เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !

บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !

บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !


“ถุงมิตินี่เป็นของขวัญให้พวกคุณ  แล้วของข้างในเองก็เป็นของขวัญให้พวกคุณเหมือนกัน”

[ ตกใจ +55 ]

“ให้จริงเหรอ... จริง ๆ นะ ?”

“ไม่อยากได้ ?”

[ ช็อก +56 ]

“ใครบอก !”

ลั่วซือหานสะพายถุงมิติไว้ด้านหลังราวกับแม่ไก่ปกป้องลูกไก่  ราวกับกลัวว่าเฉินมู่จะเอาคืน

คนอื่น ๆ มองเธอด้วยสีหน้าประหลาดกว่าเดิมอีก

“ไม่ม้าง  ลั่วซือหาน  นี่ต้องขนาดนี้เลยเหรอ”

“นั่นน่ะสิ  ใครบ้างไม่มีถุงมิติใช้”

เมื่อได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมลั่วซือหานก็ยิ้ม

เธอรู้ว่าพวกหล่อนไม่ได้พูดประชดประชันหรือปากเสีย  เพราะพวกหล่อนล้วนเป็นสุภาพสตรีผู้ดีมีมารยาทที่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยมาอย่างดี

เธอเชื่อว่าเมื่อหญิงสาวเหล่านี้ได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในถุงแล้วล่ะก็  บุกคลิกคุณหนูที่ปั้นแต่งมาอย่างดีของพวกหล่อนต้องล่มสลายโดยสิ้นเชิง  เรียกว่าพังยิ่งกว่าของตัวเธอเองเป็นแน่แท้

เมื่อนึกได้ดังนี้แล้วลั่วซือหานจึงเปิดถุงมิติออกโดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ให้เห็นและหยิบเอาของข้างในออกมายื่นให้เพื่อน ๆ ตามชื่อที่แปะไว้

ทุกคนต่างงุนงงเมื่อได้รับถุงมิติที่มีชื่อตน

แต่สุดท้ายแล้วหลักการที่ว่า ‘ไม่ลองไม่รู้’ ก็ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ

“โอโห...  ถุงมิติระดับไฮเอนด์เลยเนี่ยนะ”

“แม่จ้าว ! ถุงมิติร้อยตารางเมตรเลยเหรอ  นี่มัน  ไม่ใช่สิ...  เดี๋ยวก่อน...  ไขกระดูกหัวใจลึกลับเหรอ ? ? ?”

“เชี่ย ! นี่มันวิชายุทธ์ระดับปราชญ์เลยเหรอเนี่ย ? ? ?”

[ ตกใจตาย +45 ]

[ ช็อก +54 ]

[ ตื่นเต้น +55 ]

[ ตื่นเต้น +52 ]

“อาจารย์คะ...  สมบัตินี่  อาจารย์ให้พวกหนูจริง ๆ เหรอคะ”

เมื่อเห็นกลุ่มหญิงสาวสุดสวยจ้องมองด้วยความตกใจ  เฉินมู่จึงถามออกไปอย่างงง ๆ

“สมบัติเหรอ ? พวกคุณคิดว่าขยะพวกนี้เป็นสมบัติงั้นเหรอ  เอาจริงดิ ?”

[ โกหกน่า +45 ]

[ แทบช็อก +45 ]

[ ช็อกไปแล้ว +45 ]

“เข้าใจละ  ตอนนี้ถึงพึ่งรู้  ว่าพวกคุณเกิดมาก็ไม่เคยกินของดี ๆ เลยนี่เอง”

[ ตกใจเกือบตุย +45 ]

[ พูดไม่ออก +45 ]

[ เศร้า +45 ]

“จำไว้ให้ดี  ในอนาคตอย่าไปแอบอ้างเป็นนักศึกษาของผมเด็ดขาดเลยเชียว  นั่นมันการใส่ร้ายกันชัด ๆ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”

[ เศร้า +45 ]

[ เศร้า +45 ]

[ เศร้า +45 ]

ทุกคนดูเศร้าหมอง  อารมณ์ดี ๆ ที่พึ่งได้รับสมบัติคือหายเกลี้ยงไปเลย

“จารย์เฉินนี่แม่งปากหมาเกิ๊น...”

“เอาแต่พูดจาเสียดสีประชดประชันอยู่ได้  น่าโมโหชะมัด !”

ทุกคนต่างบ่นพึมพำ  แต่ก็ได้แต่กระซิบกันเบา ๆ เพราะอย่างไรก็ตาม...  พวกเธอก็ต้องตอบแทนบุญคุณของผู้ที่มอบของขวัญให้  และมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้ที่มอบของขวัญเหล่านี้ให้ด้วย

ท่ามกลางฝูงชน  เย่จิ่นชิวมองดูวิชายุทธ์และสมบัติล้ำค่าในถุงมิติของตน  สีหน้าแบบว่ายิ่งมาก็ยิ่งเงียบกริบ

การที่เขาสามารถมองสิ่งของที่ล้ำค่าขนาดนี้ว่าเป็นแค่ขยะได้นั้นยิ่งทำให้เธออยากรู้เรื่องราวของเฉินมู่มากขึ้นไปอีก

ในทำนองเดียวกัน  เธอเริ่มสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแท้จริงแล้วเฉินมู่เป็นคนแบบไหนกันแน่

อย่างไรก็ตาม  เฉินมู่ไม่ได้สนใจคำพูดของพวกเธอเลย  เพราะเขากำลังฟินสุด ๆ อยู่

เนื่องจากเมื่อสักครู่ระบบได้แจ้งให้เขาทราบว่าสามารถจับสลากรับรางวัลได้อีกครั้งแล้ว

“สมกับที่เป็นเป้าหมายผูกมัด  ค่าอารมณ์ที่ให้นี่แจ่มแมวกว่าใครเพื่อน”

เฉินมู่ยิ้มและเอนตัวพิงแผงควบคุม

“เอาล่ะ  เลิกทำตัวเป็นบ้านนอกเข้ากรุงกันได้แล้ว”

“ฉันกะลังพูดกะหล่อนนั่นแหละ  จ้าวหลินซี ! เช็ดน้ำลายซะ ! เส้นเลือดในสมองแตกรึไงถึงควบคุมปากตัวเองไม่ได้น่ะหา !”

[ เศร้า +65 ]

“นี่ ๆ ๆ... เจ๊ชิว  ดูมันพูดซี่...”

เย่จิ่นชิวเม้มปากแน่นโดยไม่พูดออก

“โอเคหยุดพูดได้แล้ว”

เฉินมู่เหลือบมองเย่จิ่นชิว  จากนั้นก็มองไปที่ลั่วซือหานแล้วพูดต่อ

“ก่อนอื่นก็เอาของในถุงมิติออกมาสวมซะ”

ทุกคนต่างตกใจและรีบเปิดถุงมิติหาดูว่าข้างในมีอะไร  และในไม่ช้าพวกเธอก็หยิบ ‘เสื้อผ้า’ ชุดหนึ่งซึ่งทำจากวัสดุปริศนาแต่เบาบางมาก ๆ ออกมา

สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจก็คือชุดนั้นหนักมาก  เวลาถือรู้สึกเหมือนมีตัวถ่วงน้ำหนักมาเกาะติด

หลังจากตรวจสอบคร่าว ๆ ดูแล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นนั้นหนักถึง 30 กิโลกรัม

ไม่ใช่ว่าทั้งชุดหนัก 30 กิโลกรัม  แต่ว่าแต่ละชิ้นหนัก 30 กิโลกรัม  ถ้าหากรวมชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกันก็คือหนัก 180 กิโลกรัม

ถึงแม้ระดับการฝึกฝนของพวกเธอจะสูงพอที่จะยกมันไหวก็ตาม  แต่การสวมใส่มันจะส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นแน่แท้

ลั่วซือหานเป็นคนแรกที่แสดงปฏิกิริยา  เธอพลิกดูชุดที่มีสนับข้อมือและสนับขาด้วยท่าทางงุนงงเล็กน้อย

“อาจารย์คะ  อาจารย์แน่ใจเหรอคะว่าจะให้พวกเราใส่ชุดแบบนี้”

“อ้อ  มันเป็นข้าวเช้าที่ผมเตรียมไว้ให้พวกคุณกินน่ะ” (ต้องการแซะว่าแค่ดูก็รู้แล้วยังจะถามโง่ ๆ อีก)

[ เศร้า +46 ]

ใบหน้าของลั่วซือหานเต็มไปด้วยความไม่พอใจ  เธอจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเฉินมู่กำลังพูดประชดอีกแล้ว

แต่……

“อาจารย์คะ...  ช่วยออกไปข้างนอกก่อนได้มั้ยคะ”

ลั่วซือหานรู้สึกเขินเล็กน้อยเพราะเธอเป็นผู้หญิง  และการต้องถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออกเพื่อสวมชุดนี้  แม้มันจะไม่โป๊อะไรนักก็ตาม  แต่เฉินมู่ก็ยังเป็นผู้ชายอายุเท่ากันอยู่นะ

แล้วพวกเธอจะทนกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรเล่า

เฉินมู่ตอบกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่งไม่ไหวติง

“หล่อนก็ลองไปถามศัตรูคู่อาฆาตดูซิว่ามันจะยอมให้โอกาสหล่อนได้มีเวลาเขินมั้ย”

[ เศร้า +55 ]

[ ไม่พอใจ +60 ]

ฟังดูอาจจะโหดร้าย  แต่ก็เป็นความจริง

โชคดีที่พวกเธอเลิกบ่นและหันหลังให้เฉินมู่ด้วยท่าทางอึดอัดขณะสวมเสื้อผ้าแปลก ๆ เหล่านั้น

ไม่นานนักทุกคนก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อย

เฉินมู่หยิบสายรัดข้อมือออกมา

“สายรัดข้อมือนี่มีปุ่มอยู่สองปุ่ม  ปุ่มนึงเพิ่มน้ำหนัก  ส่วนอีกปุ่มลดน้ำหนัก”

“ไม่ต้องห่วงไป  ชุดนี้ทำจากวัสดุพิเศษ  มันจะไม่ส่งผลต่อรูปร่างของพวกคุณหรอก  และยังมีคุณสมบัติในการป้องกันในระดับหนึ่งด้วย”

“ข้อกำหนดของผมคือ  พวกคุณต้องสวมมันไว้ตลอดเวลายกเว้นตอนอาบน้ำ”

“หา ? ? ?”

ทุกคนที่ได้ยินต่างตกใจแทบตาย

“หมายความว่าเราต้องใส่มันแม้กระทั่งตอนนอนด้วยเหรอคะจารย์”

“นี่มันหนักตั้งร้อยแปดสิบโลเลยนะ  แม่จ้าว  ใครมันจะนอนได้กันค้า”

“โอ๊ย  แขนเจ็บแล้วอ่า”

เฉินมู่ไม่สนใจเรื่องนั้นเลย  ในขณะที่พวกเธอกำลังร้องไห้อยู่นั้นเองเขาก็เปิดเครื่องสร้างแรงโน้มถ่วงและปรับไปที่แรงโน้มถ่วงระดับ 1 เท่าทันที

ในชั่วพริบตาเดียว

หญิงสาวแสนสวยเหล่านั้นซึ่งปากยังบ่นไม่หยุดต่างตกใจสุดขีดก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างกะทันหัน

แม้แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวผู้ที่มีศักยภาพระดับ S ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

“อาจารย์...  ทำบ้าไรเนี่ย...”

“โอ๊ย  หนักจัง...  แงงงงง...  เจ็บอ่า...”

“จารย์คะจารย์  จารย์ช่วยหยุดทรมานพวกหนูแป๊บค่ะ...”

[ น้ำตาไหลอาบหน้า +45 ]

[ เจ็บปวดรวดร้าว +56 ]

เฉินมู่ไม่สนใจคำบ่นของพวกเธอ  หลังจากเหลือบมองลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่เหงื่อเริ่มซึมออกหน้าผากแล้วเขาก็เอนคอพิงแผงควบคุมและพูดว่า...

“หยุดร้องไห้เถอะ  ไม่มีใครอยากกินหมูแช่อิ่มหรอก”

[ เศร้า +55 ]

[ เศร้าโคตร +55 ]

[ เศร้าชิบหาย +55 ]

“ดูลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวซิ  ดูว่าเค้ากลั้นเสียงกรีดร้องไว้ได้ยังไง”

“หรือพวกหล่อนกะลังยอมรับว่าตัวเองมีความสามารถน้อยกว่าคนอื่นอยู่หา !”

เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของคนอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปทันที

แน่นอนว่าพวกเธออาจเทียบกับพวกลั่วซือหานทั้งสองไม่ได้ในแง่ของศักยภาพ  แต่ถ้าพูดถึงความหยิ่งยโสแล้วพวกเธอแต่ละคนนั้นมีเยอะเสียยิ่งกว่าใครในโลกนี้

ท้ายที่สุดแล้วพวกเธอล้วนเป็นสุภาพสตรีจากตระกูลดีมีฐานะ  มีคนขับรถไปไหนมาไหนทุกครั้งที่ออกจากบ้าน  แล้วใครบ้างล่ะจะไม่หยิ่งยโส

ถึงแม้จะเป็นเพียงเพราะแค่รักษาศักดิ์ศรี  แต่พวกเธอก็จะไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้ง่าย ๆ

เมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่พึ่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้นตอนนี้กำลังกัดฟันและพยายามลุกขึ้นยืนอยู่  เฉินมู่จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“โอเค  อย่างน้อยก็ยังไม่เจ๊งถึงขั้นซ่อมไม่ได้”

“ผมเป็นคนที่ให้รางวัลและลงโทษอย่างยุติธรรมเสมอ  คนที่ลุกขึ้นยืนหยัดได้อย่างแน่วแน่ที่สุดสามอันดับแรกผมจะสอนทักษะยุทธ์ที่มอบให้ไปเป็นการส่วนตัว”

พอได้ยินดังนั้นแล้วเหล่าบรรดาสาวน้อยต่างก็ดูจะตื่นเต้นขึ้นมาทันที

ต้องรู้ว่านั่นคือวิชายุทธ์ประเภททักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ ! สมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้  ไม่ต้องพูดถึงตระกูลธรรมดา  แม้แต่ในแปดตระกูลใหญ่ก็ยังมีไม่มากนัก (‘วิชายุทธ์’ คือเรียกรวมทั้งหมด  แบ่งเป็นประเภท ‘วิชาฝึกฝน’ ที่ใช้อัปเวล  กับ ‘ทักษะยุทธ์’ ซึ่งก็คือสกิลใช้งานอื่น ๆ เช่น  โจมตี  ป้องกัน  หลบหลีก  ซ่อนตัว  ฯลฯ)

ถือเป็นวิชายุทธ์ระดับสุดยอดที่แท้ทรู

ยกตัวอย่างเช่น  เย่จิ่นชิว  เธอเป็นทายาทสายตรงของประมุขตระกูลเย่  แต่วิชายุทธ์ที่เธอใช้ฝึกฝนกลับเป็นเพียงระดับปฐพีเท่านั้น  นี่แสดงให้เห็นว่าวิชายุทธ์ระดับปราชญ์นั้นหายากแค่ไหน

ถึงแม้ว่าพวกเธอจะเหงื่อท่วมตัว  แต่หญิงสาวเหล่านั้นก็ยังคงกัดฟันพยายามลุกขึ้น

แต่ถึงกระนั้น  ด้วยชุดถ่วงน้ำหนักที่สวมใส่อยู่นั้นประกอบกับแรงโน้มถ่วงที่เพิ่มเข้ามามันเป็นภาระที่หนักเกินไป

หลายคนพยายามอยู่ 10 นาทีแต่ก็ยกตัวเองขึ้นจากพื้นได้ไม่ถึง 1 เซนติเมตรด้วยซ้ำ

หลายคนเริ่มเช็ดน้ำตาแห่งความโกรธแล้ว

ทว่าลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวก็ยังคงยืนหยัดต่อไป  ได้ถึงขนาดขึ้นมาคุกเข่ากับพื้นแล้วด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งลั่วซือหานนั้นตอนนี้กำลังสบถหยาบอยู่ในใจรัว ๆ ดังลั่น

“สามร้อยหกสิบโล  บวกกับน้ำหนักเราเองอีกเป็นสี่ร้อยเจ็ดสิบโล...  นี่มันทรมานกันเห็น ๆ...”

“ไอ้เวรนี่...  มันทำอย่างกะเราเป็นคนปัญญาอ่อนงั้นแหละ...”

“ไม่ ! ระ  เราคือจักรพรรดินีเกิดใหม่ ! ไม่เชื่อหรอกว่ากะอีแค่น้ำหนักห้าร้อยโลนี่จา...”

“ฝ่ามือเพลิง...  ลุกขึ้นมา !”

ความหยิ่งผยองของลั่วซือหานไม่อนุญาตให้เธอก้มหัวให้ใคร  และถึงแม้จะไม่มีกำลังใจ (?) จากเฉินมู่เธอก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

ขณะที่เธอฟาดมือลงบนพื้นเปลวเพลิงก็พุ่งออกมาทุกทิศทาง

เธอใช้แรงกระแทกนั้นเพื่อยืดลำตัวส่วนบนให้ตั้งตรงขึ้นได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

เมื่อเห็นดังนั้นดวงตาของลั่วซือหานก็ฉายแววเฉียบคมและรีบตบพื้นอีกครั้ง

พรึบ ! ! !

เปลวไฟปะทุขึ้นอีกครั้ง  แรงกระแทกอันทรงพลังส่งเป็นกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านฝ่ามือของลั่วซือหานทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง

แต่ผลลัพธ์ก็นับว่าดีอยู่  เธอสามารถตั้งตัวให้ตรงได้แล้ว

แต่มีคำกล่าวโบราณว่า  ความสุขที่มากเกินไปจะนำไปสู่ความเศร้า

เมื่อเห็นว่าตัวเองตั้งตัวตรงได้แล้วดวงตาของลั่วซือหานก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น  เพราะแม้แต่เย่จิ่นชิวเองตอนนี้ยังคงอยู่ในสภาพคุกเข่าคำนับขอความเมตตาอยู่เลย

ทว่า...  ในช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นนั้นทำให้ลั่วซือหานดันผ่อนคลายลงชั่วขณะ

และวินาทีถัดไป

เอวของเธอก็โน้มงอลงอย่างกะทันหัน  แล้วก็ร่วงกลับลงไปเอามือยันพื้นเสียงดังตุ๊บเหมือนเดิม

“เพื่อ ? !”

เฉินมู่ทำหน้าแบบตกใจมาก

“ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนนะ  ตอนนี้ยังไม่ถึงตรุษจีนซะหน่อย  เพราะงั้นต่อให้จะคารวะยังไงก็ไม่มีอั่งเปาให้หรอก !”

[ อับอายขายหน้าอย่างท่วมท้น +68 ]

[ โกรธจัดจนจะบ้า +76 ]

[ อยากฆ่ามึงทิ้งให้จบ ๆ ไป +88 ]

จบบทที่ บทที่ 11 : การโอ้อวดที่อันตรายที่สุดคือการโอ้อวดแบบเนียน ๆ !

คัดลอกลิงก์แล้ว