- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !
บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !
บทที่ 8 : โปรโมชั่น ! โปรโมชั่น ! โปรโมชั่นอันบ้าคลั่ง !
“เปาเอ๋อจ๊ะ เธอจะยอมให้น้าฉินใช้สมบัตินี่จริง ๆ เหรอ”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว !”
ในอ่างอาบน้ำ
เฉินมู่ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามเธอโดยสวมกางเกงขาสั้นหลวม ๆ ได้เปิดขวดด้วยท่าทางหงุดหงิด
“คราวหน้าถ้าหล่อนยังทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้อีกล่ะก็ฉันจะหวดก้นหล่อนให้แดงไปเลย !”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่กลับมาใส่เสื้อผ้าแล้วอดที่จะหัวเราะไม่ได้ เธอรู้ดีว่าเฉินมู่ไม่ได้โกรธจริง ๆ
“โธ่ เป่าเอ๋อล่ะก็... น้าฉินแค่เป็นห่วงว่าเธอจะเก็บกดเกินไปเท่า...”
“ยังจะพูดอีก”
“โอเค ๆ น้าไม่พูดละ... ไม่พูดแล้วน้า ~”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวเห็นเขาหยดโลหิตมังกรเพลิงสามหยดลงในอ่างอาบน้ำจึงพูดเบา ๆ ด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“เป่าเอ๋อ ที่เธอให้น้าเตรียมอ่างอาบน้ำให้พวกหล่อนใช้ก็เพราะจะเอาโลหิตมังกรเพลิงนี่ให้พวกหล่อนใช้แช่ด้วยใช่มั้ย”
“พูดไปเรื่อย”
เฉินมู่ปิดฝาขวดแล้วใส่กลับเข้าไปในช่องเก็บของ
“ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่านการเอาแต่ใจจนเน่าเฟะแบบนั้นเนี่ยนะจะมาใช้โลหิตมังกรเพลิง แค่ดมกลิ่นพวกมันก็คงจะตัวระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์แล้วล่ะ”
ได้ยินดังนั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เม้มปากอย่างพูดอะไรไม่ออก
เป่าเอ๋อบ้านเรานี่เป็นเด็กดีทุกตรงยกเว้นตรงปาก นี่มันช่างยากจริงอะไรจริง
“เอาล่ะ พอเรื่องไร้สาระไว้ก่อน ว่าแต่บ้านนี้มีบาเรียมั้ย”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวรู้ว่าเมื่อโลหิตมังกรเพลิงออกฤทธิ์ พลังของพวกตนจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล เฉินมู่คงไม่เป็นไร แต่กับเธอที่เป็นถึงเทพยุทธ์นั้น พลังที่เธอได้รับจากการพัฒนาฝีมือย่อมมากกว่าพลังที่มีอยู่ในวิลล่าแห่งนี้มาก
ฉันเกรงว่าแม้แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็อาจจะต้องสูญเสียประชากรไปครึ่งหนึ่ง
“หายห่วงจ้า มีแน่นอน บ้านน้าฉินน่ะมีบาเรียที่ทนการลงมือจากจอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิได้ตั้งครึ่งชั่วโมงเลยนะ เพราะงั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
เฉินมู่ส่ายหน้าและเอียงคอมองเธอด้วยสีหน้าไร้คำจะพูด
“เอางี้ดีมั้ย หลังจากนี้ให้ฉันเรียกเธอว่า ‘พี่’ เธออายุมากกว่าฉันแค่สิบปีเอง ให้เรียก ‘น้า’ แบบนี้ไม่รู้สึกแก่มั่งเหรอ”
“แบบนั้นไม่ได้ !”
ได้ยินดังนั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวก็สะดุ้งขึ้นมาทันที
“อย่าว่าแต่แก่กว่าสิบปีเลย ต่อให้แก่กว่าแค่ปีเดียวเธอก็ต้องเรียก ‘น้า’ อยู่ดี !”
“เธอ……”
เฉินมู่เกือบจะสบถออกมาแต่โชคดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน
ทว่าพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องหงุดหงิดทุกทีสิน่า
เขาเกิดใหม่พร้อมความทรงจำจากสองชาติภพ ดังนั้นจิตใจของเขาจึงเฉียบแหลมอย่างเหลือเชื่อ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะอายุครบสองขวบ เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อและคนอื่น ๆ เสียสติไปเขาจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแสร้งทำตัวเป็นลูกชายโง่ ๆ ของเจ้าบ้านอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่ใครจะรู้ล่ะว่าบรรดาหญิงสาวที่เคยได้รับความโปรดปรานจากเขาจะหลอกให้เขาเรียกพวกเธอว่า “น้า” เพราะว่าเขายังเด็กอยู่
ที่จริงแล้วพวกเธอไม่ได้แก่กว่าเขามากนัก คนที่แก่ที่สุดอายุมากกว่าเฉินมู่เพียง 15 ปีเท่านั้น แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อคนใดคนหนึ่งได้แล้วคนอื่น ๆ ย่อมไม่เต็มใจที่จะไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้วมันก็พัฒนามาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เฉินมู่ก็ตัวสั่นด้วยความโกรธ
“ยัยบ้าเย่หานฉิง... ยัยนั่นแหละคือตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด... ซักวันฉันจะฆ่าหล่อนให้ได้ !”
พรูด !
ฉินเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบปิดปากและหันหน้าหนีไป
โธ่เป่าเอ๋อของน้า มีแต่เธอนั่นแหละที่กล้าเรียกผู้หญิงคนนั้นว่ายัยบ้า...
ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ทันทีที่อ้าปากพวกมันคงระเบิดตายไปแล้ว...
“หยุดหัวเราะแล้วรีบฝึกฝนซะ !”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวอดหัวเราะไม่ได้ และถึงแม้จะพยายามกลั้นหัวเราะไว้ก็ตาม แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินมู่ที่แดงก่ำเป็นลูกตำลึงแล้วก็ต้องรีบพูดปลอบใจเขา
ทว่าก่อนที่เธอจะพูดอะไรได้โลหิตมังกรเพลิงก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว
เมื่อเห็นดังนั้นทั้งคู่ก็ก็เข้าสู่สภาวะสงบทำสมาธิในทันที
ในชั่วพริบตาเดียว
น้ำในอ่างที่ผสมโลหิตมังกรเพลิงก็ร้อนขึ้นราวกับลาวาเดือด ไม่เพียงแต่เฉินมู่เท่านั้นที่รู้สึกถึงความร้อนจัด แม้แต่ฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งเป็นถึงขอบเขตเทพยุทธ์ก็ยังรู้สึกแทบทนไม่ไหว
ยังดีที่ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็ว ภายใต้ฤทธิ์ของโลหิตมังกรเพลิงอันเดือดระอุนี้มันได้ช่วยกัดกร่อนสิ่งสกปรกภายในร่างกายรวมถึงบาดแผลซ่อนเร้นอันเกิดจากการฝึกฝนที่ผ่าน ๆ มาและขับออกมาในรูปของเหลวให้
ในเวลาเพียงห้านาที ค่าโลหิตปราณของฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในรอบ 3 ปีก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังปราณรอบข้างแปรสภาพเป็นพายุหมุนผลักดันระดับการฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวให้พุ่งขึ้นสู่ระดับ 10 ดาวทันที
แต่ถ้าพูดกันตามตรง เฉินมู่คือคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
ถึงอย่างไรพลังฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ในขณะที่ของเฉินมู่ยังเป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์ระดับ 3 ดาวเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาพึ่งจะปลุกพลังใหม่ ๆ ซิง ๆ ดังนั้นเขาจึงเปรียบเสมือนหยกที่ยังไม่เจียรไน ซึ่ง ภายใต้การชำระล้างด้วยโลหิตมังกรเพลิง ความแข็งแกร่งของร่างกายเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก และค่าโลหิตปราณก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับติดจรวด
นอกจากนี้พลังวิญญาณที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวดูดเข้ามาทั้งหมดได้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยดำรงอยู่ภายในพลังวิญญาณที่ระเหยออกมา
ทันทีที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่อยู่อีกฝั่งของอ่างมีการเปลี่ยนแปลง ระดับการฝึกฝนของเขาก็เริ่มทะลุทะลวงขึ้นไปทีละขั้น ๆ
1600
1800
2000
ศิษย์ยุทธ์ 4 ดาว !
2500
3000
ศิษย์ยุทธ์ 5 ดาว !
ศิษย์ยุทธ์ 6 ดาว !
...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเหมือนกัน
กระแสพลังวิญญาณเริ่มอ่อนลง และฤทธิ์ของโลหิตมังกรเพลิงก็หมดสิ้นไป นอกจากคราบสีแดงเข้มและสิ่งสกปรกแล้ว น้ำในอ่างอาบน้ำก็แทบจะไม่เหลือความร้อนอีกต่อไป
และแล้วเฉินมู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แต่หลังจากได้สติแล้วดวงตาเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที !
“ศิษย์ยุทธ์สิบดาวสุดปลายยอด !”
“เพียงแค่โลหิตมังกรเพลิงสามหยดก็พอให้ยกระดับการฝึกฝนเราถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์สิบดาวแล้ว !”
ตอนที่อ่านคำบรรยายก็ว่าประเมินผลกระทบของโลหิตมังกรเพลิงสูงมากแล้วนะ แต่ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด
สมกับที่เป็นเลือดล้ำค่าที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้จอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิได้ มันช่างน่าอัศจรรย์จริงอะไรจริง !
อย่าคิดว่าเฉินมู่เลื่อนระดับเป็นเรื่องเล็ก ๆ
เพราะการเลื่อนระดับของเขาไม่ได้เกิดจากการบังคับ แต่เป็นผลมาจากเหตุผลอันสมควร
นี่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในวรยุทธ์อย่างลึกซึ้งของเฉินมู่ที่ผ่านชีวิตมาแล้วถึง 3 ชาติภพ
ในสายตาของทุกคน ระดับ 9 ดาวคือระดับสูงสุดของขอบเขตวรยุทธ์ ดังนั้นเมื่อคนอื่นบรรลุถึงระดับ 9 ดาวแล้วพวกเขาจำทำการก้าวข้ามสู่ขอบเขตถัดไปโดยอัตโนมัติ
ในชาติก่อนเฉินมู่เองก็เคยประสบกับความทุกข์ยากอย่างมากมาเหมือนกัน นั่นเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกอยู่เสมอว่าการฝึกฝนของตนยังมีข้อบกพร่องและรากฐานก็ไม่มั่นคงหลังจากบรรลุถึงขอบเขตจักรพรรดิแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะศักยภาพของตนมันกากเกินไป แต่พอได้รับประสบการณ์และบทเรียนจากการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งมากเข้า ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นเพราะตัวเองไม่ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบในขอบเขตการฝึกฝนใด ๆ เลยต่างหาก
ด้วยประสบการณ์จากการเดินทางข้ามมิติที่อ่านนิยายมาแล้วนับเรื่องไม่ถ้วน และการดูหนังดูละครมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าที่ผ่านมาเขาฝึกฝนผิดวิธีมาโดยตลอด
แต่ละขอบเขตนั้นเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่บรรลุระดับ 9 ดาว แต่มันยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติมจนบรรลุระดับ 10 ดาวได้ต่างหากถึงจะสมบูรณ์แบบ
แต่ถึงตอนนั้นกว่าจะรู้เขาก็ได้บรรลุขอบเขตจักรพรรดิไปนานแล้ว และเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทำลายการฝึกฝนตัวเองทิ้งแล้วเริ่มต้นฝึกใหม่ เพราะในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่หมื่นเผ่าพันธุ์ได้เข้ามารุกราน และเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมแพ้
จนกระทั่งเขาได้เกิดใหม่เขาจึงเริ่มทำการทดลองกับคนรอบข้าง
ปรากฏว่าเขาคิดถูกแล้ว หลังจากบรรลุถึงระดับ 9 ดาวแล้วเราสามารถระงับการฝึกฝนเพื่อพัฒนาต่อไปได้จริง ๆ ด้วย
ดังนั้นคนอย่างฉินเสี่ยวเสี่ยวจึงสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มีพละกำลังเหนือกว่าได้ บรรลุถึงความไร้เทียมทานในระดับเดียวกันและต่อสู้กับศัตรูที่ระดับเหนือกว่าได้ด้วย
“ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ บวกกับประสบการณ์จากชาติก่อน ถ้าในชาตินี้เราได้กลับไปเป็นขอบเขตจักรพรรดิล่ะก็ เราต้องแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า ไม่สิต้องเกินร้อยเท่าชัวร์ !”
ประกายตาของเฉินมู่วาบขึ้น เขาแน่ใจในสิ่งที่เดามาก ๆ
ในตอนนี้เองฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ตื่นขึ้นตาม หลังจากสัมผัสถึงระดับการฝึกฝนของตนแล้วตาเธอก็เป็นประกายเช่นกัน
“เป่าเอ๋อ ? ! น้าก้าวหน้าแล้ว ! น้าถึงระดับสิบดาวแล้ว ! เหลืออีกแค่ก้าวเดียวก็จะเป็นจักรพรรดิแล้วนะ !”
“นี่คือเทพยุทธ์ระดับสิบดาว ! น้าติดอยู่ที่ระดับเก้าดาวมาสามปีแล้ว ในที่สุดวันนี้น้าก็เลื่อนระดับได้ซักที !”
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวมีความสุขราวกับเด็ก ๆ เฉินมู่ก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที
ก็จริงที่เธอติดอยู่อย่างนั้นมาสามปีเต็มโดยไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย ค่าโลหิตปราณเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ความกังวลใจในสภาพแบบนี้มันช่างทุกข์ทรมานจริง ๆ
เฉินมู่ยิ้มและปัดปอยผมที่ปรกแก้มออกเบา ๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แล้วอยากเลื่อนขึ้นไปเป็นขอบเขตจักรพรรดิเลยมั้ยล่ะ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวตกใจ
“เลื่อนเป็นจักรพรรดิเลยเหรอ ? เป่าเอ๋อ... เธอ... ไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย”
ไม่มีใครมีสิทธิ์พูดถึงความยากลำบากในการเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้ดีไปกว่าเฉินมู่อีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม... คราวนี้เขามีวิธีแก้ปัญหานั้นจริง ๆ