เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่

บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่

บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่


ลั่วซือหานตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น

ผลก็คือแขนเธอกลับไม่อาจยันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว  จนสุดท้ายหน้าผากก็โขกลงกับพื้นอย่างแรงเสียงดังโป๊กใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น  ก่อนที่เธอจะทันได้รู้สึกเจ็บปวด  เสียงเย้าแหย่ของเฉินมู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เมื่อพูดถึงเรื่องการทำความเคารพครูบาอาจารย์และการใส่ใจกับวิถีแล้ว  คุณคือที่สุดแล้วล่ะน้าลั่วซือหาน”

[ โมโหสุด ๆ +55 ]

[ โกรธจัดจนจะระเบิด +55 ]

“พวกคุณทุกคนควรเรียนรู้เรื่องนี้จากเธอนะ  โอเค้ ?”

[ เศร้า +33 ]

[ เศร้า +46 ]

คนอื่น ๆ มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ปนไปด้วยความขบขันและความอยากด่า

ลั่วซือหานโกรธมากจนหน้าแดงก่ำและตัวสั่นไปหมด

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ก็อดถอนหายใจไม่ได้

“ก็ฉลาดอยู่  แต่ไม่มากเท่าไหร่”

“ลั่วซือหานเอ๊ย  นี่หล่อนกล้าเรียกตัวเองว่าผู้มีศักยภาพระดับเอสได้ไงก่อน”

“ไม่รู้เลยเหรอว่าโลหิตปราณน่ะมันไม่ได้เอาไว้ใช้แค่พัฒนาการฝึกฝนกะวิชายุทธ์เท่านั้น  แต่มันยังใช้เสริมสร้างร่างกายรวมถึงใช้จู่โจมใส่ศัตรูได้ด้วยน่ะหา”

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อย  แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน  ความโกรธแทบจะระเบิดออกมาจากหัวใจของเธอแล้ว

หรือจะเรียกว่า : หัวร้อนปรอทแตก

แต่พอได้ยินประโยคถัดไปเธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที  ความโกรธหายไปเป็นปลิดทิ้ง

ถ้าฟังแค่คร่าว ๆ ล่ะก็คำพูดของเฉินมู่ดูจะเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง

แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะรู้ว่าเขากำลังฝึกฝนตนให้รู้จักใช้พลังโลหิตปราณอย่างยืดหยุ่นอยู่

ในความเข้าใจของคนทั่วไป  การฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพัฒนาพลังโลหิตปราณ  พลังโลหิตปราณนั้นก็เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาระดับการฝึกฝนเท่านั้น  จากนั้นก็ใช้พลังโลหิตปราณต่างค่ามานาในเกมในการปลดปล่อยวิชาและทักษะยุทธ์

เฉินมู่หมายความว่าพลังโลหิตปราณยังสามารถนำมาใช้เสริมสร้างและปรับปรุงร่างกายได้ด้วย

หลังจากเข้าใจความหมายแล้วลั่วซือหานก็ระดมพลังโลหิตปราณทั้งหมดในร่างกายมารวมไว้ที่แขนโดยทันที

จริงด้วย !

หลังจากที่โลหิตปราณส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ที่แขนแล้วเธอก็รู้สึกได้ทันทีว่าแขนมันเบาลงมาก

จากนั้นเธอก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นและตบพื้นอย่างแรง

ในวินาทีต่อมาเธอก็ยืดตัวท่อนบนทั้งหมดขึ้นได้อีกครั้ง

ช่างสมกับเป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดที่มีศักยภาพระดับ S เสียจริงเชียว  เธอสามารถนำสิ่งที่เฉินมู่บอกไปใช้ได้ในทันที  หลังจากยืดตัวตรงแล้วเธอจึงรวบรวมพลังส่วนใหญ่ไปที่หลังและยืดลำตัวส่วนบนอย่างแรงพร้อมกับแบกน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมไปด้วย !

ดวงตาของลั่วซือหานเป็นประกายราวกับว่าเธอค้นพบเคล็ดลับแล้ว  จากนั้นเธอก็รวบรวมพลังทั้งหมดไปที่กำปั้นและกระแทกลงไปอีกครั้ง

ปัง !

พรึบ !

เปลวไฟขนาดมหึมาที่ได้รับพลังจากโลหิตปราณอันมหาศาลได้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า  และแรงกระแทกอันมหาศาลนั้นก็ได้ยกตัวเธอขึ้นไปอีกครั้ง

ลั่วซือหานฉวยโอกาสเพียงชั่วครู่รีบรวบรวมพลังโลหิตปราณไปรวมไว้ที่ขา  แล้วด้วยความช่วยเหลือจากแรงปฏิกิริยาเธอก็สามารถลุกขึ้นยืนได้ในที่สุด

แม้ว่าในขณะที่เธอลุกขึ้นยืนนั้นเธอจะรู้สึกเหมือนแบกภูเขาไว้บนหลังก็ตาม  แต่ความมั่นใจของเธอก็กลับคืนมาทันทีเมื่อว่าตัวเองเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนได้

แม้ว่าเย่จิ่นชิวซึ่งอยู่ไม่ไกลจะลุกขึ้นเลียนแบบก็ตามที  แต่ตัวเองก็ยังคงเป็นคนแรก  และความรู้สึกปีติยินดีที่เธอได้รับนั้นช่างยากที่จะบรรยาย

“รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเก่งขึ้นแล้วล่ะซี่ ~”

[ เศร้า +55 ]

มึงนี่นะ  ปากมึงจะพูดอะไรที่ให้กำลังใจแทนที่จะแซะบ้างไม่ได้เลยรึไง

ลั่วซือหานพูดไม่ออกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะถึงแม้เฉินมู่จะปากหมาแต่เขาก็กำลังสอนวิธีใช้พลังโลหิตปราณให้เธออยู่จริง ๆ

นี่เป็นสาขาที่ในชาติก่อนเธอไม่เคยแตะต้องมาก่อนเลย

“อาจารย์คะ  หนูควรทำอะไรต่อไปเหรอคะ”

เมื่อเห็นลั่วซือหานซึ่งเหงื่อท่วมตัวกลับมาสงบสติอารมณ์และแสดงท่าทีเย็นชาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว  และเห็นใบหน้าที่ดื้อรั้นแต่ไร้อารมณ์ของเย่จิ่นชิว  เฉินมู่จึงพยักหน้าแสดงถึงความพึงพอใจ

“ยัยเด็กสองคนนี่ถึงจะยโสไปหน่อย  แต่ก็มีพรสวรรค์ที่น่าจับตามอง”

เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญต่าง ๆ จากคนอื่น ๆ ที่เด้งขึ้นมาในความคิด  และเหลือบมองระบบที่ระบบที่เกือบจะจับรางวัลได้สองรอบแล้ว  เฉินมู่จึงยืดตัวตรงและเอามือไขว้หลัง

“ผมรักษาสัญญาเสมอ  เอาล่ะตอนนี้พวกคุณเอาทักษะยุทธ์จากถุงมิติออกมาเรียนได้เลย”

“พวกคุณสองคนลองดูก่อน  ไม่เข้าใจอะไรให้มาถาม”

ทั้งสองพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรสักคำแล้วหยิบหนังสือวิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำออกมาเปิดอ่าน

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงเหลือบดูเวลาบอกว่า

“เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนถึงเวลามื้อเที่ยง  เอางี้ดีมั้ย  ใครที่ยืนได้ก็ได้กินข้าว  ส่วนใครยืนไม่ได้ก็อดข้าวไป”

“ถ้าหมดเวลาเรียนวันนี้แล้วใครยังลุกขึ้นยืนไม่ได้อีกล่ะก็  งั้นก็อดข้าววันนี้ทั้งวันไปเลย”

“หา ? ? ?”

[ โกหกน่า +55 ]

[ ตกใจตาย +55 ]

[ เหลือจะเชื่อ +66 ]

“อาจารย์คะ...  ออกกำลังเยอะขนาดนี้...  แถมยังอดข้าวอีก...  แล้วพวกหนูจะอยู่รอดยังไงไหวล่ะคะ...”

“แงงงงง...  จารย์รังแกหนู...”

“พวกหล่อนยังเหลือแรงพูดแต่เสือกไม่เหลือแรงยืนเนี่ยนะ  แล้วพวกหล่อนจะเป็นอะไรได้อีกนอกจากเศษขยะไร้ประโยชน์”

[ เศร้าจัด +34 ]

[ เศร้าโคตร +34 ]

คราวนี้ไม่มีใครพูดอะไร  ทุกคนต่างเงียบหมด

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงจ้องมองทุกคนด้วยสายตาไม่พอใจก่อนจะหาเวลาอยู่คนเดียวในที่สุด

เมื่อวาน……

นอกเหนือจากเหตุการณ์เมื่อวานแล้วเช้านี้เขารีบร้อนมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบระดับการฝึกฝนของตนเอง

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ต้องพูดถึงประเด็นบางประเด็นด้วย

หลังจากได้รับกายานั้นแล้ว  อัตราการดูดซับพลังวิญญาณโดยธรรมชาติของเขาก็เพิ่มขึ้น 10 เท่า  แต่หลังจากแช่โลหิตมังกรเพลิงแล้วมันก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 20 เท่า

หลังจากเมื่อคืนนี้  อัตราการดูดซับพลังวิญญาณโดยธรรมชาติของเขาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันถึง 50 เท่า

แม้แต่ในชาติก่อนเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำไป

ต้องเข้าใจนะว่าเขามีวัตถุดิบมีค่าหายากมากมาย  แต่การเพิ่มขึ้นนั้นทำได้มากที่สุดเพียง 10 เท่าเท่านั้น  และจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาจะหมดแรงด้วย

ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ ๆ แต่พลังวิญญาณโดยรอบกลับหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาเอาเองซะงั้น

“ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ระดับการฝึกฝนบรรลุไปถึงไหนแล้ว”

เฉินมู่พึมพำอะไรกับตัวเองแล้วรีบเปิดแผงควบคุมทันที

[ ชื่อ ] : เฉินมู่

[ ระดับ ] : นักยุทธ์ (10 ดาว)

[ โลหิตปราณ ] : 29453

[ วิชา ] : หัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ (ปราชญ์), หมัดแปดสุดขั้วถล่มสวรรค์ (ปราชญ์), ดรรชนีทำลายข้อห้าม (เกียรติยศ), ฝ่ามือสลายตะวัน (เกียรติยศ), ลูกเตะมังกรเมฆา (เกียรติยศ), เสียงปราบวิญญาณ (เกียรติยศ), วิชาหยางแผดเผามหาสุริยะ (เกียรติยศ), หนึ่งดรรชนีเต๋าสวรรค์ (จักรพรรดิ), วิชาหยางเก้าวัฏจักร (จักรพรรดิ)

[ กายา ] : กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง (เต๋า)

[ ศักยภาพ ]: ระดับ F (35%)

“เหี้ยยยยย ! นักยุทธ์ระดับสิบดาวเลยเหรอ”

แม้ว่าเฉินมู่จะเคยพบเจอเรื่องราวมากมายในชีวิต  แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเมื่อเห็นระดับการฝึกฝนของตัวเอง

เส้นทางแห่งวรยุทธ์จากระดับต่ำสุดไปสูงสุดมีดังนี้ : ศิษย์ยุทธ์ (อู่ถู), นักยุทธ์ (อู่เจ๋อ), ปรมาจารย์ยุทธ์ (อู่ซือ), มหาปรมาจารย์ยุทธ์ (ต้าอู่ซือ), บรรพชนยุทธ์ (อู่จง), ราชันยุทธ์ (อู่หวาง), ปราชญ์ยุทธ์ (อู่เซิ่ง), จ้าวยุทธ์ (อู่หวง), เกียรติยุทธ์ (อู่จุน), เทพยุทธ์ (อู่เสิน)  และจักรพรรดิยุทธ์ (มหาจักรพรรดิ) (อู่ตี้/ต้าตี้)

เมื่อวานนี้เฉินมู่เป็นเพียงศิษย์ยุทธ์ระดับ 3 ดาว  แต่ในชั่วข้ามคืนเขากลับก้าวขึ้นเป็นนักยุทธ์ระดับ 10 ดาวได้แล้ว  ถ้าเกิดไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ

น่าเสียดายที่โลหิตมังกรเพลิงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเฉพาะตอนใช้ครั้งแรกเท่านั้น  แม้ว่าใช้ครั้งต่อ ๆ ไปจะยังคงได้ผลอยู่ก็ตาม  แต่ผลที่ได้จะลงน้อยลงมาก

ไม่รู้ว่ากายศักดิ์สิทธิ์แห่งหยินหยางเองก็เป็นเหมือนกันหรือไม่

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะลองกับฉินเสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เฉินมู่จึงเปิดแผงควบคุมระบบอีกครั้ง

หลังจากไประเบิดค่าอารมณ์มาเมื่อกี๊นี้ตอนนี้ค่าอารมณ์ที่เขามีก็อยู่ที่ 1795 แต้มแล้ว  เกือบได้จับรางวัล 2 ครั้งแล้ว

“สมกับที่เป็นเป้าหมายผูกมัด  แค่แซวเล่นไม่กี่คำก็เค้นเอาค่าอารมณ์ได้อื้อแล้ว”

เฉินมู่มีอารมณ์ดีมาก  แต่เขายังไม่รีบจับรางวัลตอนนี้  เพราะด้วยอัตราการฟาร์มค่าอารมณ์ในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกว่าการจับรางวัลวันละ 3 รอบนี่ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย

ดังนั้นเขาจึงระงับความปรารถนาที่จะจับรางวัลเอาไว้ก่อนและปิดแผงควบคุมการจับรางวัลของระบบลงไป

ตามธรรมเนียมแล้วการจับรางวัลทีละหลายครั้งย่อมออกรางวัลใหญ่ได้ง่ายกว่า

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงตัดสินใจตรวจสอบดูก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมบัติของตน

จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสายตาไปที่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว

ทั้งสองคนนี้เป็นหนึ่งในสี่นักศึกษาที่มีศักยภาพระดับ S ของสถาบันหลวง  ในความเป็นจริงได้มีการพิสูจน์แล้วว่าพวกเธอไม่เพียงมีศักยภาพสูงเท่านั้น  แต่เรื่องความเข้าใจของพวกเธอก็ยังสูงกว่าคนอื่น ๆ มากด้วย

เมื่อเฉินมู่แค่เอ่ยปากเตือนนิดเดียวพวกเธอก็เริ่มใช้พลังโลหิตปราณเลียนแบบกระบวนท่าในตำราอกมาอย่างชำนาญ

เรื่องนี้สมควรได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดแน่นอน

แต่...  จะพูดยังไงดีล่ะ

ความซาบซึ้งมาเร็ว  แต่การแก้แค้นก็มาเร็วไม่แพ้กัน

จบบทที่ บทที่ 12 : ก็ฉลาดอยู่ แต่ไม่มากเท่าไหร่

คัดลอกลิงก์แล้ว