เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !

บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !

บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !


ในสนาม

เฉินมู่ยืนกอดอกหันหน้าเข้าหาทั้ง 6 คนด้วยสีหน้าเฉยเมย

หลังจากที่เฉิงอู่เทียนชกหมัดแรกมา  ในที่สุดเขาก็ยอมขยับตัว

อย่างไรก็ตาม  เฉินมู่ไม่ได้เคลื่อนตัวไปไหน  เขาเพียงแค่ยกแขนซ้ายขึ้นโดยราวกับรู้ทิศทางการโจมตีของเฉิงอู่เทียน  เขาได้ฟาดไปที่กำปั้นของเฉิงอู่เทียนและคว้าข้อมือของมันไว้โดยไม่มีการชะงักแม้แต่น้อย

วินาทีถัดไป

เฉินมู่ออกแรงจากมือซ้ายนั้นทำให้ทุกคนได้ยินเสียงกระดูกหลุดดังกร๊อบแกร๊บ  เฉิงอู่เทียนแหกปากกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทันที  ใบหน้าของมันเปลี่ยนไปเป็นดูไม่จืดอย่างเห็นได้ชัด

“อ๊ากกกกกกกก ! ! ! มือกู ! ! !”

เมื่อเห็นเช่นนั้นดังนั้นเฉินมู่จึงดึงด้วยความใจเย็นและเบามือ  และด้วยเสียงกระดูกหลุดอีกครั้ง  เฉิงอู่เทียนก็เกิดอาการเหมือนพ่อแม่ตาย  สีหน้าของมันซีดเผือดเป็นกระดาษขาวแบบไม่เหลือสีใด ๆ อีกต่อไปแล้ว

“อ๊ากกกกกกกก ! ! ! แขนนนนนนนนนนน ! ! !”

เฉิงอู่เทียนกรีดร้องโหยหวน  ร่างกายเอียงไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณ  มันจับแขนขวาตัวเองพยายามที่จะดึงกลับคืน

แต่ก็น่าเสียดายที่มือใหญ่ของเฉินมู่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก  มันเค้นแรงดึงจนแทบบ้าตายถึงสามครั้งซ้อนแต่สุดท้ายก็ไม่อาจแม้แต่จะขยับเขยื้อนได้

“ไงมืง ~ ไม่ไหวละหรา ~”

[ โกรธ +5 ]

เฉินมู่ไม่สนใจความเจ็บปวดและความโกรธของเฉิงอู่เทียน  เขาใช้มือจัดกระดูกมันให้เข้าที่  จากนั้นก็ใช้ปากกาขนาดใหญ่ฟาดหัวเฉิงอู่เทียนจนมันล้มลงกับพื้น

จากนั้นก็ยกเท้าใหญ่ ๆ ขึ้นมาเหยียบหน้าอกมันก่อนจะโน้มตัวลงไปหัวเราะใส่

“ต่อให้ให้โอกาสมึงแล้วมึงก็ยังคว้าไว้ไม่ได้  แปลว่าให้โอกาสมึงไปก็ไม่มีประโยชน์ใช่ป่าว”

[ โกรธจัด +10 ]

“ฟาร์มโทรมาบอกมึงอะลูกเจี๊ยบ”

[ โกรธจนไฟลุกท่วม +15 ]

“มึง ? ! ! !”

แม้จะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  แต่เฉิงอู่เทียนก็ยังคงพยายามผลักเท้าใหญ่ ๆ ของเฉินมู่ออกด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ไอ้เหี้ยนี่ ! เก่งนักก็ปล่อยกูสิวะ !”

“จัดให้”

เฉินมู่หัวเราะเบา ๆ แล้วซัลโวใส่มันอย่างแรง  เฉิงอู่เทียนรู้สึกเหมือนท้องตัวเองโดนรถไฟความเร็วสูงซัดเข้าเต็มรัก

ร่างของมันปลิดปลิวกระเด็นไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าขาด ๆ พร้อมกระอักเลือดเต็มปากกลางอากาศ

พรรคพวกที่เหลือพอเห็นว่าเฉิงอู่เทียนร่วงลงไปแล้วและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลยก็รีบยกมือยกตีนซัดใส่เฉินมู่

เฉินมู่เหลือบมองตีนใหญ่ ๆ ที่ลอยมาใส่หน้าก่อนจะเอียงคอแปลก ๆ หลบ

“ช้าเกินไป  เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวเหรอ  หรือว่ามัวแต่นั่งขี้จนกลวงไปทั้งตัว”

[ โกรธ +10 ]

หลังจากหลบลูกถีบได้แล้วเฉินมู่ย่อมไม่ยอมปล่อยมันไป  เมื่อเห็นหลี่เฉิงคุนยกกำปั้นขึ้นด้วยความโกรธเฉินมู่จึงเตะไอ้หมอนั่นทิ้งไปก่อน  จากนั้นก็ใช้มือขวาคว้าไว้ทันทีก่อนมือจะปีนป่ายขึ้นไปเกาะที่แขนซ้ายของหลี่เฉิงคุนราวกับปลาไหล

หลี่เฉิงคุนที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจมาก  แต่ในวินาทีต่อมาเฉินมู่ก็ใช้นิ้วโป้งของตัวเองแตะที่ข้อศอกมันเบา ๆ...

“ไอ้เหี้ยยยยยยยยยย ! ! !”

ดวงตาของหลี่เฉิงคุนแทบถลน  ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็นตับหมู  ความเจ็บปวดที่ได้รับมันรุนแรงราวกับว่ามีคนกำลังค่อย ๆ ฉีกแขนของตนออกเป็นชิ้น ๆ

ความทุกข์ระทมสุดขีดอันแสนเจ็บปวดได้ชำแรกแทรกซึมลงลึกถึงกระดูก  เล่นเอาในวงจรความคิดของมันตอนนี้หลงเหลือเพียงความรู้สึกเจ็บปวดล้วน ๆ

เมื่อเห็นสภาพแบบนี้แล้วเฉินมู่ถึงกับอดส่ายหน้าไม่ได้

“พวกขยะนี่แม่งไร้ประโยชน์สิ้นดี”

แค่ปะทะกันทีเดียวเฉินมู่ก็มองตื้นลึกหนาบางของบรรดาอัจฉริยะเหล่านี้ออกหมดแล้วว่าตกลงพื้นฐานของพวกมันเป็นอย่างไรบ้าง

ดังนั้นเขาจึงเบื่อกับการเล่นแบบนี้

ก่อนที่อีก 4 คนจะโจมตีอีกครั้งเขาก็ปล่อยหลี่เฉิงคุน  จากนั้นก็ใช้มือใหญ่กดลงบนใบหน้าของมันอย่างแรง

ปัง ! ! !

“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย ! ! !”

เสียงดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นที่ฟุ้งกระจายขึ้นมา  และหลี่เฉิงคุนที่ถูกจับหัวฟาดกับพื้นอย่างแรงก็แหกปากโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

และในขณะนั้นเอง  เสียงอันสงบนิ่งของเฉินมู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เปิดยัง ? สมงสมองมึงอะเปิดยัง ?”

[ โกหกน่า +5 ]

“ใส่แขนเทียม ?” (เป็นแสลงในเกม  แปลว่าเปิดสูตรโกงรึเปล่าถึงได้มือไวมากจนกดรัว ๆ ได้เหมือนไม่รู้จักเหนื่อย  เหมือนใส่แขนเทียมหรือแขนกล  แต่นี่คือเอามาแซะในโลกจริงที่แขนเทียมมันสู้แขนจริงไม่ได้)

[ โกรธ +10 ]

“เปิดไมค์ให้แล้วเชิญพูด”

[ หงุดหงิด +10 ]

“เปิดบอตอยู่ ?”

[ โกรธจนไฟลุก +10 ]

“เปลี่ยนเป็นเล่นมือเถอะ”

[ โกรธจัด +15 ]

“มืงงงงงงงงงงงงงง ? ! !”

หลี่เฉิงคุนกัดฟันกรอด  แววตาที่มองลอดนิ้วมือของเฉินมู่นั้นอย่างกับอยากจะกัดเขาให้ตาย ๆ ไปซะยังไงยังงั้น

ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่  แล้วมีหรือจะเคยเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่  ถูกเยาะเย้ยถากถาง  และถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างแรงขนาดนี้มาก่อนไหม

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงเลิกคิ้วขึ้นและพูดติดตลก

“ทำกับข้าวไม่เป็นก็ไปฝึกทำ  ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำจนติดนิสัย” (เป็นแสลงในเกม  ประมาณว่า ‘กากก็ไปฝึกมาใหม่  ดีกว่าเอาแต่ติดเกมด้วยฝีมือเดิม ๆ ที่ยังไม่พัฒนา’)

“มืงงงง……”

“แต่ถ้าไม่ไหวก็ให้พ่อแม่มาเล่นแทน”

“มึง ? !”

“เอ้อ  กะจะให้พ่อแม่มีลูกใหม่อีกซักคนป่าว” (เป็นแสลง  แปลว่าเอ็งน่ะหมดหวังแล้ว  ให้พ่อแม่ปั๊มลูกคนใหม่มาเถอะเผื่อได้ดีกว่าเดิม)

“มึง ! ! !”

“อ้อ  อีกอย่างนะ  กูไม่รับศิษย์” (เป็นแสลง  แปลว่าไอ้โง่  โง่บรมโง่  โง่ระดับปรมาจารย์  โง่จนไม่มีใครเข้าถึงได้  โง่จนไม่อยากรับเป็นศิษย์  โง่จนไม่อยากลดตัวมาสอนให้  โง่เกินกว่าจะสอนได้  โง่จนสอนไปก็เสียชื่อคนเป็นครูบาอาจารย์หมด  ตรงข้ามกับ ‘รับศิษย์’ ซึ่งก็เป็นแสลงที่ใช้ด่าเหมือนกัน  แปลว่าอ่อนว่ะไอ้น้องให้พี่สอนให้เอาป่าว)

“มืงงงงงง ? ! ! !”

“พรวด ! ! !”

เมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงคุนทนไม่ไหวอีกต่อไปจนกระอักเลือดล้นปากแล้วเฉินมู่จึงรีบยกมือขึ้นเพื่อหลบไม่ให้เลือดกระเด็นมาโดน

“วัยรุ่นนี่ดีจังน้า  หัวถึงหมอนก็นอนได้เลย”

“พรวด ! ! !”

หลี่เฉิงคุนซึ่งหมดสติอยู่แล้วพอได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นมากระอักเลือดสามลิตรทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่

“ฉากนี้ตัดไปทำมีมได้เลย”

เฉินมู่ลุกขึ้นยืนอย่างสงบ  ในขณะที่หลี่เฉิงคุนที่นอนอยู่บนพื้นกำลังชักกระตุกไปด้วยกระอักเลือดไปด้วยเพราะความโกรธแค้น

นักศึกษาที่กำลังจะพุ่งเข้ามาต่อถึงกับเงียบไปเลย  แววตาของพวกมันดูจะมีสติขึ้นมาแล้ว

พอเห็นเหตุการณ์นี้พวกหลี่หมิงซินต่างตกตะลึงกันจนพูดอะไรไม่ออก

ส่วนพวกนักศึกษานั้นกลับมีท่าทีที่เคร่งเครียดกว่าเยอะ  ความตื่นเต้นที่เคยปรากฏบนใบหน้าและใจที่รอคอยให้พวกหลี่เฉิงคุนสั่งสอนเฉินมู่กลับหายไปจนหมดสิ้น  เหลือไว้แค่เพียงสีหน้าตกใจเท่านั้น

[ โกหกน่า +10 ]

[ โกหกน่า +10 ]

[ โกหกน่า +10 ]

[ โกหกน่า +50 ]

“นะ ๆ ๆ นี่...  เรื่องจริงเหรอ  อัจฉริยะระดับเอหกคน...  จะ  จอดหมดแบบนี้เลยเหรอ”

“ปากหมา ! ฆ่าคนไม่พอยังฆ่าใจพ่วงด้วย ?”

“จารย์นี่แม่งโคตรปากหมาเลย  ด่าจนหลี่เฉิงคุนกระอักเลือดเลยนะนั่น”

เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ  ตกตะลึง  และส่งเสียงเอะอะโวยวาย  เฉินมู่ก็ยืนเอามือล้วงกระเป๋าด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างที่สุด

“แค่เนี้ย ?”

[ ตกใจ +15 ]

[ โกรธ +15 ]

“ถ้าพวกมึงไม่ได้บอกว่าตัวเองมีศักยภาพระดับเอล่ะก็  กูคงคิดว่าพวกมึงเป็นพวกปลุกศักยภาพล้มเหลวไปแล้วนะเนี่ย”

“ความสามารถแค่นี้ยังสู้ภารโรงบ้านกูไม่ไหวด้วยซ้ำ”

[ โกรธ +20 ]

[ โกรธ +20 ]

[ โกรธ +20 ]

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนในความคิด  เฉินมู่ก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วมองไปที่หลี่เฉิงคุนที่ยังคงนอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น

“ถึงมันจะเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ก็เถอะ  แต่ก็ยังพอมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง  ยังดีกว่าไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์อย่างพวกมึงเยอะ”

คำพูดดังกล่าวก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่นักศึกษาที่อยู่ในที่นั้นทันที

แต่ในขณะนั้นเองเฉินมู่ก็พูดขึ้นก่อน

“อ้อ  อย่าเข้าใจผิดนะ  กูยังคงคิดว่าหลี่เฉิงคุนมันเป็นขยะเหมือนกันอยู่ดี”

เฉินมู่เชิดคางขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วมองต่ำลงมายังเหล่านักศึกษาด้วยสายตาดูถูก

“แต่เอาจริง ๆ ก็อยากจะพูดแบบนี้มากกว่า  พวกมึงน่ะ...  ต่ำกว่าขยะซะอีก”

[ หงุดหงิด +10 ]

[ หงุดหงิด +10 ]

[ หงุดหงิด +10 ]

[ หงุดหงิด +10 ]

“ไอ้เวรเอ๊ย ! มึงด่าใครเป็นขยะวะ !”

“ของพวกกูศักยภาพอย่างน้อยก็ระดับบี  แล้วของมึงล่ะ  ระดับเอฟนี่ไม่ใช่ขยะเรอะ !”

“ไอ้เศษขยะ  แค่มีฝีมือนิดหน่อยก็คิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนาแล้วรึไง ! คิดว่าตัวเองเหมาะจะเป็นอาจารย์แล้วเรอะ  กลับบ้านไปเลี้ยงหมูซะไป๊ !”

[ โกรธจัด +15 ]

[ โกรธจัด +15 ]

เมื่อเห็นบรรยากาศตื่นเต้นของเหล่านักศึกษาเฉินมู่ก็ยิ้ม

ในขณะนั้นเอง  เฉิงอู่เทียนที่กำลังกุมแขนอยู่ก็ถูกลูกน้องช่วยพยุงขึ้น  เมื่อเห็นเฉิงอู่เทียนจ้องมองมาด้วยใบหน้าแดงก่ำพลางกัดฟันกรอดเฉินมู่ก็เลิกคิ้วขึ้นและพูดแซว

“ได้เห็นการลงมือของมึงแล้วกูนี่สะเทือนใจเลย  อย่างกะเจอฝันร้ายแหนะ  ต้องรีบสะดุ้งตื่น  ใช้แก้ง่วงได้เลยนะเนี่ย”

[ โกรธ +10 ]

เฉิงอู่เทียนและกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 คนต่างก็ตัวสั่นด้วยความโกรธ  กำหมัดแน่นจนเสียงดังกร๊อบแกร๊บ  แต่ยังมีนักศึกษาอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจเหตุผลและอยากหัวเราะเมื่อได้ยินดังนั้น

แต่ผลลัพธ์แบบนั้นแหละคือสิ่งที่เฉินมู่ต้องการ

เชื่อหรือไม่ว่าในเวลาเพียงไม่นานนี้  ค่าอารมณ์ของเขาก็พุ่งสูงกว่า 800 แต้มแล้ว

“หุบปากซะ !”

เฉิงอู่เทียนสั่นไปทั้งตัว  ชี้หน้าเฉินมู่แล้วตะคอกด้วยความโกรธที่ระงับไม่ไหวอีกต่อไป

“มึงเป็นถึงศิษย์ยุทธ์สามดาว ! พลังฝึกฝนก็สูงกว่าพวกกู ! กูชนะมึงไม่ได้ก็ไม่เห็นแปลก !”

“ถ้าเกิดกูเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกันล่ะก็  แค่มือเดียวก็บี้มึงแตกได้แล้ว !”

แม้มันจะหยิ่งยโส  แต่ไม่ได้โง่

เพราะตั้งแต่ต้นจนจบเฉินมู่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับไปไหนเลย  แถมการต่อสู้ยังใช้เวลาไม่ถึง 30 วินาทีด้วย  ที่สำคัญคือระหว่างลงมือมันสัมผัสได้ถึงพลังโลหิตปราณอันรุนแรงที่เฉินมู่ปลดปล่อยออกมาอย่างชัดเจน

แน่นอนว่ามันรู้ดีว่าตัวเองสู้เฉินมู่ไม่ได้

ดังนั้นจึงไม่กล้าลงมือต่อและได้แต่ตีฝีปากโต้ตอบแบบนี้

ทว่าคนอื่น ๆ ได้ยินกลับตกใจมาก

อะไรนะ ? กลายเป็นว่ามันคือศิษย์ยุทธ์สามดาวงั้นเหรอ

“ศิษย์ยุทธ์สามดาว ? เป็นไปได้ยังไง ? ไม่ใช่มันปลุกพลังพร้อมกะพวกเราเหรอ ?”

“แน่ใจนะว่ามันเป็นระดับเอฟ  ไม่เวอร์ไปหน่อยป๊ะ”

เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเหล่านักศึกษาเฉินมู่กลับทำหน้า ‘เงิบ’ ใส่

“ไรนะ ? นี่พวกเราปลุกพลังพร้อมกันเหรอเนี่ย ? แถมพวกมึง....  เหมือนจะมีระดับเอด้วยชะ ?”

[ โกรธจนไฟลุก +15 ]

[ โกรธจนจะบ้า +15 ]

“แล้วก็...  สามดาวในเดือนเดียวเนี่ย  ไม่ใช่ว่ามีมือก็ทำได้เหรอ ?”

[ โกรธจนไฟลุก +15 ]

[ โกรธจนทะลุฟ้า +18 ]

“ไรนะ ? พวกมึงนี่ยังไม่มีใครเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเลย ? ซักคนก็ไม่มี ?”

[ โกรธจัด +15 ]

[ เศร้า +15 ]

[ พูดไม่ออก +30 ]

“ไม่มีเลยเหรอ  ซักคนก็ไม่มีเลยเหรอ  กลุ่มอัจฉริยะแต่แค่สามดาวซักคนก็ไม่มี ?”

[ โกรธจัด +19 ]

[ เศร้าจัด +10 ]

[ เศร้าจัด +40 ]

เมื่อเห็นสีหน้าไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความประชดประชันของเฉินมู่แล้ว  ไม่เพียงแต่เฉิงอู่เทียนกับแก๊งของมันเท่านั้นที่โกรธ  แต่เหล่านักศึกษาคนอื่น ๆ เองต่างก็โกรธจนตัวสั่นเช่นกัน

โดยเฉพาะลั่วซือหาน

ในฐานะจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดเธอย่อมได้ฝึกฝนตนเองมาตั้งแต่เด็ก  และพลังโลหิตปราณย่อมเหนือกว่าของคนรุ่นเดียวกันมาตั้งนานแล้ว  ทำให้เพียงแค่สามวันหลังจากพลังตื่นเธอก็เข้าสู่ระดับศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวได้สำเร็จ  และในตอนนี้ค่าโลหิตปราณของเธอก็เกิน 200 ไปแล้ว

แต่กระนั้นเฉินมู่ก็ยังเรียกเธอว่าขยะอยู่ดี

“ไอ้สารเลวนั่น...  สมควรตาย !”

[ โกรธจัด +45 ]

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนในใจเฉินมู่จึงเหลือบมองผ่านฝูงชนไปยังลั่วซือหาน

เขาเห็นเธอมองมาด้วยสายตาโกรธเคือง  แต่เฉินมู่กลับไม่ได้สนใจ

[ โมโหสุด ๆ +55 ]

‘อืม  กับเป้าหมายผูกมัดนี่ได้แต้มดีกว่าจริงด้วย’

เฉินมู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ  เมื่อหันมาเห็นว่าพวกเฉิงอู่เทียนต่างหน้าแดงก่ำราวกับจะเป็นลม  เขาจึงตัดสินใจหยุดแค่นี้และเริ่มลงมือทำธุระ

ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงแค่คนที่เป็นเป้าหมายผูกมัดเท่านั้นที่จะทำให้เขาได้รับรางวัลมากกว่า  ส่วนคนอื่น ๆ นั้นแค่เอามาเติมให้คนมันครบ ๆ เท่านั้น

“เอาล่ะ  ยังมีใครอยากเห่าอยากหอนอยู่อีกมั้ย”

[ เศร้า +5 ]

[ เศร้า +5 ]

[ พูดไม่ออก +20 ]

“ในเมื่อไม่มีใครอยากพูดแล้ว  งั้นเรามาแบ่งห้องกันเลย”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเวที

เอาตรง ๆ ที่เฉินมู่ทำมันปัจจุบันทันด่วนเกินไปอย่างไม่ต้องสงสัย  เขาสั่งการก่อนที่ท่านอธิการฉินจะอนุญาตเสียอีก

อย่างไรก็ดี  เรื่องนี้สำหรับพวกเขาถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง  เพราะท่านอธิการฉินไม่เพียงแต่ไม่แสดงความโกรธ  แต่กลับพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“อาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านเชิญเลือกนักศึกษาของตัวเองได้เลย  เสร็จแล้วค่อยแยกย้ายกันไปพักผ่อน”

หลังจากพูดจบฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ไปนั่งบนบัลลังก์กลางและกินผลไม้ในจาน

กลุ่มอาจารย์ของนักศึกษาใหม่ต่างมองหน้ากันไปมาก่อนจะหันไปหาหลี่หมิงซิน

เมื่อเห็นดังนั้นหลี่หมิงซินจึงเช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผากแล้วพูดขึ้น

“มองผมทำไม ? ท่านอธิการก็บอกแล้วเพราะงั้นรีบ ๆ ไปซะ...  เดี๋ยวก่อน !”

เปลือกตาของหลี่หมิงซินกระตุกเล็กน้อยก่อนจะกระแอมทีหนึ่ง

“อะแฮ่ม...  ให้อาจารย์เฉินเลือกก่อน”

เมื่อเห็นดังนั้นอาจารย์คนอื่น ๆ ก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที  พวกเขาทั้งหมดจึงยืนอยู่หน้าราวเวที  หยิบรายชื่อของตนขึ้นมารอให้เฉินมู่เลือกเสร็จก่อน

เฉินมู่เหลือบมองอาจารย์บนเวที  จากนั้นก็มองไปยังเหล่านักศึกษาที่มีสีหน้าดูไม่จืด

“ผมได้ระบุเกณฑ์การคัดเลือกนักศึกษาไว้แล้ว”

“แน่นอนว่าคุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ  เว้นแต่ว่าคุณไม่ประสงค์จะศึกษาต่อที่มหาลัยตี้ตูอีกต่อไป  แบบนั้นผมคงทำได้แค่ไปส่งพวกคุณที่หน้าประตูแล้วล่ะนะ”

ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นสีหน้ายิ่งเปลี่ยนไปอีก

ฝ่ายผู้ชายน่ะไม่เท่าไหร่  แต่ฝ่ายผู้หญิงกลับวุ่นวายโกลาหลไปหมด

บรรดาผู้ที่คิดว่าตัวเองมีหน้าตาดีพอสมควรต่างก็แทบจะร่ำไห้ออกมา

พวกเธอส่วนใหญ่พอจะมีภูมิหลังอยู่บ้าง  แต่ว่าบางคนถึงขนาดเป็นที่โปรดปรานของแปดตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจอื่น ๆ ด้วยซ้ำ

แต่ถ้าเกิดว่าโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยตี้ตูล่ะก็  มันจะไม่ใช่แค่เสียหน้าเท่านั้น  แต่มันคือการทำลายอนาคตตัวเองโดยแท้

ท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีตระกูลใดที่จะให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยตี้ตูต่อหรอก

แต่ถ้าหากฉันต้องไปเป็นลูกศิษย์ของเฉินมู่  ไอ้ขยะระดับ F คนนี้แล้วล่ะก็  นอกจากความอับอายแล้วมันก็...  เอาแค่ความจริงที่ว่าไอ้หมอนั่นมันขยะซะขนาดนั้นแล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากมันได้กัน  คนอย่างมันจะมาช่วยอะไรเราได้ก็เล่นเอาเศร้าแล้ว

ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าการมีที่อาจารย์ปรึกษาดีจะสามารถให้ทางเลือกและความช่วยเหลือที่ดีกว่าในด้านต่าง ๆ ได้  เช่น  ความรู้ทางทฤษฎี  ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ  การจัดสรรทรัพยากร  และการพัฒนาทักษะ

ส่วนคนอย่างไอ้เฉินมู่นี่คงไม่สามารถแข่งชิงทรัพยากรกับคนอื่นเค้าได้ด้วยซ้ำ

แม้มันจะเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวก็เถอะ  แต่อาจารย์คนอื่น ๆ เขาเริ่มต้นกันที่ระดับราชันยุทธ์กันทั้งนั้น

ท่ามกลางระดับราชันยุทธ์เพียบไปหมดแบบนี้  คนอย่างมันจะสามารถแย่งเอาทรัพยากรที่ดีที่สุดมาให้เราได้ไหม

อย่างน้อยที่สุด  ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานที่สุด  เช่น  ห้องเรียนและหอพัก  หากไม่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและชื่อเสียงที่ดีพอก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการจัดสรรให้เข้าเรียนในสถานที่ที่ดี...

ดังนั้นตอนนี้เด็กสาวเหล่านี้จึงคิดถึงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น

“อย่าเลือกช้าน  ได้โปรดเถอะค่าอย่าเลือกชั้นเลย !”

ทว่า  สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็มักเกิดกับเราเสมอ

ลั่วซือหานหลับตาปี๋เอาหูซุกลงในทรายอีกครั้งและพึมพำเหมือนท่องคาถากับตัวเองคนเดียว  แต่ไม่นานนักเธอก็รู้สึกเหมือนแสงแดดโดนบัง

ดูเหมือนว่าลั่วซือหานจะรู้สึกถึงสายตาจ้องมองมาจึงค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นดู  และสิ่งที่เห็นก็คือสายตาหยอกล้อของเฉินมู่

“คุณคือนักศึกษาคนแรกของผม”

หัวใจของลั่วซือหานเต้นผิดจังหวะ  สีหน้าแบบว่าจบแล้วกู

“เวรเอ๊ย ! คลื่นลูกนี้  คลื่นลูกนี้มันซัดโดนกูเต็ม ๆ เลยยยยยยยยยยย !”

[ จบแล้วชีวิต +55 ]

จบบทที่ บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !

คัดลอกลิงก์แล้ว