เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา

บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา

บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา


“เสี่ยวมู่เอ๋อจ๊ะ ~  เสี่ยวมู่เอ๋อ ~”

เสียงที่อ่อนหวานราวกับเรียกเด็กน้อยดังเข้าหู  ทำให้เฉินมู่ที่นอนหนุนตักของผู้หญิงคนนั้นอยู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

ทว่าพอเห็นใบหน้าของสองคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเอ็นดูก็ไม่ได้เป็นต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ถึงแล้ว ?”

เมื่อได้ยินคำถามหญิงสาวที่ให้เขาหนุนตักก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่นให้

“พึ่งถึงน่ะ  อยากนอนต่ออีกซักหน่อยมั้ย”

เฉินมู่นวดขมับครู่หนึ่งสติก็กลับมาเป็นปกติ

เขาพึ่งกลับมาจากแนวหน้า  และตอนนี้ได้มาถึงเมืองตี้ตู (เมืองหลวงจักรวรรดิ/เมืองหลวงจักรพรรดิ) แล้ว

และตอนนี้เขาอยู่ในรถทหารที่มีน้ายทะเบียนแบบเข้ารหัส

“ไม่เป็นไร  คืนนี้นอนดึกหน่อยก็ได้”

ขณะที่พูดเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วบิดขี้เกียจแล้วจึงลงรถหลังจากที่คนขับมาเปิดประตูให้

เดิมทีเขาไม่อยากจะพูดอะไร แต่เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของคนขับแล้วก็ต้องยิ้มให้พูดด้วย

“โอเคแล้ว  กลับไปเถอะ”

เมื่อคนขับได้ยินดังนั้นก็ยิ่งลังเลอีก

“แต่ว่านะครับไต้เท้า...”

“รับทราบ !”

“ทราบ !”

ยังไม่ทันพูดจบคนขับก็เปลี่ยนเป็นท่าแถวตรงรับคำสั่งทันที

เมื่อเฉินมู่เห็นดังนี้แล้วก็ถอนหายใจแล้วตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกฉันมียู่เมิ่งอยู่ด้วย  กลับไปเถอะ”

“ทราบ !”

คนขับอยากจะพูดอะไรเพิ่มเติม  แต่เมื่อเห็นสายตาของเฉินมู่แล้วก็ต้องกลืนคำพูดกลับไป

เมื่อเห็นอีกฝ่ายขึ้นรถไปแล้วเฉินมู่ก็เดินกลับไปที่ประตูรถแล้วมองผู้หญิงข้างใน

“น้าหรั่นเองก็ไม่ต้องรอแล้ว  กลับไปเถอะ”

หญิงสาวสุดสวยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาได้ยินดังนั้นก็กอดแขนของเฉินมู่แล้วยิ้มให้

“นั่นสิคะพี่หรั่น  มีฉันอยู่ด้วยเพราะงั้นไม่ต้องห่วงเลย”

ผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถมองเฉินมู่ด้วยความรัก  จากนั้นก็หันไปมองหญิงสาวสุดสวยคนดังกล่าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมายลึกซึ้ง

“เสี่ยวเสี่ยว  ดูแลเสี่ยวมู่เอ๋อให้ดีด้วยนะ”

“ถ้าฉันได้รับแจ้งว่าเขาได้รับอันตรายเพราะเธอล่ะก็  ฉันจะจับมหาลัยตี้ตูของเธอพลิกซะเลย !”

ใบหน้าของฉินเสี่ยวเสี่ยวแข็งทื่อไป  แต่ขณะที่เธอกำลังจะพูดผู้หญิงคนนั้นกลับปิดประตูรถแล้วจากไปทั้งอย่างนั้นเลย

“ผ่านไปกี่ปีแล้วก็ไม่รู้ยังทำตัวเป็นผีอยู่อีก”

หลังจากมองรถที่วิ่งออกไปพลางพึมพำอะไรกับตัวเองนิดหน่อยแล้วก็หันมายิ้มพูดกับเฉินมู่

“เสี่ยวมู่เอ๋อจ๊ะ ~ ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว ~ น้าฉินรอเธอมาตลอดเลยน้า ~”

เฉินมู่รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ เบียดแขนอยู่ก็ยิ้มขมขื่นออกมา

“ไม่ต้องประกาศนะว่าฉันกลับมาแล้ว  ฉันอยากจะอยู่สงบ ๆ เพิ่มอีกซักสองสามวัน”

ได้ยินดังนั้นแล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างและอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ก่อนจะรีบคว้าแขนเฉินมู่ลากเขาเดินไปที่ประตูทางเข้า

“จ้า ๆ ~ ไม่ต้องห่วง ๆ เสี่ยวมู่เอ๋อ ~ น้าฉินจะรูดซิบปากให้สนิทเลยจ้า ~”

“ฉินเสี่ยวเสี่ยว ! กรุณาระวังคำเรียกด้วย  ถ้ายังเรียกแบบนั้นอีกล่ะก็ระวังฉันจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ !”

“เคจ้า ๆ ~ เสี่ยวมู่เอ๋อโตแล้วก็เริ่มใส่ใจภาพลักษณ์แล้ว  ไม่อยากจะเรียกน้าฉินอีกต่อไปแล้วสิน้า ~”

“ยังอีก ! แล้วก็เสียงสองนั่นด้วย ! ตอนนี้ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ !”

“เคจ้า ๆ ~ เข้าใจแล้วจ้า ~”

“ยังอีก !”

“จ้า ๆ ! ไม่พูดแล้ว ๆ...”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเบา  ๆ ด้วยความสุขสมอย่างยิ่ง

“ว่าก็ว่าเถอะนะเสี่ยวมู่  เธอ...  อยากเป็นอาจารย์จริง ๆ เหรอ ?”

เฉินมู่หันไปมองเธอก่อนจะยิ้มให้

“ทำไม ? กลัวฉันจะสอนไม่เก่งหรือคิดว่าเพราะศักยภาพการตื่นพลังของฉันมันต่ำเกินเลยคิดว่าไม่มีคุณสมบัติงั้นสิ ?”

“จะเป็นไปได้ไง...”

พูดถึงตรงนี้ท่าทีของฉินเสี่ยวเสี่ยวเห็นได้ชัดว่าหงุดหงิดเล็กน้อย

“โชคดีของนักศึกษาใหม่พวกนั้นแล้วล่ะที่ได้เธอมาสอนให้  ถ้าคนจากแปดตระกูลใหญ่รู้ว่าเธอมาสอนที่นี่ล่ะก็เกรงว่าแม้แต่ไอ้พวกตาเฒ่าเหลาเหย่ก็ยังอยากจะมาเป็นเด็กโข่งเรียนด้วยซะด้วยซ้ำ”

แน่นอนว่าที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวพูดนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง  ที่สำคัญคือที่เธอพูดยังถือว่าประเมินต่ำไปเสียด้วยซ้ำ

ทว่าเฉินมู่กลับเข้าใจไปว่าที่เธอพูดแบบนี้เพราะเธอกลัวว่าศักยภาพระดับ F ที่พึ่งตื่นขึ้นของเขานั้นมันกากเกินไปและจะถูกพวกที่หยิ่งผยองทั้งหลายเหล่านั้นดูถูกเอา

ต้องรู้ก่อนนะว่าที่นี่คือมหาวิทยาลัยตี้ตู

สถานศึกษาอันดับหนึ่งในประเทศหลง (ประเทศมังกร) และผู้ที่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตี้ตูได้นั้นนอกจากผู้มีความสามารถและศักยภาพที่สูงมากแล้ว  เกือบทั้งหมดล้วนมาจากภูมิหลังที่ร่ำรวยไม่ก็สูงส่ง

แน่นอนว่าถ้าว่ากันเรื่องภูมิหลังแล้วล่ะก็เฉินมู่ไม่กลัวใครเลย  ในประเทศหลงแห่งนี้เมื่อพูดถึงเรื่องภูมิหลังแล้วล่ะก็หากเทียบกับของเขาแล้วก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง

เพราะตัวเขานั้นไม่เพียงแต่เป็นนักเดินทางข้ามเวลาเท่านั้น  แต่ยังเป็นคนที่เกิดใหม่อีกด้วย !

ใช่แล้ว ! มันเหลือจะเชื่อก็ตรงนี้แหละ !

ในชาติที่แล้วเขาได้ข้ามมิติมาเกิดในตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลสันโดษเพียงตระกลูเดียวในประเทศหลง  และได้กลายเป็นคุณชายน้อยระดับแนวหน้าที่แท้ทรู

เอาเป็นว่าเงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ชาวประเทศหลงใช้ไปมันจะไหลกลับไปยังตระกูลเฉิน  ก่อให้เกิดวงจรแบบปิดในด้านอุตสาหกรรมขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม  ความสำเร็จที่น่าทึ่งขนาดนี้กลับเป็นความภาคภูมิใจน้อยที่สุดของตระกูลเฉิน

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือลูกหลานสายตรงของตระกูลเฉินสามารถพบเจอได้ทุกที่ที่เรานึกออก

นอกจากนี้เนื่องจากประมุขตระกูลเฉินมีลูกชายในวัยชราทำให้เฉินมู่ได้ทุกสิ่งที่ต้องการทั้งหมดตั้งแต่เด็กมาโดยตลอด

ที่สำคัญคือภายในตระกูลเฉินนั้นไม่มีเรื่องราวดราม่า  ตระกูลมีความรู้รักสามัคคีกลมเกลียว  ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงตั้งแต่ต้นจนจบล้วนมีจิตใจเดียวกันรวมเป็นหนึ่ง  การต่อสู้แย่งสมบัติหรืออำนาจรวมไปถึงการวางแผนร้ายใส่กันล้วนไม่มีเลย

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะรู้สึกว่าการเดินทางข้ามมิติมานั้นมันวิเศษมาก  ผลคือชีวิตเขาโคตรสโลว์ไลฟ์

แม้ว่าในชาติก่อนตอนพลังตื่นเมื่ออายุ 18 เขาจะมีศักยภาพระดับ N ซึ่งดีกว่าคนที่ตื่นพลังล้มเหลวเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม  แต่เฉินมู่ก็ยังคงสามารถเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้สำเร็จด้วยยาและพิธีกรรมต่าง ๆ

เพียงแต่แผนอยู่ที่คน  ผลอยู่ที่ฟ้า  ในชาติก่อนหลังจากที่เขาเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้ไม่นานก็มีการรุกรานจากหมื่นโลกอุบัติขึ้น

ในเวลานั้นไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น  แต่ยังมีผู้แข็งแกร่งรวมไปถึงผู้ไม่แข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์มากมายที่ต้องบาดเจ็บล้มตาย  เรียกว่ามีศพวางกระจายกันเกลื่อนกล่นทั่วผืนแผ่นดิน

ญาติ  เพื่อน  และครอบครัวต่างเสียชีวิตอย่างน่าอนาถต่อหน้าต่อตาเขา

โชคดีที่หลังจากร่วงหล่นไปแล้วกลับพบว่าตัวเองได้มาเกิดใหม่อีกครั้งและยังเป็นวันเดียวกับที่คลอดออกมาเสียด้วย

ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้นอีก  ในชาตินี้เขาจึงไม่ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างสโลว์ไลฟ์อีกต่อไป

แต่เขารอจนตัวเองพูดได้และเริ่มลงมือช่วยเหลือผู้คนรอบตัวให้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาทันที  โดยผ่านความทรงจำในชาติก่อนและความรู้ตั้งแต่สมัยชาติก่อนที่จะข้ามมิติมาด้วย

และเพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกหมื่นโลกรุกรานเขาจึงเริ่มแสดงความสามารถและใช้วิธีเลือดเหล็ก (ฝึกเจตจำนงอันแข็งแกร่งไม่ย่อท้อที่ขัดเกลาจากอาวุธและเลือดในสงคราม) ตั้งแต่อายุยังน้อย 8 ขวบเข้าร่วมกองทัพบูรพาและเริ่มวางผังและลงมือฝึกฝนความสามารถพิเศษ

ส่วนตอนนี้เขาอายุ 18 ปีแล้วและได้ปลุกพลังให้ตื่นขึ้นจากหินปลุกพลังของกองทัพแล้วด้วย

แต่ข้อเท็จจริงนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าแม้ว่าเขาจะเริ่มขัดเกลาร่างกายตั้งแต่อายุ 1 ขวบและมีทรัพยากรมากมายก็ตาม  แต่เขาก็ยังไม่สามารถหลีกหนีจากผลลัพธ์เรื่องศักยภาพที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้

ข่าวดีอย่างเดียวก็คือการฝึกตั้งแต่เด็กนั้นมันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด  อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่ระดับ N เหมือนชาติก่อนแต่เป็นระดับต่ำสุดในหมู่จอมยุทธ์ : ระดับ F

เหตุผลที่เขามาที่นี่ก็เพราะเมื่อตอนที่เขาปลุกศักยภาพขึ้นมานั้นดันปลุกระบบอารมณ์ของเทพธิดาให้ทำงานขึ้นมาพร้อมกันซะงั้น

คือตราบใดที่ทำให้สาวสวยเกิดความผันผวนทางอารมณ์อย่างรุนแรงจนไปตรงตามเกณฑ์ของระบบได้ล่ะก็  เขาจะได้สิทธิ์จับรางวัลจากค่าอารมณ์ได้

แต่น่าเสียดายที่มีสมาชิกเพศตรงข้ามในกองทัพบูรพาดันมีน้อยเกินไป  มีบางคนเป็นคนสวยก็จริง  แต่พวกเธอทั้งหมดต่างออกปฏิบัติภารกิจดังนั้นเขาเลยไม่มีโอกาสได้เปิดใช้งานระบบนี้

หลังจากที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้วจึงได้ข้อสรุปว่าวิธีที่เร็วที่สุดในการเปิดใช้งานระบบคือการมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะจะได้ดูว่ามีผู้หญิงสวยคนไหนที่สามารถช่วยเขาเปิดใช้งานระบบได้  และยังได้ดูอีกว่ามีคนมีความสามารถดี ๆ บ้างไหมด้วย

คิดถึงตรงนี้แล้วแล้วเฉินมู่ก็หันไปยิ้มให้ฉินเสี่ยวเสี่ยว

“น้าฉิน  ถ้าไม่มีปัญหาไรงั้นก็เตรียมการให้ฉันเลยนะ”

ร่องรอยของความลังเลแวบขึ้นมาในแววตาของฉินเสี่ยวเสี่ยว  แต่เธอก็ยังคงพยักหน้า

“โอเค  วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกนักศึกษาใหม่เลยยังไม่มาการแบ่งคลาสเรียน  เธอไปเลือกเด็กใหม่พวกนั้นเอาเองได้เลย…”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“จริงสิเป่าเอ๋อ...  น้าฉินขอคุยไรด้วยหน่อยได้ป่าว”

เฉินมู่ตกใจ

“ทำไม ? กลัวว่าพวกอัจฉริยะพวกนั้นมันจะระเบิดใส่ถ้าเกิดรู้ว่าฉันเป็นแค่เศษขยะระดับเอฟเหรอ ?”

“เอ๊ะ…  ไม่ ๆ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้น…”

นี่เป็นปัญหาจริง ๆ และมีโอกาสมากที่สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

แต่ฉินเสี่ยวเสี่ยวนั้นรู้จักเฉินมู่เป็นอย่างดี  ถ้าปัญหามันมีแค่นี้ล่ะก็เธอจะไม่เข้าไปยุ่งเลย

เฉินมู่ไม่ใช่เจ้านายประเภทที่จะรำคาญถ้าเกิดคนอื่นมาพูดอะไรเล็กน้อยใส่ตน

เธอยังเชื่อด้วยว่าเฉินมู่สามารถจัดการไอ้พวกที่ระเบิดอารมณ์ทั้งหลายจนพวกมันยอมจำนนได้สบายบรื๋อ

แต่ปัญหาคืออะไรล่ะ  คือปากของไอ้เจ้าเฉินมู่นี่ต่างหาก

ใช่แล้ว ! ปากของไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา

‘พลัง’ ของเฉินมู่นั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวเคยเห็นมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว  นั่นไม่ใช่คนที่จะต้องทนทุกข์กับเกรียนหน้าไหนเลยสักนิด

แล้วคิดดูสิว่าทำไมผู้หญิงคนที่นั่งในรถถึงต้องเตือนฉินเสี่ยวเสี่ยว

คิดว่าเธอกลัวจริง ๆ เหรอว่าเฉินมู่จะถูกนักศึกษารังแกเพราะกับอีแค่มีศักยภาพต่ำต้อยน่ะ ?

ไม่เลย  แต่เธอกลัวว่าเมื่อเฉินมู่มีอิสระในการพูดอย่างเต็มที่แล้ว  ไอ้พวกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมันจะเกิดล้ำเส้นปีนกำแพงมหาวิทยาลัยเข้ามาเล่นแง่อะไรใส่เขาต่างหาก

เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาพึ่งปลุกศักยภาพระดับ F ขึ้นมาเอง  แม้ว่าแค่นี้ก็พอแล้วในการรับมือกับระดับนักศึกษาใหม่  แต่กับไอ้พวกตาเฒ่าเหลาเหย่ไม่ยอมตายที่คอยกุมบังเหียนตระกูลใหญ่พวกนั้นล่ะจะสู้ไหวไหม

คิดมาถึงตรงนี้แล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวก็พูดไม่ออกอีกครั้ง  ถ้าเกิดเฉินมู่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวตนล่ะก็ใครบ้างจะกล้าแตะต้องเขา...

แต่น่าเสียดายที่พูดเรื่องนี้ออกไปไม่ได้  เพราะใครพูดออกไปล่ะเป็นโดนด่า...

ฉินเสี่ยวเสี่ยวเม้มริมฝีปากก่อนจะหัวเราะเบา ๆ กอดแขนของเฉินมู่แล้วกระซิบ

“เป่าเอ๋อร์  เป่าเอ๋อร์ที่ร้าก ~ ที่น้าฉินอยากคุยก็คือถ้าเธออยากเป็นอาจารย์ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย  ต่อให้อยากไปเป็นนักศึกษาก็ไม่ใช่ปัญหาเหมือนกัน  แต่ว่า…”

“เรื่องฝีปากเธอน่ะช่วยเบา ๆ ให้หน่อยได้ป่าว ?”

พอได้ยินดังนั้นเฉินมู่ก็ถึงบางอ้อแบบกระจ่างแจ้งในทันใด

“อ้อ  ก็ว่าล่ะทำไมพวกน้าถึงเอาแต่ทำหน้าป่วยมาตลอดทาง  ที่แท้ก็กะลังรอพูดเรื่องนี้นี่เอง”

เปลือกตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวกระตุก  เธอพิงไหล่ของเขาและพูดพร้อมกับยิ้มหน้าบานผิดปกติ

“ไม่น้า ~ ไม่ใช่ว่าน้าฉินกลัวเธอจะไปทำให้เด็ก ๆ กลัวรีไง  เธอก็รู้ว่าพวกเด็กสำรวยพวกนั้นไม่รวยก็เย่อหยิ่ง  เกิดมาก็มีของดี ๆ กินมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่  ถูกเลี้ยงมาในขวดน้ำผึ้ง”

“แบบว่า...  อ๊า...”

“เป่าเอ๋อ  เธอช่วยไว้หน้าน้าฉินที่เป็นถึงท่านอธิการฯ หน่อยเถอะน้า  ได้มั้ยจ๊ะ”

หากคนอื่นมาเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามดาราปีศาจเย็นชาทำตัวกระดี๊กระด๊าน่ารักกับเด็กหนุ่มแบบนี้ล่ะก็คงได้อ้าปากค้างกันเป็นแถว

เฉินมู่เม้มปากแบบหมดคำจะพูดก่อนจะหันมองเธอ

“โอเค  หยุดไร้สาระแล้วรีบไปเตรียมการซะ”

“จ้า ๆ ๆ ~”

เมื่อฉินเสี่ยวเสี่ยวได้ดังนั้นก็ยิ้มทันที

“ไปกันเถอะ  น้าฉินจะพาเธอไปสนามเด็กเล่น  ตอนนี้นักศึกษาใหม่ทั้งน่าจะไปรวมตัวกันหมดแล้ว”

เฉินมู่พยักหน้าและกอดเธอไว้แน่นแล้วเดินเข้าทางประตูหลังของมหาวิทยาลัย

ทว่าทันทีที่เข้าประตูมาเฉินมู่ก็พลันนึกอะไรขึ้นได้

“อ้อ  อีกอย่าง  ฉันอยากเป็นอาจารย์ก็จริง  แต่ฉันก็มีข้อกำหนดอยู่สองข้อด้วย”

ฉินเสี่ยวเสี่ยวสะดุ้งโหยงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา

“ข้อกำหนดไรเหรอ  บอกน้ามา  เดี๋ยวน้าฉินจัดให้…”

“รอแป๊บ !”

ก่อนที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวจะพูดจบเฉินมู่ก็ขัดจังหวะเสียก่อน

และในจังหวะที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวกำลังอึ้งอยู่นั้นเองสายตาที่มองหน้าเขาอยู่นั้นก็พบว่าเจ้าตัวดูจะมีความสุขเหลือเกิน...

เอ่อ...

เมื่อมองตามสายตาของเขาไปฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เห็นร่างหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกำลังวิ่งตาลีตาเหลือกตรงไปยังสนามเด็กเล่น...

สาวสวย……

ฉินเสี่ยวเสี่ยว : ‘เป่าเอ๋อของเราอั้นไม่อยู่แล้วเหรอ (ปิดหน้า)’

จบบทที่ บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา

คัดลอกลิงก์แล้ว