- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !
บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !
บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !
“แย่แล้วครับ ! แย่แล้วครับท่านประมุข ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ !”
ตระกูลเย่
ภายในห้องทำงานของประมุขตระกูล
พ่อบ้านจ้าวเต๋อไห่รีบวิ่งเข้ามา มือก็ผลักประตูเปิดออกด้วยความตื่นตระหนก
เมื่อเห็นดังนั้น ประมุขตระกูเย่ เย่หมิงซวนที่เห็นก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะมองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อาไห่ อาอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย ยังตื่นตูมเป็นกระต่ายอยู่ได้”
“ไม่ใช่ครับท่านประมุข ครั้งนี้มันเรื่องใหญ่จริง ๆ นะ !”
แค่คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็ทำให้จ้าวเต๋อไห่เหงื่อแตกพลั่ก และตอนนี้เขาก็ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว
“เกิดไรขึ้น ? ทำไมถึงตื่นตูมขนาดนี้”
ตระกูลเย่เป็นตระกูลที่อยู่ในอันดับที่ 3 จาก 8 ตระกูลใหญ่ ด้วยขนาดของตระกูลเย่แล้วนอกจากจะมีการก่อกบฏจากเผ่าปีศาจแล้ว เหตุการณ์อะไรถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ได้อีก
เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วจ้าวเต๋อไห่จึงรีบวิ่งไปหาเขาและรีบบอกอย่างร้อนรน
“เมื่อวานคุณหนูกลับมาแล้วครับ !”
เย่หมิงซวนตกใจและขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
“ก็นี่มันบ้านหล่อน แล้วหล่อนจะกลับบ้านไม่ได้ได้ไง”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับท่าน”
แม้จ้าวเต๋อไห่จะอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว แต่เรื่องของเย่จิ่นชิวก็ยังทำเอาฟันปลอมของตาแก่คนนี้แทบหลุดจากปากอยู่ดี
“เมื่อวานตอนคุณหนูกลับมาก็รีบส่งคนไปตรวจสอบใครบางคนทันทีเลยน่ะสิครับ”
เมื่อเห็นเย่หมิงซวนหยุดชั่วครู่จ้าวเต๋อไห่จึงไม่กล้าชักช้ารีบยื่นเอกสารในมือให้เขาทันที
“ท่านประมุขครับ คุณหนูได้ก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้วล่ะครับ !”
เย่หมิงซวนรับเอกสารมาเปิดดูอย่างใจเย็น
“อาไห่ ปกติอาก็ไว้ใจได้นี่นา ก็แค่ไปสืบเรื่องคนอื่นเอง อาจำเป็นต้องเป็นกระต่ายตื่นตูมขนาดนี้เลยเหรอ”
“ตระกูลเย่เราก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง ทำไมถึงได้ขาดความสุขุมแบบนี้ได้น้า”
“ถ้าพวกเด็กรุ่นใหม่มาเห็นเข้าจะคิดยัง... ขุ่นพระ ? !”
เย่หมิงซวนยังคงเทศนาอย่างจริงจัง แต่เมื่อเขาเห็นรูปถ่ายและชื่อบนเอกสารมือก็สั่นหงึก ๆ ก่อนจะลุกพรวดอย่างกะทันหัน
“นะ นี่มัน ? ? ?”
สีหน้าของเย่หมิงซวนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเงยหน้ามองจ้าวเต๋อไห่
“อาไห่ ชื่อกะรูปนี่ถูกต้องแล้วใช่มั้ย”
จ้าวเต๋อไห่เช็ดเหงื่อ ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดราวกับคนตาย
“ท่านประมุขครับ คืนนี้ทั้งคืนผมไม่ได้นอนเลย ผมเช็กซ้ำไปร้อยสามสิบสามครั้งแล้ว แถมยังอุตส่าห์ให้คนไปเช็กเพิ่มอีก สุดท้ายก็พบว่าเขาเป็นแค่อาจารย์ปีหนึ่งมหาลัยตี้ตูและเป็นอาจารย์ของคุณหนู นี่แหละที่เป็นสาเหตุให้คุณหนูไปตรวจสอบเขา”
ณ จุดนี้ จ้าวเต๋อไห่กลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ
“แต่ผมมั่นใจเลยว่านั่นคือชายคนนั้นจริง ๆ... นั่นคือเขาจริง ๆ... ครับ...”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่หมิงซวนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก สีหน้าซีดเผือดไปหมด
“เขา... ไม่ใช่เขาควรจะอยู่แนวหน้าเหรอ... ทำไมถึงเป็นงี้ล่ะ...”
“จบแล้ว... จบเห่แล้วทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรแล้ว...”
“จิ่นชิวดันไปสืบเรื่องเขา นี่มันเหมือนหาเรื่องใส่ตัวเลยไม่ใช่เหรอ... เขาเกลียดการถูกสืบที่สุดแล้ว...”
สีหน้าของเย่หมิงซวนยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม้แต่ประมุขของหนึ่งในแปดตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดก็ยังต้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก
โชคดีที่ประสบการณ์หลายปีของเขาไม่ใช่ได้มาเปล่า ๆ และเขารู้ว่าการประสาทแดกเป็นเรื่องไม่ดี ดังนั้นเขาจึงบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์และระงับหัวใจที่กำลังจะทะลุจากอกให้เบาลง
“อา... ยังไม่ได้บอกจิ่นชิวใช่มั้ย”
“ผมจะไปกล้าบอกได้ยังไงกันล่ะครับ นั่นไม่ใช่เอาชีวิตไปทิ้งเหรอ !”
เย่หมิงซวนกำเอกสารไว้แน่นด้วยสีหน้าคาดเดาไม่ได้ มือที่เหี่ยวย่นของเขาสั่นเทาราวกับเป็นโรคพาร์กินสัน
“ปีนี้... เอ่อ... ถ้าหากนับเวลาก็... ผ่านมาสิบปีแล้ว เขาอายุสิบแปดแล้ว เพราะงั้นก็ควรจะปลุกพลังแล้ว แต่ทำไมถึงกลับมาล่ะ...”
“ช่างเถอะ ๆ เรื่องนี้ผมควบคุมไม่ได้หรอก แต่ก็โชคดีแล้วที่เขามาเป็นอาจารย์ของจิ่นชิว...”
“แค่หวังว่าเขาจะไม่รู้ว่าจิ่นชิวสืบเรื่องเขาอยู่... แต่นั่นก็... เป็นไปไม่ได้อีก...”
ดูเหมือนว่าเย่หมิงซวนจะนึกอะไรบางอย่างออก เขารีบหันไปมองจ้าวเต๋อไห่...
“เจ๊ผม... ไม่สิ ผมบอกหล่อนไม่ได้... แล้วยัยหมวย (หมายถึงน้องสาว) ล่ะอยู่ไหน”
จ้าวเต๋อไห่ผงะไป
“องค์ องค์หญิงรองยังกักตัวอยู่ครับ”
“แล้วอา……”
เย่หมิงซวนกำลังจะพูด แต่จู่ ๆ เกิดขาอ่อนแรงขึ้นมา
เขาตระหนักว่าอีกฝ่ายกลับมาอย่างเงียบ ๆ และถ้าหากตนล้ำเส้นเกินไปล่ะก็อาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้
เขารู้ดีว่าคนผู้นั้นเป็นที่นิยมมากขนาดไหน
ปัญหาคือถ้าฉันบอกยัยหมวยล่ะก็ เกรงว่ายัยลูกสาวตัวดีจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักเอาน่ะสิ
เย่หมิงซวนกัดฟันกรอดพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบออกมาในที่สุด
“อาไห่... อา... เอ่อ... คิดว่าอีกไม่นานหล่อนจะออกจากการกักตัว หลังจากนั้นอาก็ให้คนบังเอิญ... ย้ำนะว่าบังเอิญ คือไม่ตั้งใจ เปิดเผยว่าเขาเป็นอาจารย์ของจิ่นชิว”
“อา... เข้าใจใช่มั้ย”
จ้าวเต๋อไห่ฟังอย่างเหม่อลอย แต่ก็ยังพยักหน้า
“โอเคเข้าใจแล้วครับ”
“อาไห่ อาเข้าใจจริง ๆ แน่นะ”
“ครับ ๆ รอองค์หญิงรองออกจากการกักตัวก่อน”
“เฮ่อ สมกับเป็นอาไห่ อาคือเสาหลักของตระกูลเย่ฉันจริง ๆ”
“ชมเกินไปแล้วครับท่านประมุข”
เย่หมิงซวนสะบัดมือเบา ๆ ทำให้เอกสารในมือกลายเป็นเถ้าถ่าน จากนั้นก็นั่งลงอย่างสงบ
“เอาล่ะอาไห่ อาไปทำงานได้เลย เอ้อ แล้วก็ไปเรียกคุณหนูมาด้วยนะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวเต๋อไห่ก็รู้สึกราวกับว่าตนได้รับการอภัยโทษและรีบวิ่งไปตามเย่จิ่นชิว
“พ่อคะ พ่ออยากเจอหนูเหรอคะ ?”
เย่จิ่นชิวที่เห็นสีหน้าทำอะไรไม่ถูกของอาไห่ก็เป็นงงไปเหมือนกัน เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจู่ ๆ พ่อถึงเรียกตนมาอย่างกระทันหัน
“จิ่นชิว”
เย่หมิงซวนวางสิ่งที่ถืออยู่ลงแล้วมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พ่อได้ยินมาว่าลูกกะลังตรวจสอบอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ใช่มั้ย”
เย่จิ่นชิวไม่แปลกใจที่พ่อจะรู้เรื่องนี้ แต่เธอกลับงงว่าทำไมพ่อถึงถามคำถามนี้มากกว่า
“ใช่ค่ะ อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา...”
เย่จินชิวหยุดชั่วคราว
“เขากับหนูต่างเป็นคนพึ่งพลังตื่นเหมือนกัน ดูเหมือนเขาจะสนิทกับท่านอธิการฉินมาก แต่จากที่หนูเช็กดูแล้วกลับไม่พบความสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างเขากับท่านอธิการฉินเลย และเขาก็ไม่ได้เป็นคนจากแปดตระกูลใหญ่หรือองค์กรมีอำนาจใด ๆ เลยด้วยค่ะ”
ลูกเอ๊ยลูก ~ ถ้าลูกหาคำตอบได้ก็ปาฏิหาริย์แล้วล่ะลูก !
เย่หมิงซวนบ่นลูกสาวในใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ครุ่นคิดและพูดเบา ๆ ว่า
“เขาไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ และเขาก็ไม่รู้จักท่านอธิการฉิน”
“ไม่รู้จักเหรอคะ ? เป็นไปไม่ได้ !”
เย่จิ่นชิวยืนกรานและไม่เชื่อเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
แต่เย่หมิงซวนมองเธอด้วยแววตาแฝงความหมายและพูดเบา ๆ ว่า...
“เขาไม่รู้จักใครเลย และเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”
“เป็นไปไม่ได้ ! พ่อคะ...”
เย่จิ่นชิวอยากจะเถียง แต่เมื่อเห็นแวตาของพ่อเธอก็ตัวแข็งทื่อไปทันที
ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พ่อเธอก็แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับเธอเลย และยิ่งไม่ค่อยได้เห็นเขาในโหมดจริงจังแบบนี้ด้วย
เธอสังเกตเห็นแม้กระทั่งร่องรอยของความวิตกกังวลและความหวาดกลัวที่แฝงอยู่ในแววตาของพ่อ
นี่มันเหลือเชื่อจริง ๆ
แต่คำพูดของพ่อยังคงดังก้องอยู่ในหูเธอ และเธอไม่ใช่คนโง่ แล้วเธอจะไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อต้องการจะสื่อได้อย่างไร
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสีหน้าของเย่จิ่นชิว เย่หมิงซวนก็รู้ว่าเธอเข้าใจแล้ว
“พ่อบอกแล้วไงว่าเขาไม่รู้จักใครเลย เขา... เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง !”
เย่จิ่นชิวอ้าปาก และในที่สุดก็พยักหน้า
“โอเคค่ะ หนูเข้าใจแล้ว”
เย่หมิงซวนถอนหายใจแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านเบา ๆ
“แล้วลูกก็ไม่เคยสืบสวนใครหรือรู้เรื่องอะไรเลย ลูกเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งธรรมดา ๆ ของมหาลัยตี้ตู เพราะงั้นลูกต้องให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์และเล่าเรียนศึกษาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยนะ”
หัวใจของเย่จิ่นชิวเต้นผิดจังหวะ และม่านตาของเธอก็หดแคบลงทันที
ในเมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าเธอยังไม่เข้าใจว่าเฉินมู่เป็นบุคคลที่ตระกูลเย่ไม่ควรไปล่วงเกินงั้นเธอก็ไม่สมควรที่จะเป็นทายาทของตระกูลเย่แล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้วเธอก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“พ่อคะ... นอกจาก... พ่อ, ลั่วซือหาน, เฉียนหยิงหยิง แล้วก็หลี่…”
“เอาล่ะ ๆ ไปเรียนได้แล้ว”
เมื่อถูกพ่อที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองขัดจังหวะเข้า เย่จิ่นชิวผู้ชาญฉลาดก็เข้าใจเรื่องอีกครั้ง
เธอจึงพยักหน้า
“พ่อคะ หนูไปเรียนก่อนนะคะ”
“เอ้อ อีกอย่างนะ อีกไม่กี่วันอาของลูกจะออกจากการกักตน ถ้าว่างก็ไปช่วยดูให้ด้วยนะ อย่าปล่อยให้หล่อนออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน”
ทว่าเรื่องนี้เย่จิ่นชิวกลับงงเต้กไม่เข้าใจเลยสักนิด
...
“จักรพรรดิ... ขอบเขตจักรพรรดิ...”
ในวิลล่า
ฉินเสี่ยวเสี่ยวนั่งขัดสมาธิบนเตียงมองดูมือตัวเองที่กำลังสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำเต็มด้วยความรู้สึก
ขอบเขตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ! นี่คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่เธอใฝ่ฝันมาโดยตลอด !
โดยไม่คาดคิด เมื่อวานเธอพึ่งเข้าสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ 10 ดาว และเพียงแค่คืนเดียวเธอก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ (มหาจักรพรรดิ) ได้แล้ว !
“เป่าเอ๋อ...”
เสียงของฉินเสี่ยวเสี่ยวสั่นเครือเล็กน้อยขณะมองไปที่เฉินมู่ที่กำลังลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้า เธอตื่นเต้นมากจนพูดไม่ออก
เธอคว้าตัวเฉินมู่ที่กำลังงุนงงมากอดไว้แล้วร้องออกมาเสียงดัง
“เป่าเอ๋อจ๊ะ ! ! ! เป่าเอ๋อของน้า ! ! ! ฮืออออออออออ ! ! !”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวจู่ ๆ ก็ส่งเสียงดังด้วยความตื่นเต้นจนเฉินมู่เองยังตกใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเธอกอดตนพลางตะโกนด้วยความสุขที่ปนเศร้าเฉินมู่ก็อดยิ้มไม่ได้
“เอาล่ะ ๆ ก็แค่ขอบเขตจักรพรรดิเอง มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”
“มันสำคัญมั้ยน่ะเหรอ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นโอบแขนรอบคอของเฉินมู่และยิ้มกว้าง
“เป่าเอ๋อ นี่มันขอบเขตจักรจักรพรรดิเลยนะ ! ขอบเขตจัก กะ พ้าดดดดดดดดดด ! ! !”
“แงงงงงงง ! ! ! ขอบคุณมากเลยนะเป่าเอ๋อร์ ! น้าฉินดีใจมากเลยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ !”
เฉินมู่มองคำพูดวกวนของฉินเสี่ยวเสี่ยวด้วยความรู้สึกทั้งขบขันและหงุดหงิดปนกันไป แต่ในใจเขาก็แอบดีใจกับเธออยู่เหมือนกัน
แต่เวลากระชั้นชิดเขาจึงต้องพยายามระงับความตื่นเต้นของฉินเสี่ยวเสี่ยวไว้ก่อน
“น้าพึ่งเลื่อนระดับ เพราะงั้นก็โฟกัสที่การทำให้พลังเสถียรก่อนเถอะ เรื่องอื่นไว้ฉันกลับมาแล้วค่อยคุย ตอนนี้ต้องไปมหาลัยแล้ว”
เป็นจริงตามนั้น และฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้วด้วย อีกทั้ง... เธอก็ต้องการพักผ่อนจริง ๆ...
“เคจ้า เดี๋ยวน้าให้หลี่หมิงซินมารับนะจ๊ะ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันไปเองได้”
เฉินมู่ลุกจากเตียงด้วยรอยยิ้มและสวมเสื้อผ้า หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไอ้หยา ได้เวลาไปฟาร์มเก็บรางวัลซะแล้วสิ”