีฉินเสี่ยวเสี่ยวด้วยนะ แล้วค่อยกลับไปกับน้ายู่ น้ายู่จะทำอาหารอร่อย ๆ ให้กิน”
“ไม่ต้องหรอก น้าฉินจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้ฉันกินแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าเฉินมู่ไม่มีท่าทีจะไปกับเธอ เย่หานยู่จึงแสร้งทำเป็นโกรธและทำหน้าบึ้ง
“ยัยฉินเสี่ยวเสี่ยวสารเลวนั่น กล้าดียังไงมาแย่งเสี่ยวมู่เอ๋อไปจากฉัน ! เด๋วแม่จะไปสั่งสอนมันให้รู้สำนึกซะบ้าง !”
เฉินมู่จ้องมองเธอด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“เธอ ? จัดการกับหล่อนเหรอ ?”
“แล้วไงล่ะ ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เย่หานยู่รู้สึกภูมิใจมากทีเดียว
“น้ายู่เลื่อนเป็นขอบเขตเทพยุทธ์สิบดาวได้ตั้งกะเมื่อสองปีก่อนแล้วนา ส่วนยัยฉินเสี่ยวเสี่ยวกลับติดอยู่แค่ขอบเขตเทพยุทธ์เก้าดาวมาสามปีเต็ม แค่จัดการหล่อนน่ะสบายบรื๋อน้าเลยไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเฉินมู่ก็ยิ่งแปลกประหลาดขึ้นไปอีก
“โอเค งั้นฉันจะรอให้เธอจัดการหล่อนแล้วกัน”
เย่หานยู่ขยิบตาให้ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ
“งั้นเป่าเอ๋อ เธอต้องสัญญากับน้ายู่นะว่าหลังจากน้ายู่จัดการกับยัยนั่นเสร็จแล้วเธอต้องกลับบ้านกับน้ายู่ !”
“เอางั้นเหรอ ? งั้นก็ได้มั้ง ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่หานยู่ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง