- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !
บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !
บทที่ 6 : มันเอาสาวสวยไปหมดแล้ว ! ไอ้เฉินมู่ ! มึงสมควรตาย !
“ทำไงดีอะเจ๊ชิว”
ท่ามกลางฝูงชน
เด็กสาวน่ารักผมเปียสองข้างกอดเด็กสาวอีกคนที่มีใบหน้าสวยสมบูรณ์แบบด้วยสีหน้าประหม่า
“ถ้ามันเลือกเรางั้นเราก็จบเห่แน่”
“โดยเฉพาะเธอนะเจ๊ เธอมีศักยภาพระดับเอส ! ถ้าไปมีจารย์ห่วย ๆ แบบนั้นเข้าล่ะก็ชีวิตเธอก็พังพินาศเลยน้า ฮือ ๆ...”
เย่จิ่นชิวจ้องมองเฉินมู่ด้วยความสงบและกล่าวเบา ๆ
“ที่ได้มาคือโชคชะตา ที่เสียไปคือโชคลาภ”
“แต่ฉันไม่อยากถูกมันเลือกเลยอ่า ! ลืมเรื่องที่มันกระจอกไปก่อน เอาแค่ปากหมาอย่างเดียวก็ขยะแขยงแล้ว !”
ยัยเด็กผมเปียทำหน้างอด้วยความไม่เต็มใจ สีหน้าไม่มีความสุขเลย
“ดูลั่วซือหานสิ กะลังจะร้องไห้แล้วนะนั่น”
ลั่วซือหาน...
เย่จิ่นชิวไม่ได้พูดอะไร แค่จ้องมองลั่วซือหานที่ดวงตาไร้ซึ่งชีวิตชีวาไปแล้วอย่างเงียบ ๆ อยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิด
“ปีนี้มีระดับเอสเพิ่มขึ้น... กว่าเดิม...”
เย่จิ่นชิวพึมพำอะไรบางอย่าง คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม แต่ก่อนที่เธอจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าแขนตัวเองถูกเขย่าอย่างแรง
เธอหยุดกึกแล้วตามมาด้วยความรู้สึกว่าแสงแดดโดนบัง
เธอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวและสบเข้ากับแววตายิ้มแย้มของเฉินมู่
“อาจารย์เฉิน... ?”
“หวาเจ๊ชิว... อย่าพูดน้า...”
ยัยเด็กผมเปียเตือนเธอเสียงเบาเหมือนยุงด้วยความกังวล แต่เย่จิ่นชิวดูเหมือนจะไม่ได้ยิน เธอมองเข้าไปในดวงตาของเฉินมู่ด้วยสีหน้าว่างเปล่าและสงสัย
“เย่จิ่นชิว คุณชื่อไรนะ ?”
[ เงิบ +30 ]
เย่จิ่นชิวถึงกับตะลึง ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน
“เย่จินชิวค่ะ”
“โอเค ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษาในห้องผมแล้ว”
“ออ……”
“แล้วคุณล่ะจ้าวหลินซี ? เออใช่ จ้าวหลินซี คุณชื่อไรนะ ?”
[ เงิบ +30 ]
[ เซอร์ไพรส์ +30 ]
[ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว +30 ]
ยัยเปียสองข้างจ้าวหลินซีอ้าปากค้างด้วยความสิ้นหวัง
“อาจารย์คะ... ได้โปรดปล่อยหนูไปเถอะค่ะ...”
“คำร้องขอความเมตตาไม่อนุมัติ คุณเป็นคนที่สาม”
“แงงงงงงง...”
[ อยากตาย +53 ]
เย่จิ่นชิวมองเฉินมู่เดินจากไปอย่างมีความสุขด้วยสีหน้าแบบงงเต้กสุด ๆ ไปเลย
เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายประหลาดคนนี้เป็นคนแบบไหน
คนเราจะสามารถพูดเรื่องไร้สาระแบบนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยขนาดนั้นได้อย่างไร
หรือว่า... หมอนั่นกำลังดึงดูดความสนใจเราอยู่
ที่สำคัญคือหมอนั่นพึ่งจะปลุกพลัง เพราะงั้นแปลว่าต้องอายุ 18 ปี...
ใบหน้าของเย่จิ่นชิวขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่ก็กลับมาสู่ความเป็นจริงในทันที
“เจ๊ชิว... ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วอ่า แง ~...”
เย่จิ่นชิวเม้มปากก่อนจะถอนหายใจอย่างหมดหวัง
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้เรื่องมันก็บานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วเราจะทำไรได้อีกล่ะ”
เธอมีความลับสำคัญบางอย่างอยู่จึงไม่อาจถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยได้โดยเด็ดขาด
และเมื่อตอนที่เธอได้รับเลือกแล้วมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอยิ่งคิดถึงเฉินมู่มากขึ้นกว่าเดิม
พอมาคิดดูให้ดี ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าเฉินมู่จะไม่ใช่คนกระจอก ๆ อย่างที่คิด
ก่อนอื่นเลย เธอไม่รู้จักเฉินมู่ แต่การที่ท่านอธิการฉินพาเขามาด้วยตัวเองย่อมแสดงว่าทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ซึ่งหมายความว่าสถานะของเฉินมู่ย่อมไม่ต่ำอย่างแน่นอน
ประการที่สอง การเคลื่อนไหวของเฉินมู่เมื่อครู่นี้รวดเร็วมาก และเป็นการเคลื่อนไหวที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ... เป็นทักษะวรยุทธ์
และต้องยอมรับว่าเขาแข็งแกร่งมาก
การที่เขาสามารถจัดการกับคนเก่งที่มีศักยภาพระดับ A ถึง 6 คนได้อย่างง่ายดายนั้นทำให้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาเป็นแค่ขยะระดับ F จริงหรือเปล่า
บางทีเขาอาจจงใจบอกว่าตัวเองมีระดับ F เพื่อหลอกลวงผู้อื่นก็เป็นได้ เพราะหากปราศจากซึ่งวิธีการพิเศษแล้วล่ะก็ ศักยภาพแค่นี้ย่อมไม่มีทางมีความแข็งแกร่งจนมองไม่ออกแบบนี้ได้
สุดท้าย ในระหว่างที่ทั้งสองสบตากันเธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับสภาพอารมณ์ของเฉินมู่
แต่เธอแน่ใจว่าความต้องการผู้หญิงสวยของเฉินมู่ไม่ได้เกิดจากความลุ่มหลงอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเขามองเธอเมื่อครู่เขากลับรู้สึกมีความสุข และไม่มีร่องรอยความเศร้าหมองในดวงตาเลย
นี่ไม่ใช่อาการของการชื่นชอบสาวสวย
อย่างไรก็ตาม การคิดถึงเรื่องเหล่านี้ในตอนนี้ยังไม่มีประโยชน์ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อค่อย ๆ ทำความรู้จักกับมันไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
บางที... การเป็นนักศึกษาของเขาก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก...
เพราะดูเหมือนจะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นมากมายในปีนี้
เย่จิ่นชิวจ้องมองแผ่นหลังของเฉินมู่พลางครุ่นคิด
เฉินมู่เองก็ถึงกับพูดไม่ออก
เขาเดินเตร็ดเตร่ไปมาเป็นเวลานานและได้พบกับหญิงสาวสวยหลายคนที่มีคะแนนอยู่ในช่วง 80 แต่ระบบก็ยังไม่ตอบสนอง
เมื่อเห็นเฉินมู่ยืนเอามือไขว้หลังราวกับกำลังลาดตระเวน พวกเด็ก ๆ ก็มองเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันไประหว่างเยาะเย้ยและสงสาร
เด็กสาวที่ถูกคัดออกต่างลูบอกตัวเองพร้อมถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นภาพนั้น มีแค่ฉินเสี่ยวเสี่ยวคนเดียวเท่านั้นที่แววตาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
ยังดีที่เฉินมู่ค่อนข้างโชคดี ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ หลังจากเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็เลือกผู้หญิงทุกคนที่ตรงตามเกณฑ์ได้สำเร็จ
เมื่อกลับไปหาเหล่านักศึกษาเฉินมู่ก็แอบนับจำนวนในใจและพบว่ามีผู้ได้รับการคัดเลือกแค่ 36 คนเท่านั้น
นี่ยังห่างไกลจากข้อกำหนดที่ว่าห้องเรียนแต่ละห้องต้องมีนักศึกษา 200 คนอีกมาก
“จากนักศึกษาหมื่นคนมีแค่สามสิบหกคนที่ผ่านเกณฑ์ นี่แกตั้งเกณฑ์ไว้ซะสูงปรี๊ดเลยนะไอ้ระบบ”
เฉินมู่รู้สึกค่อนข้างจะหมดหนทาง แต่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ
เกรงว่าหากเป็นที่มหาวิทยาลัยอื่นล่ะก็คงหาได้ไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ
เพราะท้ายที่สุดแล้วนักศึกษาที่เก่งที่สุดก็ล้วนมากระจุกอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 อันดับแรกทั้งนั้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ จะมีนักศึกษาเก่ง ๆ อยู่บ้างก็ตาม แต่ก็เทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 8 อันดับแรกเหล่านั้นไม่ติด
“เลิกสนดีกว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณคือกุญแจสำคัญของกองทัพที่ดี”
ต่อให้เขาจะหาคนครบตามจำนวนที่ต้องการได้แต่สุดท้ายมันก็จะเป็นการเสียเวลาและพลังงานไปเปล่า ๆ ตอนนี้เขาแค่ต้องการสะสมค่าอารมณ์เพื่อรับรางวัลก่อน ไม่อยากเปลืองสมองและเวลาไปกับเรื่องอื่นใด
คิดได้ดังนี้แล้วเขาก็หันไปมองฝูงชนแล้วพูดว่า...
“เอาล่ะ ! คนที่ผมเลือกให้ก้าวออกมา !”
เมื่อได้ยินดังนั้นพวกลั่วซือหานต่างสบตากันและทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะเดินตามเฉินมู่แล้วไปเข้าแถวรอที่ข้างหลังเขา
เหล่าเด็กหนุ่มกลัดมันทั้งหลายต่างมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าเยาะเย้ยตอนที่เห็นเขากำลังคัดเลือกนักศึกษา
แต่พอได้เห็นผู้หญิงสวยสะดุดตา 36 คนซึ่งแต่ละคนได้คะแนนจากระบบอย่างน้อย 90 คะแนนมายืนอยู่ด้านหลังเขาแล้ว แววตาของพวกมันก็เริ่มจะเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดพวกมันก็นึกได้แล้ว
ไอ้อาจารย์ห่วยแตกนี่มันเลือกสอนแต่ผู้หญิงสวย ๆ เท่านั้น !
ในชั่วพริบตาเดียว
เมื่อกลุ่มนักศึกษาชายได้สติแววตาของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น
[ โกรธ +10 ]
[ หึงหวง +20 ]
[ อิจฉา +14 ]
“ห่าเอ๊ย ! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ! มันเลือกนางฟ้าลั่วของกูไปแล้ว !”
“ของกูก็ด้วย นางฟ้าเย่ ! ฮืออออออออออออ...”
“หมดแล้ว ! มันเอานางฟ้าไปหมดแล้ว ! แล้วกูล่ะ กูจะกินอะไร ไอ้เฉินมู่ มึงสมควรตายที่ซู้ดดดดดดดดด !”
“ไอ้ห่านี่ไม่ใช่แค่ฝีมือห่วยแตก ปากยังหมาอีกตะหาก แต่มันดันเลือกเอาสาวสวยทุกคนไปหมดซะงั้น แล้วมึงจะให้กูมีชีวิตอยู่ต่อยังไง ไอ้เฉินมู่ เมื่อไหร่มึงจะตาย ๆ ไปซ้า โฮฮฮฮฮฮฮฮ...”
“ถ้าทุกวันได้เจอสาวสวยเยอะขนาดนี้ล่ะก็ ต่อให้กูต้องทิ้งศักยภาพระดับเอสก็ยอม แงงงงงงง...”
นักศึกษาชายต่างอิจฉาริษยาจนร้องห่มร้องไห้ และความเกลียดชังที่มีต่อเฉินมู่ก็ปะทุอยู่ภายในอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
โดยเฉพาะพวกหมาเลียรองเท้าของของพวกลั่วซือหานที่แต่ละคนอยากจะจับเฉินมู่มาถลกหนังทั้งเป็น
อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เฉินมู่ต้องคำนึงถึง
เขาหันไปมองพวกลั่วซือหาน
“วันนี้กลับบ้านไปพักผ่อนกันก่อน แล้วเก็บกระเป๋าซะ พวกคุณจะต้องมาอยู่กินที่มหาลัยตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป”
“อ้อ ใช่แล้ว พรุ่งนี้เราจะเจอกันที่หน้าประตูเวลาแปดโมงเช้า ใครมาสายจะถูกไล่ออก”
[ ตกใจ +30 ]
[ เซอร์ไพรส์ +30 ]
“อะไรนะ ? โรงเรียนประจำเหรอ ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นแววตาของสาวสวยทั้ง 36 คนก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“อาจารย์คะ บ้านหนูเดินจากมหาลัยแค่สิบนาทีเองค่ะ หนูยังต้องพักที่หอพักมหาลัยอยู่มั้ยคะ”
“อาจารย์คะ บ้านหนูก็อยู่ในเมืองนี่เอง หนูไม่อยากนอนมหาลัยเลยค่ะ”
“หนูไม่เห็นด้วยกะโรงเรียนประจำ ! เพราะงั้นหนูขอประท้วงค่ะ !”
“หนูก็ประท้วงเหมือนกัน ! หนูไม่อยากอยู่หอพักมหาลัย !”
“คำคัดค้านไม่อนุมัติ การประท้วงก็ไม่อนุมัติเหมือนกัน”
เฉินมู่ตอบอย่างใจเย็น จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมาค่าอารมณ์ของเขาแตะ 1000 แล้ว ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถจับสลากรางวัลได้แล้วนั่นเอง
ดังนั้นเขาจึงต้องการหาสถานที่เงียบ ๆ เพื่อจับสลาก และแน่นอนว่าเขาจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ
ถึงอย่างไรการเรียนการสอนก็ต้องเริ่มพรุ่งนี้ ดันนั้นวันนี้ก็ควรจะใช้ไปกับการทำความเข้าใจกับระบบให้ดียังจะดีซะกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นคือยังมีของรางวัลอื่น ๆ ในชุดของขวัญมือใหม่ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ นี่ยิ่งทำให้มีหลายอย่างที่ต้องทำ
ส่วนเรื่องคนอื่น ๆ และสิ่งอื่น ๆ นั้น...
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องพิจารณา
ฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งนั่งบัลลังก์กลางเห็นดังนั้นก็วางแก้วไวน์ลง ลุกขึ้นยืน และพูดว่า...
“เอาล่ะ รองอธิการหลี่ คุณจัดการที่เหลือได้เลย ฉันขอตัวก่อน”
หลี่หมิงซินตกใจและรีบโน้มตัวเข้าไปใกล้พร้อมกระซิบด้วยความกังวลใจ
“ท่านอธิการครับ เฉินมู่ได้เลือกนักศึกษาระดับเอสไปสองคน ระดับเอยี่สิบคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในปีนี้...”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองเขาแล้วพูดช้า ๆ ด้วยเสียงแผ่วเบา
“การได้เป็นนักศึกษาของเฉินมู่ถือเป็นผลบุญที่พวกหล่อนสั่งสมมาตลอดแปดชาติภพแล้ว”
“จำไว้นับจากนี้เป็นต้นไป ที่มหาลัยตี้ตูแห่งนี้ เจตจำนงของเฉินมู่ก็คือเจตจำนงของฉัน”
ขณะที่หลี่หมิงซินจะพูดจู่ ๆ นัยน์ตาของเขาก็หดแคบลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อหันมองไปที่แผ่นหลังของเฉินมู่ก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างสุดขีด
ถ้าจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวเตือนและอธิบายด้วยวลีต่าง ๆ เช่น ‘ผลบุญที่สั่งสมมาแปดชาติภพ’ แล้วล่ะก็ งั้นก็ควรกลับบ้านไปทำไร่ไถนาเสียเถอะ
อย่างไรก็ตามศักยภาพและความสามารถของเฉินมู่กลับเป็นจุดอ่อนสำคัญ แม้เหล่านักศึกษาจะไม่กล้าโต้แย้ง แต่ถ้าเกิดพวกพ่อแม่รู้เข้าล่ะ...
‘ตัวตนของไอ้หนุ่มนี่มันน่ากลัวแน่ ๆ ล่ะ บางทีมันอาจมีพรสวรรค์พิเศษอย่างแท้จริง คราวนี้มหาวิทยาลัยตี้ตู... อาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นก็ได้...’