เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !

บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !

บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !


“ทำไงดีอะเจ๊ชิว”

ท่ามกลางฝูงชน

เด็กสาวน่ารักผมเปียสองข้างกอดเด็กสาวอีกคนที่มีใบหน้าสวยสมบูรณ์แบบด้วยสีหน้าประหม่า

“ถ้ามันเลือกเรางั้นเราก็จบเห่แน่”

“โดยเฉพาะเธอนะเจ๊  เธอมีศักยภาพระดับเอส ! ถ้าไปมีจารย์ห่วย ๆ แบบนั้นเข้าล่ะก็ชีวิตเธอก็พังพินาศเลยน้า  ฮือ ๆ...”

เย่จิ่นชิวจ้องมองเฉินมู่ด้วยความสงบและกล่าวเบา ๆ

“ที่ได้มาคือโชคชะตา  ที่เสียไปคือโชคลาภ”

“แต่ฉันไม่อยากถูกมันเลือกเลยอ่า ! ลืมเรื่องที่มันกระจอกไปก่อน  เอาแค่ปากหมาอย่างเดียวก็ขยะแขยงแล้ว !”

ยัยเด็กผมเปียทำหน้างอด้วยความไม่เต็มใจ  สีหน้าไม่มีความสุขเลย

“ดูลั่วซือหานสิ  กะลังจะร้องไห้แล้วนะนั่น”

ลั่วซือหาน...

เย่จิ่นชิวไม่ได้พูดอะไร  แค่จ้องมองลั่วซือหานที่ดวงตาไร้ซึ่งชีวิตชีวาไปแล้วอย่างเงียบ ๆ อยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิด

“ปีนี้มีระดับเอสเพิ่มขึ้น...  กว่าเดิม...”

เย่จิ่นชิวพึมพำอะไรบางอย่าง  คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม  แต่ก่อนที่เธอจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าแขนตัวเองถูกเขย่าอย่างแรง

เธอหยุดกึกแล้วตามมาด้วยความรู้สึกว่าแสงแดดโดนบัง

เธอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสบเข้ากับแววตายิ้มแย้มของเฉินมู่

“อาจารย์เฉิน... ?”

“หวาเจ๊ชิว...  อย่าพูดน้า...”

ยัยเด็กผมเปียเตือนเธอเสียงเบาเหมือนยุงด้วยความกังวล  แต่เย่จิ่นชิวดูเหมือนจะไม่ได้ยิน  เธอมองเข้าไปในดวงตาของเฉินมู่ด้วยสีหน้าว่างเปล่าและสงสัย

“เย่จิ่นชิว  คุณชื่อไรนะ ?”

[ เงิบ +30 ]

เย่จิ่นชิวถึงกับตะลึง  ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน

“เย่จินชิวค่ะ”

“โอเค  ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษาในห้องผมแล้ว”

“ออ……”

“แล้วคุณล่ะจ้าวหลินซี ? เออใช่  จ้าวหลินซี  คุณชื่อไรนะ ?”

[ เงิบ +30 ]

[ เซอร์ไพรส์ +30 ]

[ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว +30 ]

ยัยเปียสองข้างจ้าวหลินซีอ้าปากค้างด้วยความสิ้นหวัง

“อาจารย์คะ...  ได้โปรดปล่อยหนูไปเถอะค่ะ...”

“คำร้องขอความเมตตาไม่อนุมัติ  คุณเป็นคนที่สาม”

“แงงงงงงง...”

[ อยากตาย +53 ]

เย่จิ่นชิวมองเฉินมู่เดินจากไปอย่างมีความสุขด้วยสีหน้าแบบงงเต้กสุด ๆ ไปเลย

เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายประหลาดคนนี้เป็นคนแบบไหน

คนเราจะสามารถพูดเรื่องไร้สาระแบบนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยขนาดนั้นได้อย่างไร

หรือว่า...  หมอนั่นกำลังดึงดูดความสนใจเราอยู่

ที่สำคัญคือหมอนั่นพึ่งจะปลุกพลัง  เพราะงั้นแปลว่าต้องอายุ 18 ปี...

ใบหน้าของเย่จิ่นชิวขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย  แต่ก็กลับมาสู่ความเป็นจริงในทันที

“เจ๊ชิว...  ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วอ่า  แง ~...”

เย่จิ่นชิวเม้มปากก่อนจะถอนหายใจอย่างหมดหวัง

“ช่างมันเถอะ  ตอนนี้เรื่องมันก็บานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว  แล้วเราจะทำไรได้อีกล่ะ”

เธอมีความลับสำคัญบางอย่างอยู่จึงไม่อาจถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยได้โดยเด็ดขาด

และเมื่อตอนที่เธอได้รับเลือกแล้วมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอยิ่งคิดถึงเฉินมู่มากขึ้นกว่าเดิม

พอมาคิดดูให้ดี ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าเฉินมู่จะไม่ใช่คนกระจอก ๆ อย่างที่คิด

ก่อนอื่นเลย  เธอไม่รู้จักเฉินมู่  แต่การที่ท่านอธิการฉินพาเขามาด้วยตัวเองย่อมแสดงว่าทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน  ซึ่งหมายความว่าสถานะของเฉินมู่ย่อมไม่ต่ำอย่างแน่นอน

ประการที่สอง  การเคลื่อนไหวของเฉินมู่เมื่อครู่นี้รวดเร็วมาก  และเป็นการเคลื่อนไหวที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน  หรือจะพูดให้ถูกก็คือ...  เป็นทักษะวรยุทธ์

และต้องยอมรับว่าเขาแข็งแกร่งมาก

การที่เขาสามารถจัดการกับคนเก่งที่มีศักยภาพระดับ A ถึง 6 คนได้อย่างง่ายดายนั้นทำให้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาเป็นแค่ขยะระดับ F จริงหรือเปล่า

บางทีเขาอาจจงใจบอกว่าตัวเองมีระดับ F เพื่อหลอกลวงผู้อื่นก็เป็นได้  เพราะหากปราศจากซึ่งวิธีการพิเศษแล้วล่ะก็  ศักยภาพแค่นี้ย่อมไม่มีทางมีความแข็งแกร่งจนมองไม่ออกแบบนี้ได้

สุดท้าย  ในระหว่างที่ทั้งสองสบตากันเธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับสภาพอารมณ์ของเฉินมู่

แต่เธอแน่ใจว่าความต้องการผู้หญิงสวยของเฉินมู่ไม่ได้เกิดจากความลุ่มหลงอย่างแน่นอน  เพราะเมื่อเขามองเธอเมื่อครู่เขากลับรู้สึกมีความสุข  และไม่มีร่องรอยความเศร้าหมองในดวงตาเลย

นี่ไม่ใช่อาการของการชื่นชอบสาวสวย

อย่างไรก็ตาม  การคิดถึงเรื่องเหล่านี้ในตอนนี้ยังไม่มีประโยชน์  เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อค่อย ๆ ทำความรู้จักกับมันไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

บางที...  การเป็นนักศึกษาของเขาก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก...

เพราะดูเหมือนจะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นมากมายในปีนี้

เย่จิ่นชิวจ้องมองแผ่นหลังของเฉินมู่พลางครุ่นคิด

เฉินมู่เองก็ถึงกับพูดไม่ออก

เขาเดินเตร็ดเตร่ไปมาเป็นเวลานานและได้พบกับหญิงสาวสวยหลายคนที่มีคะแนนอยู่ในช่วง 80 แต่ระบบก็ยังไม่ตอบสนอง

เมื่อเห็นเฉินมู่ยืนเอามือไขว้หลังราวกับกำลังลาดตระเวน  พวกเด็ก ๆ ก็มองเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันไประหว่างเยาะเย้ยและสงสาร

เด็กสาวที่ถูกคัดออกต่างลูบอกตัวเองพร้อมถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

เมื่อเห็นภาพนั้น  มีแค่ฉินเสี่ยวเสี่ยวคนเดียวเท่านั้นที่แววตาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย

ยังดีที่เฉินมู่ค่อนข้างโชคดี  ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ  หลังจากเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็เลือกผู้หญิงทุกคนที่ตรงตามเกณฑ์ได้สำเร็จ

เมื่อกลับไปหาเหล่านักศึกษาเฉินมู่ก็แอบนับจำนวนในใจและพบว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือกแค่ 36 คนเท่านั้น

นี่ยังห่างไกลจากข้อกำหนดที่ว่าห้องเรียนแต่ละห้องต้องมีนักศึกษา 200 คนอีกมาก

“จากนักศึกษาหมื่นคนมีแค่สามสิบหกคนที่ผ่านเกณฑ์  นี่แกตั้งเกณฑ์ไว้ซะสูงปรี๊ดเลยนะไอ้ระบบ”

เฉินมู่รู้สึกค่อนข้างจะหมดหนทาง  แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ

เกรงว่าหากเป็นที่มหาวิทยาลัยอื่นล่ะก็คงหาได้ไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ

เพราะท้ายที่สุดแล้วนักศึกษาที่เก่งที่สุดก็ล้วนมากระจุกอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 อันดับแรกทั้งนั้น  แม้ว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะมีนักศึกษาเก่ง ๆ อยู่บ้างก็ตาม  แต่ก็เทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 อันดับแรกเหล่านั้นไม่ติด

“เลิกสนดีกว่า  คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณคือกุญแจสำคัญของกองทัพที่ดี”

ต่อให้เขาจะหาคนครบตามจำนวนที่ต้องการได้แต่สุดท้ายมันก็จะเป็นการเสียเวลาและพลังงานไปเปล่า  ๆ ตอนนี้เขาแค่ต้องการสะสมค่าอารมณ์เพื่อรับรางวัลก่อน  ไม่อยากเปลืองสมองและเวลาไปกับเรื่องอื่นใด

คิดได้ดังนี้แล้วเขาก็หันไปมองฝูงชนแล้วพูดว่า...

“เอาล่ะ ! คนที่ผมเลือกให้ก้าวออกมา !”

เมื่อได้ยินดังนั้นพวกลั่วซือหานต่างสบตากันและทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะเดินตามเฉินมู่แล้วไปเข้าแถวรอที่ข้างหลังเขา

เหล่าเด็กหนุ่มกลัดมันทั้งหลายต่างมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าเยาะเย้ยตอนที่เห็นเขากำลังคัดเลือกนักศึกษา

แต่พอได้เห็นผู้หญิงสวยสะดุดตา 36 คนซึ่งแต่ละคนได้คะแนนจากระบบอย่างน้อย 90 คะแนนมายืนอยู่ด้านหลังเขาแล้ว  แววตาของพวกมันก็เริ่มจะเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในที่สุดพวกมันก็นึกได้แล้ว

ไอ้อาจารย์ห่วยแตกนี่มันเลือกสอนแต่ผู้หญิงสวย ๆ เท่านั้น !

ในชั่วพริบตาเดียว

เมื่อกลุ่มนักศึกษาชายได้สติแววตาของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น

[ โกรธ +10 ]

[ หึงหวง +20 ]

[ อิจฉา +14 ]

“ห่าเอ๊ย ! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ! มันเลือกนางฟ้าลั่วของกูไปแล้ว !”

“ของกูก็ด้วย  นางฟ้าเย่ ! ฮืออออออออออออ...”

“หมดแล้ว ! มันเอานางฟ้าไปหมดแล้ว ! แล้วกูล่ะ  กูจะกินอะไร  ไอ้เฉินมู่  มึงสมควรตายที่ซู้ดดดดดดดดด !”

“ไอ้ห่านี่ไม่ใช่แค่ฝีมือห่วยแตก  ปากยังหมาอีกตะหาก  แต่มันดันเลือกเอาสาวสวยทุกคนไปหมดซะงั้น  แล้วมึงจะให้กูมีชีวิตอยู่ต่อยังไง  ไอ้เฉินมู่  เมื่อไหร่มึงจะตาย ๆ ไปซ้า  โฮฮฮฮฮฮฮฮ...”

“ถ้าทุกวันได้เจอสาวสวยเยอะขนาดนี้ล่ะก็  ต่อให้กูต้องทิ้งศักยภาพระดับเอสก็ยอม  แงงงงงงง...”

นักศึกษาชายต่างอิจฉาริษยาจนร้องห่มร้องไห้  และความเกลียดชังที่มีต่อเฉินมู่ก็ปะทุอยู่ภายในอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

โดยเฉพาะพวกหมาเลียรองเท้าของของพวกลั่วซือหานที่แต่ละคนอยากจะจับเฉินมู่มาถลกหนังทั้งเป็น

อย่างไรก็ตาม  เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เฉินมู่ต้องคำนึงถึง

เขาหันไปมองพวกลั่วซือหาน

“วันนี้กลับบ้านไปพักผ่อนกันก่อน  แล้วเก็บกระเป๋าซะ  พวกคุณจะต้องมาอยู่กินที่มหาลัยตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป”

“อ้อ  ใช่แล้ว  พรุ่งนี้เราจะเจอกันที่หน้าประตูเวลาแปดโมงเช้า  ใครมาสายจะถูกไล่ออก”

[ ตกใจ +30 ]

[ เซอร์ไพรส์ +30 ]

“อะไรนะ ? โรงเรียนประจำเหรอ ?”

เมื่อได้ยินดังนั้นแววตาของสาวสวยทั้ง 36 คนก็เบิกกว้างขึ้นทันที

“อาจารย์คะ  บ้านหนูเดินจากมหาลัยแค่สิบนาทีเองค่ะ  หนูยังต้องพักที่หอพักมหาลัยอยู่มั้ยคะ”

“อาจารย์คะ  บ้านหนูก็อยู่ในเมืองนี่เอง  หนูไม่อยากนอนมหาลัยเลยค่ะ”

“หนูไม่เห็นด้วยกะโรงเรียนประจำ ! เพราะงั้นหนูขอประท้วงค่ะ !”

“หนูก็ประท้วงเหมือนกัน ! หนูไม่อยากอยู่หอพักมหาลัย !”

“คำคัดค้านไม่อนุมัติ  การประท้วงก็ไม่อนุมัติเหมือนกัน”

เฉินมู่ตอบอย่างใจเย็น  จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาค่าอารมณ์ของเขาแตะ 1000 แล้ว  ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถจับสลากรางวัลได้แล้วนั่นเอง

ดังนั้นเขาจึงต้องการหาสถานที่เงียบ ๆ เพื่อจับสลาก  และแน่นอนว่าเขาจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ

ถึงอย่างไรการเรียนการสอนก็ต้องเริ่มพรุ่งนี้  ดันนั้นวันนี้ก็ควรจะใช้ไปกับการทำความเข้าใจกับระบบให้ดียังจะดีซะกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นคือยังมีของรางวัลอื่น ๆ ในชุดของขวัญมือใหม่ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ  นี่ยิ่งทำให้มีหลายอย่างที่ต้องทำ

ส่วนเรื่องคนอื่น ๆ และสิ่งอื่น ๆ นั้น...

นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องพิจารณา

ฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งนั่งบัลลังก์กลางเห็นดังนั้นก็วางแก้วไวน์ลง  ลุกขึ้นยืน  และพูดว่า...

“เอาล่ะ  รองอธิการหลี่  คุณจัดการที่เหลือได้เลย  ฉันขอตัวก่อน”

หลี่หมิงซินตกใจและรีบโน้มตัวเข้าไปใกล้พร้อมกระซิบด้วยความกังวลใจ

“ท่านอธิการครับ  เฉินมู่ได้เลือกนักศึกษาระดับเอสไปสองคน  ระดับเอยี่สิบคน  คิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในปีนี้...”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองเขาแล้วพูดช้า ๆ ด้วยเสียงแผ่วเบา

“การได้เป็นนักศึกษาของเฉินมู่ถือเป็นผลบุญที่พวกหล่อนสั่งสมมาตลอดแปดชาติภพแล้ว”

“จำไว้นับจากนี้เป็นต้นไป  ที่มหาลัยตี้ตูแห่งนี้  เจตจำนงของเฉินมู่ก็คือเจตจำนงของฉัน”

ขณะที่หลี่หมิงซินจะพูดจู่ ๆ นัยน์ตาของเขาก็หดแคบลงอย่างรวดเร็ว  และเมื่อหันมองไปที่แผ่นหลังของเฉินมู่ก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดขีด

ถ้าจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวเตือนและอธิบายด้วยวลีต่าง ๆ เช่น ‘ผลบุญที่สั่งสมมาแปดชาติภพ’ แล้วล่ะก็  งั้นก็ควรกลับบ้านไปทำไร่ไถนาเสียเถอะ

อย่างไรก็ตามศักยภาพและความสามารถของเฉินมู่กลับเป็นจุดอ่อนสำคัญ  แม้เหล่านักศึกษาจะไม่กล้าโต้แย้ง  แต่ถ้าเกิดพวกพ่อแม่รู้เข้าล่ะ...

‘ตัวตนของไอ้หนุ่มนี่มันน่ากลัวแน่ ๆ ล่ะ  บางทีมันอาจมีพรสวรรค์พิเศษอย่างแท้จริง  คราวนี้มหาวิทยาลัยตี้ตู...  อาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นก็ได้...’

จบบทที่ บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !

คัดลอกลิงก์แล้ว