เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !

บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !

บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !


“แย่แล้วครับ ! แย่แล้วครับท่านประมุข ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ !”

ตระกูลเย่

ภายในห้องทำงานของประมุขตระกูล

พ่อบ้านจ้าวเต๋อไห่รีบวิ่งเข้ามา  มือก็ผลักประตูเปิดออกด้วยความตื่นตระหนก

เมื่อเห็นดังนั้น  ประมุขตระกูเย่  เย่หมิงซวนที่เห็นก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะมองตั้งแต่หัวจรดเท้า

“อาไห่  อาอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย  ยังตื่นตูมเป็นกระต่ายอยู่ได้”

“ไม่ใช่ครับท่านประมุข  ครั้งนี้มันเรื่องใหญ่จริง ๆ นะ !”

แค่คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็ทำให้จ้าวเต๋อไห่เหงื่อแตกพลั่ก  และตอนนี้เขาก็ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

“เกิดไรขึ้น ? ทำไมถึงตื่นตูมขนาดนี้”

ตระกูลเย่เป็นตระกูลที่อยู่ในอันดับที่ 3 จาก 8 ตระกูลใหญ่  ด้วยขนาดของตระกูลเย่แล้วนอกจากจะมีการก่อกบฏจากเผ่าปีศาจแล้ว  เหตุการณ์อะไรถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ได้อีก

เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วจ้าวเต๋อไห่จึงรีบวิ่งไปหาเขาและรีบบอกอย่างร้อนรน

“เมื่อวานคุณหนูกลับมาแล้วครับ !”

เย่หมิงซวนตกใจและขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม

“ก็นี่มันบ้านหล่อน  แล้วหล่อนจะกลับบ้านไม่ได้ได้ไง”

“ไม่ใช่แบบนั้นครับท่าน”

แม้จ้าวเต๋อไห่จะอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว  แต่เรื่องของเย่จิ่นชิวก็ยังทำเอาฟันปลอมของตาแก่คนนี้แทบหลุดจากปากอยู่ดี

“เมื่อวานตอนคุณหนูกลับมาก็รีบส่งคนไปตรวจสอบใครบางคนทันทีเลยน่ะสิครับ”

เมื่อเห็นเย่หมิงซวนหยุดชั่วครู่จ้าวเต๋อไห่จึงไม่กล้าชักช้ารีบยื่นเอกสารในมือให้เขาทันที

“ท่านประมุขครับ  คุณหนูได้ก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้วล่ะครับ !”

เย่หมิงซวนรับเอกสารมาเปิดดูอย่างใจเย็น

“อาไห่  ปกติอาก็ไว้ใจได้นี่นา  ก็แค่ไปสืบเรื่องคนอื่นเอง  อาจำเป็นต้องเป็นกระต่ายตื่นตูมขนาดนี้เลยเหรอ”

“ตระกูลเย่เราก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง  ทำไมถึงได้ขาดความสุขุมแบบนี้ได้น้า”

“ถ้าพวกเด็กรุ่นใหม่มาเห็นเข้าจะคิดยัง...  ขุ่นพระ ? !”

เย่หมิงซวนยังคงเทศนาอย่างจริงจัง  แต่เมื่อเขาเห็นรูปถ่ายและชื่อบนเอกสารมือก็สั่นหงึก ๆ ก่อนจะลุกพรวดอย่างกะทันหัน

“นะ  นี่มัน ? ? ?”

สีหน้าของเย่หมิงซวนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเงยหน้ามองจ้าวเต๋อไห่

“อาไห่  ชื่อกะรูปนี่ถูกต้องแล้วใช่มั้ย”

จ้าวเต๋อไห่เช็ดเหงื่อ  ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดราวกับคนตาย

“ท่านประมุขครับ  คืนนี้ทั้งคืนผมไม่ได้นอนเลย  ผมเช็กซ้ำไปร้อยสามสิบสามครั้งแล้ว  แถมยังอุตส่าห์ให้คนไปเช็กเพิ่มอีก  สุดท้ายก็พบว่าเขาเป็นแค่อาจารย์ปีหนึ่งมหาลัยตี้ตูและเป็นอาจารย์ของคุณหนู  นี่แหละที่เป็นสาเหตุให้คุณหนูไปตรวจสอบเขา”

ณ  จุดนี้  จ้าวเต๋อไห่กลืนน้ำลายแล้วพูดต่อ

“แต่ผมมั่นใจเลยว่านั่นคือชายคนนั้นจริง ๆ...  นั่นคือเขาจริง ๆ...  ครับ...”

เมื่อได้ยินดังนั้นเย่หมิงซวนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก  สีหน้าซีดเผือดไปหมด

“เขา...  ไม่ใช่เขาควรจะอยู่แนวหน้าเหรอ...  ทำไมถึงเป็นงี้ล่ะ...”

“จบแล้ว...  จบเห่แล้วทุกอย่าง  ไม่เหลืออะไรแล้ว...”

“จิ่นชิวดันไปสืบเรื่องเขา  นี่มันเหมือนหาเรื่องใส่ตัวเลยไม่ใช่เหรอ...  เขาเกลียดการถูกสืบที่สุดแล้ว...”

สีหน้าของเย่หมิงซวนยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดถึงตรงนี้  แม้แต่ประมุขของหนึ่งในแปดตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดก็ยังต้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก

โชคดีที่ประสบการณ์หลายปีของเขาไม่ใช่ได้มาเปล่า ๆ และเขารู้ว่าการประสาทแดกเป็นเรื่องไม่ดี  ดังนั้นเขาจึงบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์และระงับหัวใจที่กำลังจะทะลุจากอกให้เบาลง

“อา...  ยังไม่ได้บอกจิ่นชิวใช่มั้ย”

“ผมจะไปกล้าบอกได้ยังไงกันล่ะครับ  นั่นไม่ใช่เอาชีวิตไปทิ้งเหรอ !”

เย่หมิงซวนกำเอกสารไว้แน่นด้วยสีหน้าคาดเดาไม่ได้  มือที่เหี่ยวย่นของเขาสั่นเทาราวกับเป็นโรคพาร์กินสัน

“ปีนี้...  เอ่อ...  ถ้าหากนับเวลาก็... ผ่านมาสิบปีแล้ว  เขาอายุสิบแปดแล้ว  เพราะงั้นก็ควรจะปลุกพลังแล้ว  แต่ทำไมถึงกลับมาล่ะ...”

“ช่างเถอะ ๆ เรื่องนี้ผมควบคุมไม่ได้หรอก  แต่ก็โชคดีแล้วที่เขามาเป็นอาจารย์ของจิ่นชิว...”

“แค่หวังว่าเขาจะไม่รู้ว่าจิ่นชิวสืบเรื่องเขาอยู่...  แต่นั่นก็...  เป็นไปไม่ได้อีก...”

ดูเหมือนว่าเย่หมิงซวนจะนึกอะไรบางอย่างออก  เขารีบหันไปมองจ้าวเต๋อไห่...

“เจ๊ผม...  ไม่สิ  ผมบอกหล่อนไม่ได้...  แล้วยัยหมวย (หมายถึงน้องสาว) ล่ะอยู่ไหน”

จ้าวเต๋อไห่ผงะไป

“องค์  องค์หญิงรองยังกักตัวอยู่ครับ”

“แล้วอา……”

เย่หมิงซวนกำลังจะพูด  แต่จู่ ๆ เกิดขาอ่อนแรงขึ้นมา

เขาตระหนักว่าอีกฝ่ายกลับมาอย่างเงียบ ๆ และถ้าหากตนล้ำเส้นเกินไปล่ะก็อาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้

เขารู้ดีว่าคนผู้นั้นเป็นที่นิยมมากขนาดไหน

ปัญหาคือถ้าฉันบอกยัยหมวยล่ะก็  เกรงว่ายัยลูกสาวตัวดีจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนักเอาน่ะสิ

เย่หมิงซวนกัดฟันกรอดพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบออกมาในที่สุด

“อาไห่...  อา...  เอ่อ...  คิดว่าอีกไม่นานหล่อนจะออกจากการกักตัว  หลังจากนั้นอาก็ให้คนบังเอิญ...  ย้ำนะว่าบังเอิญ  คือไม่ตั้งใจ  เปิดเผยว่าเขาเป็นอาจารย์ของจิ่นชิว”

“อา...  เข้าใจใช่มั้ย”

จ้าวเต๋อไห่ฟังอย่างเหม่อลอย  แต่ก็ยังพยักหน้า

“โอเคเข้าใจแล้วครับ”

“อาไห่  อาเข้าใจจริง ๆ แน่นะ”

“ครับ ๆ รอองค์หญิงรองออกจากการกักตัวก่อน”

“เฮ่อ  สมกับเป็นอาไห่  อาคือเสาหลักของตระกูลเย่ฉันจริง ๆ”

“ชมเกินไปแล้วครับท่านประมุข”

เย่หมิงซวนสะบัดมือเบา ๆ ทำให้เอกสารในมือกลายเป็นเถ้าถ่าน  จากนั้นก็นั่งลงอย่างสงบ

“เอาล่ะอาไห่  อาไปทำงานได้เลย  เอ้อ  แล้วก็ไปเรียกคุณหนูมาด้วยนะ”

เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวเต๋อไห่ก็รู้สึกราวกับว่าตนได้รับการอภัยโทษและรีบวิ่งไปตามเย่จิ่นชิว

“พ่อคะ  พ่ออยากเจอหนูเหรอคะ ?”

เย่จิ่นชิวที่เห็นสีหน้าทำอะไรไม่ถูกของอาไห่ก็เป็นงงไปเหมือนกัน  เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจู่ ๆ พ่อถึงเรียกตนมาอย่างกระทันหัน

“จิ่นชิว”

เย่หมิงซวนวางสิ่งที่ถืออยู่ลงแล้วมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“พ่อได้ยินมาว่าลูกกะลังตรวจสอบอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ใช่มั้ย”

เย่จิ่นชิวไม่แปลกใจที่พ่อจะรู้เรื่องนี้  แต่เธอกลับงงว่าทำไมพ่อถึงถามคำถามนี้มากกว่า

“ใช่ค่ะ  อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา...”

เย่จินชิวหยุดชั่วคราว

“เขากับหนูต่างเป็นคนพึ่งพลังตื่นเหมือนกัน  ดูเหมือนเขาจะสนิทกับท่านอธิการฉินมาก  แต่จากที่หนูเช็กดูแล้วกลับไม่พบความสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างเขากับท่านอธิการฉินเลย  และเขาก็ไม่ได้เป็นคนจากแปดตระกูลใหญ่หรือองค์กรมีอำนาจใด ๆ เลยด้วยค่ะ”

ลูกเอ๊ยลูก ~ ถ้าลูกหาคำตอบได้ก็ปาฏิหาริย์แล้วล่ะลูก !

เย่หมิงซวนบ่นลูกสาวในใจอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นก็ครุ่นคิดและพูดเบา ๆ ว่า

“เขาไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่  และเขาก็ไม่รู้จักท่านอธิการฉิน”

“ไม่รู้จักเหรอคะ ? เป็นไปไม่ได้ !”

เย่จิ่นชิวยืนกรานและไม่เชื่อเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

แต่เย่หมิงซวนมองเธอด้วยแววตาแฝงความหมายและพูดเบา ๆ ว่า...

“เขาไม่รู้จักใครเลย  และเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”

“เป็นไปไม่ได้ ! พ่อคะ...”

เย่จิ่นชิวอยากจะเถียง  แต่เมื่อเห็นแวตาของพ่อเธอก็ตัวแข็งทื่อไปทันที

ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ  พ่อเธอก็แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับเธอเลย  และยิ่งไม่ค่อยได้เห็นเขาในโหมดจริงจังแบบนี้ด้วย

เธอสังเกตเห็นแม้กระทั่งร่องรอยของความวิตกกังวลและความหวาดกลัวที่แฝงอยู่ในแววตาของพ่อ

นี่มันเหลือเชื่อจริง ๆ

แต่คำพูดของพ่อยังคงดังก้องอยู่ในหูเธอ  และเธอไม่ใช่คนโง่  แล้วเธอจะไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อต้องการจะสื่อได้อย่างไร

เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสีหน้าของเย่จิ่นชิว  เย่หมิงซวนก็รู้ว่าเธอเข้าใจแล้ว

“พ่อบอกแล้วไงว่าเขาไม่รู้จักใครเลย  เขา...  เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง !”

เย่จิ่นชิวอ้าปาก  และในที่สุดก็พยักหน้า

“โอเคค่ะ  หนูเข้าใจแล้ว”

เย่หมิงซวนถอนหายใจแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านเบา ๆ

“แล้วลูกก็ไม่เคยสืบสวนใครหรือรู้เรื่องอะไรเลย  ลูกเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งธรรมดา ๆ ของมหาลัยตี้ตู  เพราะงั้นลูกต้องให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์และเล่าเรียนศึกษาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยนะ”

หัวใจของเย่จิ่นชิวเต้นผิดจังหวะ  และม่านตาของเธอก็หดแคบลงทันที

ในเมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้แล้ว  ถ้าเธอยังไม่เข้าใจว่าเฉินมู่เป็นบุคคลที่ตระกูลเย่ไม่ควรไปล่วงเกินงั้นเธอก็ไม่สมควรที่จะเป็นทายาทของตระกูลเย่แล้ว

อย่างไรก็ตาม  หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้วเธอก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“พ่อคะ...  นอกจาก...  พ่อ, ลั่วซือหาน, เฉียนหยิงหยิง  แล้วก็หลี่…”

“เอาล่ะ ๆ ไปเรียนได้แล้ว”

เมื่อถูกพ่อที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองขัดจังหวะเข้า  เย่จิ่นชิวผู้ชาญฉลาดก็เข้าใจเรื่องอีกครั้ง

เธอจึงพยักหน้า

“พ่อคะ  หนูไปเรียนก่อนนะคะ”

“เอ้อ  อีกอย่างนะ  อีกไม่กี่วันอาของลูกจะออกจากการกักตน  ถ้าว่างก็ไปช่วยดูให้ด้วยนะ  อย่าปล่อยให้หล่อนออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน”

ทว่าเรื่องนี้เย่จิ่นชิวกลับงงเต้กไม่เข้าใจเลยสักนิด

...

“จักรพรรดิ...  ขอบเขตจักรพรรดิ...”

ในวิลล่า

ฉินเสี่ยวเสี่ยวนั่งขัดสมาธิบนเตียงมองดูมือตัวเองที่กำลังสั่นเทา  ดวงตาแดงก่ำเต็มด้วยความรู้สึก

ขอบเขตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ! นี่คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่เธอใฝ่ฝันมาโดยตลอด !

โดยไม่คาดคิด  เมื่อวานเธอพึ่งเข้าสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ 10 ดาว  และเพียงแค่คืนเดียวเธอก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ (มหาจักรพรรดิ) ได้แล้ว !

“เป่าเอ๋อ...”

เสียงของฉินเสี่ยวเสี่ยวสั่นเครือเล็กน้อยขณะมองไปที่เฉินมู่ที่กำลังลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้า  เธอตื่นเต้นมากจนพูดไม่ออก

เธอคว้าตัวเฉินมู่ที่กำลังงุนงงมากอดไว้แล้วร้องออกมาเสียงดัง

“เป่าเอ๋อจ๊ะ ! ! ! เป่าเอ๋อของน้า ! ! ! ฮืออออออออออ ! ! !”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวจู่ ๆ ก็ส่งเสียงดังด้วยความตื่นเต้นจนเฉินมู่เองยังตกใจ

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเห็นเธอกอดตนพลางตะโกนด้วยความสุขที่ปนเศร้าเฉินมู่ก็อดยิ้มไม่ได้

“เอาล่ะ ๆ ก็แค่ขอบเขตจักรพรรดิเอง  มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”

“มันสำคัญมั้ยน่ะเหรอ”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นโอบแขนรอบคอของเฉินมู่และยิ้มกว้าง

“เป่าเอ๋อ  นี่มันขอบเขตจักรจักรพรรดิเลยนะ ! ขอบเขตจัก กะ พ้าดดดดดดดดดด ! ! !”

“แงงงงงงง ! ! ! ขอบคุณมากเลยนะเป่าเอ๋อร์ ! น้าฉินดีใจมากเลยล่ะ  ฮ่า ๆ ๆ ๆ !”

เฉินมู่มองคำพูดวกวนของฉินเสี่ยวเสี่ยวด้วยความรู้สึกทั้งขบขันและหงุดหงิดปนกันไป  แต่ในใจเขาก็แอบดีใจกับเธออยู่เหมือนกัน

แต่เวลากระชั้นชิดเขาจึงต้องพยายามระงับความตื่นเต้นของฉินเสี่ยวเสี่ยวไว้ก่อน

“น้าพึ่งเลื่อนระดับ  เพราะงั้นก็โฟกัสที่การทำให้พลังเสถียรก่อนเถอะ  เรื่องอื่นไว้ฉันกลับมาแล้วค่อยคุย  ตอนนี้ต้องไปมหาลัยแล้ว”

เป็นจริงตามนั้น  และฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้วด้วย  อีกทั้ง...  เธอก็ต้องการพักผ่อนจริง ๆ...

“เคจ้า  เดี๋ยวน้าให้หลี่หมิงซินมารับนะจ๊ะ”

“ไม่ต้องหรอก  ฉันไปเองได้”

เฉินมู่ลุกจากเตียงด้วยรอยยิ้มและสวมเสื้อผ้า  หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง

“ไอ้หยา  ได้เวลาไปฟาร์มเก็บรางวัลซะแล้วสิ”

จบบทที่ บทที่ 9 : เมืองหลวงปั่นป่วน ! แปดตระกูลใหญ่หวาดผวา !

คัดลอกลิงก์แล้ว