- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ
บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ
บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ
“ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้หญิงคนนั้นก็กลั้นขำและแสร้งทำเป็นสงบ
“ฉันมาส่งอาหารน่ะค่ะ คนส่งอาหารตัวน้อยจากโรงอาหารพอดีหกล้มเลยขอให้ฉันช่วย”
ถ้าตอนนี้ไม่มีใครอยู่ด้วยล่ะก็ป่านนี้เธอคงกระโดดกอดเฉินมู่ไปนานแล้ว
แต่เฉินมู่เป็นใคร เขาย่อมรู้ทันแผนการของเธอในพริบตาเดียว
และเขาก็เดาได้ทันทีว่าเธอมาด้วยเหตุผลอะไร
แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ
ในเมื่อเธอมาถึงที่นี่แล้วจะปล่อยไปเฉย ๆ ได้ยังไง
“เย่หมิงซวน ไอ้สารเลวเอ๊ย... มึงถึงกับทิ้งทั้งลูกสาวทั้งน้องสาวตัวเองเลยเหรอวะ”
เฉินมู่ดูจะหมดความอดทนอย่างที่สุด
“ลั่วซือหาน, เย่จินชิว, จ้าวหลินซี, เฉียนหยิงหยิง และก็ตู้ซาน พวกเธอห้าคนมากินข้าวได้แล้ว”
ใช่แล้ว เมื่อ 10 นาทีก่อนจ้าวหลินซีและเฉียนหยิงหยิงดูเหมือนจะกลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแล้ว และพวกเธอก็ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จเช่นกัน
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือตู้ซานเองก็สามารถลุกขึ้นยืนได้แม้จะเป็นไปด้วยความยากลำบากก็เถอะ
ตู้ซานเป็นหนึ่งในเด็กผู้หญิงไม่กี่คนที่มาจากพื้นเพครอบครัวธรรมดา เธอไม่มีพื้นฐานครอบครัวหรือเส้นสายที่โดดเด่น ศักยภาพของเธออยู่แค่ระดับ B เท่านั้น และพ่อแม่ของเธอก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ตั้งแผงลอยขายผักเป็นอาชีพ
ต่างจากลั่วซือหานและจ้าวหลินซีตรงที่เธอไม่มีปัญหาหรืออารมณ์อะไรมากมายนัก
เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างขี้อาย เก็บตัว แต่ขยันทำงาน
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ไม่เคยใส่ใจเรื่องภูมิหลังครอบครัว เพราะในเรื่องภูมิหลังครอบครัวนั้นไม่มีใครเทียบเขาได้แน่นอน
ตราบใดที่เธอเชื่อฟังและเต็มใจที่จะพยายามเขาก็เต็มใจที่จะสอนให้ ยิ่งไปกว่านั้นตู้ซานเองก็อยู่ภายใต้ระบบ ดังนั้นเขาจึงยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะทอดทิ้งเธอ
เมื่อคิดจบแล้วเขาก็มองไปที่หญิงคนนั้นแล้วพูดด้วยอาการปวดหัว
“ไปแจกจ่ายอาหารให้พวกหล่อนเถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ !”
เมื่อได้ยินดังนั้นท่าทีเย่อหยิ่งของลั่วซือหานก็กลับมาอีกครั้ง
หลังจากถูกเฉินมู่ดูถูกเหยียดหยามมาอย่างแสนสาหัสเธอก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะแก้แค้นให้ได้
“หนูไปเอาเองได้”
เฉินมู่จะไม่เข้าใจความคิดของเธอได้อย่างไร ? เขาพูดกับเธอด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“เอาสิ”
เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวจึงมองลั่วซือหานด้วยความสงสัย จากนั้นก็ก้าวเดินไปและในชั่วพริบตาแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้น 1 เท่าก็ส่งผลต่อร่างกายเธอ ทำให้เธอรู้สึกว่าจู่ ๆ ร่างกายก็เบาลงหลายเท่า (หา ? งั้นก็แปลว่าตรงที่เฉินมู่กับเธออยู่น่ะมัน...)
หลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้วเธอก็เฝ้ามองลั่วซือหานเดินเข้ามาหาอย่างใจเย็น เมื่อลั่วซือหานอยู่ห่างจากเธอเพียงครึ่งเมตรเธอก็กอดอกและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ฉันแนะนำให้คุณอยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวฉันเอาไปให้”
“ไม่ค่ะ... หนู... หนูอยากเอาเอง...”
ลั่วซือหานกัดฟันแน่น เหงื่อแตกท่วมตัวแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเข็นรถเข็นอาหารไปทางเฉินมู่แล้วกลับไปยืนที่เดิม
ลั่วซือหานตกใจและขมวดคิ้วทันที
เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงคนนี้แม้จะสวยแต่กลับร้ายกาจขนาดนี้ เธอต้องเดินไปอีกหลายก้าวเพื่อไปเอารถเข็นอาหารมาแจก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกับเฉินมู่รู้จักกันดีเธอจึงรู้ว่าการประท้วงจะยิ่งทำให้เฉินมู่พูดจาเสียดสีใส่ตน ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงกัดฟันและเปลี่ยนทิศทางเดินเข้าไปหาเฉินมู่
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ...
ขณะที่ลั่วซือหานกำลังจะเดินไปถึงรถเข็นอาหารด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขนั้นเอง เธอกลับเหยียบเส้นสีแดงเข้าให้ และหลังจากก้าวข้ามไปเธอก็ถูกกระแทกลงกับพื้นอย่างแรงราวกับถูกภูเขาทั้งลูกหล่นทับ
เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะซ่อนความสุขที่ฉายอยู่ในดวงตาเลยด้วยซ้ำ
“นะ... นี่มัน...”
รู้สึกราวกับว่าร่างกายทั้งตัวกำลังถูกบดขยี้ แม้แต่การหายใจก็ยังกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก สีหน้าของลั่วซือหานเปลี่ยนไปอย่างแรง ม่านตาของเธอหดแคบลงอย่างเร็ว
ณ จุดนี้เธอแทบขยับนิ้วไม่ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลุกขึ้นยืน
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเธอได้ยินเสียงกระดูกของตนเริ่มแตกทีละน้อย ๆ อย่างชัดเจน
ในเวลาเพียงสองวินาทีเธอก็รู้สึกราวกับว่าได้เห็นคุณทวดมากวักมือเรียก
โชคดีที่ในขณะนั้นเองได้มีมือที่ทั้งใหญ่และอบอุ่นข้างหนึ่งมาประคองแขนเธอไว้ เธอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวและเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูหมดหนทางของเฉินมู่
“อาจารย์...”
[ โกหกน่า +55 ]
“ก็บอกแล้วว่ายังไม่ถึงตรุษจีน เพราะงั้นต่อให้คารวะกันขนาดไหนก็ไม่มีอั่งเปาให้หรอก”
มึง ? !
เดี๋ยวก่อน ตะกี๊มีอะไรบางอย่างผิดปกติรึเปล่า
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกและเธอก็พึ่งรู้ตัวว่าจริง ๆ แล้วตัวเองสามารถเงยหน้าขึ้นได้
[ โกหกน่า +55 ]
ไม่ ! ไม่เพียงแต่เราจะเงยหน้าขึ้นได้ แม้แต่แรงที่กดทับร่างกายอยู่ก็ยังหายไปด้วย !
ลั่วซือหานหายใจเข้าออกถี่ ๆ อยู่สองสามรอบ จิตใจยังคงว่างเปล่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฉินมู่ช่วยพยุงตนขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อเห็นเช่นนั้นนักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างตกใจกลัวจนไม่กล้าหายใจ แม้แต่เย่จิ่นชิวที่กำลังจะไปหาอาหารของตัวเองก็หยุดชะงักด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วซือหานสูดหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้งและเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าอากาศนั้นช่างวิเศษเหลือเกิน
เธอต้องยอมรับว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเธอคิดจริง ๆ ว่าตัวเองกำลังจะตาย...
[ กลัว +66 ]
“อาจารย์...”
“เอาล่ะ”
เฉินมู่รู้สึกทั้งขบขันและหงุดหงิดเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดและประหม่าของเธอ เขาเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน
สุดท้ายแล้วไม่ว่าศักยภาพของพวกเธอจะสูงแค่ไหน แต่พวกเธอก็ยังเป็นแค่กลุ่มสาวน้อยที่ถูกตามใจเท่านั้น
“คุณกินข้าวตรงนี้แหละ”
ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำ พึ่งรู้ตัวว่าเฉินมู่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชายและในระยะใกล้ชิดขนาดนี้ด้วย
แต่ต้องบอกเลยว่า อาจารย์เฉินนี่ตัวหอมมากจริง ๆ...
[ เขิน +55 ]
[ อัปยศ +55 ]
[ หงุดหงิด +55 ]
[ อับอายยิ่งนัก +88 ]
เฉินมู่จ้องมองเธออย่างแปลกใจพลางคิดในใจว่าหัวใจของผู้หญิงนั้นยากที่จะหยั่งรู้ได้จริง ๆ
ที่เรากำลังพูดถึงก็คือใครบ้างที่จะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของตัวเองได้ถึง 4 แบบใน 1 วินาที ?
“กินซะ”
ลั่วซือหานตกใจ และเมื่อได้สติแล้วจึงรู้ว่าเฉินมู่ยื่นจานเหล็กให้
ปริมาณอาหารข้างในอาจไม่มาก แต่เรื่องความหลากหลายนั้นมาเต็ม เมื่อมองแวบแรกในจานจะเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์และผักนานาชนิด รวมถึงข้าวสวยและซุปอีกหนึ่งชาม
สิ่งที่ทำให้ลั่วซือหานประทับใจอย่างแท้จริงคือกลิ่นหอมที่อธิบายไม่ได้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันทีที่ได้ถือจานนั้น และแม้แต่โลหิตปราณภายในกายก็ยังเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมา
เธอเหลือบมองเขาจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเงยหน้ามองเฉินมู่ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“อาจารย์คะ นี่มัน...”
[ ตกใจ +45 ]
แม้ว่าเธอจะมาจากตระกูลลั่วสาขารอง แต่เรื่องอาหารการกินของเธอนั้นยอดเยี่ยมมาก ยิ่งไปกว่านั้น คือในชาติก่อนเธอเคยเป็นมหาจักรพรรดิ ดังนั้นเธอจึงเคยได้พบเจอกับของดี ๆ มาแล้วมากมาย
แต่ตอนนี้ บนจานนี้มีอาหารอย่างน้อยสิบอย่างแต่เธอกลับจำไม่ได้เลยสักอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือจะเชื่อจริง ๆ
“กลิ่นหอมจัง... กลิ่นไรน่ะ...”
“แม่จ้าว อย่างหอมอะ ! เกิดมาไม่เคยได้กลิ่นอะไรหอมขนาดนี้มาก่อนเลย”
“น่าอร่อยจังเลย ฮือ ๆ... อาจารย์ค้าหนูหิวแล้วค่า”
“หิวเหรอ ? กินสิ แค่ลุกมาก็กินได้ละ”
[ เศร้า +55 ]
[ เศร้า +55 ]
ไม่สนใจเสียงบ่นของฝูงชน ลั่วซือหานคีบชิ้นเนื้อขนาดเท่าสองนิ้วมือที่เปล่งประกายสีแดงและมีลวดลายซับซ้อนขึ้นมาแล้วรีบยัดใส่เข้าปาก
และในชั่วพริบตานั้นเอง กลิ่นหอมและความหวานอันหาที่เปรียบมิได้ของเนื้อสัตว์ก็อบอวลไปทั่วปาก และเมื่อเนื้อชิ้นนั้นไหลลงคอไป โลหิตปราณของเธอก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระดูกที่หักหายเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดราวกับปลิดทิ้งได้อีกด้วย
ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย เธอเงยหน้ามองเฉินมู่ขึ้นอย่างเร็ว แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไร ร่างกายของเธอก็ปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลันทำให้ทุกคนตกตะลึง
“นี่... เธอเลื่อนระดับเหรอ”
“แม่จ้าว ! หัวหน้าห้องกินเนื้อไปแค่คำเดียวเองนะ แล้วก็.... เลื่อนระดับทั้งอย่างนั้นเลยเหรอ”
“ดูสิ ! สภาพของหัวหน้าห้องดูดีขึ้นแล้ว ไม่เห็นจะดูเหนื่อยเหมือนเมื่อกี๊เลย !”
“นั่นเนื้อไรอะ ? น่ากินจัง !”
“อยากลองซักคำจังเลย ! กลิ่นมันฮ้อมหอมอ่า แงงงงง...”
คนอื่น ๆ ทำได้เพียงเฝ้ามองด้วยความอิจฉาจนร้องไห้ แต่สำหรับคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง ความรู้สึกของลั่วซือหานนั้นเป็นของจริงโดยแท้
เนื้อชิ้นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เธอเลื่อนระดับเป็นศิษย์ยุทธ์ 2 ดาวเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาอาการกระดูกหักทั้งหมดและเสริมสร้างร่างกายของเธอให้แข็งแรงขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณได้ถึง 30% อีกด้วย
แม้แต่พลังของกายาซินเหยียนเองก็ยังพัฒนาขึ้นด้วย !
[ ตกใจ +88 ]
“อาจารย์... นี่เนื้ออะไรเหรอคะ”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของลั่วซือหานเฉินมู่จึงหยิบจานขึ้นมาแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“อ้อ เนื้อของเหยี่ยวหยกแดงมังกรนี่เอง พลังฝึกฝนของหล่อนอ่อนแอเกินไป ร่างกายก็เน่าเฟะไปหมด เพราะงั้นหล่อนก็เลยกินได้แค่อาหารขยะแบบนี้แหละ”
“อาหารขยะ ?”
[ ช็อก +67 ]
“เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ”
ลั่วซือหานถึงกับอึ้งไปเลย
คนอื่นอาจคิดว่ามันแค่มีกลิ่นหอม แต่เธอนั้นได้รับประโยชน์จากมันอย่างแท้จริง
เธอคือจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิด ! เธอจึงรู้ดีว่าเนื้ออันล้ำค่าเช่นนี้จะมอบประโยชน์มากมายเพียงใดแต่ผู้ฝึกวรยุทธ์ในช่วงเริ่มต้นของการฝึกฝน
นี่คือเนื้อขุมทรัพย์แห่งการบำรุงรากฐานที่แท้ทรู !
แต่พอมาอยู่ในปากไอ้หมอนี่กลับกลายเป็นแค่อาหารขยะซะงั้น
แม้จะได้ยินดังนั้นเฉินมู่ก็ยังคงกินต่อไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง
“สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์มันก็แค่ขยะไม่ใช่เหรอ เออใช่ พอซ่อมร่างกายพวกคุณเสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยเตรียมของดี ๆ ให้กินนะ”
[ ตกใจ +55 ]
[ โกหกน่า +55 ]
[ เหลือจะเชื่อ +55 ]
[ ไม่อยากเชื่อ +55 ]
สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์ ?
นั่นน่ะนะขยะ ?
เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วไม่เพียงแต่คนอื่น ๆ เท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็ยังพูดไม่ออก
ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธ ใจก็อยากจะเถียงกับเขาจริง ๆ ว่าสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์มันเป็นตัวตนแบบไหน
แต่เมื่อเห็นว่าข้าวเที่ยงของเฉินมู่มีปริมาณมากกว่าและมีชนิดอาหารที่หลากหลายกว่า และเนื้อก็ดูจะคุณภาพดีกว่าของตนมากแล้ว ลั่วซือหานก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงไป
[ เศร้า +88 ]
[ ไม่พอใจ +88 ]
“สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์... อยู่ในระดับเดียวกับปราชญ์ยุทธ์... แต่ละตัวเป็นราชาผู้ปกครองสูงสุดเหนือดินแดนของเผ่าปิศาจ... แต่... เดี๋ยวก่อน ?”
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยขณะที่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ไม่ แล้วกูจะโกรธไปทำเพื่อ ? กูจะไปเถียงกะมันทำเพื่อ ?”
“ถ้าสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์เป็นแค่ขยะ งั้นก็แปลว่าไอ้หมอนี่มันต้องมีสมบัติที่ดีกว่านี้อีกไม่ใช่เหรอ”
“แบบนี้ก็เป็นเรื่องดีกะเรานี่หว่า ใช่ไม่ใช่ ?”
“นี่กินไปแค่ชิ้นเดียว พลังในการดูดซับพลังวิญญาณกับกายาก็แข็งแกร่งขึ้นตั้งสามสิบเปอร์ฯ แล้วถ้าเกิดได้กินแบบนี้ทุกวันล่ะ มันจะขัดเกลารากฐานเราจนน่ากลัวขนาดไหนกัน”
“ถ้าสามารถกินเนื้อชั้นเลิศแบบนี้ได้วันละสามมื้อ—ไม่สิ เอาแค่วันละมื้อ พละกำลังเขาเราก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ก็สิบเท่าตอนกลับไปอยู่ขอบเขตจักรพรรดิ !”
ยิ่งลั่วซือหานคิดมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น และเธอก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนความตื่นเต้นนั้นพุ่งทะลุทะลวงถึงขีดสุด
เอาเป็นว่า
ในที่สุดจักรพรรดินีกลับมาเกิดของเราก็มีช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ได้เสียที