- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 7 : สลาก ! อัปเกรด ! เนตรแห่งกาลเวลา !
บทที่ 7 : สลาก ! อัปเกรด ! เนตรแห่งกาลเวลา !
บทที่ 7 : สลาก ! อัปเกรด ! เนตรแห่งกาลเวลา !
“เป่าเอ๋อ ~ วันนี้เธอเก่งมากเลยน้า ~”
“เมื่อไหร่กันที่ฉันไม่เก่ง”
“ฮึ่ม ! ใช่ ๆ ๆ ~ เป่าเอ๋อของเราเก่งทุกวันเลย ~”
ภายในวิลล่าหรู
ฉินเสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่บนโซฟาแล้วกอดเฉินมู่ด้วยใบหน้าที่ประดับประดาไปด้วยความรักใคร่ หากคนนอกเห็นเธอมองเขาด้วยความรักเช่นนี้คงต้องตกใจอย่างแรง
หลังจากกินองุ่นที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวปอกเสร็จแล้วเฉินมู่ก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ใช่แล้ว ฉันต้องการหอพักที่เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวน แล้วก็ต้องมีอ่างอาบน้ำด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า...
“ทางตะวันออกของมหาลัยมีหอพักพึ่งสร้างใหม่ เดิมทีน้ากะจะใช้เป็นหอพักอาจารย์ใหม่ มีห้องพักอยู่ห้าสิบห้อง”
“แต่ถ้าเธอจะใช้ก็เอาไปได้เลย ส่วนเรื่องอ่างอาบน้ำนั่นก็ง่ายมาก น้าจะให้หลี่หมิงซินจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย พรุ่งนี้ก็พร้อมใช้แล้วล่ะ”
พูดถึงตรงนี้ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็โอบแขนรอบคอเฉินมู่กอดหัวเขาลงมาถูไถ
“ในเมื่อเป่าเอ๋อของน้ากะลังจะเป็นอาจารย์แล้ว งั้นน้าฉินจะยกอาคารเรียนที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ นั่นให้เธอเลยแล้วกัน เออใช่ น้ายังได้บอกหลี่หมิงซินแล้วว่าเธอจะมีอำนาจสูงสุดในมหาลัยตี้ตูและจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดของมหาลัยแล้วด้วยนะ”
เฉินมู่พึงพอใจกับเรื่องนี้มาก
“โอเคเลย อย่างอื่นต่อรองได้หมด แต่ที่สำคัญคือต้องมีอ่างอาบน้ำ อันนี้จำเป็นมาก ๆ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวหยุดลูบหัวเฉินมู่แล้วใช้มือประคองใบหน้าเขาขึ้นมาดูพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ
“เป่าเอ๋อ เธอ... เก็บกดจนอันไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอ”
“พูดเรื่องไรอยู่เนี่ย”
เฉินมู่มองเธอก่อนจะหยิบขวดหยกขาวขนาดเท่าขวดเหล้าออกมาจากช่องเก็บของในระบบ
“ดูซิว่านี่คืออะไร”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวตกใจ หลังจากรับขวดมาแล้วเธอก็เปิดดูโดยไม่รู้ตัว แล้ววินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงคำรามของมังกรดังขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับว่ามันนำพาลาวาจากภูเขาไฟระเบิดมาด้วยกันและพุ่งขึ้นไปถึงเพดาน
เมื่อเห็นดังนั้นตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็หรี่ลงอย่างเร็ว โดยไม่คิดอะไรต่อเธอรีบปิดจุกกลับเข้าไปทันที
“นี่... นี่มันโลหิตมังกรเพลิงเหรอ ? ? ?”
เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วมองเธอพร้อมกับยิ้ม
“ไม่เลวเลยนะฉินเสี่ยวเสี่ยว เธอรู้จักโลหิตมังกรเพลิงด้วย”
เปลือกตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวกระตุกเบา ๆ พร้อมกับลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น
“เป่าเอ๋อ เธอไปเอาสมบัติแบบนี้มาจากไหนล่ะเนี่ย ในเผ่ามังกรเพลิงทั้งเผ่ายังมีไม่ถึงสามตัวเลยนะที่จะมีพลังระดับนี้ นี่เธอคงไม่ได้ไปฆ่าประมุขเผ่ามังกรเพลิงแล้วรีบเลือดมันมาหรอกใช่มั้ย นั่นน่ะมันยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิเลยเชียวนะ !”
“เอาหน่า ก็แค่เลือดมังกรเพลิงแก้วเดียวเอง”
เฉินมู่โอบแขนรอบเอวเธออย่างไม่ตั้งใจ
“รีบไปเปิดน้ำใส่อ่างซะสิ แล้วเรามาฝึกฝนด้วยกัน”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น แม้แต่ฆาตกรหน้าเลือดอย่างเธอยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
“เป่าเอ๋อ นี่น่ะมันของดีเลยนะ แม้แต่ตระกูลเฉินของเธอก็ยังไม่มีเลยนะ แล้วเธอยังอยากจะให้มันกับน้าจริง ๆ เหรอ”
“แน่นอนสิ”
เฉินมู่หัวเราะเบา ๆ แล้วหยิกแก้มเธอ
“เธอเป็นของฉัน เพราะงั้นจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กันมันก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วหนิ”
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวหน้าแดงเฉินมู่จึงฉวยโอกาสมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เธอติดอยู่ที่ขอบเขตเทพยุทธ์ (อู่เฉิน) เก้าดาวมาซักสามปีได้แล้วใช่มั้ยล่ะ”
“โลหิตมังกรเพลิงนี่สามารถชำระล้างไขกระดูก ขยายเส้นลมปราณ และยังช่วยขัดเกลาร่างกายเสริมสร้างพลังโลหิตปราณให้เราได้ แม้แต่จอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิใช้เองก็ยังเห็นผลเป็นที่อัศจรรย์เลย”
เฉินมู่พูดถูก แม้ว่าเธอยังไม่ถึงขอบเขตจักรพรรดิก็ตาม แต่สายตาของเธอยังดีพอ เพียงแค่ความรู้สึกที่เธอพึ่งสัมผัสไปเมื่อกี๊ก็พอที่จะกระตุ้นพลังฝึกฝนของเธอที่หยุดนิ่งมาหลายปีให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว
นี่มันเหลือเชื่อจริง ๆ
ควรเข้าใจก่อนว่าเส้นทางการฝึกฝนวรยุทธ์นั้นจะยิ่งยากลำบากมากขึ้นหลังจากขอบเขตราชันยุทธ์ ฉินเสี่ยวเสี่ยวที่สามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ได้และสามารถพัฒนาระดับฝีมือจนมาถึงระดับปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วก็เพราะเมื่อ 10 ปีก่อน ด้วยการชี้แนะ วิชา และทรัพยากรที่เฉินมู่จัดหาให้นี่แหละ
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพเธอแค่ระดับ A เท่านั้น ซึ่งเป็นศักยภาพที่ยังมีขีดจำกัดอยู่ ดังนั้นแม้ว่าเธอจะบรรลุขอบเขตเทพยุทธ์ 9 ดาวได้ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ปีก็ตาม แต่สุดท้ายก็มาตันอยู่แค่นี้เนื่องจากศักยภาพของเธอก็ได้จำกัดการเติบโตไว้ในที่สุด
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กักตัวอยู่แต่ในบ้านมานานถึง 3 ปีเต็มแบบนี้หรอก
แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าการใช้โลหิตมังกรเพลิงจะทำให้เธอไปถึงขอบเขตเทพยุทธ์ 10 ดาว หรือกระทั่งขึ้นสู่ขอบเขตจักรพรรดิในตำนานได้หรือไม่ก็ตามที แต่เฉินมู่ก็ยังเต็มใจที่จะแบ่งปันสมบัติชิ้นนี้กับเธอโดยไม่ลังเล แถมยังประกาศอีกว่าเธอเป็นของเขาอีกด้วย
เหตุการณ์นี้ทำให้ความรู้สึกขอบคุณของฉินเสี่ยวเสี่ยวที่มีต่อเฉินมู่พุ่งสูงถึงขีดสุดแล้ว
“เป่าเอ๋อ... เป่าเอ๋อจ๊ะ ~ เธอดีกับน้าฉินจังเลย...”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวแทบจะพูดอะไรไม่ออก เธอกอดเฉินมู่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เฉินมู่โกรธมากจนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“เอาล่ะ ๆ ก็แค่โลหิตมังกรเพลิงหยดเดียว เดี๋ยวต่อไปจะมีของดีกว่านี้มาอีกด้วยซ้ำ”
พวกลั่วซือหานนั้นสำคัญต่อเขาไหม แน่นอนว่าสำคัญ !
เฉินมู่ต้องการพวกเธอเพื่อใช้ช่วยพัฒนาศักยภาพและความแข็งแกร่งของตน
แต่ถ้าเกิดอยากรู้จริง ๆ ว่าใครสำคัญที่สุดในใจเขา คำตอบก็คงเป็นพวกฉินเสี่ยวเสี่ยวอย่างแน่นอน
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขาเคยฝึกฝนฉินเสี่ยวเสี่ยวและแก๊งของเธอให้เป็นทีมหลัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้หญิงพวกนั้นกลับยิ่งดื้อรั้นและไม่เคารพเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้พวกเธอยังปฏิบัติต่อเฉินมู่ดีเกินไปและยังตามใจเขามากยิ่งกว่าพ่อของเขาเสียอีก ซึ่งเป็นเหตุผลที่เฉินมู่ต้องยอมให้พวกเธอทำอะไรกับตัวเองก็ได้ตามใจชอบ
ดังนั้นหากมีอะไรดี ๆ เฉินมู่ก็ยินดีที่จะแบ่งปันให้พวกเธออย่างแน่นอน
สรุปคือเฉินมู่ปฏิบัติต่อพวกเธอเหมือนเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ
“เอาล่ะ ๆ ไปเปิดน้ำเถอะ”
“ม่ายปาย ~”
“ฉินเสี่ยวเสี่ยว !”
“จ้า ๆ...”
เฉินมู่จ้องมองเธออย่างดุดันและฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เชื่อฟังทันที
หลังจากทำหน้าบึ้งด้วยความไม่เต็มใจใส่แล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ไปเปิดน้ำ
“เฮ่อ ผู้หญิงนี่น่ารำคาญจริงจี๊ง”
เฉินมู่ถอนหายใจโล่งอกและรีบเปิดแผงควบคุมระบบ
เขาได้รับค่าอารมณ์มา 1123 แต้มจากการปากหมาที่สนามเด็กเล่น และตอนนี้ก็อยู่ในสถานที่เงียบสงบแล้ว จึงถึงเวลาแล้วที่จะจับสลากรับรางวัล
“มาเพิ่มศักยภาพกันเลยเจ้าระบบ จับรางวัลโลด !”
[ ติ๊ง ! ]
[ จับรางวัลสำเร็จ ! ]
[ หักค่าอารมณ์ 1000 แต้ม ]
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ คุณได้รับ : เนตรแห่งกาลเวลา, ศักยภาพ +10%, ค่าโลหิตปราณ +100, อุกกาบาตสีชาด ]
“เอาจริงดิ ? ยังอัปเกรดศักยภาพให้อีก !”
ดวงตาของเฉินมู่เป็นประกายด้วยความดีใจสุดขีด
“ถึงจะไม่ได้ของรางวัลเยอะเท่าแพ็กของขวัญมือใหม่แต่ก็ยังได้ของดีทีเดียว แถมยังสามารถจับรางวัลได้ทุก ๆ พันแต้มด้วย ก็ดูซิว่าวันนี้พวกสาว ๆ ดื้อกันขนาดไหน ค่าอารมณ์พันแต้มนี่หมู ๆ เลย”
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปศักยภาพของเราอาจไปถึงระดับเอสได้อย่างเร็วหรืออาจจา... สูงกว่าด้วยซ้ำ !”
ยิ่งคิดเฉินมู่ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ และเขาก็เริ่มคิดหาวิธีรับมือกับพวกเด็ก ๆ เหล่านั้นในวันพรุ่งนี้แล้ว
“เฮ่อ หลังจากดิ้นรนอย่างยาวนานในชาติก่อนสุดท้ายก็จบลงอย่างน่าเศร้า แต่ในชาตินี้อย่างน้อยเราก็ไม่สูงไม่ต่ำแล้วล่ะนะ !”
เฉินมู่หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
เอาล่ะ ๆ ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออยู่ ดูของรางวัลอื่น ๆ ดีกว่า
[ เนตรแห่งกาลเวลา ] : เมื่อฝึกฝนจนถึงขีดสุดจะสามารถย้อนมิติเวลา เดินทางผ่านกระแสแห่งกาลเวลาได้
เปลือกตาของเฉินมู่กระตุกเล็กน้อยและรู้สึกประทับใจอย่างมากกับเนตรอันยอดดยี่ยมเหลือเชื่อนี่
โดยไม่รู้ตัว เขาได้กระตุ้นพลังเนตรขึ้นมา แล้วตาขวาของเขาที่เป็นสีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็นสีทองในทันที
วินาทีต่อมา
เขารู้สึกว่าพลังโลหิตปราณลดฮวบอย่างฉับพลัน และทันใดนั้นก็ ‘เห็น’ องุ่นในจานร่วงลงบนโต๊ะ
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกลึกลับนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป
ที่น่าประหลาดใจคือ... เพียงไม่นานต่อมา... องุ่นในจานกลับร่วงลงบนโต๊ะจริง ๆ
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่ก็พลันเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที
“ใช้พลังโลหิตปราณไปประมาณหนึ่งในยี่สิบ ได้เห็นภาพนั้นประมาณสามวิ...”
แม้มันจะไม่แปลกประหลาดอย่างที่คำบรรยายบอกไว้ แต่เฉินมู่ก็ยังดีใจมากเมื่อเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“ด้วยระดับการฝึกฝนของเราตอนนี้สามารถมองเห็นฉากนั้นได้แค่สามวิ แต่ถึงจะแค่สามวิก็ยังใช้เป็นไพ่ตายในสนามรบได้อยู่”
“ใครจะรู้ล่ะว่าสามวินี่อาจใช้ตัดสินผลลัพธ์ของการรบก็ได้”
“ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อระดับการฝึกฝนเราสูงขึ้น เวลาก็ควรจะยิ่งนานขึ้น”
ในตอนนี้ระดับการฝึกฝนของเขายังต่ำเกินไป ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปลดปล่อยพลังของเนตรแห่งกาลเวลาได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกอยู่เสมอว่าเนตรแห่งกาลเวลาไม่ใช่แค่การมองเห็นอนาคตเพียงไม่กี่วินาทีนี้เท่านั้น
บางที เมื่อพละกำลังเพิ่มมากขึ้นเขาอาจจะค้นพบความสามารถที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมได้ก็เป็นได้ !
นี่เป็นของดีจริง ๆ...
เฉินมู่เอามือแตะตาขวาขณะที่ปากก็กลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่แล้วอุทานว่าระบบนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ
“แต่ก็น่าเสียดายที่เนตรแห่งกาลเวลานี่มันอยู่แค่ในตาขวาเท่านั้น... เพราะอะไรกันแน่นะ”
“ช่างมันเถอะ แค่มีก็ดีแล้ว จะไปอยากได้อะไรเยอะแยะ”
เฉินมู่ได้กินอาหารดี ๆ แล้วจึงรู้สึกอิ่ม อิ่มอกอิ่มใจเป็นอย่างยิ่ง
มันไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ ตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แม้จะเป็นเพียงแค่ตาเดียวก็ยังถือว่าแข็งแกร่งและไม่เสียหายอะไร
คิดมาถึงตรงนี้ก็พลันได้สติว่าตนยังไม่ได้ดูแผงควบคุมของตัวเองเลย
[ ชื่อ ] : เฉินมู่
[ ระดับ ] : ศิษย์ยุทธ์ (3 ดาว)
[ โลหิตปราณ ] : 1568
[ วิชา ] : หัตถ์แยกเส้นเอ็นมังกรดำ (ปราชญ์), หมัดแปดสุดขั้วถล่มสวรรค์ (ปราชญ์), ดรรชนีทำลายข้อห้าม (เกียรติยศ), ฝ่ามือสลายตะวัน (เกียรติยศ), ลูกเตะมังกรเมฆา (เกียรติยศ), เสียงปราบวิญญาณ (เกียรติยศ), วิชาหยางแผดเผามหาสุริยะ (เกียรติยศ), หนึ่งดรรชนีเต๋าสวรรค์ (จักรพรรดิ), วิชาหยางเก้าวัฏจักร (จักรพรรดิ)
[ กายา ] : กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง (เต๋า)
[ ศักยภาพ ] : ระดับ F (35%)
“เราฝึกฝนทุกวันห้าปีเต็ม ๆ แต่ได้ค่าโลหิตปราณเพิ่มมาแค่ร้อยห้าสิบแต้มเอง แต่วันนี้วันเดียวได้ค่าโลหิตปราณเพิ่มมาเกือบร้อยห้าสิบแต้มเห็น ๆ ดูท่านี่คงเป็นเพราะกายานี่สินะ”
หลังจากดูแผงควบคุมเสร็จแล้วเฉินมู่ก็เข้าใจในทันทีว่าความรู้สึกที่ร่างกายกำลังดูดซับพลังวิญญาณจากภายนอกและกลั่นกรองพลังโลหิตปราณได้เร็วขึ้นหลังจากเปิดกล่องของขวัญนั้นไม่ใช่ภาพลวงตา
ณ จุดนี้ สาเหตุย่อมมาจากกายานี่อย่างแน่นอน
“แต่... ไอ้ระดับเต๋าที่ว่านี่มันระดับไหนกันล่ะเนี่ย”
เช่นเดียวกับวิชาฝึกฝน กายาของคนเราก็แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ได้แก่ มนุษย์, เหลือง, ลึกลับ, ปฐพี, สวรรค์, ศักดิ์สิทธิ์/ปราชญ์, เกียรติยศ, จักรพรรดิ และเทพ
ยกตัวอย่างลั่วซือหาน กายาซินเหยียนของเธออยู่ในระดับศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในบรรดากายาที่เด่นด้านความแข็งแกร่งทางกายภาพ
อย่างไรก็ตาม กายาและศักยภาพนั้นแตกต่างกัน ถึงแม้จะสามารถปรับปรุงกายาให้ดีขึ้นได้ด้วยความช่วยเหลือจากวัตถุภายนอกหรือโอกาสล้ำค่าหายากก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นเรื่องยากมากอยู่ดี
นอกจากนี้กายาและศักยภาพของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ไม่ใช่ทุกคนจะมีกายาที่เหมาะสมเสมอไป
แน่นอนว่าตอนนี้แม้แต่ศักยภาพเองก็ยังสามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วย
เพียงแต่ไอ้ระดับของเต๋าที่ว่านี่... เฉินมู่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
หรือมันจะทรงพลังยิ่งกว่ากายาระดับเทพอีก ?
เฉินมู่สงสัยเล็กน้อยจึงรีบตรวจสอบรายละเอียดกายาทันที
แต่หลังจากอ่านแล้วสีหน้าของเขาก็ยิ่งแปลกไปกว่าเดิม
คำอธิบายนั้นละเอียดมาก แต่ก็ยุ่งยากอย่างยิ่ง กล่าวโดยสรุปคือกายานี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน
1. หยินหยาง หรือที่รู้จักกันในชื่อกายศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรคู่ สามารถเสริมสร้างการบำเพ็ญเพียรของทั้งตนเองและอีกฝ่ายได้ ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างหยินและหยาง
2. สรรสร้าง จุดสนใจหลักคือการปรับปรุงร่างกายของทั้งสองฝ่าย ขัดเกลาเรือนร่าง และเพิ่มพูนการรับรู้และความเข้าใจ
3. กายศักดิ์สิทธิ์ ก็ตามชื่อ เป็นกายเนื้อที่บรรจุความไม่ตายไม่สูญสลาย และสามารถฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ทั้งปวงด้วยพละกำลังของตนเองโดยมีความเข้าใจในวิถี (เต๋า) แห่งพลังอย่างลึกซึ้งถึง 100 เท่า
อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านคำอธิบายจบแล้วเฉินมู่ก็รู้สึกว่ากายานี้สามารถพัฒนาได้อีก แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าระดับเต๋าดังกล่าวมันคืออะไรอยู่ดี
“ช่างมันเถอะ กายาที่แข็งแรงก็เป็นพรสวรรค์ที่พบได้ในคนแค่หนึ่งในหมื่น มีดีกว่าไม่มีล่ะนะ เพียงแต่กายนี่มันทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นเตาหลอมเลย แถมยังคงกระพันชาตรีอีกต่างหาก”
แม้เฉินมู่จะเป็นคนเปิดใจกว้างก็ยังค่อนข้างพูดไม่ออกอยู่เหมือนกัน
ทว่าขณะที่เขากำลังจะหยิบทรายดารากับอุกกาบาตสีชาดออกมาดูนั้นเอง ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
“เป่าเอ๋อจ๊ะ ~ น้ำพร้อมแล้วน้า ~”
เมื่อเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวยืนพิงกรอบประตูอย่างเอียงอายในชุดซีทรู (ผ้าโปร่งมองทะลุได้) จากตลาดมืด เปลือกตาของเฉินมู่ก็กระตุกและรู้สึกชาไปทั้งตัว
“ฉินเสี่ยวเสี่ยว... หล่อน... บ้าไปแล้วเรอะ”
“เป่าเอ๋อ ~ มามะ ~”
[ ตื่นเต้น +20 ]
เฉินมู่ : ? ? ?