- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่
บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่
บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่
ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น
ผลก็คือแขนเธอกลับไม่อาจยันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว จนสุดท้ายหน้าผากก็โขกลงกับพื้นอย่างแรงเสียงดังโป๊กใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่เธอจะทันได้รู้สึกเจ็บปวด เสียงเย้าแหย่ของเฉินมู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เมื่อพูดถึงเรื่องการทำความเคารพครูบาอาจารย์และการใส่ใจกับวิถีแล้ว คุณคือที่สุดแล้วล่ะน้าลั่วซือหาน”
[ โมโหสุด ๆ +55 ]
[ โกรธจัดจนจะระเบิด +55 ]
“พวกคุณทุกคนควรเรียนรู้เรื่องนี้จากเธอนะ โอเค้ ?”
[ เศร้า +33 ]
[ เศร้า +46 ]
คนอื่น ๆ มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ปนไปด้วยความขบขันและความอยากด่า
ลั่วซือหานโกรธมากจนหน้าแดงก่ำและตัวสั่นไปหมด
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ก็อดถอนหายใจไม่ได้
“ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่”
“ลั่วซือหานเอ๊ย นี่หล่อนกล้าเรียกตัวเองว่าผู้มีศักยภาพระดับเอสได้ไงก่อน”
“ไม่รู้เลยเหรอว่าโลหิตปราณน่ะมันไม่ได้เอาไว้ใช้แค่พัฒนาการฝึกฝนกะวิชายุทธ์เท่านั้น แต่มันยังใช้เสริมสร้างร่างกายรวมถึงใช้จู่โจมใส่ศัตรูได้ด้วยน่ะหา”
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อย แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน ความโกรธแทบจะระเบิดออกมาจากหัวใจของเธอแล้ว
หรือจะเรียกว่า : หัวร้อนปรอทแตก
แต่พอได้ยินประโยคถัดไปเธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที ความโกรธหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ถ้าฟังแค่คร่าว ๆ ล่ะก็คำพูดของเฉินมู่ดูจะเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะรู้ว่าเขากำลังฝึกฝนตนให้รู้จักใช้พลังโลหิตปราณอย่างยืดหยุ่นอยู่
ในความเข้าใจของคนทั่วไป การฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพัฒนาพลังโลหิตปราณ พลังโลหิตปราณนั้นก็เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาระดับการฝึกฝนเท่านั้น จากนั้นก็ใช้พลังโลหิตปราณต่างค่ามานาในเกมในการปลดปล่อยวิชาและทักษะยุทธ์
เฉินมู่หมายความว่าพลังโลหิตปราณยังสามารถนำมาใช้เสริมสร้างและปรับปรุงร่างกายได้ด้วย
หลังจากเข้าใจความหมายแล้วลั่วซือหานก็ระดมพลังโลหิตปราณทั้งหมดในร่างกายมารวมไว้ที่แขนโดยทันที
จริงด้วย !
หลังจากที่โลหิตปราณส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ที่แขนแล้วเธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าแขนมันเบาลงมาก
จากนั้นเธอก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นและตบพื้นอย่างแรง
ในวินาทีต่อมาเธอก็ยืดตัวท่อนบนทั้งหมดขึ้นได้อีกครั้ง
ช่างสมกับเป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดที่มีศักยภาพระดับ S เสียจริงเชียว เธอสามารถนำสิ่งที่เฉินมู่บอกไปใช้ได้ในทันที หลังจากยืดตัวตรงแล้วเธอจึงรวบรวมพลังส่วนใหญ่ไปที่หลังและยืดลำตัวส่วนบนอย่างแรงพร้อมกับแบกน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมไปด้วย !
ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกายราวกับว่าเธอค้นพบเคล็ดลับแล้ว จากนั้นเธอก็รวบรวมพลังทั้งหมดไปที่กำปั้นและกระแทกลงไปอีกครั้ง
ปัง !
พรึบ !
เปลวไฟขนาดมหึมาที่ได้รับพลังจากโลหิตปราณอันมหาศาลได้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า และแรงกระแทกอันมหาศาลนั้นก็ได้ยกตัวเธอขึ้นไปอีกครั้ง
ลั่วซือหานฉวยโอกาสเพียงชั่วครู่รีบรวบรวมพลังโลหิตปราณไปรวมไว้ที่ขา แล้วด้วยความช่วยเหลือจากแรงปฏิกิริยาเธอก็สามารถลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด
แม้ว่าในขณะที่เธอลุกขึ้นยืนนั้นเธอจะรู้สึกเหมือนแบกภูเขาไว้บนหลังก็ตาม แต่ความมั่นใจของเธอก็กลับคืนมาทันทีเมื่อว่าตัวเองเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนได้
แม้ว่าเย่จิ่นชิวซึ่งอยู่ไม่ไกลจะลุกขึ้นเลียนแบบก็ตามที แต่ตัวเองก็ยังคงเป็นคนแรก และความรู้สึกปีติยินดีที่เธอได้รับนั้นช่างยากที่จะบรรยาย
“รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเก่งขึ้นแล้วล่ะซี่ ~”
[ เศร้า +55 ]
มึงนี่นะ ปากมึงจะพูดอะไรที่ให้กำลังใจแทนที่จะแซะบ้างไม่ได้เลยรึไง
ลั่วซือหานพูดไม่ออกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถึงแม้เฉินมู่จะปากหมาแต่เขาก็กำลังสอนวิธีใช้พลังโลหิตปราณให้เธออยู่จริง ๆ
นี่เป็นสาขาที่ในชาติก่อนเธอไม่เคยแตะต้องมาก่อนเลย
“อาจารย์คะ หนูควรทำอะไรต่อไปเหรอคะ”
เมื่อเห็นลั่วซือหานซึ่งเหงื่อท่วมตัวกลับมาสงบสติอารมณ์และแสดงท่าทีเย็นชาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว และเห็นใบหน้าที่ดื้อรั้นแต่ไร้อารมณ์ของเย่จิ่นชิว เฉินมู่จึงพยักหน้าแสดงถึงความพึงพอใจ
“ยัยเด็กสองคนนี่ถึงจะยโสไปหน่อย แต่ก็มีพรสวรรค์ที่น่าจับตามอง”
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญต่าง ๆ จากคนอื่น ๆ ที่เด้งขึ้นมาในความคิด และเหลือบมองระบบที่ระบบที่เกือบจะจับรางวัลได้สองรอบแล้ว เฉินมู่จึงยืดตัวตรงและเอามือไขว้หลัง
“ผมรักษาสัญญาเสมอ เอาล่ะตอนนี้พวกคุณเอาทักษะยุทธ์จากถุงมิติออกมาเรียนได้เลย”
“พวกคุณสองคนลองดูก่อน ไม่เข้าใจอะไรให้มาถาม”
ทั้งสองพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรสักคำแล้วหยิบหนังสือวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำออกมาเปิดอ่าน
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงเหลือบดูเวลาบอกว่า
“เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนถึงเวลามื้อเที่ยง เอางี้ดีมั้ย ใครที่ยืนได้ก็ได้กินข้าว ส่วนใครยืนไม่ได้ก็อดข้าวไป”
“ถ้าหมดเวลาเรียนวันนี้แล้วใครยังลุกขึ้นยืนไม่ได้อีกล่ะก็ งั้นก็อดข้าววันนี้ทั้งวันไปเลย”
“หา ? ? ?”
[ โกหกน่า +55 ]
[ ตกใจตาย +55 ]
[ เหลือจะเชื่อ +66 ]
“อาจารย์คะ... ออกกำลังเยอะขนาดนี้... แถมยังอดข้าวอีก... แล้วพวกหนูจะอยู่รอดยังไงไหวล่ะคะ...”
“แงงงงง... จารย์รังแกหนู...”
“พวกหล่อนยังเหลือแรงพูดแต่เสือกไม่เหลือแรงยืนเนี่ยนะ แล้วพวกหล่อนจะเป็นอะไรได้อีกนอกจากเศษขยะไร้ประโยชน์”
[ เศร้าจัด +34 ]
[ เศร้าโคตร +34 ]
คราวนี้ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างเงียบหมด
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงจ้องมองทุกคนด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะหาเวลาอยู่คนเดียวในที่สุด
เมื่อวาน……
นอกเหนือจากเหตุการณ์เมื่อวานแล้วเช้านี้เขารีบร้อนมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบระดับการฝึกฝนของตนเอง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ต้องพูดถึงประเด็นบางประเด็นด้วย
หลังจากได้รับกายานั้นแล้ว อัตราการดูดซับพลังวิญญาณโดยธรรมชาติของเขาก็เพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่หลังจากแช่โลหิตมังกรเพลิงแล้วมันก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 20 เท่า
หลังจากเมื่อคืนนี้ อัตราการดูดซับพลังวิญญาณโดยธรรมชาติของเขาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันถึง 50 เท่า
แม้แต่ในชาติก่อนเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำไป
ต้องเข้าใจนะว่าเขามีวัตถุดิบมีค่าหายากมากมาย แต่การเพิ่มขึ้นนั้นทำได้มากที่สุดเพียง 10 เท่าเท่านั้น และจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาจะหมดแรงด้วย
ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ ๆ แต่พลังวิญญาณโดยรอบกลับหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาเอาเองซะงั้น
“ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ระดับการฝึกฝนบรรลุไปถึงไหนแล้ว”
เฉินมู่พึมพำอะไรกับตัวเองแล้วรีบเปิดแผงควบคุมทันที
[ ชื่อ ] : เฉินมู่
[ ระดับ ] : นักยุทธ์ (10 ดาว)
[ โลหิตปราณ ] : 29453
[ วิชา ] : หัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ (ปราชญ์), หมัดแปดสุดขั้วถล่มสวรรค์ (ปราชญ์), ดรรชนีทำลายข้อห้าม (เกียรติยศ), ฝ่ามือสลายตะวัน (เกียรติยศ), ลูกเตะมังกรเมฆา (เกียรติยศ), เสียงปราบวิญญาณ (เกียรติยศ), วิชาหยางแผดเผามหาสุริยะ (เกียรติยศ), หนึ่งดรรชนีเต๋าสวรรค์ (จักรพรรดิ), วิชาหยางเก้าวัฏจักร (จักรพรรดิ)
[ กายา ] : กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง (เต๋า)
[ ศักยภาพ ]: ระดับ F (35%)
“เหี้ยยยยย ! นักยุทธ์ระดับสิบดาวเลยเหรอ”
แม้ว่าเฉินมู่จะเคยพบเจอเรื่องราวมากมายในชีวิต แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเมื่อเห็นระดับการฝึกฝนของตัวเอง
เส้นทางแห่งวรยุทธ์จากระดับต่ำสุดไปสูงสุดมีดังนี้ : ศิษย์ยุทธ์ (อู่ถู), นักยุทธ์ (อู่เจ๋อ), ปรมาจารย์ยุทธ์ (อู่ซือ), มหาปรมาจารย์ยุทธ์ (ต้าอู่ซือ), บรรพชนยุทธ์ (อู่จง), ราชันยุทธ์ (อู่หวาง), ปราชญ์ยุทธ์ (อู่เซิ่ง), จ้าวยุทธ์ (อู่หวง), เกียรติยุทธ์ (อู่จุน), เทพยุทธ์ (อู่เสิน) และจักรพรรดิยุทธ์ (มหาจักรพรรดิ) (อู่ตี้/ต้าตี้)
เมื่อวานนี้เฉินมู่เป็นเพียงศิษย์ยุทธ์ระดับ 3 ดาว แต่ในชั่วข้ามคืนเขากลับก้าวขึ้นเป็นนักยุทธ์ระดับ 10 ดาวได้แล้ว ถ้าเกิดไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ
น่าเสียดายที่โลหิตมังกรเพลิงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเฉพาะตอนใช้ครั้งแรกเท่านั้น แม้ว่าใช้ครั้งต่อ ๆ ไปจะยังคงได้ผลอยู่ก็ตาม แต่ผลที่ได้จะลงน้อยลงมาก
ไม่รู้ว่ากายศักดิ์สิทธิ์แห่งหยินหยางเองก็เป็นเหมือนกันหรือไม่
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะลองกับฉินเสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เฉินมู่จึงเปิดแผงควบคุมระบบอีกครั้ง
หลังจากไประเบิดค่าอารมณ์มาเมื่อกี๊นี้ตอนนี้ค่าอารมณ์ที่เขามีก็อยู่ที่ 1795 แต้มแล้ว เกือบได้จับรางวัล 2 ครั้งแล้ว
“สมกับที่เป็นเป้าหมายผูกมัด แค่แซวเล่นไม่กี่คำก็เค้นเอาค่าอารมณ์ได้อื้อแล้ว”
เฉินมู่มีอารมณ์ดีมาก แต่เขายังไม่รีบจับรางวัลตอนนี้ เพราะด้วยอัตราการฟาร์มค่าอารมณ์ในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกว่าการจับรางวัลวันละ 3 รอบนี่ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย
ดังนั้นเขาจึงระงับความปรารถนาที่จะจับรางวัลเอาไว้ก่อนและปิดแผงควบคุมการจับรางวัลของระบบลงไป
ตามธรรมเนียมแล้วการจับรางวัลทีละหลายครั้งย่อมออกรางวัลใหญ่ได้ง่ายกว่า
ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงตัดสินใจตรวจสอบดูก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมบัติของตน
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสายตาไปที่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว
ทั้งสองคนนี้เป็นหนึ่งในสี่นักศึกษาที่มีศักยภาพระดับ S ของสถาบันหลวง ในความเป็นจริงได้มีการพิสูจน์แล้วว่าพวกเธอไม่เพียงมีศักยภาพสูงเท่านั้น แต่เรื่องความเข้าใจของพวกเธอก็ยังสูงกว่าคนอื่น ๆ มากด้วย
เมื่อเฉินมู่แค่เอ่ยปากเตือนนิดเดียวพวกเธอก็เริ่มใช้พลังโลหิตปราณเลียนแบบกระบวนท่าในตำราอกมาอย่างชำนาญ
เรื่องนี้สมควรได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดแน่นอน
แต่... จะพูดยังไงดีล่ะ
ความซาบซึ้งมาเร็ว แต่การแก้แค้นก็มาเร็วไม่แพ้กัน