- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 3 : คิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดียังไงมาทำกร่างแถวนี้
บทที่ 3 : คิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดียังไงมาทำกร่างแถวนี้
บทที่ 3 : คิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดียังไงมาทำกร่างแถวนี้
“นั่นคือ... ลั่วซือหาน ?”
“จริงด้วย ! ลูกสาวคนโตของตระกูลลั่ว ! สวยโคตร !”
“อย่างที่คิด คนสวยที่ติดอันดับสามในทำเนียบเทพธิดาทันทีที่เปิดเรียน ออร่านี่ รูปร่างนี่ ใบหน้านี่ ช่างสมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้ !”
“ถ้าฉันมีแฟนแบบนี้ได้นะ คงมีความสุขเหมือนขับรถหรูอยู่บ้านหลังใหญ่เลยล่ะ !”
ในสนามเด็กเล่น
นักศึกษายังคงรอการมาถึงของอธิการบดีและคณาจารย์
ไม่คิดเลยว่าที่มาถึงก่อนจะเป็นลั่วซือหาน
ลั่วซือหานเองก็รู้สึกแย่กับเรื่องนี้มาก เพราะตัวเองมาสายซึ่งใจไม่ได้อยากให้ทุกคนมาจับตามองแบบนี้เลยให้ดิ้นตาย
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะตัวเองดันเป็นสาวสวยสุด ๆ ที่เข้าทำเนียบเทพธิดาของมาหาวิทยาลัยตี้ตูทันทีที่เข้าเรียน โดยปกติแล้วเวลาที่ปรากฏตัวนั้นเธอแทบจะมาพร้อมกับเพลง BGM ประจำตัวเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้คือจบเห่แล้ว เธอทำได้เพียงทำหน้าเย็นชาตามปกติ แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไปยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างเพื่อนสนิท
“ไมพึ่งมาอะซือหาน”
เพื่อนสนิทเหยาจื่อซวนเห็นเธอมาเลยรีบกระซิบถาม หลังจากแอบเหลือบมองอาจารย์ที่กำลังโฟกัสอยู่กับเวทีทั้งที่หลับตาอยู่ก็เลยรีบลากเธอเข้าไปในแถว
“รู้มั้ยเนี่ยว่ามาสาย โชคดีนะที่จารย์ไม่เห็น”
ลั่วซือหานพูดอย่างสงบด้วยใบหน้าที่เย็นชา
“แค่จารย์ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร”
“เธอก็กล้าเกิ๊น นี่ถ้าจารย์เห็นล่ะก็มันจะสร้างความประทับใจแย่ ๆ ตั้งแต่แรกเจอเอานา”
ลั่วซือหานขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปที่เวที
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงไงฉันก็มีศักยภาพระดับเอส ต่อให้จารย์เห็นฉันว่าแกก็ไม่สนใจอยู่ดี”
เหยาจื่อซวนพูดไม่ออก
“ก็จริงนะ...”
แม้ว่าในปีนี้จะมีระดับ S ถึง 8 คน แต่ระดับ S ก็ยังเป็นคนที่หาได้ยากแบบหนึ่งในล้าน หนึ่งเดียวในรอบร้อยปีอยู่ดี
ดังนั้นหากคนเหล่านี้ทำผิดพลาดจริง ๆ แต่ตราบใดที่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องหลักการล่ะก็โดยปกติแล้วจะไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเหยาจื่อซวนกำลังจะพูดอะไรต่อ คณาจารย์ที่หลับตาโฟกัสกับเวทีดูเหมือนจะพบอะไรบางอย่าง
ไม่เพียงแต่ลืมตาทันทีเท่านั้น แต่ยังหันหน้าไปมองที่ทางเข้าสนามเด็กเล่นทางด้านขวาด้วย
นักศึกษาใหม่ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นฉากนี้
แต่เมื่อมองตามสายตาของอาจารย์ไปก็ยิ่งสับสนกว่าเดิมเข้าไปใหญ่
“นั่นคือ... ท่านอธิการฉิน ?”
“เอาจริงดิ สวรรค์โปรด ท่านอธิการฉินเป็นเจ้าภาพพิธีเปิดปีนี้ด้วยตัวเองเลยเหรอ”
“หม่ายก้อด ไม่ได้บอกว่าท่านอธิการฉินกักตนอยู่ไม่ใช่เหรอ หรือเป็นเพราะปีนี้มีอัจฉริยะศักยภาพระดับเอสโผล่มาเยอะจนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้”
“ให้ดิ้นตาย... ท่านสมกับที่เป็นถึงอดีตสาวงามอันดับหนึ่งของมหาลัยตี้ตูตัวจริง สวยมากกกกกกกกกกก...”
“สมัยเรียนท่านอธิการฉินติดอันดับสาวงามประจำมหาลัยสี่ปีซ้อน แถมตั้งแต่เรียนจบในการจัดอันดำบุปผาทองคำประจำประเทศหลงเราก็ยังถูกจัดให้เป็นที่สาม ! เรียกได้ว่าเป็นสาวงามระดับหัวแถวที่แท้ทรู !”
“บุกคลิกแบบนี้ หุ่นแบบนี้ ใบหน้าแบบนี้ บ้าเอ๊ย สมกะที่เป็นเทพธิดาในการจัดอันดับบุปผาทองคำจริง ๆ สวยยิ่งกว่านักศึกษาที่สวยที่สุดในมหาลัยเราอีก !”
“เดี๋ยวก่อน ไอ้หนุ่มหน้ามนข้าง ๆ เธอเป็นใคร ทำไมเดินมาด้วยกันได้ล่ะ”
“ดูหน้ายังเด็กอยู่เลย น่าจะพอ ๆ กะพวกเราป๊ะ เป็นคุณชายน้อยของตระกูลไหนกันที่ท่านอธิการฉินถึงต้องพามาเดินคู่กันแบบนี้”
เรื่องสาวสวยนี่อายุไม่เกี่ยว
ทันทีที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวปรากฏตัวบนเวที สายตาของนักศึกษาปีใหม่ก็ถูกดึงไปที่เธอหมด
แน่นอนว่าเฉินมู่ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็โดนสายตาสงสัยมากมายจ้องมองเช่นกัน
ถึงอย่างไรฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยตี้ตูและเป็นนักพูดที่เก่งกาจซึ่งสุดแสนจะสะดุดตา
แต่ถึงกระนั้นท่าทีของลั่วซือหานกลับเปลี่ยนไปทันทีหลังจากที่เห็นเฉินมู่
“ท่านอธิการฉิน ? ทะ เธอคือท่านอธิการฉินจริง ๆ เหรอ”
“ตายละหว่า ตะกี๊พวกท่านเห็นฉันเต็ม ๆ เลยหนิ แล้วจะไม่รู้ได้ไงว่าฉันมาสายน่ะ”
ยิ่งคิดสีหน้าของลั่วซือหานก็ยิ่งเปลี่ยน เธอรีบขยับเข้าไปใกล้เหยาจื่อซวนอย่างเร็ว ในใจกลัวว่าสายตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวจะมาสบกับตาตัวเองเข้า
เพราะเมื่อกี้นี้ไอ้หนุ่มหน้ามนคนข้าง ๆ กำลังหันมองมายังเหล่านักศึกษาทั้งหมด เห็นได้ชัดเลยว่ากำลังหาคนอยู่
ส่วนว่าจะกำลังหาใครนั้นลั่วซือหานรู้เป็นอย่างดี
“อย่ามองฉัน อย่ามองช้าน...”
ลั่วซือหานพึมพำพลางหลับตาปี๋พร้อมกับปิดหูด้วย
ทางด้านเฉินมู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฉินเสี่ยวเสี่ยวกลับมีแววตาประหลาดใจ
[ สงสัย +3 ]
[ อยากรู้อยากเห็น+3 ]
[ ประสาทแดก +30 ]
[ หึงหวง +5 ]
[ ตื่นตระหนก +30 ]
“น่าสนใจแฮะ…”
เฉินมู่สแกนผู้คนเป็นวงกลม และในไม่ช้าก็พบลั่วซือหานที่อยู่ในหมู่ฝูงชน
เฉินมู่อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่าเธอซ่อนตัวอยู่หลังผู้หญิงคนหนึ่งและได้เห็นค่าอารมณ์พุ่งปรี๊ดที่แจ้งเตือนขึ้นมาในใจ
“เป็นไรไปเป่าเอ๋อ ทำไมดูมีความสุขขนาดนั้นล่ะหืม”
แม้ว่าฉินเสี่ยวเสี่ยวจะปล่อยเฉินมู่ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในสนามเด็กเล่นและกลับมาเป็นสาวสวยเย็นชาตามปกติแล้วก็ตาม แต่เธอก็สามารถเปลี่ยนหน้าได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่กับเฉินมู่
เมื่อเฉินมู่เห็นเธอมองมาก็ส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไรแล้วเดินขึ้นบันไดไป
“จัดการธุระให้เสร็จก่อน”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวมองแผ่นหลังของเขาอย่างสงสัย จากนั้นมองกลับไปที่นักศึกษาใหม่ด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ ในใจพลันรู้สึกรู้สึกแปลก ๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทั้งสองคนเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วบรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นบรรดาผู้บริหารและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจ้องมองมาที่เฉินมู่อย่างระแวดระวัง ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็อดยิ้มเยาะไม่ได้
“อย่างน้อยก็ยังมีสติกันอยู่บ้าง”
เฉินมู่ยังเด็กมากและไม่มีใครเคยเห็นหน้ามาก่อน ดังนั้นโดยปกติแล้วคนเหล่านี้ควรจะคิดว่าเขาเองก็เป็นแค่นักศึกษาใหม่เหมือนกัน
แต่ปัญหาคือเขามากับฉินเสี่ยวเสี่ยวและได้ขึ้นไปบนเวทีด้วยกันนี่สิ
ฉากนี้ย่อมต้องทำให้พวกจิ้งจอกแกพวกนี้ต้องคิดทบทวนคำพูดและกิริยาอาการก่อน
“ท่านอธิการครับ ทำไมวันนี้ท่านถึงออกจากกักตนล่ะครับ”
ในเวลานี้เอง รองอธิการบดีหลี่หมิงซินเดินออกมถามพร้อมรอยยิ้ม
“หากท่านต้องการอะไรเราจะจัดเตรียมให้ ขอขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์สละเวลาเดินทางไกลมาเยี่ยมชมนะครับ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายกำลังถามโดยอ้อมว่าเฉินมู่เป็นใคร ทว่าตัวตนของฉินมู่นั้นไม่ใช่อะไรที่คนระดับอย่างหลี่หมิงซินสามารถถามได้
“ฉันมาที่นี่เพราะมีเรื่องจะประกาศ”
เสียงของฉินเสี่ยวเสี่ยวดังมากจนแม้แต่กลุ่มนักศึกษาที่ชมดูอยู่ก็ยังได้ยิน
หลี่หมิงซินสับสนเล็กน้อยและมองไปที่เหล่านักศึกษาข้างล่างที่กำลังมองหน้ากันไปมา
“ประกาศอะไรเหรอครับ”
“เขา เฉินมู่”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวมองไปที่เฉินมู่พร้อมพูดด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“จากนี้ไปเขาจะเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยตี้ตูของเรา”
“หา ?”
เมื่อคำประกาศดังกล่าวออกมา ไม่เพียงแต่หลี่หมิงซินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดาอาจารย์และนักศึกษาทั้งหลายที่อยู่ข้างล่างด้วยที่ตะลึง
ความคิดแรกของหลี่หมิงซินและทีมงานก็คือ เฉินมู่ควรเป็นนักศึกษาที่ย้ายเข้าหรือที่ท่านอธิการบดีรับเข้ามาเรียนเป็นกรณีพิเศษ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ดูเหมือนเด็กพึ่งโตเท่านั้นเอง เรียกได้ว่ายังเด็กเกินไป
แต่ในไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าอันที่จริงแล้วเฉินมู่จะเป็นอาจารย์ เอาจริงดิ๊ ?
นี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ
ส่วนตัวเฉินมู่ตอนนี้กลับกำลังมีความสุขมาก
เนื่องจากคำประกาศของฉินเสี่ยวเสี่ยวทำให้เสียงแจ้งเตือนของระบบเด้งรัวขึ้นมาในใจจนปวดหัวไปหมด
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงจ้องมองมาอยู่เฉินมู่ก็เดินขึ้นหน้าโดยไม่กลัว ยื่นมือจับราวเวทีแล้วพูดอย่างใจเย็น
“ผมชื่อเฉินมู่”
“จากนี้ไปจะเป็นอาจารย์ประจำชั้นห้องหนึ่ง”
“ถ้าอยากเข้าร่วมห้องเรียนของผมก็ย่อมได้ ผมมีข้อกำหนดแค่สองข้อเท่านั้น”
พอพูดมาถึงตรงนี้น้ำเสียงของเฉินมู่ก็เปลี่ยนไป แม้สีหน้าจะดูไม่แยแสแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับทวีความเย็นชาชนิดที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธหรือโต้แย้ง
“หนึ่ง ! เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด”
“สอง !”
“ต้องเป็นสาวสวยที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น !”
[ โกหกน่า +5 ]
[ โกหกน่า +5 ]
[ โกหกน่า +5 ]
[ โกหกน่า +35 ]
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา บรรยากาศยิ่งเปลี่ยนเป็นเงียบกริบที่แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังได้ยิน
โดยเฉพาะหลี่หมิงซินและคณาจารย์คนอื่น ๆ ที่สีหน้าแบบว่าเงิบไปแล้ว
เคยเห็นแต่คนที่ต้องการนักศึกษาที่มีศักยภาพสูงหรือไม่ก็นักศึกษาที่มีภูมิหลังครอบครัวที่ดี หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างอยู่หรอก
แต่ไอ้คนที่อยากได้แต่นักศึกษาสาวสวยล้วน ๆ นี่เกิดมาก็พึ่งจะเคยพบเคยเห็นเนี่ยแหละ
ไอ้หนุ่มนี่คงไม่ใช่ไม่เคยแตะต้องผู้หญิงมาเจ็ดแปดร้อยปีแล้วหรอกนะ นี่มันบ้าไปแล้ว เก็บกดมานานแล้วมาปลดปล่อยเอาในที่แบบนี้หรือยังไง
ทว่าพวกหลี่หมิงซินก็ตั้งสติได้อีกครั้งก่อนจะหันไปมองฉินเสี่ยวเสี่ยวด้วยแววตาตั้งคำถาม สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“ท่านอธิการครับ ท่านเชิญไอ้ตัวตลกนี่มาจริงเหรอครับ”
พูดตามตรง ฉินเสี่ยวเสี่ยวเองก็ยังมึนไปเลยเหมือนกัน แต่โชคดีที่เธอตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในใจเธอก็รู้สึกว่าเฉินมู่เก็บกดมานานจนทนไม่ไหวจริง ๆ ด้วย ทำให้ความรู้สึกในตอนนี้เป็นทุกข์และเห็นใจเขามาก
ดังนั้นเมื่อเธอเห็นพวกหลี่หมิงซินมองมาเธอจึงตอบเบา ๆ โดยไม่แสดงออกถึงสีหน้าใด ๆ
“เขาพูดอะไรก็ทำไปตามนั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วท่าทีของพวกหลี่หมิงซินก็เปลี่ยนไปอีกเล็กน้อย หัวใจพวกเขาถึงกับเต้นระรัว
เดิมทีคนเหล่านี้ต่างประเมินเฉินมู่ไว้สูงมาก แต่พอเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวทำตัวแบบนี้แล้วก็ตระหนักได้ว่าพวกตนประเมินความสำคัญของเขาต่ำไป
การที่บุคคลผู้ทรงอำนาจอย่างฉินเสี่ยวเสี่ยวต้องยอมตามใจได้นั้นย่อมแสดงว่าสถานะของเฉินมู่เป็นอะไรที่ทุกคนที่นี้ต้องให้ความเคารพนับถือ
ที่นี่ไม่มีใครเป็นคนโง่ หลังจากมองหน้ากันแล้วพวกเขาต่างก็เห็นในแววตากันและกันว่าในอนาคตพวกเราห้ามไปยั่วยุไอ้หนุ่มเฉินมู่นี่เป็นอันขาด
ในขณะนี้เอง กลุ่มผู้ชมที่เต็มไปด้วยนักศึกษาใหม่ก็ได้สติกันแล้วเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง
ทั้งสนามเด็กเล่นก็ตกอยู่ในความโกลาหล
“บ้าบอ ต้องฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัดไม่พอ นี่ยังจะเอาแต่สาวสวยล้วน ๆ อีก ?”
“พี่น้อง นี่มึงดกเหล้าปลอมเยอะไปป่าว หรือยังหลับไม่ตื่น แค่มาเป็นอาจารย์ก็ว่ามึงเยอะไปแล้วนะ นี่ยังจะฝันกลางวันต่ออี๊ก”
“ไอ้บ้านี่แม่งโผล่มาจากรูไหนวะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังก่อนถึงได้เสนอหน้ามาสอนที่นี่อะ”
นักศึกษาใหม่ต่างก็งง แต่ละคนต่างคิดว่าเฉินมู่นั้นเสียสติไปแล้ว และในที่สุดท่ามกลางฝูงชนก็มีคนที่อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
“มึงคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ ตื่นนอนแล้วยังก่อน คิดว่าตัวเองคู่ควรมาเป็นอาจารย์ที่นี่เหรอวะ”
ทันทีที่คำพูดดังกล่าวหลุดออกมาบรรยากาศก็เงียบกริบลงอีกครั้ง
นักศึกษาใหม่ทุกคนต่างหันไปมองไอ้คนที่พูดเมื่อกี๊ ไม่เว้นแม้แต่พวกหลี่ซือหมินและคณาจารย์
“กูหลี่เฉิงคุน ! บุตรชายคนโตของหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่เมืองตี้ตูรุ่นนี้ !”
“จัดเลยพี่คุนเด๋วผมหนับหนุนให้เอง ไอ้เด็กนี่มันอยากเป็นอาจารย์เรา ให้แม่งไปตายแล้วเกิดใหม่ซักรอบก่อนเถอะ”
เมื่อรู้ว่าเป็นหลี่เฉิงคุนทุกคนก็ตื่นเต้นกันทันที
หลี่เฉิงคุนที่มีพวกเกรียนรายล้อมก็เดินกร่างออกมาจากฝูงชนราวกับตัวเองชนะแล้ว
มันไม่ใช่คนที่ตัวสูงนัก มีใบหูใหญ่มาก เฉินมู่เห็นสภาพแล้วยังอดตลกไม่ได้
“ตระกูลหลี่เหรอ ก็ว่าแล้วเห็นมีแต่พวกหูใหญ่เหมือนกันหมด”
“แต่เทียบกันดูแล้วหลี่ซินหว่านกลับดูไม่เหมือนคนตระกูลหลี่เลยแฮะ”
[ ยิ้มเจ้าเล่ห์ +8 ]
เฉินมู่เหลือบมองฉินเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังกลั้นยิ้มไว้และมองหลี่เฉิงคุนที่กำลังเดินออกจากฝูงชนอย่างช่วยไม่ได้
“กูไม่จำเป็นต้องบอกว่าตัวเองคู่ควรหรือไม่ แต่อย่างน้อยคือมึงน่ะไม่คู่ควรมาเป็นลูกศิษย์กูแน่นอน”
หลี่เฉิงคุนเยาะเย้ย ม้วนแขนเสื้อพลางเอียงคอ
“อวดเก่งจริงนะมึง”
“ต่อให้มึงจะมีศักยภาพระดับบี (B) พอจะให้เป็นอาจารย์มหาลัยนี้ได้ แต่อย่างน้อยมึงต้องเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตราชันยุทธ์ (อู่หวาง) ขึ้นไปด้วยเซ่”
หลี่เฉิงคุนมองเฉินมู่บนเวทีด้วยความรังเกียจ
“แล้วมึงล่ะมีศักยภาพอะไร เป็นราชันยุทธ์แล้วยัง”
“คิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดียังไงมากร่างแถวนี้”
เฉินมู่ยิ้ม มือจับราวเวทีและพูดอย่างใจเย็น
“ราชันยุทธ์เหรอ กูไม่ใช่ เพราะถึงไงกูก็พึ่งปลุกศักยภาพได้แค่เดือนเดียวเองนี่”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนยิ่งอึ้ง
“ส่วนศักยภาพ…”
เฉินมู่พูดเบา ๆ ด้วยสีหน้าสงบ
“กูระดับเอฟ (F) ว่ะ”
[ โกหกน่า +5 ]
[ โกหกน่า +5 ]
[ โกหกน่า +5 ]
[ ช็อก +6 ]
[ เซอร์ไพรส์ +55 ]