เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !

บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !

บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !


“เปาเอ๋อจ๊ะ  เธอจะยอมให้น้าฉินใช้สมบัตินี่จริง ๆ เหรอ”

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว !”

ในอ่างอาบน้ำ

เฉินมู่ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเธอโดยสวมกางเกงขาสั้นหลวม ๆ ได้เปิดขวดด้วยท่าทางหงุดหงิด

“คราวหน้าถ้าหล่อนยังทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้อีกล่ะก็ฉันจะหวดก้นหล่อนให้แดงไปเลย !”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่กลับมาใส่เสื้อผ้าแล้วอดที่จะหัวเราะไม่ได้  เธอรู้ดีว่าเฉินมู่ไม่ได้โกรธจริง ๆ

“โธ่  เป่าเอ๋อล่ะก็...  น้าฉินแค่เป็นห่วงว่าเธอจะเก็บกดเกินไปเท่า...”

“ยังจะพูดอีก”

“โอเค ๆ น้าไม่พูดละ...  ไม่พูดแล้วน้า ~”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวเห็นเขาหยดโลหิตมังกรเพลิงสามหยดลงในอ่างอาบน้ำจึงพูดเบา ๆ ด้วยสีหน้าแปลก ๆ

“เป่าเอ๋อ  ที่เธอให้น้าเตรียมอ่างอาบน้ำให้พวกหล่อนใช้ก็เพราะจะเอาโลหิตมังกรเพลิงนี่ให้พวกหล่อนใช้แช่ด้วยใช่มั้ย”

“พูดไปเรื่อย”

เฉินมู่ปิดฝาขวดแล้วใส่กลับเข้าไปในช่องเก็บของ

“ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่านการเอาแต่ใจจนเน่าเฟะแบบนั้นเนี่ยนะจะมาใช้โลหิตมังกรเพลิง  แค่ดมกลิ่นพวกมันก็คงจะตัวระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์แล้วล่ะ”

ได้ยินดังนั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เม้มปากอย่างพูดอะไรไม่ออก

เป่าเอ๋อบ้านเรานี่เป็นเด็กดีทุกตรงยกเว้นตรงปาก  นี่มันช่างยากจริงอะไรจริง

“เอาล่ะ  พอเรื่องไร้สาระไว้ก่อน  ว่าแต่บ้านนี้มีบาเรียมั้ย”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวรู้ว่าเมื่อโลหิตมังกรเพลิงออกฤทธิ์  พลังของพวกตนจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล  เฉินมู่คงไม่เป็นไร  แต่กับเธอที่เป็นถึงเทพยุทธ์นั้น  พลังที่เธอได้รับจากการพัฒนาฝีมือย่อมมากกว่าพลังที่มีอยู่ในวิลล่าแห่งนี้มาก

ฉันเกรงว่าแม้แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็อาจจะต้องสูญเสียประชากรไปครึ่งหนึ่ง

“หายห่วงจ้า  มีแน่นอน  บ้านน้าฉินน่ะมีบาเรียที่ทนการลงมือจากจอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิได้ตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะ  เพราะงั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

เฉินมู่ส่ายหน้าและเอียงคอมองเธอด้วยสีหน้าไร้คำจะพูด

“เอางี้ดีมั้ย  หลังจากนี้ให้ฉันเรียกเธอว่า ‘พี่’ เธออายุมากกว่าฉันแค่สิบปีเอง  ให้เรียก ‘น้า’ แบบนี้ไม่รู้สึกแก่มั่งเหรอ”

“แบบนั้นไม่ได้ !”

ได้ยินดังนั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวก็สะดุ้งขึ้นมาทันที

“อย่าว่าแต่แก่กว่าสิบปีเลย  ต่อให้แก่กว่าแค่ปีเดียวเธอก็ต้องเรียก ‘น้า’ อยู่ดี !”

“เธอ……”

เฉินมู่เกือบจะสบถออกมาแต่โชคดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน

ทว่าพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องหงุดหงิดทุกทีสิน่า

เขาเกิดใหม่พร้อมความทรงจำจากสองชาติภพ  ดังนั้นจิตใจของเขาจึงเฉียบแหลมอย่างเหลือเชื่อ  อย่างไรก็ตาม  ก่อนที่เขาจะอายุครบสองขวบ  เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อและคนอื่น ๆ เสียสติไปเขาจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแสร้งทำตัวเป็นลูกชายโง่ ๆ ของเจ้าบ้านอยู่ช่วงหนึ่ง

แต่ใครจะรู้ล่ะว่าบรรดาหญิงสาวที่เคยได้รับความโปรดปรานจากเขาจะหลอกให้เขาเรียกพวกเธอว่า “น้า” เพราะว่าเขายังเด็กอยู่

ที่จริงแล้วพวกเธอไม่ได้แก่กว่าเขามากนัก  คนที่แก่ที่สุดอายุมากกว่าเฉินมู่เพียง 15 ปีเท่านั้น  แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น  เมื่อคนใดคนหนึ่งได้แล้วคนอื่น ๆ ย่อมไม่เต็มใจที่จะไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้วมันก็พัฒนามาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เฉินมู่ก็ตัวสั่นด้วยความโกรธ

“ยัยบ้าเย่หานฉิง... ยัยนั่นแหละคือตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด...  ซักวันฉันจะฆ่าหล่อนให้ได้ !”

พรูด !

ฉินเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบปิดปากและหันหน้าหนีไป

โธ่เป่าเอ๋อของน้า  มีแต่เธอนั่นแหละที่กล้าเรียกผู้หญิงคนนั้นว่ายัยบ้า...

ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ทันทีที่อ้าปากพวกมันคงระเบิดตายไปแล้ว...

“หยุดหัวเราะแล้วรีบฝึกฝนซะ !”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวอดหัวเราะไม่ได้  และถึงแม้จะพยายามกลั้นหัวเราะไว้ก็ตาม  แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินมู่ที่แดงก่ำเป็นลูกตำลึงแล้วก็ต้องรีบพูดปลอบใจเขา

ทว่าก่อนที่เธอจะพูดอะไรได้โลหิตมังกรเพลิงก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว

เมื่อเห็นดังนั้นทั้งคู่ก็ก็เข้าสู่สภาวะสงบทำสมาธิในทันที

ในชั่วพริบตาเดียว

น้ำในอ่างที่ผสมโลหิตมังกรเพลิงก็ร้อนขึ้นราวกับลาวาเดือด  ไม่เพียงแต่เฉินมู่เท่านั้นที่รู้สึกถึงความร้อนจัด  แม้แต่ฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งเป็นถึงขอบเขตเทพยุทธ์ก็ยังรู้สึกแทบทนไม่ไหว

ยังดีที่ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็ว  ภายใต้ฤทธิ์ของโลหิตมังกรเพลิงอันเดือดระอุนี้มันได้ช่วยกัดกร่อนสิ่งสกปรกภายในร่างกายรวมถึงบาดแผลซ่อนเร้นอันเกิดจากการฝึกฝนที่ผ่าน ๆ มาและขับออกมาในรูปของเหลวให้

ในเวลาเพียงห้านาที  ค่าโลหิตปราณของฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในรอบ 3 ปีก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  พลังปราณรอบข้างแปรสภาพเป็นพายุหมุนผลักดันระดับการฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวให้พุ่งขึ้นสู่ระดับ 10 ดาวทันที

แต่ถ้าพูดกันตามตรง  เฉินมู่คือคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด

ถึงอย่างไรพลังฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว  ในขณะที่ของเฉินมู่ยังเป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์ระดับ 3 ดาวเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาพึ่งจะปลุกพลังใหม่ ๆ ซิง ๆ ดังนั้นเขาจึงเปรียบเสมือนหยกที่ยังไม่เจียรไน  ซึ่ง ภายใต้การชำระล้างด้วยโลหิตมังกรเพลิง  ความแข็งแกร่งของร่างกายเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก  และค่าโลหิตปราณก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับติดจรวด

นอกจากนี้พลังวิญญาณที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวดูดเข้ามาทั้งหมดได้ปรากฏเป็นรูปธรรม  โดยดำรงอยู่ภายในพลังวิญญาณที่ระเหยออกมา

ทันทีที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่อยู่อีกฝั่งของอ่างมีการเปลี่ยนแปลง  ระดับการฝึกฝนของเขาก็เริ่มทะลุทะลวงขึ้นไปทีละขั้น ๆ

1600

1800

2000

ศิษย์ยุทธ์ 4 ดาว !

2500

3000

ศิษย์ยุทธ์ 5 ดาว !

ศิษย์ยุทธ์ 6 ดาว !

...

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเหมือนกัน

กระแสพลังวิญญาณเริ่มอ่อนลง  และฤทธิ์ของโลหิตมังกรเพลิงก็หมดสิ้นไป  นอกจากคราบสีแดงเข้มและสิ่งสกปรกแล้ว  น้ำในอ่างอาบน้ำก็แทบจะไม่เหลือความร้อนอีกต่อไป

และแล้วเฉินมู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น  แต่หลังจากได้สติแล้วดวงตาเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที !

“ศิษย์ยุทธ์สิบดาวสุดปลายยอด !”

“เพียงแค่โลหิตมังกรเพลิงสามหยดก็พอให้ยกระดับการฝึกฝนเราถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์สิบดาวแล้ว !”

ตอนที่อ่านคำบรรยายก็ว่าประเมินผลกระทบของโลหิตมังกรเพลิงสูงมากแล้วนะ  แต่ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด

สมกับที่เป็นเลือดล้ำค่าที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้จอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิได้  มันช่างน่าอัศจรรย์จริงอะไรจริง !

อย่าคิดว่าเฉินมู่เลื่อนระดับเป็นเรื่องเล็ก ๆ

เพราะการเลื่อนระดับของเขาไม่ได้เกิดจากการบังคับ  แต่เป็นผลมาจากเหตุผลอันสมควร

นี่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในวรยุทธ์อย่างลึกซึ้งของเฉินมู่ที่ผ่านชีวิตมาแล้วถึง 3 ชาติภพ

ในสายตาของทุกคน  ระดับ 9 ดาวคือระดับสูงสุดของขอบเขตวรยุทธ์  ดังนั้นเมื่อคนอื่นบรรลุถึงระดับ 9 ดาวแล้วพวกเขาจำทำการก้าวข้ามสู่ขอบเขตถัดไปโดยอัตโนมัติ

ในชาติก่อนเฉินมู่เองก็เคยประสบกับความทุกข์ยากอย่างมากมาเหมือนกัน  นั่นเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกอยู่เสมอว่าการฝึกฝนของตนยังมีข้อบกพร่องและรากฐานก็ไม่มั่นคงหลังจากบรรลุถึงขอบเขตจักรพรรดิแล้ว

ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะศักยภาพของตนมันกากเกินไป  แต่พอได้รับประสบการณ์และบทเรียนจากการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งมากเข้า ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นเพราะตัวเองไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบในขอบเขตการฝึกฝนใด ๆ เลยต่างหาก

ด้วยประสบการณ์จากการเดินทางข้ามมิติที่อ่านนิยายมาแล้วนับเรื่องไม่ถ้วน  และการดูหนังดูละครมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่  เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าที่ผ่านมาเขาฝึกฝนผิดวิธีมาโดยตลอด

แต่ละขอบเขตนั้นเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่บรรลุระดับ 9 ดาว  แต่มันยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติมจนบรรลุระดับ 10 ดาวได้ต่างหากถึงจะสมบูรณ์แบบ

แต่ถึงตอนนั้นกว่าจะรู้เขาก็ได้บรรลุขอบเขตจักรพรรดิไปนานแล้ว  และเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทำลายการฝึกฝนตัวเองทิ้งแล้วเริ่มต้นฝึกใหม่  เพราะในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่หมื่นเผ่าพันธุ์ได้เข้ามารุกราน  และเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน  ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้

จนกระทั่งเขาได้เกิดใหม่เขาจึงเริ่มทำการทดลองกับคนรอบข้าง

ปรากฏว่าเขาคิดถูกแล้ว  หลังจากบรรลุถึงระดับ 9 ดาวแล้วเราสามารถระงับการฝึกฝนเพื่อพัฒนาต่อไปได้จริง ๆ ด้วย

ดังนั้นคนอย่างฉินเสี่ยวเสี่ยวจึงสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีพละกำลังเหนือกว่าได้  บรรลุถึงความไร้เทียมทานในระดับเดียวกันและต่อสู้กับศัตรูที่ระดับเหนือกว่าได้ด้วย

“ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ  บวกกับประสบการณ์จากชาติก่อน  ถ้าในชาตินี้เราได้กลับไปเป็นขอบเขตจักรพรรดิล่ะก็  เราต้องแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า  ไม่สิต้องเกินร้อยเท่าชัวร์ !”

ประกายตาของเฉินมู่วาบขึ้น  เขาแน่ใจในสิ่งที่เดามาก ๆ

ในตอนนี้เองฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ตื่นขึ้นตาม  หลังจากสัมผัสถึงระดับการฝึกฝนของตนแล้วตาเธอก็เป็นประกายเช่นกัน

“เป่าเอ๋อ ? ! น้าก้าวหน้าแล้ว ! น้าถึงระดับสิบดาวแล้ว ! เหลืออีกแค่ก้าวเดียวก็จะเป็นจักรพรรดิแล้วนะ !”

“นี่คือเทพยุทธ์ระดับสิบดาว ! น้าติดอยู่ที่ระดับเก้าดาวมาสามปีแล้ว  ในที่สุดวันนี้น้าก็เลื่อนระดับได้ซักที !”

เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวมีความสุขราวกับเด็ก ๆ เฉินมู่ก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที

ก็จริงที่เธอติดอยู่อย่างนั้นมาสามปีเต็มโดยไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย  ค่าโลหิตปราณเพิ่มขึ้นไม่มากนัก  ความกังวลใจในสภาพแบบนี้มันช่างทุกข์ทรมานจริง ๆ

เฉินมู่ยิ้มและปัดปอยผมที่ปรกแก้มออกเบา ๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“แล้วอยากเลื่อนขึ้นไปเป็นขอบเขตจักรพรรดิเลยมั้ยล่ะ”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวตกใจ

“เลื่อนเป็นจักรพรรดิเลยเหรอ ? เป่าเอ๋อ...  เธอ...  ไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย”

ไม่มีใครมีสิทธิ์พูดถึงความยากลำบากในการเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้ดีไปกว่าเฉินมู่อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม...  คราวนี้เขามีวิธีแก้ปัญหานั้นจริง ๆ

จบบทที่ บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !

คัดลอกลิงก์แล้ว