- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง
บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง
บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง
“ไอ้สารเลวนี่มันเป็นใครกันวะ...”
บริเวณทางเข้าของมหาวิทยาลัยตี้ตู (ชื่อเล่น - สถาบันหลวง)
ลั่วซือหานเหลือบมองกลุ่มนักศึกษาชายรอบตัวแล้วพึมพำอะไรบางอย่างเบา ๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาผสมขุ่นเคือง
“ทำไมถึงหาข้อมูลอะไรไม่เจอเลยล่ะ คนเรามันจะโผล่มาเองเฉย ๆ เหมือนถูกเสกได้ด้วยเหรอ”
เหยาจื่อซวนซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้นและกระซิบ
“ซือหาน เรื่องเฉินมู่น่ะเธอได้ข้อมูลไรมั่งมั้ยอะ”
ลั่วซือหานส่ายหน้า
“ไม่พบบุคคลดังกล่าว”
“อ๋า ?”
เหยาจื่อซวนตกใจและเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
“จริงเหรอ ? ด้วยอิทธิพลของตระกูลลั่วก็ยังสืบหาเรื่องนี้ไม่ได้เลยเนี่ยนะ”
ลั่วซือหานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เฉินมู่เป็นบุคคลที่มีปัญหา เราต้องระวังตัวไว้”
แม้ว่าเธอจะมาจากสาขารองของตระกูลลั่ว แต่ชื่อเสียงของตระกูลก็ยังคงมีอิทธิพลมากอยู่ดี ทว่าพวกเขาก็ยังหาข้อมูลเกี่ยวกับเฉินมู่ไม่เจอเลย ซึ่งหมายความว่าเฉินมู่ต้องมีฝีมืออะไรบางอย่างอยู่แน่นอน
ในตอนแรกเธอเองก็คิดเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ว่าที่เฉินมู่และท่านอธิการฉินอยู่บนเวทีด้วยกันนั้นก็เพราะเขาอาจจะเป็นคนสนิทของท่านอธิการฉินก็เป็นได้ หรือไม่เขาก็เป็นทายาทตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่มาที่นี่เพื่อสร้างชื่อเสียง
แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีฝีมืออยู่บ้างมากกว่า
ดังนั้นการระมัดระวังไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องดีเสมอ เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง
ในชาตินี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียนอย่างหนักที่มหาวิทยาลัยตี้ตูและล้างแค้นให้กับความอัปยศอดสูที่เคยได้รับในอดีตชาติ !
หากเรียนกับเฉินมู่แล้วประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ ล่ะก็ เธอค่อยขอพ่อให้ช่วยใช้เส้นสายหาทางอื่นให้ได้ตลอดเวลา
เธอเชื่อว่าด้วยศักยภาพระดับ S ที่มีอยู่ อาจารย์คนอื่น ๆ จะต้องยินดีรับเธอเข้าเรียนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่ด้านหลังฝูงชนอย่างกะทันหัน
แล้วกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งที่รออยู่ตรงนั้นก็หยุดกระซิบกระซาบและหันมามองทันที
หลังจากฝูงชนแยกตัวออกไปเองโดยอัตโนมัติ เฉินมู่ก็เดินมาด้วยสีหน้าสงบท่ามกลางสายตาที่ดุดันของกลุ่มคนที่เฝ้ามองอยู่
“สวัสดีค่ะอาจารย์”
99% ของผู้ที่เข้าห้องหนึ่งได้ล้วนเป็นลูกรักของตระกูลร่ำรวย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเธอจะส่งคนไปสืบเรื่องของเฉินมู่เมื่อคืนนี้
แน่นอนว่าเป็นเช่นเดียวกับลั่วซือหาน ไม่มีตระกูลไหนเลยที่สามารถสืบหาข้อมูลใด ๆ ของเฉินมู่เจอ
ถึงแม้พวกเธอจะสวยใสไร้เดียงสาก็ตาม แต่ก็ยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าเฉินมู่ไม่ใช่คนธรรมดา แน่นอนว่าทุกคนต่างคิดเหมือนกับลั่วซือหาน คือต้องสังเกตอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
เฉินมู่มองดูพวกเธอแล้วคิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาสาย
“เอาล่ะ ตามผมมา”
เฉินมู่ไม่สนใจทางเข้าที่แน่นขนัดและสายตาอิจฉาริษยาจากนักศึกษาชายคนอื่น ๆ เขาเดินมือล้วงกระเป๋าเข้าไปในสถาบันอย่างใจเย็นโดยมีหญิงสาวสวย 36 คนเดินเคียงข้าง
หลังจากเดินท่ามกลางเสียงเชียร์ต้อนรับของนักศึกษาของสถาบันหลวงตูอยู่ประมาณสัก 10 นาทีได้ ลั่วซือหานก็พบว่าเฉินมู่ได้พาพวกตนมายังอาคารเรียนที่พึ่งสร้างใหม่
“อาจารย์เฉินคะ อาจารย์จะพาเราไปไหนเหรอคะ ที่นี่... มันอาคารเรียนที่พึ่งสร้างใหม่ใช่มั้ย ? ฉันได้ยินมาว่ามันสร้างไว้ให้นักศึกษาชั้นปีสูงไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่ใช่ ที่นี่จะเป็นอาคารเรียนของเรานับจากนี้เป็นต้นไป”
ทุกคนได้ยินแล้วต่างก็ตกใจ
“อาคารทั้งหลังนี่... เป็นของห้องเราห้องเดียวเลยเหรอคะ”
“ใช่แล้ว อาคารหลังนี้จะเป็นบ้านของห้องเรานับจากนี้เป็นต้นไป”
[ ตกใจ +34 ]
[ ช็อก +25 ]
[ ตกใจ +34 ]
[ เซอร์ไพรส์ +32 ]
“หม่ายก้อดพระเจ้าจอร์จ... ตึกทั้งหลังนี่เป็นของเรา...”
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนก้องอยู่ในใจอย่างต่อเนื่องเฉินมู่ก็รู้ว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่สถาบันหลวง !
เมื่อเห็นนักศึกษาจ้องมองอาคารเรียน 6 ชั้นด้วยสีหน้าตกใจและพึมพำกับตัวเองเฉินมู่จึงพูดอย่างใจเย็น
“เดี๋ยวผมจะเข้าไปก่อนแล้วพาไปดู จากนั้นก็จะเริ่มสอน”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็กลับมาสู่ความเป็นจริง
เมื่อเฉินมู่เดินเข้าไปข้างใน ความตกใจบนใบหน้าของพวกเธอกลับไม่ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
“เริ่มจากชั้นหนึ่งห้องแรกทางซ้ายมือ จะมีโรงยิม ห้องซ่อมบำรุง ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องทำสมาธิ ห้องต่อสู้ ห้องฝึกแรงโน้มถ่วง ห้องจิบชาและทานของว่าง และห้องฟิตเนส...”
เมื่อเฉินมู่เริ่มแนะนำแต่ละห้องทุกคนต่างตะลึงงันไปกับอุปกรณ์ระดับมืออาชีพต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้อง ซึ่งความรู้สึกตกใจนี้ก็ช่างยากเกินจะบรรยาย
พวกเธอคิดว่าตนเองเป็นสุภาพสตรีจากตระกูลผู้ดี มีความรู้เหนือกว่าคนทั่วไปตั้งแต่อายุยังน้อย
แต่ต่อหน้าเฉินมู่ พวกเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุง
ต้องรู้เรื่องหนึ่งก่อน
ถ้าอาจารย์คนอื่นมาสอนล่ะก็ ยังไม่นับว่าไม่มีโรงยิม ห้องซ่อมบำรุง ห้องเก็บอุปกรณ์เลย แม้แต่ห้องเรียนอื่น ๆ ก็ยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างเช่น ห้องแรงโน้มถ่วง
ในเมืองหลวง (เมืองตี้ตู) มีสถาบันการศึกษาเพียง 4 แห่งเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละชั้นปีก็มีเพียงห้องเดียวเท่านั้น ถ้าหากอยากใช้ล่ะก็ไม่เพียงแต่ต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปต่อสู้แย่งกันเท่านั้น แต่ยังต้องต่อคิวกันใช้ห้องด้วย
แต่เฉินมู่ไม่เพียงแต่มีห้องปฏิบัติการแยกต่างหากเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า พร้อมเครื่องมือทดสอบและเครื่องมืออื่น ๆ ระดับมืออาชีพที่ครบครันกว่าอีกด้วย !
นี่มันเหลือจะเชื่อไปเลย !
ขณะที่เย่จิ่นชิวเฝ้ามองเฉินมู่พาพวกตนเดินผ่านชั้นต่าง ๆ กำปั้นเล็ก ๆ ของเธอก็กำแน่นจนสั่นไปหมด
“ไม่แปลกใจเลยที่พ่อจะพูดแบบนั้น... เฉินมู่คนนี้...”
“สวรรค์ช่วย... นี่ยังมีห้องเก็บวัสดุไว้เฉพาะสำหรับเก็บสมุนไพรมีค่าหายากด้วย !”
เย่จิ่นชิวถูกจ้าวหลินซีขัดจังหวะก่อนที่จะทันได้พูดจบ
อีกฝ่ายเหมือนคนปัญญาอ่อนที่กำลังตกหลุมรัก ขณะที่มองห้องที่เต็มเอี้ยดไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าหายากที่ปากก็น้ำลายไหลไปด้วย
“เจ๊ชิว... สมบัติเยอะขนาดนี้นี่เรารวยแล้วนะเจ๊ !”
“เออใช่”
จ้าวหลินซีเช็ดน้ำลายแล้วมองมาที่เธอ
“เจ๊ชิว เจ๊บอกจะไปสืบเรืองหมอนั่นชะ ? ตกลงแล้วหมอนั่นเป็นนายน้อยตระกูลไหนอะ”
“มหาลัยเรามอบอาคารทั้งหลังให้ใช้ แถมยังมีสมบัติเยอะแยะเต็มห้องไปหมดอีกแสดงว่าสถานะต้องสูงปรี๊ดเลยใช่ป๊ะ”
“ไม่ เขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”
จ้าวหลินซีตกใจราวกับได้ยินเรื่องตลก
“เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ศักยภาพจะต่ำก็เถอะ แต่หมอนั่นจะเป็นแค่คนธรรมดาได้ไง”
“ไม่หรอก”
เย่จิ่นชิวจ้องมองเธออย่างแฝงความนัยก่อนจะบอกว่า...
“จำไว้ว่า เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่รู้จักใครเลย”
ถึงแม้จ้าวหลินซีจะเป็นคนขี้เสือกก็ตาม แต่เธอก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อเห็นความจริงจังของเย่จิ่นชิวแล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
“เจ๊ชิว…”
“จำไว้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปที่สถาบันหลวงแห่งนี้พวกเธอต้องปฏิบัติตามหลักแปดอักษรเท่านั้น”
เปลือกตาของจ้าวหลินซีกระตุกยิก ๆ ก่อนจะคว้าแขนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
“หลักการแปดอักษรนี่มันเรื่องไรอ่า”
เย่จิ่นชิวตอบอย่างใจเย็น บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
“จงเคารพครูบาอาจารย์และให้คุณค่าแก่คำสอนของท่าน จงเรียนรู้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน”
เมื่อได้ยินดังนั้นม่านตาของจ้าวหลินซีก็หดวูบเหลือเท่ากับรูเข็มในชั่วพริบตา
...
“เอาล่ะ ตอนนี้ผมได้พาพวกคุณเข้าชมห้องเรียนทั้งหกชั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“ตอนนี้ก็กลับไปที่ห้องแรงโน้มถ่วงที่ชั้นหนึ่งกันเถอะ”
เฉินมู่ลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ทำให้นักศึกษาที่เคยเห็นห้องเรียนมาก่อนเริ่มมองเขาด้วยความเคารพมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วอุปกรณ์ระดับมืออาชีพและวัสดุหายากจำนวนมากรวมถึงห้องเรียนแยกเป็นสัดส่วนแต่ละห้องได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเฉินมู่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
เมื่อกลับมาที่ชั้น 1 ก็เข้าไปในห้องแรงโน้มถ่วงอันกว้างขวาง
เฉินมู่ยืนนิ่งอยู่หน้าแผงควบคุม
“ผมไม่ชอบเรื่องไร้สาระและเกลียดการเสียเวลา เพราะงั้นเรามาเริ่มบทเรียนอย่างเป็นทางการกันเลยดีกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้นในที่สุดลั่วซือหานก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
เนื่องจากสิ่งที่เธอได้เห็นระหว่างทางมันทำให้ความอยากรู้เกี่ยวกับเฉินมู่พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด
เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าอาจารย์ที่สามารถใช้พื้นที่ทั้งอาคารของสถาบันหลวงได้จะเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักตัวตน
“อาจารย์คะ พวกเรายังไม่ได้หนังสือเรียนเลยนะคะ แล้วอาจารย์จะสอนพวกเรายังไงล่ะคะ”
“เป็นคำถามที่ดี แต่ไม่มีรางวัลนะ”
[ พูดไม่ออก +20 ]
เฉินมู่หยิบกระเป๋าใบเล็กออกจากกระเป๋าสะพายหลังแล้วโยนไปให้ลั่วซือหานที่กำลังเม้มปากอยู่
“ผมเห็นว่าคุณช่างจ้อเสียจริง เพราะงั้นต่อจากนี้ไปคุณเป็นหัวหน้าห้องไปก็แล้วกัน”
[ น่ารำคาญ +30 ]
[ เยาะเย้ย +30 ]
[ กลั้นขำ +30 ]
ช่างปากเสียซะจริงเชียว !
เปิ่นตี้ (เราจักรพรรดิ) คือสาวสวยประจำมหาลัยผู้เย็นชานะ !
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อย แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเงียบเพื่อรักษาตำแหน่งหัวหน้าห้องเอาไว้
ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อสาธารณะชนในระดับหนึ่งอยู่ดี
“เอาล่ะ ยัยช่างจ้อ แจกของให้เพื่อนร่วมชั้นตามชื่อซะ”
ลั่วซือหานตกใจและเปิดถุงเล็ก ๆ ออกโดยไม่รู้ตัว ทว่าหลังจากสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ข้างในม่านตาของเธอก็หดวูบลงทันที
ถุงมิติ ?
นี่คือถุงมิติสำหรับเก็บสัมภาระระดับไฮเอนด์ขนาด 100 ตารางเมตรอันน่าทึ่ง !
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้อาจขายได้อย่างน้อย ๆ ก็ราคา 10 ล้านเหรียญทองในการประมูลภายนอกสถาบัน และถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นสิ่งประเมินค่าไม่ได้อยู่ดี
แม้แต่ในตระกูลลั่วเองก็ยังมีเพียงแค่ใบเดียวเอง ส่วนสิ่งที่เธอใช้อยู่ก็เป็นแค่ถุงเก็บสัมภาระระดับต่ำขนาด 10 ตารางเมตรเท่านั้น
เธอไม่คาดคิดเลยว่าเฉินมู่จะโยนสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้เธออย่างไม่ลังเล
และ……
เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ายังมีถุงอีก 35 ใบอยู่ข้างใน และเมื่อพิจารณาจากลักษณะของพวกมันแล้ว... พวกมันล้วนเป็นถุงที่มีพลังมิติระดับไฮเอนด์เช่นกัน...
[ ตกใจหมด +45 ]
เดี๋ยว ?
นี่มัน……
สมุนไพรชั้นยอดระดับปราชญ์ที่ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ‘หญ้าเพลิงสวรรค์’ หนิ ?
[ ตกใจแทบตาย +66 ]
วิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ ? นี่มัน... พระเจ้าช่วย ! วิชายุทธ์ระดับปราชญ์งั้นเร้ออออออ ? ? ?
[ ตกใจตายห่า +88 ]
เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ดวงตาของจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดก็แทบจะถลออกจากเบ้า
ในใจนั้นไม่รู้ว่าสบถอะไรออกมาบ้าง
แม้ว่าจะมีสิ่งอื่น ๆ ที่ยังไม่มีเวลาตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่อีกก็ตาม แต่เพียงสองสิ่งนี้ก็พอที่จะทำให้ทุกคนตกใจตายกันหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังแอบสังเกตเห็นอีกว่า นอกจากถุงแต่ละใบจะบรรจุวิชายุทธ์แบบเดียวกันแล้ว มันยังบรรจุสมุนไพรชั้นดีระดับปราชญ์ที่เหมาะสมกับพวกเธอคนนั้น ๆ ไว้อีกด้วย
ถ้าพวกเธอรู้เข้ามีหรือจะไม่เป็นบ้า
ต้องรู้ก่อนนะว่าแม้แต่ในแปดตระกูลใหญ่เอง สมบัติล้ำค่าระดับปราชญ์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะสามารถเห็นได้ตามต้องการหรอกนะ
ส่วนเรื่องการใช้นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ประมุขตระกูลจะเก็บมันไว้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลเสียด้วยซ้ำ
เมื่อได้สติกลับมา ลั่วซือหานก็กลืนน้ำลายแต่ก็ยังรู้สึกว่าในปากยังแห้งผากเหมือนเดิม
“อาจารย์คะ ถุงมิตินี่... อาจารย์... อาจารย์เป็นคนให้เราเองเลยเหรอคะ”
เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองเธอ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าข้าวของทิ้งขว้างในถุงเก็บของเยิน ๆ นี่จะให้ค่าอารมณ์ได้ด้วย
เมื่อนึกถึงตอนที่พาพวกเธอไปชมอาคารเฉินมู่ก็ตระหนักว่าหญิงสาวเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เคยกินของดีมาก่อนเลย
แต่นี่เป็นเรื่องดี
ยิ่งพวกเธอไร้การศึกษาแบบบ้านนอกคอกนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาสามารถฟาร์มค่าอารมณ์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ไม่เห็นเหรอว่าเวลาสั้น ๆ แค่นี้ก็ฟาร์มค่าอารมณ์มาได้ตั้ง 700 แต้มกว่า ๆ แล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง เฉินมู่จึงตัดสินใจที่จะแสดงฝีมือ