เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง

บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง

บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง


“ไอ้สารเลวนี่มันเป็นใครกันวะ...”

บริเวณทางเข้าของมหาวิทยาลัยตี้ตู (ชื่อเล่น - สถาบันหลวง)

ลั่วซือหานเหลือบมองกลุ่มนักศึกษาชายรอบตัวแล้วพึมพำอะไรบางอย่างเบา ๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาผสมขุ่นเคือง

“ทำไมถึงหาข้อมูลอะไรไม่เจอเลยล่ะ  คนเรามันจะโผล่มาเองเฉย ๆ เหมือนถูกเสกได้ด้วยเหรอ”

เหยาจื่อซวนซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้นและกระซิบ

“ซือหาน  เรื่องเฉินมู่น่ะเธอได้ข้อมูลไรมั่งมั้ยอะ”

ลั่วซือหานส่ายหน้า

“ไม่พบบุคคลดังกล่าว”

“อ๋า ?”

เหยาจื่อซวนตกใจและเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว

“จริงเหรอ ? ด้วยอิทธิพลของตระกูลลั่วก็ยังสืบหาเรื่องนี้ไม่ได้เลยเนี่ยนะ”

ลั่วซือหานขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เฉินมู่เป็นบุคคลที่มีปัญหา  เราต้องระวังตัวไว้”

แม้ว่าเธอจะมาจากสาขารองของตระกูลลั่ว  แต่ชื่อเสียงของตระกูลก็ยังคงมีอิทธิพลมากอยู่ดี  ทว่าพวกเขาก็ยังหาข้อมูลเกี่ยวกับเฉินมู่ไม่เจอเลย  ซึ่งหมายความว่าเฉินมู่ต้องมีฝีมืออะไรบางอย่างอยู่แน่นอน

ในตอนแรกเธอเองก็คิดเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ว่าที่เฉินมู่และท่านอธิการฉินอยู่บนเวทีด้วยกันนั้นก็เพราะเขาอาจจะเป็นคนสนิทของท่านอธิการฉินก็เป็นได้  หรือไม่เขาก็เป็นทายาทตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่มาที่นี่เพื่อสร้างชื่อเสียง

แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว  ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีฝีมืออยู่บ้างมากกว่า

ดังนั้นการระมัดระวังไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องดีเสมอ  เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง

ในชาตินี้  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียนอย่างหนักที่มหาวิทยาลัยตี้ตูและล้างแค้นให้กับความอัปยศอดสูที่เคยได้รับในอดีตชาติ !

หากเรียนกับเฉินมู่แล้วประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ ล่ะก็  เธอค่อยขอพ่อให้ช่วยใช้เส้นสายหาทางอื่นให้ได้ตลอดเวลา

เธอเชื่อว่าด้วยศักยภาพระดับ S ที่มีอยู่  อาจารย์คนอื่น ๆ จะต้องยินดีรับเธอเข้าเรียนอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม  ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่นั้น  จู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่ด้านหลังฝูงชนอย่างกะทันหัน

แล้วกลุ่มนักศึกษาปีหนึ่งที่รออยู่ตรงนั้นก็หยุดกระซิบกระซาบและหันมามองทันที

หลังจากฝูงชนแยกตัวออกไปเองโดยอัตโนมัติ  เฉินมู่ก็เดินมาด้วยสีหน้าสงบท่ามกลางสายตาที่ดุดันของกลุ่มคนที่เฝ้ามองอยู่

“สวัสดีค่ะอาจารย์”

99% ของผู้ที่เข้าห้องหนึ่งได้ล้วนเป็นลูกรักของตระกูลร่ำรวย  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเธอจะส่งคนไปสืบเรื่องของเฉินมู่เมื่อคืนนี้

แน่นอนว่าเป็นเช่นเดียวกับลั่วซือหาน  ไม่มีตระกูลไหนเลยที่สามารถสืบหาข้อมูลใด ๆ ของเฉินมู่เจอ

ถึงแม้พวกเธอจะสวยใสไร้เดียงสาก็ตาม  แต่ก็ยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าเฉินมู่ไม่ใช่คนธรรมดา  แน่นอนว่าทุกคนต่างคิดเหมือนกับลั่วซือหาน  คือต้องสังเกตอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

เฉินมู่มองดูพวกเธอแล้วคิดว่าไม่เป็นไร  อย่างน้อยก็ไม่มีใครมาสาย

“เอาล่ะ  ตามผมมา”

เฉินมู่ไม่สนใจทางเข้าที่แน่นขนัดและสายตาอิจฉาริษยาจากนักศึกษาชายคนอื่น ๆ เขาเดินมือล้วงกระเป๋าเข้าไปในสถาบันอย่างใจเย็นโดยมีหญิงสาวสวย 36 คนเดินเคียงข้าง

หลังจากเดินท่ามกลางเสียงเชียร์ต้อนรับของนักศึกษาของสถาบันหลวงตูอยู่ประมาณสัก 10 นาทีได้  ลั่วซือหานก็พบว่าเฉินมู่ได้พาพวกตนมายังอาคารเรียนที่พึ่งสร้างใหม่

“อาจารย์เฉินคะ  อาจารย์จะพาเราไปไหนเหรอคะ  ที่นี่...  มันอาคารเรียนที่พึ่งสร้างใหม่ใช่มั้ย ? ฉันได้ยินมาว่ามันสร้างไว้ให้นักศึกษาชั้นปีสูงไม่ใช่เหรอคะ”

“ไม่ใช่  ที่นี่จะเป็นอาคารเรียนของเรานับจากนี้เป็นต้นไป”

ทุกคนได้ยินแล้วต่างก็ตกใจ

“อาคารทั้งหลังนี่...  เป็นของห้องเราห้องเดียวเลยเหรอคะ”

“ใช่แล้ว  อาคารหลังนี้จะเป็นบ้านของห้องเรานับจากนี้เป็นต้นไป”

[ ตกใจ +34 ]

[ ช็อก +25 ]

[ ตกใจ +34 ]

[ เซอร์ไพรส์ +32 ]

“หม่ายก้อดพระเจ้าจอร์จ...  ตึกทั้งหลังนี่เป็นของเรา...”

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนก้องอยู่ในใจอย่างต่อเนื่องเฉินมู่ก็รู้ว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่สถาบันหลวง !

เมื่อเห็นนักศึกษาจ้องมองอาคารเรียน 6 ชั้นด้วยสีหน้าตกใจและพึมพำกับตัวเองเฉินมู่จึงพูดอย่างใจเย็น

“เดี๋ยวผมจะเข้าไปก่อนแล้วพาไปดู  จากนั้นก็จะเริ่มสอน”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็กลับมาสู่ความเป็นจริง

เมื่อเฉินมู่เดินเข้าไปข้างใน  ความตกใจบนใบหน้าของพวกเธอกลับไม่ลดลงเลย  ตรงกันข้ามกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก

“เริ่มจากชั้นหนึ่งห้องแรกทางซ้ายมือ  จะมีโรงยิม  ห้องซ่อมบำรุง  ห้องเก็บอุปกรณ์  ห้องทำสมาธิ  ห้องต่อสู้  ห้องฝึกแรงโน้มถ่วง  ห้องจิบชาและทานของว่าง  และห้องฟิตเนส...”

เมื่อเฉินมู่เริ่มแนะนำแต่ละห้องทุกคนต่างตะลึงงันไปกับอุปกรณ์ระดับมืออาชีพต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้อง  ซึ่งความรู้สึกตกใจนี้ก็ช่างยากเกินจะบรรยาย

พวกเธอคิดว่าตนเองเป็นสุภาพสตรีจากตระกูลผู้ดี  มีความรู้เหนือกว่าคนทั่วไปตั้งแต่อายุยังน้อย

แต่ต่อหน้าเฉินมู่  พวกเธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุง

ต้องรู้เรื่องหนึ่งก่อน

ถ้าอาจารย์คนอื่นมาสอนล่ะก็  ยังไม่นับว่าไม่มีโรงยิม  ห้องซ่อมบำรุง  ห้องเก็บอุปกรณ์เลย  แม้แต่ห้องเรียนอื่น ๆ ก็ยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างเช่น  ห้องแรงโน้มถ่วง

ในเมืองหลวง (เมืองตี้ตู) มีสถาบันการศึกษาเพียง 4 แห่งเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละชั้นปีก็มีเพียงห้องเดียวเท่านั้น  ถ้าหากอยากใช้ล่ะก็ไม่เพียงแต่ต้องให้อาจารย์ที่ปรึกษาไปต่อสู้แย่งกันเท่านั้น  แต่ยังต้องต่อคิวกันใช้ห้องด้วย

แต่เฉินมู่ไม่เพียงแต่มีห้องปฏิบัติการแยกต่างหากเท่านั้น  แต่ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า  พร้อมเครื่องมือทดสอบและเครื่องมืออื่น ๆ ระดับมืออาชีพที่ครบครันกว่าอีกด้วย !

นี่มันเหลือจะเชื่อไปเลย !

ขณะที่เย่จิ่นชิวเฝ้ามองเฉินมู่พาพวกตนเดินผ่านชั้นต่าง ๆ กำปั้นเล็ก ๆ ของเธอก็กำแน่นจนสั่นไปหมด

“ไม่แปลกใจเลยที่พ่อจะพูดแบบนั้น...  เฉินมู่คนนี้...”

“สวรรค์ช่วย...  นี่ยังมีห้องเก็บวัสดุไว้เฉพาะสำหรับเก็บสมุนไพรมีค่าหายากด้วย !”

เย่จิ่นชิวถูกจ้าวหลินซีขัดจังหวะก่อนที่จะทันได้พูดจบ

อีกฝ่ายเหมือนคนปัญญาอ่อนที่กำลังตกหลุมรัก  ขณะที่มองห้องที่เต็มเอี้ยดไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าหายากที่ปากก็น้ำลายไหลไปด้วย

“เจ๊ชิว...  สมบัติเยอะขนาดนี้นี่เรารวยแล้วนะเจ๊ !”

“เออใช่”

จ้าวหลินซีเช็ดน้ำลายแล้วมองมาที่เธอ

“เจ๊ชิว  เจ๊บอกจะไปสืบเรืองหมอนั่นชะ ? ตกลงแล้วหมอนั่นเป็นนายน้อยตระกูลไหนอะ”

“มหาลัยเรามอบอาคารทั้งหลังให้ใช้  แถมยังมีสมบัติเยอะแยะเต็มห้องไปหมดอีกแสดงว่าสถานะต้องสูงปรี๊ดเลยใช่ป๊ะ”

“ไม่  เขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”

จ้าวหลินซีตกใจราวกับได้ยินเรื่องตลก

“เป็นไปไม่ได้  ต่อให้ศักยภาพจะต่ำก็เถอะ  แต่หมอนั่นจะเป็นแค่คนธรรมดาได้ไง”

“ไม่หรอก”

เย่จิ่นชิวจ้องมองเธออย่างแฝงความนัยก่อนจะบอกว่า...

“จำไว้ว่า  เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่รู้จักใครเลย”

ถึงแม้จ้าวหลินซีจะเป็นคนขี้เสือกก็ตาม  แต่เธอก็ไม่ใช่คนโง่  เมื่อเห็นความจริงจังของเย่จิ่นชิวแล้วสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที

“เจ๊ชิว…”

“จำไว้ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปที่สถาบันหลวงแห่งนี้พวกเธอต้องปฏิบัติตามหลักแปดอักษรเท่านั้น”

เปลือกตาของจ้าวหลินซีกระตุกยิก ๆ ก่อนจะคว้าแขนอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว

“หลักการแปดอักษรนี่มันเรื่องไรอ่า”

เย่จิ่นชิวตอบอย่างใจเย็น  บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ

“จงเคารพครูบาอาจารย์และให้คุณค่าแก่คำสอนของท่าน  จงเรียนรู้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน”

เมื่อได้ยินดังนั้นม่านตาของจ้าวหลินซีก็หดวูบเหลือเท่ากับรูเข็มในชั่วพริบตา

...

“เอาล่ะ  ตอนนี้ผมได้พาพวกคุณเข้าชมห้องเรียนทั้งหกชั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

“ตอนนี้ก็กลับไปที่ห้องแรงโน้มถ่วงที่ชั้นหนึ่งกันเถอะ”

เฉินมู่ลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด  ทำให้นักศึกษาที่เคยเห็นห้องเรียนมาก่อนเริ่มมองเขาด้วยความเคารพมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้วอุปกรณ์ระดับมืออาชีพและวัสดุหายากจำนวนมากรวมถึงห้องเรียนแยกเป็นสัดส่วนแต่ละห้องได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเฉินมู่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน

เมื่อกลับมาที่ชั้น 1 ก็เข้าไปในห้องแรงโน้มถ่วงอันกว้างขวาง

เฉินมู่ยืนนิ่งอยู่หน้าแผงควบคุม

“ผมไม่ชอบเรื่องไร้สาระและเกลียดการเสียเวลา  เพราะงั้นเรามาเริ่มบทเรียนอย่างเป็นทางการกันเลยดีกว่า”

เมื่อได้ยินดังนั้นในที่สุดลั่วซือหานก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

เนื่องจากสิ่งที่เธอได้เห็นระหว่างทางมันทำให้ความอยากรู้เกี่ยวกับเฉินมู่พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด

เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าอาจารย์ที่สามารถใช้พื้นที่ทั้งอาคารของสถาบันหลวงได้จะเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักตัวตน

“อาจารย์คะ  พวกเรายังไม่ได้หนังสือเรียนเลยนะคะ  แล้วอาจารย์จะสอนพวกเรายังไงล่ะคะ”

“เป็นคำถามที่ดี  แต่ไม่มีรางวัลนะ”

[ พูดไม่ออก +20 ]

เฉินมู่หยิบกระเป๋าใบเล็กออกจากกระเป๋าสะพายหลังแล้วโยนไปให้ลั่วซือหานที่กำลังเม้มปากอยู่

“ผมเห็นว่าคุณช่างจ้อเสียจริง  เพราะงั้นต่อจากนี้ไปคุณเป็นหัวหน้าห้องไปก็แล้วกัน”

[ น่ารำคาญ +30 ]

[ เยาะเย้ย +30 ]

[ กลั้นขำ +30 ]

ช่างปากเสียซะจริงเชียว !

เปิ่นตี้ (เราจักรพรรดิ) คือสาวสวยประจำมหาลัยผู้เย็นชานะ !

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อย  แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเงียบเพื่อรักษาตำแหน่งหัวหน้าห้องเอาไว้

ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็ยังจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อสาธารณะชนในระดับหนึ่งอยู่ดี

“เอาล่ะ  ยัยช่างจ้อ  แจกของให้เพื่อนร่วมชั้นตามชื่อซะ”

ลั่วซือหานตกใจและเปิดถุงเล็ก ๆ ออกโดยไม่รู้ตัว  ทว่าหลังจากสัมผัสได้ถึงสิ่งที่อยู่ข้างในม่านตาของเธอก็หดวูบลงทันที

ถุงมิติ ?

นี่คือถุงมิติสำหรับเก็บสัมภาระระดับไฮเอนด์ขนาด 100 ตารางเมตรอันน่าทึ่ง !

สมบัติล้ำค่าเช่นนี้อาจขายได้อย่างน้อย ๆ ก็ราคา 10 ล้านเหรียญทองในการประมูลภายนอกสถาบัน  และถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นสิ่งประเมินค่าไม่ได้อยู่ดี

แม้แต่ในตระกูลลั่วเองก็ยังมีเพียงแค่ใบเดียวเอง  ส่วนสิ่งที่เธอใช้อยู่ก็เป็นแค่ถุงเก็บสัมภาระระดับต่ำขนาด 10 ตารางเมตรเท่านั้น

เธอไม่คาดคิดเลยว่าเฉินมู่จะโยนสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้เธออย่างไม่ลังเล

และ……

เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ายังมีถุงอีก 35 ใบอยู่ข้างใน  และเมื่อพิจารณาจากลักษณะของพวกมันแล้ว...  พวกมันล้วนเป็นถุงที่มีพลังมิติระดับไฮเอนด์เช่นกัน...

[ ตกใจหมด +45 ]

เดี๋ยว ?

นี่มัน……

สมุนไพรชั้นยอดระดับปราชญ์ที่ช่วยเสริมสร้างร่างกาย ‘หญ้าเพลิงสวรรค์’ หนิ ?

[ ตกใจแทบตาย +66 ]

วิชาหัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ ? นี่มัน...  พระเจ้าช่วย ! วิชายุทธ์ระดับปราชญ์งั้นเร้ออออออ ? ? ?

[ ตกใจตายห่า +88 ]

เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน  ดวงตาของจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดก็แทบจะถลออกจากเบ้า

ในใจนั้นไม่รู้ว่าสบถอะไรออกมาบ้าง

แม้ว่าจะมีสิ่งอื่น ๆ ที่ยังไม่มีเวลาตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่อีกก็ตาม  แต่เพียงสองสิ่งนี้ก็พอที่จะทำให้ทุกคนตกใจตายกันหมดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น  เธอยังแอบสังเกตเห็นอีกว่า  นอกจากถุงแต่ละใบจะบรรจุวิชายุทธ์แบบเดียวกันแล้ว  มันยังบรรจุสมุนไพรชั้นดีระดับปราชญ์ที่เหมาะสมกับพวกเธอคนนั้น ๆ ไว้อีกด้วย

ถ้าพวกเธอรู้เข้ามีหรือจะไม่เป็นบ้า

ต้องรู้ก่อนนะว่าแม้แต่ในแปดตระกูลใหญ่เอง  สมบัติล้ำค่าระดับปราชญ์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะสามารถเห็นได้ตามต้องการหรอกนะ

ส่วนเรื่องการใช้นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย  ประมุขตระกูลจะเก็บมันไว้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลเสียด้วยซ้ำ

เมื่อได้สติกลับมา  ลั่วซือหานก็กลืนน้ำลายแต่ก็ยังรู้สึกว่าในปากยังแห้งผากเหมือนเดิม

“อาจารย์คะ  ถุงมิตินี่...  อาจารย์...  อาจารย์เป็นคนให้เราเองเลยเหรอคะ”

เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองเธอ  ไม่คาดคิดมาก่อนว่าข้าวของทิ้งขว้างในถุงเก็บของเยิน ๆ นี่จะให้ค่าอารมณ์ได้ด้วย

เมื่อนึกถึงตอนที่พาพวกเธอไปชมอาคารเฉินมู่ก็ตระหนักว่าหญิงสาวเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เคยกินของดีมาก่อนเลย

แต่นี่เป็นเรื่องดี

ยิ่งพวกเธอไร้การศึกษาแบบบ้านนอกคอกนามากเท่าไหร่  ก็ยิ่งทำให้เขาสามารถฟาร์มค่าอารมณ์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ไม่เห็นเหรอว่าเวลาสั้น ๆ แค่นี้ก็ฟาร์มค่าอารมณ์มาได้ตั้ง 700 แต้มกว่า ๆ แล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง  เฉินมู่จึงตัดสินใจที่จะแสดงฝีมือ

จบบทที่ บทที่ 10 : คดีสุดช็อกที่เกิดจากอาคารหลังหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว