- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 4 : การยั่วยุที่บ้าคลั่ง ทำให้ทุกคนระเบิด
บทที่ 4 : การยั่วยุที่บ้าคลั่ง ทำให้ทุกคนระเบิด
บทที่ 4 : การยั่วยุที่บ้าคลั่ง ทำให้ทุกคนระเบิด
“เชี่ยไรคับเนี่ยยยยย ? ? ? ระดับเอฟที่พึ่งตื่นพลังมาแค่เดือนเดียวเนี่ยนะ ? ? ?”
“ให้ไอ้ระดับเอฟเนี่ยนะมาเป็นอาจารย์ ? หม่ายก้อด ! นี่กูไม่ได้หูแว่วใช่ป๊ะ”
“อิหยังคับเนี่ย มันพึ่งปลุกพลังได้แค่เดือนเดียวเองนะ เป็นระดับศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวยังก่อน ยังกล้าเสนอหน้ามาเป็นอาจารย์หน้าตาเฉย”
“ตกลงมันบ้าหรือกูบ้ากันแน่วะ”
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นรวมถึงคณาจารย์อย่างพวกหลี่หมิงซินต่างก็เป็นอึ้งกันไปหมดในทันที
ยิ่งโดยเฉพาะพวกหลี่หมิงซิน
แค่นั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่ฉินเสี่ยวเสี่ยวกลับตามใจเขาขนาดนี้
แล้วตอนนี้เธอยังยอมให้ไอ้หนุ่มหน้ามนที่ศักยภาพแค่ระดับ F ที่พลังพึ่งตื่นมาเป็นอาจารย์ที่นี่เนี่ยนะ ? !
นี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระสิ้นดีหรอกเหรอ
ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติต่อว่าที่บุตรแห่งสวรรค์ของประเทศชาติเราเหมือนกับเด็กน้อยหรอกเหรอ
“ท่านอธิการ...”
เมื่อหลี่หมิงซินได้สติก็รู้สึกอยู่ไมเป็นสุขรีบถามฉินเสี่ยวเสี่ยวโดยสัญชาตญาณ
แต่ก่อนที่จะทันได้พูดจบกลับสบเข้ากับสายตาเย็นชาของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ทำให้ต้องหุบปากไป
“คุณกำลังตั้งคำถามกับฉันงั้นเหรอ ?”
เมื่อท่านราชินีเอ่ยปาก แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยเผยพลังฝึกฝนใด ๆ ออกมาก็ตาม แต่พวกหลี่หมิงซินต่างรู้สึกราวกับพวกตนได้ตกลงไปในห้วงเหวลึก ขนนี่ลุกซู่ไปหมดทั้งตัว
หลี่หมิงซินตกใจและรีบโค้งคำนับ
“ผู้น้อยไม่กล้าขอรับ”
เมื่อเห็นเฉินมู่ค่อย ๆ หันมามองด้วย สีหน้าของหลี่หมิงซินก็แข็งทื่อขึ้นไปอีกก่อนจะรีบส่งรอยยิ้มฝืน ๆ ตอบกลับไป
อย่างไรก็ตาม เฉินมู่กลับสังเกตคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลังหลี่หมิงซินด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ดูเหมือนว่า... พวกนี้จะฉลาดกันหมดทุกคนเลยแฮะ แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาพร้อมลดความยุ่งยากได้เยอะ”
เขาไม่กลัวความสงสัย และไม่กลัวความท้าทาย
แต่ปัญหาเดียวที่เป็นกังวลคือปัญหาที่เกิดจากการหักมุมของเรื่องราวน้ำเน่าดราม่า
เรื่องนี้มันต่างจากความสงสัยอันเป็นธรรมชาติของหลี่เฉิงคุน
เพราะไอ้นั่นมันเด็กน้อยอ่อนประสบการณ์ แต่เพราะมีศักยภาพสูงดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่มันจะหยิ่งยโสและดูถูกคนอื่น
โชคดีที่กลุ่มของหลี่หมิงซินไม่ได้แสดงพฤติกรรมดราม่าหรือเสนอหน้ามาเป็นตัวตลกแต่อย่างใด
แบบนี้ก็ดีเลย จะได้สามารถจดจ่ออยู่กับการตบเกรียนไอ้พวกเด็กเหลือขอพวกนี้ได้อย่างสบายใจ
คิดเสร็จเฉินมู่ก็ยิ้มและมองไปที่หลี่เฉิงคุน
“ทำไม ? มึงมีปัญหารึไง ?”
“ปัญหา ?”
ดูเหมือนหลี่เฉิงคุนจะได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก นอกจากความดูถูกแล้วแววตาของมันยังเต็มไปด้วยความโกรธอีกด้วย
“ไอ้ขยะไร้ค่าระดับเอฟที่พึ่งจะพลังตื่นได้เดือนเดียวเนี่ยนะกล้าเสนอหน้ามาสอนในมหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศหลง ?”
“แถมมาถึงยังจะพูดจาไร้สาระให้พวกกูเชื่อฟังคำสั่งอย่างเดียว ไม่พอยังจะขอแต่ผู้หญิงสวยล้วน ๆ อีก ?”
พร้อมกันนั้นหลี่เฉิงคุนยังชี้หน้าเฉินมู่ปากก็กัดฟันแน่นไปด้วย
“มึงอยากฟังสิ่งที่ตัวเองพูดมั้ย !”
เฉินมู่เอียงคอเล็กน้อยและยิ้มโดยไม่แสดงความเห็นใด ๆ
“ไม่พอใจ ?”
“หา ?”
หลี่เฉิงคุนหัวเราะอย่างโกรธเคือง กางแขนออกราวกับจะอวดความเก่งกาจแล้วหมุนตัวไปรอบ ๆ
“กูไม่พอใจเหรอ ? งั้นมึงก็มาถามทุกคนที่นี่ดูเซ่ อย่างน้อยครึ่งนึงของพวกกูทั้งหมดต่างก็เป็นระดับบี แล้วยังมีอีกสี่คนที่เป็นระดับเอส มึงลองลงมาถามซิว่ามีใครบ้างที่จะยอมจำนนให้กับ... ไอ้ขยะระดับเอฟอย่างมึง”
คำพูดเหล่านั้นพวกนักศึกษาต่างเห็นด้วยกันหมดในทันที
เมื่อเห็นว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และนักศึกษาบางคนถึงกับชี้หน้าและด่าทอเฉินมู่ หลี่หมิงซินก็รู้สึกกังวลจนเหงื่อแตกพลั่ก
เขากลัวจริง ๆ ว่าไอ้เด็กเวรพวกนี้จะทำให้เฉินมู่โกรธเข้า แล้วหลังจากนั้นตัวเองก็อาจโดนฉินเสี่ยวเสี่ยวซ้อมจนปางตายตามไปด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไอ้หลี่เฉิงคุนนี่เลยด้วยซ้ำ
“ทะ ท่านอธิการ... ไม่ให้ผม...”
“ไม่ต้อง”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวเฝ้ามองเหตุการณ์นั้นราวกับว่าไม่ใช่เรื่องของเธอ
“พวกมันก็แค่กลุ่มเด็กน้อย คุณไม่ต้องไปกังวลหรอก”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวกังวลเรื่องนี้ไหมน่ะหรือ
เมื่อพูดถึงเรื่องการก่อเรื่องวุ่นวายและสร้างความเสียหายแล้ว ในบรรดาทหารผ่านศึกของหน่วยนี้ใครบ้างที่ไม่เก่งกว่าไอ้พวกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้
เมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษากำลังสบถด่าอยู่ด้านล่างฉินเสี่ยวเสี่ยวจึงได้แต่ส่ายหน้า
ความไม่รู้ก่อให้เกิดความไร้ความกลัวนี่เรื่องจริง
เฉินมู่ยืนอยู่หน้าราวบันไดเวทีฟังความเสียงแจ้งเตือนรู้สึกต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจ แล้วมองลงไปที่หลี่เฉิงคุนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยก่อนจะเอ่ยปาก
“ตะกี๊มึงบอกมึงมีศักยภาพระดับเอ (A) ชะ ?”
เสียงของเฉินมู่ไม่ได้ดังมาก แต่กลับดังไปถึงหูทุกคนในสนามเด็กเล่นได้ในทันที
นักศึกษาต่างงุนงงและสังเกตเห็นเพียงว่าเสียงของเฉินมู่ดังมาก
เมื่อได้ยินเช่นดังนั้นสีหน้าของลั่วซือหานก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่เธอจะทันได้คิดอะไรก็เห็นหลี่เฉิงคุนเงยหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่งแล้วพูดว่า...
“เออ ! กูมีศักยภาพระดับเอ แล้วกูยังเป็นศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวแล้วด้วย”
“ดีมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรอยยิ้มของเฉินมู่ก็ยิ่งกว้างขึ้น
“กูก็รู้แหละว่ากูไม่มีความสามารถหรือคุณสมบัติจะไปเป็นอาจารย์ให้มึง แต่กูก็ไม่ใช่คนที่จะเสียเวลาเรื่องไร้สาระ”
“เอาง่าย ๆ เลยแล้วกัน”
“ใช้หมัดตัดสินไปเลย”
เฉินมู่บิดคอไปมาโดยไม่สนใจสีหน้าสับสนของหลี่เฉิงคุน
“พวกมึงทั้งหมดใครไม่เห็นด้วยก็เชิญก้าวออกมาได้เลย”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็โกรธจัดเป็นฟืนเป็นไฟทันที
“เชี่ย ! ไอ้นี่แม่งโคตรกร่างเลยว่ะ !”
“ไอ้เศษขยะที่พลังพึ่งตื่นกล้าดียังไงมาเห่าหอนวะ !”
“เชี่ยเอ๊ย ! กูทนไม่ไหวแล้ว ! หัวเด็ดตีนขาดกูก็ไม่เห็นด้วย !”
“กูไม่เห็นด้วย !”
“กูก็ด้วย !”
ไม่นานนัก
มีนักศึกษาออกมา 5 คน
เมื่อเห็นดังนั้นคนอื่น ๆ ต่างหันไปมองที่เวทีด้วยสีหน้าคาดหวังผสมตื่นเต้น
“เอาว่ะ มีน้องชายของหลี่เฉิงคุน หลี่เฉิงเมี่ยวด้วย !”
“นั่นมันเฉิงอู่เทียนจากตระกูลเฉิง !”
“ห้าคนนี่มัน ! ทั้งหมดเป็นนักศึกษาที่มีศักยภาพระดับเอที่กะลังดังในปีนี้ ! รวมทั้งหลี่เฉิงคุนด้วยก็เป็นหกคน !”
“ศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาวที่มีศักยภาพระดับเอหกคน ไอ้เด็กเปรตขี้กร่างนั่นแม่งโดนอัดยับชัวร์เลยวันนี้ !”
“แม่งมันแน่ ๆ ! ฮ่า ๆ ! สมน้ำหน้าแล้วใครใช้ให้มึงมากร่างแถวนี้มิทราบ !”
นักศึกษาต่างตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยทุกคนหวังว่าหลี่เฉิงคุนและผองเพื่อนจะสั่งสอนเฉินมู่ให้รู้สำนึก
หลี่หมิงซินที่ยืนอยู่บนเวทีนั้นตอนนี้กำลังเช็ดเหงื่อเย็น ๆ อยู่
เขาอยากจะห้ามเธอ ทว่าเพียงแค่สายตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ทำให้ขามันสั่นจนไม่กล้าพูดอะไร
มีเพียงเฉินมู่เท่านั้นที่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย
“มีใครไรอีกมั้ย”
หลังจากมองไปรอบ ๆ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครออกมาอีกแล้วเฉินมู่จึงใช้มือขวายันราวกั้นแล้วดันตัวกระโดดข้ามลงไป
ปัง !
เฉินมู่พุ่งตัวเหมือนลูกปืนใหญ่กระโดดลงจากเวทีสูงสามเมตรมากระแทกพื้นอย่างแรง
ขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ อยู่นั้นสายตาของทุกคนก็ได้หันมาจับจ้องที่ตัวเขาอีกครั้ง
“หล่อจริงไรจริง แต่ขยะก็คือขยะ ไอ้กระจอกแบบนี้เสือกอยากมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากูซะได้”
นักศึกษาที่ยืนอยู่แถวหน้าต่างปั้นหน้าเหี้ยมใส่ แต่ไม่มีใครเลยที่แสดงความเคารพต่อเฉินมู่ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่แม้แต่จะสนใจ
สายตาจับจ้องไปที่หลี่เฉิงคุนและผองเพื่อนอีก 5 คน จากนั้นก็เอียงคอเล็กน้อยและยิ้มให้
“เวลาเหลือน้อยแล้ว เพราะงั้นพวกมึงน่ะมัดรวมกันมาเลย”
“อะไรนะ ? ? ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นไม่ใช่แค่หลี่เฉิงคุนและกลุ่มเพื่อนทั้ง 5 เท่านั้นที่ไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่นักศึกษาคนอื่น ๆ ก็ยังงงด้วย
“มันบ้าป่าววะ ไอ้ขยะระดับเอฟอย่างมันกล้าท้าให้ระดับเอห้าคนรุมตีเนี่ยนะ อยากตายเหรอ”
“กูเจอพวกกร่างมาเยอะ แต่ก็ยังไม่เคยเจอใครกร่างได้เบอร์นี้ เชี่ยเอ๊ย แม่งหมั่นไส้ว่ะ พี่คุนรีบ ๆ ฆ่ามันเลยพี่ !”
“เวรเอ๊ย แม่งกล้ามากร่างกลางเมืองหลวงแบบนี้แม่ง ! คุณชายเฉิง ! ไปฆ่ามันเลยเถอะ !”
เมื่อนักศึกษาได้สติกลับคืนมาต่างก็โกรธจัดก่อนเลย
ความหยิ่งผยองของเฉินมู่มีมากถึงขนาดที่เขาปฏิบัติต่อคนพวกนี้ไม่ต่างจากคนปัญญาอ่อน
คุณต้องเข้าใจก่อนว่าใครก็ตามที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตี้ตูย่อมล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ระดับโลก
แล้วคนระดับนี้จะไปทนการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเช่นนี้โดยเฉพาะจากขยะระดับ F อย่างเฉินมู่ได้อย่างไร
ในไม่ช้า ในใจของเฉินมู่ก็มีแจ้งเตือนถึงความโกรธและความไม่พอใจเด้งขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ส่วนหลี่เฉิงคุนที่เห็นดังนั้นก็ยิ่งกัดฟันกรอดพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่บอกก็รู้ว่าใกล้จะระเบิดเต็มทน
“ดีมาก... ไม่ว่ามึงจะมีความสัมพันธ์กับท่านอธิการยังไงก็ตามกูไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ เลยคือมึงเป็นคนแรกในเมืองหลวงนี้ที่กล้าพูดกะกูแบบนี้”
“เฉิงอู่เทียน ! พวกมึงเลิกซ่อนตัวกันได้แล้ว ในเมื่อจารย์แกอยากประหยัดเวลางั้นพวกเราก็ช่วยประหยัดเวลาให้จารย์หน่อย !”
ไม่ต้องพูดถึงหลี่เฉิงคุน ทั้งกลุ่ม 5 คนของเฉิงอู่เทียนก็ถึงจุดปรอทแตกมาตั้งนานแล้ว
ทันทีที่หลี่เฉิงคุนพูดจบ เฉิงอู่เทียนและสหายทั้ง 4 ก็ก้าวขารีบวิ่งเข้าใส่
ขณะที่หลี่เฉิงคุนและสหายรวม 6 คนพุ่งเข้าหาเฉินมู่ทีละคน เหล่านักศึกษาต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกอยากแก้แค้น แต่ละคนต่างชูกำปั้นขึ้นพร้อมแหกปากเชียร์เสียงดังสนั่น
ลั่วซือหานยืนอยู่เงียบ ๆ ในที่ว่าง ๆ มองเฉินมู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ในฐานะจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิด เธอไม่เคยได้ยินชื่อเฉินมู่มาก่อน แต่การที่เขากล้าพูดจาแบบนั้นย่อมแสดงว่าเขามั่นใจในความสามารถของตนเอง
ปัญหาคือคนที่มีศักยภาพระดับ F ซึ่งเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ที่พลังตื่นพร้อมกันกับตนมันเอาอะไรมากล้าขนาดนี้
แต่ในไม่ช้า
เธอก็ได้รับคำตอบ