เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 : ดูทักษะยุทธ์นี่ซิ ไม่มีใครอยากพูดไรมั่งเลยเหรอ

บทที่ 14 : ดูทักษะยุทธ์นี่ซิ ไม่มีใครอยากพูดไรมั่งเลยเหรอ

บทที่ 14 : ดูทักษะยุทธ์นี่ซิ ไม่มีใครอยากพูดไรมั่งเลยเหรอ


ตอนแรก

เห็นครั้งแรกเขาก็ตะลึงอึ้งไป  เพราะภาพคือฉินเสี่ยวเสี่ยวไปยืนรอที่หน้าประตูตั้งครึ่งชั่วโมง

สิ่งที่ทำให้เขาสับสนยิ่งกว่าก็คือสีหน้าคาดหวังของฉินเสี่ยวเสี่ยวชะเง้อมองไปมองมา  ทำอย่างกับภรรยาตัวน้อยที่กำลังรอคอยสามีกลับบ้าน !

เรากำลังพูดถึงสมาชิกในครอบครัว

ข้อเท็จจริงที่ว่าประมุขตระกูลฉินคนใหม่ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยตี้ตู  ผู้ซึ่งติดอันดับสามในรายชื่อบุปผาทองคำของประเทศหลง  ติดอันดับห้าในรายชื่อเทพ  และติดอันดับสองในบรรดาแปดตระกูลใหญ่  กลับเดินทางมารอเขาก่อนเวลาถึงหนึ่งชั่วโมง  และด้วยสีหน้าคาดหวังอย่างผิดปกติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งโดยแท้

ถามหน่อยเถอะว่าเชื่อไหม  เชื่อไหมถ้าเกิดบอกว่าคนที่เธอกำลังรออยู่นั้นเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

สังเกตหน่อยเถอะว่าหญิงสาวผู้เย็นชาและเข้าถึงยากคนนี้ไม่เพียงแค่พูดน้อยเท่านั้น  แต่ยังเย็นชาและโหดเหี้ยมอีกด้วย

เรื่องมารอใครนี่ไม่ต้องพูดถึง  ตอนที่เธอลงมือฆ่าเราแม้แต่ชายตาแลมองมาก็ยังไม่ทำเลยด้วยซ้ำ

พูดตามตรง  เมื่อหลี่หมิงซินเห็นว่าเธอยืนรออยู่ที่ประตูครึ่งชั่วโมงสีหน้าเขาก็เหมือนกับเห็นผีเลยทีเดียว

มันยากจริง ๆ ยากที่จะทำใจ

อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่สีหน้าของหลี่หมิงซินจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง  รถยนต์ทหารที่มีป้ายทะเบียนเข้ารหัสก็ปรากฏขึ้นในภาพอย่างกะทันหัน

ซึ่งนั่นยังไม่ใช่ส่วนที่แย่ที่สุด

ส่วนที่แย่ที่สุดก็คือเมื่อฉินเสี่ยวเสี่ยวค่อย ๆ เปิดประตูรถเธอก็ตกใจที่เห็นเฉินมู่กำลังนอนหลับอยู่บนตักของผู้หญิงคนหนึ่ง !

ยิ่งไปกว่านั้น  สิ่งที่อยู่บนไหล่ของหญิงสาวคนนั้นทำให้หลี่หมิงซินคิดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว

“แม่ทัพใหญ่...  เป็นแม่ทัพใหญ่ที่บัญชาการกองทัพทั้งหมด...”

เมื่อเห็นคนสองคนบนหน้าจอมองเฉินมู่ที่กำลังหลับอยู่อย่างตั้งใจและความรัก  หลี่หมิงซินยิ่งหน้าซีดเผือดกว่าไก่ต้มเสียอีก  แม้แต่เสียงก็ยังสั่นเครือ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ฆาตกรเย็นชาคนนั้นยิ้มแย้มให้เขาด้วยความสุขและอ่อนโยนขนาดไหน

เอาแค่ความเอาใจใส่และการดูแลอย่างล้นหลามที่อีกฝ่ายได้รับจากคนในรถนั่นก็ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความกลัวแล้ว

“เฉินมู่คนนี้เป็นคนที่เราไม่อาจไปยุ่งด้วยได้...  เราไม่อาจทำให้เขาขุ่นเคืองได้เลย...  เขา....  เขา....”

สีหน้าของหลี่หมิงซินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้สติกลับคืนมา  ม่านตาของเขาหดแคบลงอย่างฉับพลัน  และอารมณ์มากมายก็พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ

เมื่อวานนี้เพราะท่าทีของฉินเสี่ยวเสี่ยวทำให้ตนยกย่องเฉินมู่อย่างมาก  แต่ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าตัวเองเป็นแค่ตัวตลกตัวหนึ่ง

การได้รับการคุ้มกันส่วนตัวจากท่านแม่ทัพใหญ่ยังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุด  ที่น่ากลัวกว่าคือท่าทีและความเอาใจใส่ของท่านต่างหาก

นั่นไม่ใช่แค่ความรู้จักกันแบบรุ่นโตกับรุ่นเยาว์อีกต่อไปแล้ว  มันกลับเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าครอบครัวเสียอีก !

ไม่ต้องพูดถึงแปดตระกูลใหญ่เลย  ไม่มีใครที่เขานึกออกที่เหมาะสมที่จะใช้ชีวิตอย่างได้รับการประคบประหงมแบบนี้ได้

เวอร์ !

นี่มันเวอร์เกินไปแล้ว !

“ไม่ ! ไม่ถูกต้อง ! นี่...  นี่จะทิ้งไว้ตรงนี้ไม่ได้ !”

หลี่หมิงซินตกใจและรีบลบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดของเมื่อวานนี้ทันที  เขายังประทับตราลับสุดยอดระดับ SSS ลงบนภาพเหล่านั้นด้วย

ตอนนี้ไม่เพียงแต่คลิปวิดีโอเท่านั้น  แม้แต่บันทึกต่าง ๆ ก็มีเพียงฉินเสี่ยวเสี่ยวเท่านั้นที่เข้าถึงได้  มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะรับประกันความปลอดภัยได้

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจจึงกดปุ่มโทรศัพท์บ้านแล้วแหกปากกรอกหู

“ผอ.จ้าว  นี่เป็นคำสั่งลับสุดยอดนะ  นับจากนี้เป็นต้นไปอาจารย์ทุกคนในมหาลัยเราห้ามไปยั่วยุเฉินมู่เด็ดขาด  พวกเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอธิการฉินและทำตามคำสั่งของเฉินมู่ในทุกเรื่อง  แต่ห้ามแสดงพฤติกรรมผิดปกติใด ๆ ในชีวิตประจำวัน”

“ใครที่ไม่เชื่อฟังจะถูกจับโยนลงแม่น้ำให้ไปเป็นเหยื่อปลา !”

“ใครกล้าเปิดเผยความลับ...  ทั้งครอบครัวของมันจะถูกประหารชีวิต !”

“แม้แต่ครูบาอาจารย์จากแปดตระกูลใหญ่ก็ไม่มีข้อยกเว้น !”

เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ผู้อำนวยการจ้าวก็ตกตะลึง

เหล่าอาจารย์ที่ได้รับคำสั่งเองต่างก็ตกตะลึงและยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความงุนงง

...

“อาจารย์คะ...  เกิดไรขึ้นเหรอคะ”

ห้องแรงโน้มถ่วง

หลังจากจบการแสดงวิชาฝ่ามือชุดหนึ่งจบแล้ว  ลั่วซือหานเห็นว่าเฉินมู่ยังคงเงียบแต่เอาแต่ขยี้หน้าตัวเองอยู่แบบนั้น  นอกจากจะรู้สึกเขินอายแล้วเธอยังรู้สึกกดดันอย่างมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม  เมื่อได้ยินคำถามที่แฝงด้วยความประหม่าแล้วเฉินมู่ก็หยุดถูหน้าตัวเองทันทีก่อนจะส่ายหัว

“เวรเอ๊ย  ดูทักษะยุทธ์นี่ซิ  ไม่มีใครอยากพูดไรมั่งเลยเหรอ”

[ ไม่พอใจ +46 ]

“อา  ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่าการมีพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่มันเป็นยังไง  หล่อนนี่เปิดโลกทัศน์ให้ฉันได้กว้างโคตร ๆ เลยให้ดิ้นตาย”

[ พูดไม่ออก +55 ]

“เห้  เจ๊ ๆ หมวย ๆ (พี่น้องหญิง) ทั้งหลาย  พวกหล่อนรู้ไรป่าว”

เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของลั่วซือหานเฉินมู่จึงเอียงคออย่างหมดคำจะพูด

“บางครั้งพวกหล่อนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองไร้ประโยชน์แค่ไหนจนกว่าจะได้ลองทำดู”

[ อับอาย +55 ]

[ เจาะเกราะ +55 ]

[ อยากร้องไห้ +55 ]

คำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังถาโถมเข้าใส่จักรพรรดินีกลับมาเกิดซึ่งเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสถาบันหลวงจนทำให้เธอเสียใจอย่างหนักจนควบคุมตัวเองไม่ได้

เธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะไร้ความสำคัญในสายตาของเฉินมู่ขนาดนี้

เมื่อวานนี้เธอยังเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจ  แต่พอเวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งเช้าเธอก็เริ่มสงสัยในชีวิตของตัวเองแล้ว

เมื่อเห็นลั่วซือหานกัดฟันและตาแดงก่ำเฉินมู่ก็ถอนหายใจอย่างพูดไม่ออก

“วิชาฝ่ามือเพลิงน่ะมันเน้นที่เปลวเพลิง  โดยอาศัยการกระตุ้นพลังโลหิตปราณในร่างกายเปลี่ยนพลังปราณให้เป็นเปลวเพลิง  แผดเผาเส้นลมปราณของศัตรูและปิดกั้นการไหลเวียนของโลหิตปราณถึงได้กุมความได้เปรียบตั้งแต่ต้นตอ”

“แล้วหล่อนล่ะ ? มายืนเล่นไฟเนี่ยนะ  คืนนี้ไม่กลัวฉี่รดที่นอนเหรอ”

[ โกหกน่า +45 ]

[ ช็อก +55 ]

ไอ้...  ไอ้หมอนี่มันกำลังสอนฉันใช้วิชาฝ่ามือเพลิงเหรอ

ลั่วซือหานรู้สึกสับสนเล็กน้อย  เดิมทีเธอคิดว่าเฉินมู่จะยังคงด่าทอและเรียกเธอว่าเศษขยะต่อไป

แต่ไม่คาดคิด  เฉินมู่ได้แยกวิชาฝ่ามือเพลิงออกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ และอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด

ยิ่งไปกว่านั้น  แม้คำพูดของเขาจะไม่รื่นหูก็ตาม  แต่ทุกประโยคกลับตรงประเด็น  เสียบเข้าจุดอ่อนและให้ความรู้ที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนได้อย่างแม่นยำ

หลังจากโดนด่าไปได้ประมาณสิบนาทีเธอก็รู้สึกเข้าใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน  ราวกับว่าได้บรรลุธรรมแล้วยังไงยังงั้น

ตอนแรกเธอค่อนข้างตกใจ  แต่ยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งจริงจังขึ้น  จนในที่สุดแม้ว่าคำพูดของเฉินมู่จะน่าตบปาก  แต่เธอกลับรู้สึกเพียงความยินดีและตื่นเต้น

“ดูกระบวนท่าของหล่อนอีกทีซิ  ห่วยแตก  ยิ่งกระบวนท่าแรกนั่นน่ะ  เล่นเอาฉันละสายตาไม่ได้ตั้งห้าวิแหนะ”

[ เศร้า +55 ]

“ทั้งเบาทั้งนุ่มนิ่ม  เป็นไรไปเจ๊หมวย  คือหล่อนกะจะยื่นดาบประหารให้ศัตรูใช้เองกับมือเลยว่างั้น”

[ รู้สึกว่าถูกกระทำไม่เป็นธรรม +55 ]

[ ไม่พอใจ +55 ]

ลั่วซือหานทำหน้าบึ้งตึงและเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแสดงความไม่พอใจ

“แต่ว่าชุดนี่...”

“เถียงกลับเหรอ ?”

“...”

[ รู้สึกถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม +66 ]

เฉินมู่เอามือข้างหนึ่งเท้าสะเอว  อีกข้างชี้ไปที่ลั่วซือหานพร้อมจ้องมองเธออย่างดุร้าย

“คือกะลังจะอ้างว่าชุดรบมันหนักเกินไปว่างั้น ?”

“ผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังไม่ชินอีก ? หืม ? ไม่ใช่ว่าหล่อนเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนได้เหรอ ?”

[ ไม่พอใจ +66 ]

“ศักยภาพระดับเอสเหรอ ? ต่อให้โอกาสแค่ไหนขยะมันก็เป็นได้แค่ขยะอยู่ดีสิงั้น”

[ ไม่พอใจ +58 ]

บางคนนอน  บางคนยืน  พวกเธอต่างมองดูเฉินมู่ดุด่าลั่วซือหานด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นและไม่กล้าหายใจ

แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ...

คนที่มาถึงประตูแล้วต่างก็มีสีหน้าแปลก ๆ เมื่อเห็นภาพนี้

“เสี่ยวมู่เอ๋อยังเหมือนเดิมเลยนะ...  ปากเธอเนี่ย...  จริง ๆ เล้ย...”

“ก็...  ไม่เห็นเป็นไรหนิ  ดีแล้วที่เสี่ยวมู่เอ๋อของเรายังเหมือนเดิม  ฉันล่ะเป็นห่วงจริง ๆ ว่าดาวมรณะดวงนั้นจะทำให้เสี่ยวมู่เอ๋อของเราเสียคน”

“แย่ล่ะสิ  เวลาใกล้หมดแล้ว  ฉันไปเตรียมตัวก่อน”

อาจจะรู้ตัวอะไรบางอย่าง  คนที่อยู่หน้าประตูหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก

หลังจากตรวจสอบแล้วว่าตัวเองดูสวยสมบูรณ์แบบแล้วเธอก็เดินไปด้านหลังรถเข็นอาหารยาวสามเมตรทันที

ไม่ถึงสามนาทีต่อมาเธอก็ได้ยินเสียงของเฉินมู่ดังมาจากห้องเรียน

“โอเค  ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว  เอาตามที่ผมบอกไป  ใครยืนได้ก็ได้กินข้าว  เดี๋ยวโทรเรียกแป๊บ”

เมื่อได้ยินดังนั้นคนที่อยู่หน้าประตูก็ยิ้มแย้มและรีบเข็นรถเข็นอาหารไปที่ประตูทันที

“ไม่ต้องโทรเรียกหรอก  อาหารมาส่งแล้ว”

เธอผลักประตูเปิดออกแล้วลากรถเข็นอาหารเข้าไปในห้อง

แน่นอนว่าเฉินมู่ถึงกับตะลึงกับภาพที่เห็น

“เสี่ยว ~”

“หืม !”

เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังจะพูดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยินดี  เฉินมู่ก็ตั้งสติกลับมาสู่ความเป็นจริงทันที  จากนั้นก็จ้องมองเธออย่างดุร้ายทำให้หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ

และในตอนนั้นเอง...

เย่จิ่นชิวที่ยืนอยู่ในฝูงชนด้านล่างก็มองเห็นใบหน้าด้านข้างของเธอ  และแล้วตาก็แทบถลนออกจากเบ้า

“อา……”

“หืม !”

ผู้หญิงคนนั้นหันขวับมาจ้องเธออย่างดุร้ายทำให้เย่จิ่นชิวต้องกลืนน้ำลายลงคอ...

จบบทที่ บทที่ 14 : ดูทักษะยุทธ์นี่ซิ ไม่มีใครอยากพูดไรมั่งเลยเหรอ

คัดลอกลิงก์แล้ว