เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ

บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ

บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ


“ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นผู้หญิงคนนั้นก็กลั้นขำและแสร้งทำเป็นสงบ

“ฉันมาส่งอาหารน่ะค่ะ  คนส่งอาหารตัวน้อยจากโรงอาหารพอดีหกล้มเลยขอให้ฉันช่วย”

ถ้าตอนนี้ไม่มีใครอยู่ด้วยล่ะก็ป่านนี้เธอคงกระโดดกอดเฉินมู่ไปนานแล้ว

แต่เฉินมู่เป็นใคร  เขาย่อมรู้ทันแผนการของเธอในพริบตาเดียว

และเขาก็เดาได้ทันทีว่าเธอมาด้วยเหตุผลอะไร

แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ

ในเมื่อเธอมาถึงที่นี่แล้วจะปล่อยไปเฉย ๆ ได้ยังไง

“เย่หมิงซวน  ไอ้สารเลวเอ๊ย...  มึงถึงกับทิ้งทั้งลูกสาวทั้งน้องสาวตัวเองเลยเหรอวะ”

เฉินมู่ดูจะหมดความอดทนอย่างที่สุด

“ลั่วซือหาน, เย่จินชิว, จ้าวหลินซี, เฉียนหยิงหยิง  และก็ตู้ซาน  พวกเธอห้าคนมากินข้าวได้แล้ว”

ใช่แล้ว  เมื่อ 10 นาทีก่อนจ้าวหลินซีและเฉียนหยิงหยิงดูเหมือนจะกลับมามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแล้ว  และพวกเธอก็ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จเช่นกัน

แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือตู้ซานเองก็สามารถลุกขึ้นยืนได้แม้จะเป็นไปด้วยความยากลำบากก็เถอะ

ตู้ซานเป็นหนึ่งในเด็กผู้หญิงไม่กี่คนที่มาจากพื้นเพครอบครัวธรรมดา  เธอไม่มีพื้นฐานครอบครัวหรือเส้นสายที่โดดเด่น  ศักยภาพของเธออยู่แค่ระดับ B เท่านั้น  และพ่อแม่ของเธอก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ตั้งแผงลอยขายผักเป็นอาชีพ

ต่างจากลั่วซือหานและจ้าวหลินซีตรงที่เธอไม่มีปัญหาหรืออารมณ์อะไรมากมายนัก

เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างขี้อาย  เก็บตัว  แต่ขยันทำงาน

อย่างไรก็ตาม  เฉินมู่ไม่เคยใส่ใจเรื่องภูมิหลังครอบครัว  เพราะในเรื่องภูมิหลังครอบครัวนั้นไม่มีใครเทียบเขาได้แน่นอน

ตราบใดที่เธอเชื่อฟังและเต็มใจที่จะพยายามเขาก็เต็มใจที่จะสอนให้  ยิ่งไปกว่านั้นตู้ซานเองก็อยู่ภายใต้ระบบ  ดังนั้นเขาจึงยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะทอดทิ้งเธอ

เมื่อคิดจบแล้วเขาก็มองไปที่หญิงคนนั้นแล้วพูดด้วยอาการปวดหัว

“ไปแจกจ่ายอาหารให้พวกหล่อนเถอะ”

“ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ !”

เมื่อได้ยินดังนั้นท่าทีเย่อหยิ่งของลั่วซือหานก็กลับมาอีกครั้ง

หลังจากถูกเฉินมู่ดูถูกเหยียดหยามมาอย่างแสนสาหัสเธอก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะแก้แค้นให้ได้

“หนูไปเอาเองได้”

เฉินมู่จะไม่เข้าใจความคิดของเธอได้อย่างไร ? เขาพูดกับเธอด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“เอาสิ”

เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวจึงมองลั่วซือหานด้วยความสงสัย  จากนั้นก็ก้าวเดินไปและในชั่วพริบตาแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้น 1 เท่าก็ส่งผลต่อร่างกายเธอ  ทำให้เธอรู้สึกว่าจู่ ๆ ร่างกายก็เบาลงหลายเท่า (หา ? งั้นก็แปลว่าตรงที่เฉินมู่กับเธออยู่น่ะมัน...)

หลังจากเข้าใจสถานการณ์แล้วเธอก็เฝ้ามองลั่วซือหานเดินเข้ามาหาอย่างใจเย็น  เมื่อลั่วซือหานอยู่ห่างจากเธอเพียงครึ่งเมตรเธอก็กอดอกและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า

“ฉันแนะนำให้คุณอยู่ตรงนั้นแหละ  เดี๋ยวฉันเอาไปให้”

“ไม่ค่ะ...  หนู...  หนูอยากเอาเอง...”

ลั่วซือหานกัดฟันแน่น  เหงื่อแตกท่วมตัวแล้ว

เมื่อเห็นดังนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ  เธอเข็นรถเข็นอาหารไปทางเฉินมู่แล้วกลับไปยืนที่เดิม

ลั่วซือหานตกใจและขมวดคิ้วทันที

เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงคนนี้แม้จะสวยแต่กลับร้ายกาจขนาดนี้  เธอต้องเดินไปอีกหลายก้าวเพื่อไปเอารถเข็นอาหารมาแจก

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกับเฉินมู่รู้จักกันดีเธอจึงรู้ว่าการประท้วงจะยิ่งทำให้เฉินมู่พูดจาเสียดสีใส่ตน  ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงกัดฟันและเปลี่ยนทิศทางเดินเข้าไปหาเฉินมู่

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ...

ขณะที่ลั่วซือหานกำลังจะเดินไปถึงรถเข็นอาหารด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขนั้นเอง  เธอกลับเหยียบเส้นสีแดงเข้าให้  และหลังจากก้าวข้ามไปเธอก็ถูกกระแทกลงกับพื้นอย่างแรงราวกับถูกภูเขาทั้งลูกหล่นทับ

เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะซ่อนความสุขที่ฉายอยู่ในดวงตาเลยด้วยซ้ำ

“นะ...  นี่มัน...”

รู้สึกราวกับว่าร่างกายทั้งตัวกำลังถูกบดขยี้  แม้แต่การหายใจก็ยังกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบาก  สีหน้าของลั่วซือหานเปลี่ยนไปอย่างแรง  ม่านตาของเธอหดแคบลงอย่างเร็ว

ณ  จุดนี้เธอแทบขยับนิ้วไม่ได้เลย  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลุกขึ้นยืน

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเธอได้ยินเสียงกระดูกของตนเริ่มแตกทีละน้อย ๆ อย่างชัดเจน

ในเวลาเพียงสองวินาทีเธอก็รู้สึกราวกับว่าได้เห็นคุณทวดมากวักมือเรียก

โชคดีที่ในขณะนั้นเองได้มีมือที่ทั้งใหญ่และอบอุ่นข้างหนึ่งมาประคองแขนเธอไว้  เธอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวและเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ดูหมดหนทางของเฉินมู่

“อาจารย์...”

[ โกหกน่า +55 ]

“ก็บอกแล้วว่ายังไม่ถึงตรุษจีน  เพราะงั้นต่อให้คารวะกันขนาดไหนก็ไม่มีอั่งเปาให้หรอก”

มึง ?  !

เดี๋ยวก่อน  ตะกี๊มีอะไรบางอย่างผิดปกติรึเปล่า

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกและเธอก็พึ่งรู้ตัวว่าจริง ๆ แล้วตัวเองสามารถเงยหน้าขึ้นได้

[ โกหกน่า +55 ]

ไม่ ! ไม่เพียงแต่เราจะเงยหน้าขึ้นได้  แม้แต่แรงที่กดทับร่างกายอยู่ก็ยังหายไปด้วย !

ลั่วซือหานหายใจเข้าออกถี่ ๆ อยู่สองสามรอบ  จิตใจยังคงว่างเปล่า  เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฉินมู่ช่วยพยุงตนขึ้นมาได้อย่างไร

เมื่อเห็นเช่นนั้นนักศึกษาคนอื่น ๆ ต่างตกใจกลัวจนไม่กล้าหายใจ  แม้แต่เย่จิ่นชิวที่กำลังจะไปหาอาหารของตัวเองก็หยุดชะงักด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ลั่วซือหานสูดหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้งและเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าอากาศนั้นช่างวิเศษเหลือเกิน

เธอต้องยอมรับว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเธอคิดจริง ๆ ว่าตัวเองกำลังจะตาย...

[ กลัว +66 ]

“อาจารย์...”

“เอาล่ะ”

เฉินมู่รู้สึกทั้งขบขันและหงุดหงิดเมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดและประหม่าของเธอ  เขาเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน

สุดท้ายแล้วไม่ว่าศักยภาพของพวกเธอจะสูงแค่ไหน  แต่พวกเธอก็ยังเป็นแค่กลุ่มสาวน้อยที่ถูกตามใจเท่านั้น

“คุณกินข้าวตรงนี้แหละ”

ลั่วซือหานหน้าแดงก่ำ  พึ่งรู้ตัวว่าเฉินมู่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด  นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชายและในระยะใกล้ชิดขนาดนี้ด้วย

แต่ต้องบอกเลยว่า  อาจารย์เฉินนี่ตัวหอมมากจริง ๆ...

[ เขิน +55 ]

[ อัปยศ +55 ]

[ หงุดหงิด +55 ]

[ อับอายยิ่งนัก +88 ]

เฉินมู่จ้องมองเธออย่างแปลกใจพลางคิดในใจว่าหัวใจของผู้หญิงนั้นยากที่จะหยั่งรู้ได้จริง ๆ

ที่เรากำลังพูดถึงก็คือใครบ้างที่จะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของตัวเองได้ถึง 4 แบบใน 1 วินาที ?

“กินซะ”

ลั่วซือหานตกใจ  และเมื่อได้สติแล้วจึงรู้ว่าเฉินมู่ยื่นจานเหล็กให้

ปริมาณอาหารข้างในอาจไม่มาก  แต่เรื่องความหลากหลายนั้นมาเต็ม  เมื่อมองแวบแรกในจานจะเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์และผักนานาชนิด  รวมถึงข้าวสวยและซุปอีกหนึ่งชาม

สิ่งที่ทำให้ลั่วซือหานประทับใจอย่างแท้จริงคือกลิ่นหอมที่อธิบายไม่ได้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันทีที่ได้ถือจานนั้น  และแม้แต่โลหิตปราณภายในกายก็ยังเหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมา

เธอเหลือบมองเขาจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเงยหน้ามองเฉินมู่ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“อาจารย์คะ  นี่มัน...”

[ ตกใจ +45 ]

แม้ว่าเธอจะมาจากตระกูลลั่วสาขารอง  แต่เรื่องอาหารการกินของเธอนั้นยอดเยี่ยมมาก  ยิ่งไปกว่านั้น คือในชาติก่อนเธอเคยเป็นมหาจักรพรรดิ  ดังนั้นเธอจึงเคยได้พบเจอกับของดี ๆ มาแล้วมากมาย

แต่ตอนนี้  บนจานนี้มีอาหารอย่างน้อยสิบอย่างแต่เธอกลับจำไม่ได้เลยสักอย่าง  ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือจะเชื่อจริง ๆ

“กลิ่นหอมจัง...  กลิ่นไรน่ะ...”

“แม่จ้าว  อย่างหอมอะ ! เกิดมาไม่เคยได้กลิ่นอะไรหอมขนาดนี้มาก่อนเลย”

“น่าอร่อยจังเลย  ฮือ ๆ...  อาจารย์ค้าหนูหิวแล้วค่า”

“หิวเหรอ ? กินสิ  แค่ลุกมาก็กินได้ละ”

[ เศร้า +55 ]

[ เศร้า +55 ]

ไม่สนใจเสียงบ่นของฝูงชน  ลั่วซือหานคีบชิ้นเนื้อขนาดเท่าสองนิ้วมือที่เปล่งประกายสีแดงและมีลวดลายซับซ้อนขึ้นมาแล้วรีบยัดใส่เข้าปาก

และในชั่วพริบตานั้นเอง  กลิ่นหอมและความหวานอันหาที่เปรียบมิได้ของเนื้อสัตว์ก็อบอวลไปทั่วปาก  และเมื่อเนื้อชิ้นนั้นไหลลงคอไป  โลหิตปราณของเธอก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระดูกที่หักหายเร็วขึ้นเท่านั้น  แต่ยังช่วยขจัดความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดราวกับปลิดทิ้งได้อีกด้วย

ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกาย  เธอเงยหน้ามองเฉินมู่ขึ้นอย่างเร็ว  แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไร  ร่างกายของเธอก็ปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลันทำให้ทุกคนตกตะลึง

“นี่...  เธอเลื่อนระดับเหรอ”

“แม่จ้าว ! หัวหน้าห้องกินเนื้อไปแค่คำเดียวเองนะ  แล้วก็....  เลื่อนระดับทั้งอย่างนั้นเลยเหรอ”

“ดูสิ ! สภาพของหัวหน้าห้องดูดีขึ้นแล้ว  ไม่เห็นจะดูเหนื่อยเหมือนเมื่อกี๊เลย !”

“นั่นเนื้อไรอะ ? น่ากินจัง !”

“อยากลองซักคำจังเลย ! กลิ่นมันฮ้อมหอมอ่า  แงงงงง...”

คนอื่น ๆ ทำได้เพียงเฝ้ามองด้วยความอิจฉาจนร้องไห้  แต่สำหรับคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง  ความรู้สึกของลั่วซือหานนั้นเป็นของจริงโดยแท้

เนื้อชิ้นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เธอเลื่อนระดับเป็นศิษย์ยุทธ์ 2 ดาวเท่านั้น  แต่ยังช่วยรักษาอาการกระดูกหักทั้งหมดและเสริมสร้างร่างกายของเธอให้แข็งแรงขึ้น  รวมถึงเพิ่มความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณได้ถึง 30% อีกด้วย

แม้แต่พลังของกายาซินเหยียนเองก็ยังพัฒนาขึ้นด้วย !

[ ตกใจ +88 ]

“อาจารย์...  นี่เนื้ออะไรเหรอคะ”

เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของลั่วซือหานเฉินมู่จึงหยิบจานขึ้นมาแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ

“อ้อ  เนื้อของเหยี่ยวหยกแดงมังกรนี่เอง  พลังฝึกฝนของหล่อนอ่อนแอเกินไป  ร่างกายก็เน่าเฟะไปหมด  เพราะงั้นหล่อนก็เลยกินได้แค่อาหารขยะแบบนี้แหละ”

“อาหารขยะ ?”

[ ช็อก +67 ]

“เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ”

ลั่วซือหานถึงกับอึ้งไปเลย

คนอื่นอาจคิดว่ามันแค่มีกลิ่นหอม  แต่เธอนั้นได้รับประโยชน์จากมันอย่างแท้จริง

เธอคือจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิด ! เธอจึงรู้ดีว่าเนื้ออันล้ำค่าเช่นนี้จะมอบประโยชน์มากมายเพียงใดแต่ผู้ฝึกวรยุทธ์ในช่วงเริ่มต้นของการฝึกฝน

นี่คือเนื้อขุมทรัพย์แห่งการบำรุงรากฐานที่แท้ทรู !

แต่พอมาอยู่ในปากไอ้หมอนี่กลับกลายเป็นแค่อาหารขยะซะงั้น

แม้จะได้ยินดังนั้นเฉินมู่ก็ยังคงกินต่อไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

“สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์มันก็แค่ขยะไม่ใช่เหรอ  เออใช่  พอซ่อมร่างกายพวกคุณเสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยเตรียมของดี ๆ ให้กินนะ”

[ ตกใจ +55 ]

[ โกหกน่า +55 ]

[ เหลือจะเชื่อ +55 ]

[ ไม่อยากเชื่อ +55 ]

สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์ ?

นั่นน่ะนะขยะ ?

เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วไม่เพียงแต่คนอื่น ๆ เท่านั้นที่ตกตะลึง  แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็ยังพูดไม่ออก

ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธ  ใจก็อยากจะเถียงกับเขาจริง ๆ ว่าสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์มันเป็นตัวตนแบบไหน

แต่เมื่อเห็นว่าข้าวเที่ยงของเฉินมู่มีปริมาณมากกว่าและมีชนิดอาหารที่หลากหลายกว่า  และเนื้อก็ดูจะคุณภาพดีกว่าของตนมากแล้ว  ลั่วซือหานก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงไป

[ เศร้า +88 ]

[ ไม่พอใจ +88 ]

“สัตว์ปิศาจระดับปราชญ์...  อยู่ในระดับเดียวกับปราชญ์ยุทธ์...  แต่ละตัวเป็นราชาผู้ปกครองสูงสุดเหนือดินแดนของเผ่าปิศาจ...  แต่...  เดี๋ยวก่อน ?”

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยขณะที่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ไม่  แล้วกูจะโกรธไปทำเพื่อ ? กูจะไปเถียงกะมันทำเพื่อ ?”

“ถ้าสัตว์ปิศาจระดับปราชญ์เป็นแค่ขยะ  งั้นก็แปลว่าไอ้หมอนี่มันต้องมีสมบัติที่ดีกว่านี้อีกไม่ใช่เหรอ”

“แบบนี้ก็เป็นเรื่องดีกะเรานี่หว่า  ใช่ไม่ใช่ ?”

“นี่กินไปแค่ชิ้นเดียว  พลังในการดูดซับพลังวิญญาณกับกายาก็แข็งแกร่งขึ้นตั้งสามสิบเปอร์ฯ แล้วถ้าเกิดได้กินแบบนี้ทุกวันล่ะ  มันจะขัดเกลารากฐานเราจนน่ากลัวขนาดไหนกัน”

“ถ้าสามารถกินเนื้อชั้นเลิศแบบนี้ได้วันละสามมื้อ—ไม่สิ  เอาแค่วันละมื้อ  พละกำลังเขาเราก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ ก็สิบเท่าตอนกลับไปอยู่ขอบเขตจักรพรรดิ !”

ยิ่งลั่วซือหานคิดมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น  และเธอก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนความตื่นเต้นนั้นพุ่งทะลุทะลวงถึงขีดสุด

เอาเป็นว่า

ในที่สุดจักรพรรดินีกลับมาเกิดของเราก็มีช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ได้เสียที

จบบทที่ บทที่ 15 : การโปรโมตในหนึ่งวินาที เรียกไอ้นี่ว่าอาหารขยะเนี่ยนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว