- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !
บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !
บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !
“ถุงมิตินี่เป็นของขวัญให้พวกคุณ แล้วของข้างในเองก็เป็นของขวัญให้พวกคุณเหมือนกัน”
[ ตกใจ +55 ]
“ให้จริงเหรอ... จริง ๆ นะ ?”
“ไม่อยากได้ ?”
[ ช็อก +56 ]
“ใครบอก !”
ลั่วซือหานสะพายถุงมิติไว้ด้านหลังราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกไก่ ราวกับกลัวว่าเฉินมู่จะเอาคืน
คนอื่น ๆ มองเธอด้วยสีหน้าประหลาดกว่าเดิมอีก
“ไม่ม้าง ลั่วซือหาน นี่ต้องขนาดนี้เลยเหรอ”
“นั่นน่ะสิ ใครบ้างไม่มีถุงมิติใช้”
เมื่อได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมลั่วซือหานก็ยิ้ม
เธอรู้ว่าพวกหล่อนไม่ได้พูดประชดประชันหรือปากเสีย เพราะพวกหล่อนล้วนเป็นสุภาพสตรีผู้ดีมีมารยาทที่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยมาอย่างดี
เธอเชื่อว่าเมื่อหญิงสาวเหล่านี้ได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในถุงแล้วล่ะก็ บุกคลิกคุณหนูที่ปั้นแต่งมาอย่างดีของพวกหล่อนต้องล่มสลายโดยสิ้นเชิง เรียกว่าพังยิ่งกว่าของตัวเธอเองเป็นแน่แท้
เมื่อนึกได้ดังนี้แล้วลั่วซือหานจึงเปิดถุงมิติออกโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ให้เห็นและหยิบเอาของข้างในออกมายื่นให้เพื่อน ๆ ตามชื่อที่แปะไว้
ทุกคนต่างงุนงงเมื่อได้รับถุงมิติที่มีชื่อตน
แต่สุดท้ายแล้วหลักการที่ว่า ‘ไม่ลองไม่รู้’ ก็ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ
“โอโห... ถุงมิติระดับไฮเอนด์เลยเนี่ยนะ”
“แม่จ้าว ! ถุงมิติร้อยตารางเมตรเลยเหรอ นี่มัน ไม่ใช่สิ... เดี๋ยวก่อน... ไขกระดูกหัวใจลึกลับเหรอ ? ? ?”
“เชี่ย ! นี่มันวิชายุทธ์ระดับปราชญ์เลยเหรอเนี่ย ? ? ?”
[ ตกใจตาย +45 ]
[ ช็อก +54 ]
[ ตื่นเต้น +55 ]
[ ตื่นเต้น +52 ]
“อาจารย์คะ... สมบัตินี่ อาจารย์ให้พวกหนูจริง ๆ เหรอคะ”
เมื่อเห็นกลุ่มหญิงสาวสุดสวยจ้องมองด้วยความตกใจ เฉินมู่จึงถามออกไปอย่างงง ๆ
“สมบัติเหรอ ? พวกคุณคิดว่าขยะพวกนี้เป็นสมบัติงั้นเหรอ เอาจริงดิ ?”
[ โกหกน่า +45 ]
[ แทบช็อก +45 ]
[ ช็อกไปแล้ว +45 ]
“เข้าใจละ ตอนนี้ถึงพึ่งรู้ ว่าพวกคุณเกิดมาก็ไม่เคยกินของดี ๆ เลยนี่เอง”
[ ตกใจเกือบตุย +45 ]
[ พูดไม่ออก +45 ]
[ เศร้า +45 ]
“จำไว้ให้ดี ในอนาคตอย่าไปแอบอ้างเป็นนักศึกษาของผมเด็ดขาดเลยเชียว นั่นมันการใส่ร้ายกันชัด ๆ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”
[ เศร้า +45 ]
[ เศร้า +45 ]
[ เศร้า +45 ]
ทุกคนดูเศร้าหมอง อารมณ์ดี ๆ ที่พึ่งได้รับสมบัติคือหายเกลี้ยงไปเลย
“จารย์เฉินนี่แม่งปากหมาเกิ๊น...”
“เอาแต่พูดจาเสียดสีประชดประชันอยู่ได้ น่าโมโหชะมัด !”
ทุกคนต่างบ่นพึมพำ แต่ก็ได้แต่กระซิบกันเบา ๆ เพราะอย่างไรก็ตาม... พวกเธอก็ต้องตอบแทนบุญคุณของผู้ที่มอบของขวัญให้ และมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้ที่มอบของขวัญเหล่านี้ให้ด้วย
ท่ามกลางฝูงชน เย่จิ่นชิวมองดูวิชายุทธ์และสมบัติล้ำค่าในถุงมิติของตน สีหน้าแบบว่ายิ่งมาก็ยิ่งเงียบกริบ
การที่เขาสามารถมองสิ่งของที่ล้ำค่าขนาดนี้ว่าเป็นแค่ขยะได้นั้นยิ่งทำให้เธออยากรู้เรื่องราวของเฉินมู่มากขึ้นไปอีก
ในทำนองเดียวกัน เธอเริ่มสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแท้จริงแล้วเฉินมู่เป็นคนแบบไหนกันแน่
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ไม่ได้สนใจคำพูดของพวกเธอเลย เพราะเขากำลังฟินสุด ๆ อยู่
เนื่องจากเมื่อสักครู่ระบบได้แจ้งให้เขาทราบว่าสามารถจับสลากรับรางวัลได้อีกครั้งแล้ว
“สมกับที่เป็นเป้าหมายผูกมัด ค่าอารมณ์ที่ให้นี่แจ่มแมวกว่าใครเพื่อน”
เฉินมู่ยิ้มและเอนตัวพิงแผงควบคุม
“เอาล่ะ เลิกทำตัวเป็นบ้านนอกเข้ากรุงกันได้แล้ว”
“ฉันกะลังพูดกะหล่อนนั่นแหละ จ้าวหลินซี ! เช็ดน้ำลายซะ ! เส้นเลือดในสมองแตกรึไงถึงควบคุมปากตัวเองไม่ได้น่ะหา !”
[ เศร้า +65 ]
“นี่ ๆ ๆ... เจ๊ชิว ดูมันพูดซี่...”
เย่จิ่นชิวเม้มปากแน่นโดยไม่พูดออก
“โอเคหยุดพูดได้แล้ว”
เฉินมู่เหลือบมองเย่จิ่นชิว จากนั้นก็มองไปที่ลั่วซือหานแล้วพูดต่อ
“ก่อนอื่นก็เอาของในถุงมิติออกมาสวมซะ”
ทุกคนต่างตกใจและรีบเปิดถุงมิติหาดูว่าข้างในมีอะไร และในไม่ช้าพวกเธอก็หยิบ ‘เสื้อผ้า’ ชุดหนึ่งซึ่งทำจากวัสดุปริศนาแต่เบาบางมาก ๆ ออกมา
สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจก็คือชุดนั้นหนักมาก เวลาถือรู้สึกเหมือนมีตัวถ่วงน้ำหนักมาเกาะติด
หลังจากตรวจสอบคร่าว ๆ ดูแล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นนั้นหนักถึง 30 กิโลกรัม
ไม่ใช่ว่าทั้งชุดหนัก 30 กิโลกรัม แต่ว่าแต่ละชิ้นหนัก 30 กิโลกรัม ถ้าหากรวมชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกันก็คือหนัก 180 กิโลกรัม
ถึงแม้ระดับการฝึกฝนของพวกเธอจะสูงพอที่จะยกมันไหวก็ตาม แต่การสวมใส่มันจะส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นแน่แท้
ลั่วซือหานเป็นคนแรกที่แสดงปฏิกิริยา เธอพลิกดูชุดที่มีสนับข้อมือและสนับขาด้วยท่าทางงุนงงเล็กน้อย
“อาจารย์คะ อาจารย์แน่ใจเหรอคะว่าจะให้พวกเราใส่ชุดแบบนี้”
“อ้อ มันเป็นข้าวเช้าที่ผมเตรียมไว้ให้พวกคุณกินน่ะ” (ต้องการแซะว่าแค่ดูก็รู้แล้วยังจะถามโง่ ๆ อีก)
[ เศร้า +46 ]
ใบหน้าของลั่วซือหานเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเฉินมู่กำลังพูดประชดอีกแล้ว
แต่……
“อาจารย์คะ... ช่วยออกไปข้างนอกก่อนได้มั้ยคะ”
ลั่วซือหานรู้สึกเขินเล็กน้อยเพราะเธอเป็นผู้หญิง และการต้องถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออกเพื่อสวมชุดนี้ แม้มันจะไม่โป๊อะไรนักก็ตาม แต่เฉินมู่ก็ยังเป็นผู้ชายอายุเท่ากันอยู่นะ
แล้วพวกเธอจะทนกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรเล่า
เฉินมู่ตอบกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่งไม่ไหวติง
“หล่อนก็ลองไปถามศัตรูคู่อาฆาตดูซิว่ามันจะยอมให้โอกาสหล่อนได้มีเวลาเขินมั้ย”
[ เศร้า +55 ]
[ ไม่พอใจ +60 ]
ฟังดูอาจจะโหดร้าย แต่ก็เป็นความจริง
โชคดีที่พวกเธอเลิกบ่นและหันหลังให้เฉินมู่ด้วยท่าทางอึดอัดขณะสวมเสื้อผ้าแปลก ๆ เหล่านั้น
ไม่นานนักทุกคนก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อย
เฉินมู่หยิบสายรัดข้อมือออกมา
“สายรัดข้อมือนี่มีปุ่มอยู่สองปุ่ม ปุ่มนึงเพิ่มน้ำหนัก ส่วนอีกปุ่มลดน้ำหนัก”
“ไม่ต้องห่วงไป ชุดนี้ทำจากวัสดุพิเศษ มันจะไม่ส่งผลต่อรูปร่างของพวกคุณหรอก และยังมีคุณสมบัติในการป้องกันในระดับหนึ่งด้วย”
“ข้อกำหนดของผมคือ พวกคุณต้องสวมมันไว้ตลอดเวลายกเว้นตอนอาบน้ำ”
“หา ? ? ?”
ทุกคนที่ได้ยินต่างตกใจแทบตาย
“หมายความว่าเราต้องใส่มันแม้กระทั่งตอนนอนด้วยเหรอคะจารย์”
“นี่มันหนักตั้งร้อยแปดสิบโลเลยนะ แม่จ้าว ใครมันจะนอนได้กันค้า”
“โอ๊ย แขนเจ็บแล้วอ่า”
เฉินมู่ไม่สนใจเรื่องนั้นเลย ในขณะที่พวกเธอกำลังร้องไห้อยู่นั้นเองเขาก็เปิดเครื่องสร้างแรงโน้มถ่วงและปรับไปที่แรงโน้มถ่วงระดับ 1 เท่าทันที
ในชั่วพริบตาเดียว
หญิงสาวแสนสวยเหล่านั้นซึ่งปากยังบ่นไม่หยุดต่างตกใจสุดขีดก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างกะทันหัน
แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวผู้ที่มีศักยภาพระดับ S ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“อาจารย์... ทำบ้าไรเนี่ย...”
“โอ๊ย หนักจัง... แงงงงง... เจ็บอ่า...”
“จารย์คะจารย์ จารย์ช่วยหยุดทรมานพวกหนูแป๊บค่ะ...”
[ น้ำตาไหลอาบหน้า +45 ]
[ เจ็บปวดรวดร้าว +56 ]
เฉินมู่ไม่สนใจคำบ่นของพวกเธอ หลังจากเหลือบมองลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่เหงื่อเริ่มซึมออกหน้าผากแล้วเขาก็เอนคอพิงแผงควบคุมและพูดว่า...
“หยุดร้องไห้เถอะ ไม่มีใครอยากกินหมูแช่อิ่มหรอก”
[ เศร้า +55 ]
[ เศร้าโคตร +55 ]
[ เศร้าชิบหาย +55 ]
“ดูลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวซิ ดูว่าเค้ากลั้นเสียงกรีดร้องไว้ได้ยังไง”
“หรือพวกหล่อนกะลังยอมรับว่าตัวเองมีความสามารถน้อยกว่าคนอื่นอยู่หา !”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของคนอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปทันที
แน่นอนว่าพวกเธออาจเทียบกับพวกลั่วซือหานทั้งสองไม่ได้ในแง่ของศักยภาพ แต่ถ้าพูดถึงความหยิ่งยโสแล้วพวกเธอแต่ละคนนั้นมีเยอะเสียยิ่งกว่าใครในโลกนี้
ท้ายที่สุดแล้วพวกเธอล้วนเป็นสุภาพสตรีจากตระกูลดีมีฐานะ มีคนขับรถไปไหนมาไหนทุกครั้งที่ออกจากบ้าน แล้วใครบ้างล่ะจะไม่หยิ่งยโส
ถึงแม้จะเป็นเพียงเพราะแค่รักษาศักดิ์ศรี แต่พวกเธอก็จะไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้ง่าย ๆ
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่พึ่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้นตอนนี้กำลังกัดฟันและพยายามลุกขึ้นยืนอยู่ เฉินมู่จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“โอเค อย่างน้อยก็ยังไม่เจ๊งถึงขั้นซ่อมไม่ได้”
“ผมเป็นคนที่ให้รางวัลและลงโทษอย่างยุติธรรมเสมอ คนที่ลุกขึ้นยืนหยัดได้อย่างแน่วแน่ที่สุดสามอันดับแรกผมจะสอนทักษะยุทธ์ที่มอบให้ไปเป็นการส่วนตัว”
พอได้ยินดังนั้นแล้วเหล่าบรรดาสาวน้อยต่างก็ดูจะตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ต้องรู้ว่านั่นคือวิชายุทธ์ประเภททักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ ! สมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงตระกูลธรรมดา แม้แต่ในแปดตระกูลใหญ่ก็ยังมีไม่มากนัก (‘วิชายุทธ์’ คือเรียกรวมทั้งหมด แบ่งเป็นประเภท ‘วิชาฝึกฝน’ ที่ใช้อัปเวล กับ ‘ทักษะยุทธ์’ ซึ่งก็คือสกิลใช้งานอื่น ๆ เช่น โจมตี ป้องกัน หลบหลีก ซ่อนตัว ฯลฯ)
ถือเป็นวิชายุทธ์ระดับสุดยอดที่แท้ทรู
ยกตัวอย่างเช่น เย่จิ่นชิว เธอเป็นทายาทสายตรงของประมุขตระกูลเย่ แต่วิชายุทธ์ที่เธอใช้ฝึกฝนกลับเป็นเพียงระดับปฐพีเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าวิชายุทธ์ระดับปราชญ์นั้นหายากแค่ไหน
ถึงแม้ว่าพวกเธอจะเหงื่อท่วมตัว แต่หญิงสาวเหล่านั้นก็ยังคงกัดฟันพยายามลุกขึ้น
แต่ถึงกระนั้น ด้วยชุดถ่วงน้ำหนักที่สวมใส่อยู่นั้นประกอบกับแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มเข้ามามันเป็นภาระที่หนักเกินไป
หลายคนพยายามอยู่ 10 นาทีแต่ก็ยกตัวเองขึ้นจากพื้นได้ไม่ถึง 1 เซนติเมตรด้วยซ้ำ
หลายคนเริ่มเช็ดน้ำตาแห่งความโกรธแล้ว
ทว่าลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวก็ยังคงยืนหยัดต่อไป ได้ถึงขนาดขึ้นมาคุกเข่ากับพื้นแล้วด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลั่วซือหานนั้นตอนนี้กำลังสบถหยาบอยู่ในใจรัว ๆ ดังลั่น
“สามร้อยหกสิบโล บวกกับน้ำหนักเราเองอีกเป็นสี่ร้อยเจ็ดสิบโล... นี่มันทรมานกันเห็น ๆ...”
“ไอ้เวรนี่... มันทำอย่างกะเราเป็นคนปัญญาอ่อนงั้นแหละ...”
“ไม่ ! ระ เราคือจักรพรรดินีเกิดใหม่ ! ไม่เชื่อหรอกว่ากะอีแค่น้ำหนักห้าร้อยโลนี่จา...”
“ฝ่ามือเพลิง... ลุกขึ้นมา !”
ความหยิ่งผยองของลั่วซือหานไม่อนุญาตให้เธอก้มหัวให้ใคร และถึงแม้จะไม่มีกำลังใจ (?) จากเฉินมู่เธอก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้
ขณะที่เธอฟาดมือลงบนพื้นเปลวเพลิงก็พุ่งออกมาทุกทิศทาง
เธอใช้แรงกระแทกนั้นเพื่อยืดลำตัวส่วนบนให้ตั้งตรงขึ้นได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของลั่วซือหานก็ฉายแววเฉียบคมและรีบตบพื้นอีกครั้ง
พรึบ ! ! !
เปลวไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง แรงกระแทกอันทรงพลังส่งเป็นกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านฝ่ามือของลั่วซือหานทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
แต่ผลลัพธ์ก็นับว่าดีอยู่ เธอสามารถตั้งตัวให้ตรงได้แล้ว
แต่มีคำกล่าวโบราณว่า ความสุขที่มากเกินไปจะนำไปสู่ความเศร้า
เมื่อเห็นว่าตัวเองตั้งตัวตรงได้แล้วดวงตาของลั่วซือหานก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เพราะแม้แต่เย่จิ่นชิวเองตอนนี้ยังคงอยู่ในสภาพคุกเข่าคำนับขอความเมตตาอยู่เลย
ทว่า... ในช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นนั้นทำให้ลั่วซือหานดันผ่อนคลายลงชั่วขณะ
และวินาทีถัดไป
เอวของเธอก็โน้มงอลงอย่างกะทันหัน แล้วก็ร่วงกลับลงไปเอามือยันพื้นเสียงดังตุ๊บเหมือนเดิม
“เพื่อ ? !”
เฉินมู่ทำหน้าแบบตกใจมาก
“ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนนะ ตอนนี้ยังไม่ถึงตรุษจีนซะหน่อย เพราะงั้นต่อให้จะคารวะยังไงก็ไม่มีอั่งเปาให้หรอก !”
[ อับอายขายหน้าอย่างท่วมท้น +68 ]
[ โกรธจัดจนจะบ้า +76 ]
[ อยากฆ่ามึงทิ้งให้จบ ๆ ไป +88 ]