- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 2 : ปลดล็อกระบบ ! เพิ่มศักยภาพ !
บทที่ 2 : ปลดล็อกระบบ ! เพิ่มศักยภาพ !
บทที่ 2 : ปลดล็อกระบบ ! เพิ่มศักยภาพ !
“จบแล้ว ๆ ดันมาสายตั้งแต่วันแรกซะได้”
บนเส้นทางไปยังสนามเด็กเล่น
ลั่วซือหานสวมเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยตี้ตูรูปร่างดีพร้อมใบหน้าทรงเสน่ห์กำลังพึมพำขณะวิ่งด้วยหัวใจที่แทบจะพังทลายด้วยความอับอาย
ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูลลั่ว หนึ่งในแปดตระกูลหลัก และจักรพรรดินีที่เกิดใหม่ เธอเป็นดอกไม้บนที่สูงทั้งในชาติก่อนและในชาตินี้
แต่เธอไม่คาดคิดว่าเมื่อวานจะมัวเสียเวลาดูดซับบุปผาเพลิงเพื่อขัดร่างกายเสียอย่างนั้น
“ป้าหวางนี่จริง ๆ เลย ทำไมไม่ปลุกก็ไม่รุ...”
ลั่วซือหานตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อคิดว่าจะต้องมาสายต่อหน้านักศึกษาใหม่ทั้งมหาวิทยาลัยและสร้างความประทับใจที่ไม่ดีต่อคณาจารย์
ตัวเธอนั้นยอดเยี่ยมมากทั้งในด้านศักยภาพและภูมิหลัง
แต่ในเมืองตี้ตูแห่งนี้ไม่ว่าเธอจะเจ๋งแค่ไหนก็ตามมันก็ยังคงมีคนที่เจ๋งกว่าเธออยู่เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอได้เกิดใหม่อีกครั้งและรู้ดีว่ามหาวิทยาลัยตี้ตูแห่งนี้เป็นอย่างไร
หากเธออยากจะกลับไปยังจุดสูงสุดหรือแม้แต่จุดสูงสุดใหม่นั้นเธอจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรของมหาวิทยาลัยตี้ตูรวมไปถึงต้องอาศัยคำสั่งสอนของอาจารย์
ในชาติก่อนเธอหยิ่งผยองไปกับศักยภาพระดับ S จึงอยากจะประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้วยกำลังของตัวเองเพียงคนเดียว แต่ความเป็นจริงคือการพึ่งพาตนเองนั้นไม่ต่างอะไรกับการลากจูงภูเขากองอุจจาระกองใหญ่
แม้ว่าเธอจะได้เป็นจักรพรรดินีก็ตาม แต่สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอดจากการรุกรานของหมื่นโลก
ดังนั้นในเมื่อชาตินี้ได้รับโอกาสใหม่มาแล้วเธอจะกล้าทำเรื่องผิดพลาดอีกได้อย่างไร
“หวังว่าอาจารย์จะไม่... หืม ?”
หลังจากที่หลัวซือหานวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่ามีคนจ้องมองมา
เธอเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัวและเมื่อหันมองกลับไปก็เห็นว่ามีชายหนุ่มรูปหล่อขั้นสุดจนยากจะอธิบายเป็นคำพูดมองมาด้วย... สายตาลามกจกเปรต
ไอ้หมอนี่ใคร ?
มหาลัยตี้ตูยังมีไอ้โรคจิตแบบนี้อยู่อีกงั้นเหรอ
แล้วก็...
สาวสวยที่เกาะแขนมันอยู่นั่นน่ะ... ทำไมถึงดูคุ้น ๆ จัง
แต่ตอนนี้คือต้องไปเข้าแถวก่อน ไม่งั้นเกิดอาจารย์รู้ว่าตนมาสายล่ะก็คงได้ขายขี้หน้าอย่างแรงชัวร์เลย
เธอไม่กล้าคิดมากเกินไปและรีบเร่งฝีเท้าจากไป
ในขณะที่หยุดดูร่างที่วิ่งหายไปนั้นเอง ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็หันมองเฉินมู่อย่างงุนงง
หมายความว่าไงอะ ? นี่อั้นไม่อยู่จนออกนอกหน้าแล้วจริงดิ๊ ?
ก็ควรจะเป็นงั้นแหละ
เฉินมู่ออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เติบโตมาท่ามกลางหมู่ชายฉกรรจ์ถึง 10 ปีเต็ม และตอนนี้เขาก็อายุ 18 ปีแล้วจึงเป็นเรื่องปกติที่จะคิดเรื่องอย่างว่าเหมือนที่พวกผู้ชายทั่วไปชอบคิดกัน
คิดได้ดังนี้แล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวก็อดเป็นทุกข์หน่อย ๆ ไม่ได้
ส่วนตัวเฉินมู่เองนั้นตอนนี้กลับตื่นเต้นสุด ๆ เพราะในที่สุดเมื่อตอนที่เขามองสาวสวยคนเมื่อกี๊ระบบที่เงียบกริบมานานถึงหนึ่งเดือนเต็มวันนี้กลับมีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว !
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ ระบบอารมณ์เทพธิดาเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว ! ]
[ หากคุณทำให้เป้าหมายที่ไม่ได้ผูกมัดไว้เกิดอารมณ์ผันผวนจะได้รับค่าอารมณ์ 1 เท่า และหากทำให้เป้าหมายที่ผูกมัดไว้เกิดอารมณ์ผันผวนจะได้ค่าอารมณ์ 2 เท่า ]
[ เป้าหมายผูกมัดโดยอัตโนมัติในปัจจุบัน : 1 ]
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ คุณได้รับแพ็กเกจของขวัญมือใหม่ ! ]
[ คุณได้รับ : กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง, ศักยภาพ +25%, ค่าโลหิตปราณ +1000, โลหิตมังกรเพลิง 1 ขวด, ทรายดารา 1 ชิ้น ]
ขณะที่รู้สึกว่าร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังงาน ความเร็วของการดูดซึมพลังวิญญาณเพิ่มขึ้น 10 เท่าทันที ทำให้ร่างกายสงบและโลหิตปราณในรางเดือดระอุขึ้นมาทันที
ดวงตาของเฉินมู่สว่างวาบขึ้น ลมหายใจถี่ขึ้นนิดหน่อย !
ต้องรู้ว่าเขาขัดเกลาร่างกายมาตั้งแต่เด็ก และระดับของโลหิตปราณเขาก็เกินกว่าคนทั่วไปอยู่ที่ 320 แต้มแล้ว !
อย่าได้คิดว่าค่าเท่านี้มันน้อย ก่อนพลังตื่นคนปกติต่อให้ขัดเกลามาหนักหน่วงขนาดไหนก็ตามก็ยังมีค่าโลหิตปราณอยู่ที่ 30 เท่านั้น
แม้แต่ลูกหลานของตระกูลใหญ่ก็ยังขัดเกลาได้มากสุดอยู่ที่ประมาณ 50 เท่านั้น
หลังจากพลังตื่นขึ้นแล้วศักยภาพที่ระดับต่ำกว่า B จะไม่เพิ่มค่าโลหิตปราณ หรือต่อให้เพิ่มก็ตามแต่การเพิ่มได้สัก 20 แต้มก็ถือว่าเกินขีดจำกัดแล้ว
แต่ตอนนี้เพียงแค่เปิดชุดของขวัญมือใหม่เขาก็ได้รับมาถึง 1,000 แต้ม ซึ่งได้ผลักดันระดับพลังยุทธ์ของเขาขึ้นเป็นระดับศิษย์ยุทธ์ (อู่ถู) 3 ดาว นี่เทียบเท่ากับผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างนัก 30 ปีเต็ม
อย่าลืมว่าด้วยตัวตนและภูมิหลัง ทรัพยากร ทักษะ และประสบการณ์ของเขาล้วนยอดเยี่ยมและต่อเนื่อง ดังนั้นเขาจึงสามารถมีค่าพลังโลหิตปราณที่น่าสะพรึงกลัวได้
แต่ถึงกระนั้นค่าโลหิตปราณนี้ก็ยังไม่ใช่รางวัลที่ทำให้เฉินมู่ดีใจที่สุด
สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นจริง ๆ คือศักยภาพและกายศักดิ์สิทธิ์ !
โดยเฉพาะศักยภาพ !
ปรากฎว่าระบบนี้เป็นไปตามที่เขาคิดจริง ๆ มันสามารถให้รางวัลเพิ่มศักยภาพแก่เขาได้จริง
ที่สำคัญคือได้รู้ว่าศักยภาพจริง ๆ แล้วไม่ได้คงที่แต่กลับสามารถยกระดับขึ้นได้อีก
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็มีประสบการณ์กับตัวเองและได้เห็นแล้วว่าผลจากการปรับปรุงศักยภาพขึ้นมานั้นมันให้ความแข็งแกร่งได้มากขึ้นขนาดไหน (หมายถึงชาติก่อนระดับ N ส่วนชาตินี้ระดับ F)
ดังนั้นหลังจากที่เปิดใช้งานระบบและมันได้มอบสิ่งที่เขาไฝ่ฝันมาให้นี้จึงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากเป็นธรรมดา
เมื่อเปรียบเทียบกันดูแล้วแม้โลหิตมังกรเพลิงกับทรายดาราจะน่าประทับใจมากเหมือนกันก็ตาม แต่ในความเห็นของเฉินมู่แล้วพวกมันก็แค่น้ำตาลไอซิ่งที่เอาไว้แต่งหน้าเค้กเท่านั้น
เฉินมู่ระงับมุมปากไม่ให้ยิ้มออกมา ตาก็ชำเลืองมองที่แผ่นหลังของหญิงสาวด้วยประกายระยิบระยับ จากนั้นจึงเปิดแผงข้อมูลของเธอที่ระบบจัดเตรียมให้
[ ชื่อ ]:ลั่วซือหาน
[ ระดับ ] : ศิษย์ยุทธ์ (1 ดาว)
[ โลหิตปราณ ]:225
[ วิชา ] : ฝ่ามือเปลวเพลิง (ลึกลับ), วิชาเพลิงสวรรค์ (ปฐพี)
[ ร่างกาย ]:กายาซินเหยียน (กายาหทัยระอุ) (ศักดิ์สิทธิ์)
[ ศักยภาพ ]:ระดับ S
[ คะแนนรวม ]:95
“สามารถขัดเกลาโลหิตปราณได้มากกว่าสองร้อยแต้มได้ในเดือนเดียว ตามคาดเลย ยิ่งศักยภาพสูงยิ่งเลื่อนระดับได้เร็ว”
“แถมหล่อนยังปลุกกายาพิเศษที่มีแค่หนึ่งในหมื่นได้อีก”
เฉินมู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจกับลั่วซือหานมาก
เป็นเรื่องจริงที่เขามาที่นี่เพื่อเปิดใช้งานระบบ แต่เขาก็ตั้งใจที่จะมาเลือกผู้มีความสามารถด้วย
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนเกิดใหม่จึงรู้ดีว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะต้องเผชิญกับบททดสอบแบบไหนบ้างในอนาคต
แต่ตอนนี้เขาไม่กังวลอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะลองใช้ระบบ
“น้าฉิน คนที่ชื่อลั่วซือหานเมื่อกี๊นี้มาจากตระกูลลั่วใช่ป่าว”
เมื่อได้ยินเสียงของเฉินมู่ที่ผสมความตื่นเต้นกับความสงสัยเข้าด้วยกันฉินเสี่ยวเสี่ยวก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ก่อนจะตอบ
“ใช่แล้วจ้ะ เธอเป็นหนึ่งในแปดผู้มีความสามารถที่มีศักยภาพระดับเอส (S) ในปีนี้ และยังเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลลั่วรุ่นนี้ด้วย”
ได้ยินดังนั้นเฉินมู่ถึงขั้นอดตะลึงไม่ได้
“ระดับเอสแปดคน ?”
“จ้ะ ?”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวกระพริบตาพลางมองดูเขา
“ปีนี้มหาลัยตี้ตูของเรารับนักศึกษาระดับเอสมาได้สี่คน ส่วนอีกสี่คนไปเรียนมหาลัยอื่นน่ะ”
เฉินมู่ขมวดคิ้วและคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยใจที่รู้สึกสับสนอยู่ภายใน
เพราะในชาติก่อนเขาจำได้ว่าปีนี้มีระดับ S แค่ 2 คนเองนี่นา
และนี่คือระดับ S ซึ่งเป็นระดับที่มีศักยภาพสูงสุด
ในความทรงจำของเขา ชาตก่อนตอนอายุ 18 ครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบกันระดับ S คือเมื่อ 8 ปีก่อน พูดแบบนี้แล้วก็คงจะจินตนาการได้แล้วสินะว่าศักยภาพระดับ S นั้นมันหายากขนาดไหน
แต่ปีนี้... มีถึง 8 คนจริง ๆ เหรอเนี่ย
“เป็นเพราะเราเกิดใหม่หรือเพราะเราเปลี่ยนชะตากรรมของคนมากเกินไปหว่า เรื่องมันถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้”
นี่ดูเหมือนนี่จะเป็นคำอธิบายเดียวที่เขาคิดออกในตอนนี้
แต่ก็ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่ายิ่งมีอัจฉริยะมากขึ้นเท่าไหร่ อนาคตของมนุษยชาติก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
ตราบใดที่เด็ก ๆ เหล่านี้ได้รับการสั่งสอนเป็นอย่างดีล่ะก็ อนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็อาจเปลี่ยนได้จริง ๆ
เดิมทีตอนมาที่นี่เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับนักศึกษาเรียนกลุ่มนี้มากนัก แต่ตอนนี้ดูท่าว่าแผนจะก้าวหน้าไปได้ไกลแล้ว
“ระบบก็เปิดทันเวลาพอดี เดี๋ยวต้องหาทางปัดเศษค่าอารมณ์ให้เต็มจะได้จับสลากเพิ่มศักยภาพ แล้วค่อยเลือกพวกต้นกล้าพันธุ์ดี จะได้ดูว่าจะผูกมัดเป้าหมายเพิ่มได้อีกมั้ย”
“ใครใช้ให้ค่าอารมณ์ของคนที่ถูกผูกมัดมันเพิ่มเป็นสองเท่ากันล่ะ”
“ส่วนรางวัลที่เหลือก็ ไว้มีเวลาก่อนค่อยเช็ก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือค่าอารมณ์ ไปรับลั่วซือหานก่อน”
เฉินมู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่าง จากนั้นมุมปากก็โค้งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“เออใช่น้าฉิน เห็นบอกหล่อนเป็นคนตระกูลลั่วนี่ แล้วหล่อนเป็นไรกะลั่วเฟยซวนเหรอ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวยิ้ม
“เอาตามลำดับอาวุโสก็ ลั่วซือหานต้องเรียกเธอว่าน้าเล็ก”
“อ้อ ก็คือไม่ใช่ทายาทสายตรง”
“ช่าย เธอก็รู้สถานการณ์ของตระกูลลั่วหนิ เอาตรง ๆ สายเลือดของลั่วซือหานก็ถือเป็นรุ่นที่ห้าแล้ว”
เฉินมู่ตกใจและมองเธออย่างสงสัย
“จะบอกก็บอกเถอะ แต่ทำไมต้องบอกฉันเรื่องนี้ด้วยอะ”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวทำหน้า ‘รู้นะว่าคิดไรอยู่’ ใส่
“อ้าวแย่ละ ~ น้าฉินแค่พูดเล่นเฉย ๆ เองนะ ตอนนี้เราสายละ”
[ ความสุข +15 ]
เมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในหัวเฉินมู่ก็อดตกใจไม่ได้
นี่น่ะเหรอค่าอารมณ์
[ ยิ้มเยาะ +15 ]
เฉินมู่ : ?
[ตื่นเต้น +20 ]
เฉินมู่ : ‘ฉินเสี่ยวเสี่ยว น้ามีดราม่าในหัวเยอะไปรึเปล่าเนี่ย ? ? ?’