- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !
บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !
บทที่ 5 : เพียงลงมือส่ง ๆ บวกปากประชดประชันก็เล่นเอาทั้งฉากปั่นป่วนไปหมด !
ในสนาม
เฉินมู่ยืนกอดอกหันหน้าเข้าหาทั้ง 6 คนด้วยสีหน้าเฉยเมย
หลังจากที่เฉิงอู่เทียนชกหมัดแรกมา ในที่สุดเขาก็ยอมขยับตัว
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่ไม่ได้เคลื่อนตัวไปไหน เขาเพียงแค่ยกแขนซ้ายขึ้นโดยราวกับรู้ทิศทางการโจมตีของเฉิงอู่เทียน เขาได้ฟาดไปที่กำปั้นของเฉิงอู่เทียนและคว้าข้อมือของมันไว้โดยไม่มีการชะงักแม้แต่น้อย
วินาทีถัดไป
เฉินมู่ออกแรงจากมือซ้ายนั้นทำให้ทุกคนได้ยินเสียงกระดูกหลุดดังกร๊อบแกร๊บ เฉิงอู่เทียนแหกปากกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทันที ใบหน้าของมันเปลี่ยนไปเป็นดูไม่จืดอย่างเห็นได้ชัด
“อ๊ากกกกกกกก ! ! ! มือกู ! ! !”
เมื่อเห็นเช่นนั้นดังนั้นเฉินมู่จึงดึงด้วยความใจเย็นและเบามือ และด้วยเสียงกระดูกหลุดอีกครั้ง เฉิงอู่เทียนก็เกิดอาการเหมือนพ่อแม่ตาย สีหน้าของมันซีดเผือดเป็นกระดาษขาวแบบไม่เหลือสีใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
“อ๊ากกกกกกกก ! ! ! แขนนนนนนนนนนน ! ! !”
เฉิงอู่เทียนกรีดร้องโหยหวน ร่างกายเอียงไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณ มันจับแขนขวาตัวเองพยายามที่จะดึงกลับคืน
แต่ก็น่าเสียดายที่มือใหญ่ของเฉินมู่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก มันเค้นแรงดึงจนแทบบ้าตายถึงสามครั้งซ้อนแต่สุดท้ายก็ไม่อาจแม้แต่จะขยับเขยื้อนได้
“ไงมืง ~ ไม่ไหวละหรา ~”
[ โกรธ +5 ]
เฉินมู่ไม่สนใจความเจ็บปวดและความโกรธของเฉิงอู่เทียน เขาใช้มือจัดกระดูกมันให้เข้าที่ จากนั้นก็ใช้ปากกาขนาดใหญ่ฟาดหัวเฉิงอู่เทียนจนมันล้มลงกับพื้น
จากนั้นก็ยกเท้าใหญ่ ๆ ขึ้นมาเหยียบหน้าอกมันก่อนจะโน้มตัวลงไปหัวเราะใส่
“ต่อให้ให้โอกาสมึงแล้วมึงก็ยังคว้าไว้ไม่ได้ แปลว่าให้โอกาสมึงไปก็ไม่มีประโยชน์ใช่ป่าว”
[ โกรธจัด +10 ]
“ฟาร์มโทรมาบอกมึงอะลูกเจี๊ยบ”
[ โกรธจนไฟลุกท่วม +15 ]
“มึง ? ! ! !”
แม้จะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่เฉิงอู่เทียนก็ยังคงพยายามผลักเท้าใหญ่ ๆ ของเฉินมู่ออกด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ไอ้เหี้ยนี่ ! เก่งนักก็ปล่อยกูสิวะ !”
“จัดให้”
เฉินมู่หัวเราะเบา ๆ แล้วซัลโวใส่มันอย่างแรง เฉิงอู่เทียนรู้สึกเหมือนท้องตัวเองโดนรถไฟความเร็วสูงซัดเข้าเต็มรัก
ร่างของมันปลิดปลิวกระเด็นไม่ต่างจากตุ๊กตาผ้าขาด ๆ พร้อมกระอักเลือดเต็มปากกลางอากาศ
พรรคพวกที่เหลือพอเห็นว่าเฉิงอู่เทียนร่วงลงไปแล้วและไม่ลุกขึ้นมาอีกเลยก็รีบยกมือยกตีนซัดใส่เฉินมู่
เฉินมู่เหลือบมองตีนใหญ่ ๆ ที่ลอยมาใส่หน้าก่อนจะเอียงคอแปลก ๆ หลบ
“ช้าเกินไป เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวเหรอ หรือว่ามัวแต่นั่งขี้จนกลวงไปทั้งตัว”
[ โกรธ +10 ]
หลังจากหลบลูกถีบได้แล้วเฉินมู่ย่อมไม่ยอมปล่อยมันไป เมื่อเห็นหลี่เฉิงคุนยกกำปั้นขึ้นด้วยความโกรธเฉินมู่จึงเตะไอ้หมอนั่นทิ้งไปก่อน จากนั้นก็ใช้มือขวาคว้าไว้ทันทีก่อนมือจะปีนป่ายขึ้นไปเกาะที่แขนซ้ายของหลี่เฉิงคุนราวกับปลาไหล
หลี่เฉิงคุนที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจมาก แต่ในวินาทีต่อมาเฉินมู่ก็ใช้นิ้วโป้งของตัวเองแตะที่ข้อศอกมันเบา ๆ...
“ไอ้เหี้ยยยยยยยยยย ! ! !”
ดวงตาของหลี่เฉิงคุนแทบถลน ใบหน้าของมันเปลี่ยนเป็นตับหมู ความเจ็บปวดที่ได้รับมันรุนแรงราวกับว่ามีคนกำลังค่อย ๆ ฉีกแขนของตนออกเป็นชิ้น ๆ
ความทุกข์ระทมสุดขีดอันแสนเจ็บปวดได้ชำแรกแทรกซึมลงลึกถึงกระดูก เล่นเอาในวงจรความคิดของมันตอนนี้หลงเหลือเพียงความรู้สึกเจ็บปวดล้วน ๆ
เมื่อเห็นสภาพแบบนี้แล้วเฉินมู่ถึงกับอดส่ายหน้าไม่ได้
“พวกขยะนี่แม่งไร้ประโยชน์สิ้นดี”
แค่ปะทะกันทีเดียวเฉินมู่ก็มองตื้นลึกหนาบางของบรรดาอัจฉริยะเหล่านี้ออกหมดแล้วว่าตกลงพื้นฐานของพวกมันเป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้นเขาจึงเบื่อกับการเล่นแบบนี้
ก่อนที่อีก 4 คนจะโจมตีอีกครั้งเขาก็ปล่อยหลี่เฉิงคุน จากนั้นก็ใช้มือใหญ่กดลงบนใบหน้าของมันอย่างแรง
ปัง ! ! !
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย ! ! !”
เสียงดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นที่ฟุ้งกระจายขึ้นมา และหลี่เฉิงคุนที่ถูกจับหัวฟาดกับพื้นอย่างแรงก็แหกปากโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
และในขณะนั้นเอง เสียงอันสงบนิ่งของเฉินมู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เปิดยัง ? สมงสมองมึงอะเปิดยัง ?”
[ โกหกน่า +5 ]
“ใส่แขนเทียม ?” (เป็นแสลงในเกม แปลว่าเปิดสูตรโกงรึเปล่าถึงได้มือไวมากจนกดรัว ๆ ได้เหมือนไม่รู้จักเหนื่อย เหมือนใส่แขนเทียมหรือแขนกล แต่นี่คือเอามาแซะในโลกจริงที่แขนเทียมมันสู้แขนจริงไม่ได้)
[ โกรธ +10 ]
“เปิดไมค์ให้แล้วเชิญพูด”
[ หงุดหงิด +10 ]
“เปิดบอตอยู่ ?”
[ โกรธจนไฟลุก +10 ]
“เปลี่ยนเป็นเล่นมือเถอะ”
[ โกรธจัด +15 ]
“มืงงงงงงงงงงงงงง ? ! !”
หลี่เฉิงคุนกัดฟันกรอด แววตาที่มองลอดนิ้วมือของเฉินมู่นั้นอย่างกับอยากจะกัดเขาให้ตาย ๆ ไปซะยังไงยังงั้น
ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ แล้วมีหรือจะเคยเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ถูกเยาะเย้ยถากถาง และถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างแรงขนาดนี้มาก่อนไหม
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงเลิกคิ้วขึ้นและพูดติดตลก
“ทำกับข้าวไม่เป็นก็ไปฝึกทำ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำจนติดนิสัย” (เป็นแสลงในเกม ประมาณว่า ‘กากก็ไปฝึกมาใหม่ ดีกว่าเอาแต่ติดเกมด้วยฝีมือเดิม ๆ ที่ยังไม่พัฒนา’)
“มืงงงง……”
“แต่ถ้าไม่ไหวก็ให้พ่อแม่มาเล่นแทน”
“มึง ? !”
“เอ้อ กะจะให้พ่อแม่มีลูกใหม่อีกซักคนป่าว” (เป็นแสลง แปลว่าเอ็งน่ะหมดหวังแล้ว ให้พ่อแม่ปั๊มลูกคนใหม่มาเถอะเผื่อได้ดีกว่าเดิม)
“มึง ! ! !”
“อ้อ อีกอย่างนะ กูไม่รับศิษย์” (เป็นแสลง แปลว่าไอ้โง่ โง่บรมโง่ โง่ระดับปรมาจารย์ โง่จนไม่มีใครเข้าถึงได้ โง่จนไม่อยากรับเป็นศิษย์ โง่จนไม่อยากลดตัวมาสอนให้ โง่เกินกว่าจะสอนได้ โง่จนสอนไปก็เสียชื่อคนเป็นครูบาอาจารย์หมด ตรงข้ามกับ ‘รับศิษย์’ ซึ่งก็เป็นแสลงที่ใช้ด่าเหมือนกัน แปลว่าอ่อนว่ะไอ้น้องให้พี่สอนให้เอาป่าว)
“มืงงงงงง ? ! ! !”
“พรวด ! ! !”
เมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงคุนทนไม่ไหวอีกต่อไปจนกระอักเลือดล้นปากแล้วเฉินมู่จึงรีบยกมือขึ้นเพื่อหลบไม่ให้เลือดกระเด็นมาโดน
“วัยรุ่นนี่ดีจังน้า หัวถึงหมอนก็นอนได้เลย”
“พรวด ! ! !”
หลี่เฉิงคุนซึ่งหมดสติอยู่แล้วพอได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นมากระอักเลือดสามลิตรทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่
“ฉากนี้ตัดไปทำมีมได้เลย”
เฉินมู่ลุกขึ้นยืนอย่างสงบ ในขณะที่หลี่เฉิงคุนที่นอนอยู่บนพื้นกำลังชักกระตุกไปด้วยกระอักเลือดไปด้วยเพราะความโกรธแค้น
นักศึกษาที่กำลังจะพุ่งเข้ามาต่อถึงกับเงียบไปเลย แววตาของพวกมันดูจะมีสติขึ้นมาแล้ว
พอเห็นเหตุการณ์นี้พวกหลี่หมิงซินต่างตกตะลึงกันจนพูดอะไรไม่ออก
ส่วนพวกนักศึกษานั้นกลับมีท่าทีที่เคร่งเครียดกว่าเยอะ ความตื่นเต้นที่เคยปรากฏบนใบหน้าและใจที่รอคอยให้พวกหลี่เฉิงคุนสั่งสอนเฉินมู่กลับหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แค่เพียงสีหน้าตกใจเท่านั้น
[ โกหกน่า +10 ]
[ โกหกน่า +10 ]
[ โกหกน่า +10 ]
[ โกหกน่า +50 ]
“นะ ๆ ๆ นี่... เรื่องจริงเหรอ อัจฉริยะระดับเอหกคน... จะ จอดหมดแบบนี้เลยเหรอ”
“ปากหมา ! ฆ่าคนไม่พอยังฆ่าใจพ่วงด้วย ?”
“จารย์นี่แม่งโคตรปากหมาเลย ด่าจนหลี่เฉิงคุนกระอักเลือดเลยนะนั่น”
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ตกตะลึง และส่งเสียงเอะอะโวยวาย เฉินมู่ก็ยืนเอามือล้วงกระเป๋าด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างที่สุด
“แค่เนี้ย ?”
[ ตกใจ +15 ]
[ โกรธ +15 ]
“ถ้าพวกมึงไม่ได้บอกว่าตัวเองมีศักยภาพระดับเอล่ะก็ กูคงคิดว่าพวกมึงเป็นพวกปลุกศักยภาพล้มเหลวไปแล้วนะเนี่ย”
“ความสามารถแค่นี้ยังสู้ภารโรงบ้านกูไม่ไหวด้วยซ้ำ”
[ โกรธ +20 ]
[ โกรธ +20 ]
[ โกรธ +20 ]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนในความคิด เฉินมู่ก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วมองไปที่หลี่เฉิงคุนที่ยังคงนอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น
“ถึงมันจะเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ก็เถอะ แต่ก็ยังพอมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง ยังดีกว่าไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์อย่างพวกมึงเยอะ”
คำพูดดังกล่าวก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่นักศึกษาที่อยู่ในที่นั้นทันที
แต่ในขณะนั้นเองเฉินมู่ก็พูดขึ้นก่อน
“อ้อ อย่าเข้าใจผิดนะ กูยังคงคิดว่าหลี่เฉิงคุนมันเป็นขยะเหมือนกันอยู่ดี”
เฉินมู่เชิดคางขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วมองต่ำลงมายังเหล่านักศึกษาด้วยสายตาดูถูก
“แต่เอาจริง ๆ ก็อยากจะพูดแบบนี้มากกว่า พวกมึงน่ะ... ต่ำกว่าขยะซะอีก”
[ หงุดหงิด +10 ]
[ หงุดหงิด +10 ]
[ หงุดหงิด +10 ]
[ หงุดหงิด +10 ]
“ไอ้เวรเอ๊ย ! มึงด่าใครเป็นขยะวะ !”
“ของพวกกูศักยภาพอย่างน้อยก็ระดับบี แล้วของมึงล่ะ ระดับเอฟนี่ไม่ใช่ขยะเรอะ !”
“ไอ้เศษขยะ แค่มีฝีมือนิดหน่อยก็คิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนาแล้วรึไง ! คิดว่าตัวเองเหมาะจะเป็นอาจารย์แล้วเรอะ กลับบ้านไปเลี้ยงหมูซะไป๊ !”
[ โกรธจัด +15 ]
[ โกรธจัด +15 ]
เมื่อเห็นบรรยากาศตื่นเต้นของเหล่านักศึกษาเฉินมู่ก็ยิ้ม
ในขณะนั้นเอง เฉิงอู่เทียนที่กำลังกุมแขนอยู่ก็ถูกลูกน้องช่วยพยุงขึ้น เมื่อเห็นเฉิงอู่เทียนจ้องมองมาด้วยใบหน้าแดงก่ำพลางกัดฟันกรอดเฉินมู่ก็เลิกคิ้วขึ้นและพูดแซว
“ได้เห็นการลงมือของมึงแล้วกูนี่สะเทือนใจเลย อย่างกะเจอฝันร้ายแหนะ ต้องรีบสะดุ้งตื่น ใช้แก้ง่วงได้เลยนะเนี่ย”
[ โกรธ +10 ]
เฉิงอู่เทียนและกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 คนต่างก็ตัวสั่นด้วยความโกรธ กำหมัดแน่นจนเสียงดังกร๊อบแกร๊บ แต่ยังมีนักศึกษาอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจเหตุผลและอยากหัวเราะเมื่อได้ยินดังนั้น
แต่ผลลัพธ์แบบนั้นแหละคือสิ่งที่เฉินมู่ต้องการ
เชื่อหรือไม่ว่าในเวลาเพียงไม่นานนี้ ค่าอารมณ์ของเขาก็พุ่งสูงกว่า 800 แต้มแล้ว
“หุบปากซะ !”
เฉิงอู่เทียนสั่นไปทั้งตัว ชี้หน้าเฉินมู่แล้วตะคอกด้วยความโกรธที่ระงับไม่ไหวอีกต่อไป
“มึงเป็นถึงศิษย์ยุทธ์สามดาว ! พลังฝึกฝนก็สูงกว่าพวกกู ! กูชนะมึงไม่ได้ก็ไม่เห็นแปลก !”
“ถ้าเกิดกูเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกันล่ะก็ แค่มือเดียวก็บี้มึงแตกได้แล้ว !”
แม้มันจะหยิ่งยโส แต่ไม่ได้โง่
เพราะตั้งแต่ต้นจนจบเฉินมู่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับไปไหนเลย แถมการต่อสู้ยังใช้เวลาไม่ถึง 30 วินาทีด้วย ที่สำคัญคือระหว่างลงมือมันสัมผัสได้ถึงพลังโลหิตปราณอันรุนแรงที่เฉินมู่ปลดปล่อยออกมาอย่างชัดเจน
แน่นอนว่ามันรู้ดีว่าตัวเองสู้เฉินมู่ไม่ได้
ดังนั้นจึงไม่กล้าลงมือต่อและได้แต่ตีฝีปากโต้ตอบแบบนี้
ทว่าคนอื่น ๆ ได้ยินกลับตกใจมาก
อะไรนะ ? กลายเป็นว่ามันคือศิษย์ยุทธ์สามดาวงั้นเหรอ
“ศิษย์ยุทธ์สามดาว ? เป็นไปได้ยังไง ? ไม่ใช่มันปลุกพลังพร้อมกะพวกเราเหรอ ?”
“แน่ใจนะว่ามันเป็นระดับเอฟ ไม่เวอร์ไปหน่อยป๊ะ”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเหล่านักศึกษาเฉินมู่กลับทำหน้า ‘เงิบ’ ใส่
“ไรนะ ? นี่พวกเราปลุกพลังพร้อมกันเหรอเนี่ย ? แถมพวกมึง.... เหมือนจะมีระดับเอด้วยชะ ?”
[ โกรธจนไฟลุก +15 ]
[ โกรธจนจะบ้า +15 ]
“แล้วก็... สามดาวในเดือนเดียวเนี่ย ไม่ใช่ว่ามีมือก็ทำได้เหรอ ?”
[ โกรธจนไฟลุก +15 ]
[ โกรธจนทะลุฟ้า +18 ]
“ไรนะ ? พวกมึงนี่ยังไม่มีใครเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวเลย ? ซักคนก็ไม่มี ?”
[ โกรธจัด +15 ]
[ เศร้า +15 ]
[ พูดไม่ออก +30 ]
“ไม่มีเลยเหรอ ซักคนก็ไม่มีเลยเหรอ กลุ่มอัจฉริยะแต่แค่สามดาวซักคนก็ไม่มี ?”
[ โกรธจัด +19 ]
[ เศร้าจัด +10 ]
[ เศร้าจัด +40 ]
เมื่อเห็นสีหน้าไร้เดียงสาแต่แฝงไปด้วยความประชดประชันของเฉินมู่แล้ว ไม่เพียงแต่เฉิงอู่เทียนกับแก๊งของมันเท่านั้นที่โกรธ แต่เหล่านักศึกษาคนอื่น ๆ เองต่างก็โกรธจนตัวสั่นเช่นกัน
โดยเฉพาะลั่วซือหาน
ในฐานะจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดเธอย่อมได้ฝึกฝนตนเองมาตั้งแต่เด็ก และพลังโลหิตปราณย่อมเหนือกว่าของคนรุ่นเดียวกันมาตั้งนานแล้ว ทำให้เพียงแค่สามวันหลังจากพลังตื่นเธอก็เข้าสู่ระดับศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวได้สำเร็จ และในตอนนี้ค่าโลหิตปราณของเธอก็เกิน 200 ไปแล้ว
แต่กระนั้นเฉินมู่ก็ยังเรียกเธอว่าขยะอยู่ดี
“ไอ้สารเลวนั่น... สมควรตาย !”
[ โกรธจัด +45 ]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนในใจเฉินมู่จึงเหลือบมองผ่านฝูงชนไปยังลั่วซือหาน
เขาเห็นเธอมองมาด้วยสายตาโกรธเคือง แต่เฉินมู่กลับไม่ได้สนใจ
[ โมโหสุด ๆ +55 ]
‘อืม กับเป้าหมายผูกมัดนี่ได้แต้มดีกว่าจริงด้วย’
เฉินมู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เมื่อหันมาเห็นว่าพวกเฉิงอู่เทียนต่างหน้าแดงก่ำราวกับจะเป็นลม เขาจึงตัดสินใจหยุดแค่นี้และเริ่มลงมือทำธุระ
ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงแค่คนที่เป็นเป้าหมายผูกมัดเท่านั้นที่จะทำให้เขาได้รับรางวัลมากกว่า ส่วนคนอื่น ๆ นั้นแค่เอามาเติมให้คนมันครบ ๆ เท่านั้น
“เอาล่ะ ยังมีใครอยากเห่าอยากหอนอยู่อีกมั้ย”
[ เศร้า +5 ]
[ เศร้า +5 ]
[ พูดไม่ออก +20 ]
“ในเมื่อไม่มีใครอยากพูดแล้ว งั้นเรามาแบ่งห้องกันเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเวที
เอาตรง ๆ ที่เฉินมู่ทำมันปัจจุบันทันด่วนเกินไปอย่างไม่ต้องสงสัย เขาสั่งการก่อนที่ท่านอธิการฉินจะอนุญาตเสียอีก
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้สำหรับพวกเขาถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะท่านอธิการฉินไม่เพียงแต่ไม่แสดงความโกรธ แต่กลับพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“อาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละท่านเชิญเลือกนักศึกษาของตัวเองได้เลย เสร็จแล้วค่อยแยกย้ายกันไปพักผ่อน”
หลังจากพูดจบฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ไปนั่งบนบัลลังก์กลางและกินผลไม้ในจาน
กลุ่มอาจารย์ของนักศึกษาใหม่ต่างมองหน้ากันไปมาก่อนจะหันไปหาหลี่หมิงซิน
เมื่อเห็นดังนั้นหลี่หมิงซินจึงเช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผากแล้วพูดขึ้น
“มองผมทำไม ? ท่านอธิการก็บอกแล้วเพราะงั้นรีบ ๆ ไปซะ... เดี๋ยวก่อน !”
เปลือกตาของหลี่หมิงซินกระตุกเล็กน้อยก่อนจะกระแอมทีหนึ่ง
“อะแฮ่ม... ให้อาจารย์เฉินเลือกก่อน”
เมื่อเห็นดังนั้นอาจารย์คนอื่น ๆ ก็เข้าใจสถานการณ์ในทันที พวกเขาทั้งหมดจึงยืนอยู่หน้าราวเวที หยิบรายชื่อของตนขึ้นมารอให้เฉินมู่เลือกเสร็จก่อน
เฉินมู่เหลือบมองอาจารย์บนเวที จากนั้นก็มองไปยังเหล่านักศึกษาที่มีสีหน้าดูไม่จืด
“ผมได้ระบุเกณฑ์การคัดเลือกนักศึกษาไว้แล้ว”
“แน่นอนว่าคุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เว้นแต่ว่าคุณไม่ประสงค์จะศึกษาต่อที่มหาลัยตี้ตูอีกต่อไป แบบนั้นผมคงทำได้แค่ไปส่งพวกคุณที่หน้าประตูแล้วล่ะนะ”
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นสีหน้ายิ่งเปลี่ยนไปอีก
ฝ่ายผู้ชายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ฝ่ายผู้หญิงกลับวุ่นวายโกลาหลไปหมด
บรรดาผู้ที่คิดว่าตัวเองมีหน้าตาดีพอสมควรต่างก็แทบจะร่ำไห้ออกมา
พวกเธอส่วนใหญ่พอจะมีภูมิหลังอยู่บ้าง แต่ว่าบางคนถึงขนาดเป็นที่โปรดปรานของแปดตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจอื่น ๆ ด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเกิดว่าโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยตี้ตูล่ะก็ มันจะไม่ใช่แค่เสียหน้าเท่านั้น แต่มันคือการทำลายอนาคตตัวเองโดยแท้
ท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีตระกูลใดที่จะให้ความสำคัญกับนักศึกษาที่ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยตี้ตูต่อหรอก
แต่ถ้าหากฉันต้องไปเป็นลูกศิษย์ของเฉินมู่ ไอ้ขยะระดับ F คนนี้แล้วล่ะก็ นอกจากความอับอายแล้วมันก็... เอาแค่ความจริงที่ว่าไอ้หมอนั่นมันขยะซะขนาดนั้นแล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากมันได้กัน คนอย่างมันจะมาช่วยอะไรเราได้ก็เล่นเอาเศร้าแล้ว
ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าการมีที่อาจารย์ปรึกษาดีจะสามารถให้ทางเลือกและความช่วยเหลือที่ดีกว่าในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ความรู้ทางทฤษฎี ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ การจัดสรรทรัพยากร และการพัฒนาทักษะ
ส่วนคนอย่างไอ้เฉินมู่นี่คงไม่สามารถแข่งชิงทรัพยากรกับคนอื่นเค้าได้ด้วยซ้ำ
แม้มันจะเป็นศิษย์ยุทธ์สามดาวก็เถอะ แต่อาจารย์คนอื่น ๆ เขาเริ่มต้นกันที่ระดับราชันยุทธ์กันทั้งนั้น
ท่ามกลางระดับราชันยุทธ์เพียบไปหมดแบบนี้ คนอย่างมันจะสามารถแย่งเอาทรัพยากรที่ดีที่สุดมาให้เราได้ไหม
อย่างน้อยที่สุด ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานที่สุด เช่น ห้องเรียนและหอพัก หากไม่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและชื่อเสียงที่ดีพอก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการจัดสรรให้เข้าเรียนในสถานที่ที่ดี...
ดังนั้นตอนนี้เด็กสาวเหล่านี้จึงคิดถึงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น
“อย่าเลือกช้าน ได้โปรดเถอะค่าอย่าเลือกชั้นเลย !”
ทว่า สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็มักเกิดกับเราเสมอ
ลั่วซือหานหลับตาปี๋เอาหูซุกลงในทรายอีกครั้งและพึมพำเหมือนท่องคาถากับตัวเองคนเดียว แต่ไม่นานนักเธอก็รู้สึกเหมือนแสงแดดโดนบัง
ดูเหมือนว่าลั่วซือหานจะรู้สึกถึงสายตาจ้องมองมาจึงค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นดู และสิ่งที่เห็นก็คือสายตาหยอกล้อของเฉินมู่
“คุณคือนักศึกษาคนแรกของผม”
หัวใจของลั่วซือหานเต้นผิดจังหวะ สีหน้าแบบว่าจบแล้วกู
“เวรเอ๊ย ! คลื่นลูกนี้ คลื่นลูกนี้มันซัดโดนกูเต็ม ๆ เลยยยยยยยยยยย !”
[ จบแล้วชีวิต +55 ]