- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 13 : พบกับพ่อมีชีวิตสองคนตั้งแต่เริ่มเรียน !
บทที่ 13 : พบกับพ่อมีชีวิตสองคนตั้งแต่เริ่มเรียน !
บทที่ 13 : พบกับพ่อมีชีวิตสองคนตั้งแต่เริ่มเรียน !
“อาจารย์คะ... ตรงนี้ หนูไม่ค่อยเข้าใจค่ะ...”
ลั่วซือหานพยายามยกแขนขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าพลางมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าซับซ้อนมาก
[ วิตกกังวล +33 ]
[ หงุดหงิด +45 ]
[ ประหม่า +46 ]
[ เศร้า +51 ]
ดูเหมือนในใจจะมีเรื่องคุยค่อนข้างเยอะนะเนี่ย
เฉินมู่มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ
“ไม่เข้าใจตรงไหนไหนว่ามาซิ”
คือว่า……
ลั่วซือหานเหงื่อท่วมตัว สายตาพร่ามัว แต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเธอจึงกัดฟันและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“คือ... ตรงกระบวนท่าที่สอง ท่าหักข้อตัดเอ็น หนู... หนูยัง... ไม่ค่อยชำนาญท่านี้เท่าไหร่น่ะค่ะ”
“เด๋ว ? ? ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินมู่ก็ดูงุนงงเป็นอย่างยิ่ง
“เท่าไหร่นะ ?”
“ตะกี๊บอกว่าเท่าไหร่นะ !”
ลั่วซือหานถึงกับอึ้งและถามด้วยความงุนงงเล็กน้อย
“กระบวนท่าที่สอง...”
“กระบวนท่าที่สอง ? ? ?”
เฉินมู่จ้องมองลั่วซือหานอย่างอึ้ง ๆ เล่นเอาเจ้าตัวหน้าแดงไปเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่ลั่วซือหานจะทันได้พูดอะไรเฉินมู่ก็แสร้งทำท่าเจ็บปวดแล้วพูดก่อนว่า
“นี่ผ่านไปตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วแต่หล่อนพึ่งจะดูกระบวนท่าที่สอง แถมยังดูไม่รู้เรื่องอี๊ก ? ? ?”
[ สับสน +35 ]
“อาจารย์คะ... เรื่องนี้มันมีปัญหาตรงไหนเหรอคะ”
“ยังจะมีปัญหาตรงไหนเหรอคะอี๊ก ?”
เฉินมู่หัวเราะเสียงดังราวกับได้ยินข่าวหมื่นเผ่าพันธุ์รุกรานโลก
“เห้ ๆ ๆ สาวน้อย ตอนที่มนุษย์ชาติเราวิวัฒนาการหล่อนมัวแต่ซ่อนตัวอยู่รึไงมิทราบฮะ !”
[ โกหกน่า +55 ]
“มันก็แค่ทักษะ ‘หัตถ์แยกเส้นเอ็น’ ที่โคตรง่ายเลยนะ แล้วนี่ผ่านไปตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วแต่หล่อนยังไม่แม้แต่จะเรียนแค่กระบวนท่าที่สองได้เลยด้วยซ้ำ ?”
[ ตกใจ +57 ]
[ โกหกน่า +35 ]
[ ไม่พอใจ +58 ]
[ โกรธจัด +64 ]
ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธจนเกือบล้มเพราะน้ำหนักที่แบก
เธอเงยหน้ามองเฉินมู่ด้วยใบหน้าแดงก่ำและกัดฟันแน่น ใบหน้าเล็ก ๆ ค่อย ๆ มืดหม่นลงสลับกับสีตับหมู
ในชาติก่อน ใครบ้างไม่ยอมชื่นชมสติปัญญาและความสามารถในการทำความเข้าใจอันล้ำเลิศของเธอ
แต่พอมาถึงเฉินมู่ เธอกลับกลายเป็นเศษขยะไปซะฉิบ
“อาจารย์คะ... นี่มันเป็นทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์เลยนะคะ... แล้วก็วิชาฝึกฝนกับทักษะในการจู่โจมน่ะ... มันเป็นอะไรที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง...”
“ยังจะเถียงอีก ?”
[ โกรธจนไฟลุก +55 ]
เฉินมู่พูดแบบหมดคำจะพูด น้ำเสียงคือรู้สึกผิดหวังเป็นที่สุด
“พูดตรง ๆ เลยนะ แม้แต่คนแก่เฝ้าประตูหมู่บ้านฉันยังเรียนรู้ได้เร็วกว่าหล่อนอีก”
“ฉันล่ะประทับใจจริงจี๊ง”
“ชิบหาย เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านดันลืมเช็กปฏิทินซะได้”
[ ไม่พอใจ +88 ]
เฉินมู่ถอนหายใจและหันไปมองเย่จิ่นชิว
“แล้วหล่อนล่ะ ? อย่าบอกนะว่าไม่เข้าใจกระบวนท่าที่สองเหมือนกันน่ะ”
พอได้ยินดังนั้นใบหน้าของเย่จิ่นชิวก็แดงก่ำขึ้นไปถึงโคนคอทันที
[ อับอาย +55 ]
ก็คือยัยนี่กะจะมาเป็นพ่อมีชีวิตอีกคนของกู ? (พ่อมีชีวิต คือพ่อที่แก่มากแล้วและยังไม่ยอมตายซักที เลี้ยงก็ยากแต่จะด่าจะตีก็ไม่ได้ ต้องอดทนดูแลอย่างดีราวกับบรรพบุรุษกันต่อไป)
เฉินมู่ถึงกับอ้าปากค้าง พูดไม่ออก และเกาหน้าผาก
“ได้เอามามะ ? สมงสมองอะ”
[ อับอาย +45 ]
“ถ้าไม่ได้ใช้ก็เปิดเว็บรีไซเคิลขยะซะนะ เค้าจะได้ซื้อเอาไปโมใช้ใหม่”
[ เศร้า +55 ]
“คิดว่าฉันประเมินฝีมือพวกหล่อนต่ำไปซะอีก ที่ไหนได้ดันประเมินฝีมือตัวเองสูงไปซะงั้น”
[ เศร้า +55 ]
[ เศร้า +55 ]
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ ค่าอารมณ์ของคุณสะสมได้ 2021 คะแนนแล้ว มีโอกาสในการจับรางวัล 2 ครั้ง ]
เฉินมู่ : ...
“นี่มันบาปกรรมแท้ ๆ ! แบบนี้มันจงใจแก้แค้นกันชัด ๆ”
ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวหน้าแดงก่ำและก้มหน้าลงงุด ๆ ไม่กล้าสบตาเฉินมู่
“เอาแบบนี้เป็นไง”
เฉินมู่เม้มปากนิ่งงันจากนั้นก็หยิบสมุดเล่มเล็กปึกหนึ่งออกมาโยนให้ลั่วซือหาน
“เอานี่ไปแจกให้คนละชุด พวกคุณต้องท่องจำทั้งหมดนี่ให้ขึ้นใจก่อนที่จะเข้าเรียนพรุ่งนี้เช้า”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะสุ่มตรวจ ถ้าเกิดใครจำไม่ได้ก็อดข้าวไปซะ”
[ ไม่พอใจ +55 ]
[ ไม่พอใจ +55 ]
[ ไม่พอใจ +55 ]
เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงและความเงียบของเฉินมู่ ลั่วซือหานจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
หลังจากฝืนแรงโน้มถ่วงโยนสมุดเล่มเล็กให้เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนแล้วเธอก็รีบเปิดอ่านเล่มของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอเปิดหน้าแรกก็ต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ไม่สิ เดี๋ยว ๆ ๆ”
ลั่วซือหานมองเฉินมู่เต๋าด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“อาจารย์คะ นี่ นี่มันคือ...”
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ขอถามหน่อย... ช่างเถอะ ๆ ถามไปก็มีแต่จะทำให้ตัวเองโกรธเปล่า ๆ”
[ เศร้า +55 ]
“ร่างกายมนุษย์น่ะมันมีกระดูกทั้งหมดสองร้อยหกชิ้น มีจุดฝังเข็มเจ็ดร้อยยี่สิบจุด และเส้นลมปราณหลักอีกสิบสองเส้น”
“ถ้าจะเชี่ยวชาญวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำโดยสมบูรณ์ล่ะก็ ผู้ฝึกฝนจะต้องเข้าใจความรู้เหล่านี้อย่างถ่องแท้”
“ฉันล่ะไม่เข้าใจเล้ย พวกหล่อนฝึกฝนร่างกายอยู่ทุกวี่ทุกวันแต่ดันไม่เคยเรียนเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยเหรอ”
ลั่วซือหานหน้าแดงและก้มหน้าลงไปอีก
จุดประสงค์ของการขัดเกลาร่างกายคือการทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพิ่มความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณ และเพิ่มปริมาณพลังโลหิตปราณให้ไหลเวียนได้มากขึ้น
แน่นอนว่าเรื่องเส้นลมปราณหลักน่ะรู้จักดีอยู่แล้ว
แต่ไม่มีใครเคยนึกภาพมาก่อนเลยว่าร่างกายมนุษย์มันจะมีจุดฝังเข็มและกระดูกมากมายขนาดนี้...
“ไม่แปลกใจเลยที่การฝึกฝนของหล่อนมันช้าแถมตัวหล่อนก็เป็นแค่ขยะแบบนี้”
“ฮ่า ๆ ๆ วัน ๆ พวกหล่อนเอ่ยปากมาทีก็เอาแต่เรียกฉันว่าไอ้ขยะ ๆ อยู่ได้ แล้วตอนนี้เป็นไง ยังกล้าพูดแบบนั้นอยู่อีกมั้ยล่ะ หา !”
เฉินมู่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าระบบการฝึกฝนในปัจจุบันจะด้อยประสิทธิภาพถึงเพียงนี้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่มนุษยชาติมักจะประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินอยู่เสมอ
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าที่จริงมันพากันฝึกฝนอย่างผิดวิธีมาตั้งแต่แรก
“ไม่แปลกใจเลยที่พวกผู้หญิงโง่นั่นดูตกใจกันมากตอนที่เราบอกเรื่องพวกนี้ให้พวกเธอฟัง”
“ปรากฏว่าโลกนี้ไม่เคยให้ความสนใจกับประเด็นพื้นฐานที่สำคัญนี้มาก่อนเลยนี่เอง”
คลื่นแห่งความประมาทนี้ เฉินมู่ไม่ได้หลบเลี่ยง
ดังนั้นเขาจึงได้รับผลกรรม
เฉินมู่นวดสันจมูกแล้วตัดสินใจในที่สุดว่าจะเริ่มสอนจาก ก ข ค ไปเลยดีกว่า
ไม่งั้นล่ะก็พวกศพเน่าเฟะเหล่านี้คงทำให้เขาโกรธจนกระอักเลือดได้ไม่เว้นแต่ละวันแน่ ๆ
“หัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำผมจะสอนให้พรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้จะประเมินทักษะพื้นฐานของพวกคุณก่อน”
“เอาล่ะ ยัยหัวหน้าห้องช่างจ้อ หล่อนเริ่มก่อนเลย ไหนโชว์ทักษะยุทธ์ที่เก่งที่สุดมาซิ”
[ พูดไม่ออก +55 ]
ลั่วซือหานโกรธจนเจ็บฟันไปหมด แต่เธอก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก
หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาสักพักเธอก็รู้แล้วว่าเฉินมู่มีความสามารถอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ดังนั้นเธอจึงระงับอารมณ์และอดทนต่อแรงกดดันนั้น ก่อนจะเริ่มปลดปล่อยวิชาฝ่ามือเพลิงออกมา
อย่างไรก็ตาม
เฉินมู่เงียบและพูดไม่ออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะจ้องมองดู
พอถึงตอนท้ายเขาก็เริ่มเกาหัวด้วยความสับสนแล้ว
...
“คุณว่าไงนะ ?”
ภายในห้องทำงานของรองอธิการบดี
หลี่หมิงซินดูงุนงงเป็นอย่างยิ่งหลังจากได้ฟังรายงานจากติงอิงหราน ผู้อำนวยการสำนักงานตำราเรียน
“นักศึกษาห้องหนึ่งไม่ได้มารับหนังสือเรียนเหรอ”
เมื่อได้ยินดังนั้นติงอิงหรานก็พยักหน้าอย่างสงสัย
“ใช่ครับ ห้องอื่น ๆ มารับของไปตั้งนานแล้ว แต่ห้องหนึ่งนี่ยังไม่มีใครมารับเลย”
เมื่อเห็นว่าหลี่หมิงซินยังคงเงียบ ติงอิงหรานจึงรู้ว่าเฉินมู่ อาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งนั้นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พูดต่อ
“ให้ผมไปส่งเองเลยดีมั้ยครับ”
“ไม่จำเป็น”
หลี่หมิงซินโบกมือ
“ถ้าเขาไม่เอาก็ไม่ต้องเอา”
เขาไม่รู้เลยว่าเฉินมู่กำลังทำอะไรอยู่ เพราะตำราเรียนของสถาบันหลวงไม่ใช่แค่ตำราเรียนธรรมดา ความรู้ทางทฤษฎีภายในนั้นเรียกได้ว่าดีที่สุดในประเทศหลงแล้ว แม้แต่ 7 มหาวิทยาลัยใหญ่ที่เหลือก็ยังต้องเรียนรู้จากตำราเหล่านี้ก่อนที่จะเขียนตำราเรียนของตนเองได้
อย่างไรก็ตาม... เฉินมู่กลับเพิกเฉยต่อเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง...
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงท่าทีของฉินเสี่ยวเสี่ยวเมื่อวานนี้ หลี่หมิงซินก็รู้สึกว่าตนประเมินเฉินมู่ต่ำไป
“ท่านอธิการฉินที่เก็บตัวเงียบมาสามปี กับการปรากฏตัวอย่างแปลกประหลาดของเขาเมื่อวานนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่... เดี๋ยวก่อน ?”
ดูเหมือนหลี่หมิงซินจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงรีบเปิดคอมพิวเตอร์
ขณะที่กำลังจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ประตูทางเข้าเมื่อวานนี้ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน
หลี่หมิงซินตกใจ ขมวดคิ้ว มองไปที่ประตู และกำลังจะสบถออกมา
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใดออกมาจู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความอึดอัดที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมั่นใจว่าผู้มาใหม่ไม่ได้ใช้พลังโลหิตปราณเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ ก็ดูราวกับสัตว์ร้ายตัวมหึมากำลังอ้าปากรอเขมือบ
“องค์หญิงรองเย่ ?”
เมื่อเห็นคนที่มาถึงหลี่หมิงซินก็ตกใจและรีบลุกขึ้นทักทาย
“องค์หญิงรอง ท่าน มาที่นี่ด้วยเรื่องอะไรเหรอครับ”
“ทำไม ? ฉันมาไม่ได้เหรอ”
ผู้ที่มาสวมหมวกปีกกว้างกันแดดและชุดเดรสลายดอกไม้สวยงาม
หลังจากถอดแว่นกันแดดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามอย่างน่าทึ่งแล้ว รอยย่นบนใบหน้าที่ยิ้มแย้มของหลี่หมิงซินก็ยิ่งลึกขึ้น
ในเมืองหลวงนี้ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกัน
เรื่องที่ว่าตระกูลเย่ไม่ได้น่ากลัวหรอก เพราะอย่างน้อย ๆ ประมุขตระกูลเย่ก็เป็นคนมีเหตุมีผล
ทว่ากลับไม่ควรเข้าไปยุ่งกับนังบ้าสองคนแห่งตระกูลเย่โดยเด็ดขาด
แม้แต่ตระกูลซูซึ่งเป็นตระกูลอันดับหนึ่งก็ยังต้องปฏิบัติต่อคนทั้งสองนี้ด้วยความเคารพสูงสุด
ถึงแม้หลี่หมิงซินจะเป็นรองอธิการบดีของสถาบันหลวงและเป็นบุคคลทรงอำนาจก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องก้มหัวและประจบประแจงบุคคลผู้นี้อยู่ดี
“องค์หญิงรอง ท่านล้อเล่นใช่มั้ยครับ...”
หลี่หมิงซินเช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผากอย่างเบามือแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ถ้าต้องการอะไรก็บอกผมได้เลย ท่านไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้...”
องค์หญิงรองเย่โบกมืออย่างไร้สีหน้า เหลือบมองติงอิงหรานก่อนจะพูดขึ้น
“ฉันมาเพราะมีเรื่องจะถาม”
“ท่าน ก็ทราบดีอยู่แล้ว ว่าหมิงซินยินดีตอบทุกคำถาม...”
หลี่หมิงซินมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ดังนั้นองค์หญิงรองเย่จึงไม่สร้างปัญหาให้
“ฉันได้ยินมาว่าคุณมีอาจารย์ใหม่ ชื่อเฉินมู่ใช่มั้ย ?”
หลี่หมิงซินตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ใช่ ๆ ๆ เขา... เอ่อ อาจารย์เฉินถูกท่านอธิการฉินพามาที่นี่ด้วยตัวเองเมื่อวานนี้ครับ”
“ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้นักศึกษาปีหนึ่งห้องหนึ่งอยู่ครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นแววตาขององค์หญิงรองเย่ก็ฉายแววยินดีเล็กน้อย แต่เธอก็ซ่อนมันไว้เป็นอย่างดีและตอบกลับอย่างเย็นชา
“ขอรูปเขาหน่อย”
หลี่หมิงซินไม่กล้าละเลย เขาไม่พูดอะไรและหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากลิ้นชัก
แต่หลังจากส่งมอบให้แก่องค์หญิงรองเย่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นอับอายอย่างเห็นได้ชัด
“อาจารย์เฉิน... มีข้อมูลน้อยมากครับ เรามีแค่ชื่อกับรูปถ่าย...”
“ไม่จำเป็นหรอก ถึงยังไงฉันก็ไม่รู้จักอยู่ดี”
ก่อนที่หลี่หมิงซินจะพูดจบองค์หญิงรองเย่ก็ส่งแฟ้มคืนให้
จากนั้นเธอก็เพิกเฉยต่อคำลวงของหลี่หมิงซิน
“วันนี้อากาศดีจังเลยน้า”
เมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระเหล่านั้นหลี่หมิงซินก็ตกตะลึงทันที
แต่เขาเป็นใครกัน ? เขาเป็นคนที่คลานออกมาจากกลุ่มคนฉลาดแกมโกง เขาลังเลเพียงสองวินาทีก็เข้าใจ
“เอ่อ ท่านล้อเล่นแล้วครับ วันนี้อากาศดีจริง ๆ และสถาบันเราก็มีแค่อาจารย์กับนักศึกษาเท่านั้น...”
องค์หญิงรองเย่เหลือบมองอย่างประหลาดใจก่อนจะสวมแว่นกันแดดแล้วจากไป
หลังจากประตูปิดแล้วหลี่หมิงซินถึงค่อยกล้าเช็ดเหงื่ออย่างเปิดเผย
“ผอ.ติง วันนี้สถาบันเราไม่มีคนนอกมาเยี่ยมนะ คุณไม่เคยพบองค์หญิงรอง องค์หญิงรองก็ไม่รู้จักเฉินมู่ คุณ... เข้าใจมั้ย”
ติงอิงหรานตกใจมากจนไม่กล้าพูดอะไร
“เข้าใจครับ ท่านรอง งั้นผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะครับ”
“ไปเถอะ”
หลังจากเห็นติงอิงหรานเดินออกไปแล้ว หลี่หมิงซินก็รีบกลับไปนั่งที่ของตนทันที
“เฉินมู่คนนี้ไม่ใช่ธรรมดา เรายังประเมินเขาต่ำไป !”
หนึ่งคือทัศนคติของฉินเสี่ยวเสี่ยวที่ปล่อยให้เฉินมู่ทำอะไรตามใจชอบ ต่อมาคือพฤติกรรมแปลก ๆ ขององค์หญิงรอง
เรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตนประเมินเฉินมู่ต่ำเกินไป
เมื่อนึกได้ดังนี้แล้วก็สะดุ้งโหยง และรีเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าประตูเมื่อวานนี้ต่อ
แต่หลังจากดูเพียงครู่เดียวสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะลุกพรวดอย่างกะทันหัน
“พื้นทองสี่ดาว... เป็นไปได้ไงกัน ? ? ?”