- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา
บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา
บทที่ 1 : ปากไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา
“เสี่ยวมู่เอ๋อจ๊ะ ~ เสี่ยวมู่เอ๋อ ~”
เสียงที่อ่อนหวานราวกับเรียกเด็กน้อยดังเข้าหู ทำให้เฉินมู่ที่นอนหนุนตักของผู้หญิงคนนั้นอยู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ทว่าพอเห็นใบหน้าของสองคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเอ็นดูก็ไม่ได้เป็นต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ถึงแล้ว ?”
เมื่อได้ยินคำถามหญิงสาวที่ให้เขาหนุนตักก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่นให้
“พึ่งถึงน่ะ อยากนอนต่ออีกซักหน่อยมั้ย”
เฉินมู่นวดขมับครู่หนึ่งสติก็กลับมาเป็นปกติ
เขาพึ่งกลับมาจากแนวหน้า และตอนนี้ได้มาถึงเมืองตี้ตู (เมืองหลวงจักรวรรดิ/เมืองหลวงจักรพรรดิ) แล้ว
และตอนนี้เขาอยู่ในรถทหารที่มีน้ายทะเบียนแบบเข้ารหัส
“ไม่เป็นไร คืนนี้นอนดึกหน่อยก็ได้”
ขณะที่พูดเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วบิดขี้เกียจแล้วจึงลงรถหลังจากที่คนขับมาเปิดประตูให้
เดิมทีเขาไม่อยากจะพูดอะไร แต่เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของคนขับแล้วก็ต้องยิ้มให้พูดด้วย
“โอเคแล้ว กลับไปเถอะ”
เมื่อคนขับได้ยินดังนั้นก็ยิ่งลังเลอีก
“แต่ว่านะครับไต้เท้า...”
“รับทราบ !”
“ทราบ !”
ยังไม่ทันพูดจบคนขับก็เปลี่ยนเป็นท่าแถวตรงรับคำสั่งทันที
เมื่อเฉินมู่เห็นดังนี้แล้วก็ถอนหายใจแล้วตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกฉันมียู่เมิ่งอยู่ด้วย กลับไปเถอะ”
“ทราบ !”
คนขับอยากจะพูดอะไรเพิ่มเติม แต่เมื่อเห็นสายตาของเฉินมู่แล้วก็ต้องกลืนคำพูดกลับไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขึ้นรถไปแล้วเฉินมู่ก็เดินกลับไปที่ประตูรถแล้วมองผู้หญิงข้างใน
“น้าหรั่นเองก็ไม่ต้องรอแล้ว กลับไปเถอะ”
หญิงสาวสุดสวยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาได้ยินดังนั้นก็กอดแขนของเฉินมู่แล้วยิ้มให้
“นั่นสิคะพี่หรั่น มีฉันอยู่ด้วยเพราะงั้นไม่ต้องห่วงเลย”
ผู้หญิงที่นั่งอยู่ในรถมองเฉินมู่ด้วยความรัก จากนั้นก็หันไปมองหญิงสาวสุดสวยคนดังกล่าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหมายลึกซึ้ง
“เสี่ยวเสี่ยว ดูแลเสี่ยวมู่เอ๋อให้ดีด้วยนะ”
“ถ้าฉันได้รับแจ้งว่าเขาได้รับอันตรายเพราะเธอล่ะก็ ฉันจะจับมหาลัยตี้ตูของเธอพลิกซะเลย !”
ใบหน้าของฉินเสี่ยวเสี่ยวแข็งทื่อไป แต่ขณะที่เธอกำลังจะพูดผู้หญิงคนนั้นกลับปิดประตูรถแล้วจากไปทั้งอย่างนั้นเลย
“ผ่านไปกี่ปีแล้วก็ไม่รู้ยังทำตัวเป็นผีอยู่อีก”
หลังจากมองรถที่วิ่งออกไปพลางพึมพำอะไรกับตัวเองนิดหน่อยแล้วก็หันมายิ้มพูดกับเฉินมู่
“เสี่ยวมู่เอ๋อจ๊ะ ~ ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว ~ น้าฉินรอเธอมาตลอดเลยน้า ~”
เฉินมู่รู้สึกถึงอะไรแปลก ๆ เบียดแขนอยู่ก็ยิ้มขมขื่นออกมา
“ไม่ต้องประกาศนะว่าฉันกลับมาแล้ว ฉันอยากจะอยู่สงบ ๆ เพิ่มอีกซักสองสามวัน”
ได้ยินดังนั้นแล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างและอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ก่อนจะรีบคว้าแขนเฉินมู่ลากเขาเดินไปที่ประตูทางเข้า
“จ้า ๆ ~ ไม่ต้องห่วง ๆ เสี่ยวมู่เอ๋อ ~ น้าฉินจะรูดซิบปากให้สนิทเลยจ้า ~”
“ฉินเสี่ยวเสี่ยว ! กรุณาระวังคำเรียกด้วย ถ้ายังเรียกแบบนั้นอีกล่ะก็ระวังฉันจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ !”
“เคจ้า ๆ ~ เสี่ยวมู่เอ๋อโตแล้วก็เริ่มใส่ใจภาพลักษณ์แล้ว ไม่อยากจะเรียกน้าฉินอีกต่อไปแล้วสิน้า ~”
“ยังอีก ! แล้วก็เสียงสองนั่นด้วย ! ตอนนี้ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ !”
“เคจ้า ๆ ~ เข้าใจแล้วจ้า ~”
“ยังอีก !”
“จ้า ๆ ! ไม่พูดแล้ว ๆ...”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเบา ๆ ด้วยความสุขสมอย่างยิ่ง
“ว่าก็ว่าเถอะนะเสี่ยวมู่ เธอ... อยากเป็นอาจารย์จริง ๆ เหรอ ?”
เฉินมู่หันไปมองเธอก่อนจะยิ้มให้
“ทำไม ? กลัวฉันจะสอนไม่เก่งหรือคิดว่าเพราะศักยภาพการตื่นพลังของฉันมันต่ำเกินเลยคิดว่าไม่มีคุณสมบัติงั้นสิ ?”
“จะเป็นไปได้ไง...”
พูดถึงตรงนี้ท่าทีของฉินเสี่ยวเสี่ยวเห็นได้ชัดว่าหงุดหงิดเล็กน้อย
“โชคดีของนักศึกษาใหม่พวกนั้นแล้วล่ะที่ได้เธอมาสอนให้ ถ้าคนจากแปดตระกูลใหญ่รู้ว่าเธอมาสอนที่นี่ล่ะก็เกรงว่าแม้แต่ไอ้พวกตาเฒ่าเหลาเหย่ก็ยังอยากจะมาเป็นเด็กโข่งเรียนด้วยซะด้วยซ้ำ”
แน่นอนว่าที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวพูดนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง ที่สำคัญคือที่เธอพูดยังถือว่าประเมินต่ำไปเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเฉินมู่กลับเข้าใจไปว่าที่เธอพูดแบบนี้เพราะเธอกลัวว่าศักยภาพระดับ F ที่พึ่งตื่นขึ้นของเขานั้นมันกากเกินไปและจะถูกพวกที่หยิ่งผยองทั้งหลายเหล่านั้นดูถูกเอา
ต้องรู้ก่อนนะว่าที่นี่คือมหาวิทยาลัยตี้ตู
สถานศึกษาอันดับหนึ่งในประเทศหลง (ประเทศมังกร) และผู้ที่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตี้ตูได้นั้นนอกจากผู้มีความสามารถและศักยภาพที่สูงมากแล้ว เกือบทั้งหมดล้วนมาจากภูมิหลังที่ร่ำรวยไม่ก็สูงส่ง
แน่นอนว่าถ้าว่ากันเรื่องภูมิหลังแล้วล่ะก็เฉินมู่ไม่กลัวใครเลย ในประเทศหลงแห่งนี้เมื่อพูดถึงเรื่องภูมิหลังแล้วล่ะก็หากเทียบกับของเขาแล้วก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง
เพราะตัวเขานั้นไม่เพียงแต่เป็นนักเดินทางข้ามเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่เกิดใหม่อีกด้วย !
ใช่แล้ว ! มันเหลือจะเชื่อก็ตรงนี้แหละ !
ในชาติที่แล้วเขาได้ข้ามมิติมาเกิดในตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลสันโดษเพียงตระกลูเดียวในประเทศหลง และได้กลายเป็นคุณชายน้อยระดับแนวหน้าที่แท้ทรู
เอาเป็นว่าเงินอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่ชาวประเทศหลงใช้ไปมันจะไหลกลับไปยังตระกูลเฉิน ก่อให้เกิดวงจรแบบปิดในด้านอุตสาหกรรมขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่น่าทึ่งขนาดนี้กลับเป็นความภาคภูมิใจน้อยที่สุดของตระกูลเฉิน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือลูกหลานสายตรงของตระกูลเฉินสามารถพบเจอได้ทุกที่ที่เรานึกออก
นอกจากนี้เนื่องจากประมุขตระกูลเฉินมีลูกชายในวัยชราทำให้เฉินมู่ได้ทุกสิ่งที่ต้องการทั้งหมดตั้งแต่เด็กมาโดยตลอด
ที่สำคัญคือภายในตระกูลเฉินนั้นไม่มีเรื่องราวดราม่า ตระกูลมีความรู้รักสามัคคีกลมเกลียว ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงตั้งแต่ต้นจนจบล้วนมีจิตใจเดียวกันรวมเป็นหนึ่ง การต่อสู้แย่งสมบัติหรืออำนาจรวมไปถึงการวางแผนร้ายใส่กันล้วนไม่มีเลย
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะรู้สึกว่าการเดินทางข้ามมิติมานั้นมันวิเศษมาก ผลคือชีวิตเขาโคตรสโลว์ไลฟ์
แม้ว่าในชาติก่อนตอนพลังตื่นเมื่ออายุ 18 เขาจะมีศักยภาพระดับ N ซึ่งดีกว่าคนที่ตื่นพลังล้มเหลวเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม แต่เฉินมู่ก็ยังคงสามารถเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้สำเร็จด้วยยาและพิธีกรรมต่าง ๆ
เพียงแต่แผนอยู่ที่คน ผลอยู่ที่ฟ้า ในชาติก่อนหลังจากที่เขาเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิได้ไม่นานก็มีการรุกรานจากหมื่นโลกอุบัติขึ้น
ในเวลานั้นไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น แต่ยังมีผู้แข็งแกร่งรวมไปถึงผู้ไม่แข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์มากมายที่ต้องบาดเจ็บล้มตาย เรียกว่ามีศพวางกระจายกันเกลื่อนกล่นทั่วผืนแผ่นดิน
ญาติ เพื่อน และครอบครัวต่างเสียชีวิตอย่างน่าอนาถต่อหน้าต่อตาเขา
โชคดีที่หลังจากร่วงหล่นไปแล้วกลับพบว่าตัวเองได้มาเกิดใหม่อีกครั้งและยังเป็นวันเดียวกับที่คลอดออกมาเสียด้วย
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้นอีก ในชาตินี้เขาจึงไม่ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างสโลว์ไลฟ์อีกต่อไป
แต่เขารอจนตัวเองพูดได้และเริ่มลงมือช่วยเหลือผู้คนรอบตัวให้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาทันที โดยผ่านความทรงจำในชาติก่อนและความรู้ตั้งแต่สมัยชาติก่อนที่จะข้ามมิติมาด้วย
และเพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกหมื่นโลกรุกรานเขาจึงเริ่มแสดงความสามารถและใช้วิธีเลือดเหล็ก (ฝึกเจตจำนงอันแข็งแกร่งไม่ย่อท้อที่ขัดเกลาจากอาวุธและเลือดในสงคราม) ตั้งแต่อายุยังน้อย 8 ขวบเข้าร่วมกองทัพบูรพาและเริ่มวางผังและลงมือฝึกฝนความสามารถพิเศษ
ส่วนตอนนี้เขาอายุ 18 ปีแล้วและได้ปลุกพลังให้ตื่นขึ้นจากหินปลุกพลังของกองทัพแล้วด้วย
แต่ข้อเท็จจริงนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าแม้ว่าเขาจะเริ่มขัดเกลาร่างกายตั้งแต่อายุ 1 ขวบและมีทรัพยากรมากมายก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่สามารถหลีกหนีจากผลลัพธ์เรื่องศักยภาพที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้
ข่าวดีอย่างเดียวก็คือการฝึกตั้งแต่เด็กนั้นมันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่ระดับ N เหมือนชาติก่อนแต่เป็นระดับต่ำสุดในหมู่จอมยุทธ์ : ระดับ F
เหตุผลที่เขามาที่นี่ก็เพราะเมื่อตอนที่เขาปลุกศักยภาพขึ้นมานั้นดันปลุกระบบอารมณ์ของเทพธิดาให้ทำงานขึ้นมาพร้อมกันซะงั้น
คือตราบใดที่ทำให้สาวสวยเกิดความผันผวนทางอารมณ์อย่างรุนแรงจนไปตรงตามเกณฑ์ของระบบได้ล่ะก็ เขาจะได้สิทธิ์จับรางวัลจากค่าอารมณ์ได้
แต่น่าเสียดายที่มีสมาชิกเพศตรงข้ามในกองทัพบูรพาดันมีน้อยเกินไป มีบางคนเป็นคนสวยก็จริง แต่พวกเธอทั้งหมดต่างออกปฏิบัติภารกิจดังนั้นเขาเลยไม่มีโอกาสได้เปิดใช้งานระบบนี้
หลังจากที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้วจึงได้ข้อสรุปว่าวิธีที่เร็วที่สุดในการเปิดใช้งานระบบคือการมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะจะได้ดูว่ามีผู้หญิงสวยคนไหนที่สามารถช่วยเขาเปิดใช้งานระบบได้ และยังได้ดูอีกว่ามีคนมีความสามารถดี ๆ บ้างไหมด้วย
คิดถึงตรงนี้แล้วแล้วเฉินมู่ก็หันไปยิ้มให้ฉินเสี่ยวเสี่ยว
“น้าฉิน ถ้าไม่มีปัญหาไรงั้นก็เตรียมการให้ฉันเลยนะ”
ร่องรอยของความลังเลแวบขึ้นมาในแววตาของฉินเสี่ยวเสี่ยว แต่เธอก็ยังคงพยักหน้า
“โอเค วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกนักศึกษาใหม่เลยยังไม่มาการแบ่งคลาสเรียน เธอไปเลือกเด็กใหม่พวกนั้นเอาเองได้เลย…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ฉินเสี่ยวเสี่ยวก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“จริงสิเป่าเอ๋อ... น้าฉินขอคุยไรด้วยหน่อยได้ป่าว”
เฉินมู่ตกใจ
“ทำไม ? กลัวว่าพวกอัจฉริยะพวกนั้นมันจะระเบิดใส่ถ้าเกิดรู้ว่าฉันเป็นแค่เศษขยะระดับเอฟเหรอ ?”
“เอ๊ะ… ไม่ ๆ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้น…”
นี่เป็นปัญหาจริง ๆ และมีโอกาสมากที่สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง
แต่ฉินเสี่ยวเสี่ยวนั้นรู้จักเฉินมู่เป็นอย่างดี ถ้าปัญหามันมีแค่นี้ล่ะก็เธอจะไม่เข้าไปยุ่งเลย
เฉินมู่ไม่ใช่เจ้านายประเภทที่จะรำคาญถ้าเกิดคนอื่นมาพูดอะไรเล็กน้อยใส่ตน
เธอยังเชื่อด้วยว่าเฉินมู่สามารถจัดการไอ้พวกที่ระเบิดอารมณ์ทั้งหลายจนพวกมันยอมจำนนได้สบายบรื๋อ
แต่ปัญหาคืออะไรล่ะ คือปากของไอ้เจ้าเฉินมู่นี่ต่างหาก
ใช่แล้ว ! ปากของไอ้หมอนี่อย่างกับอาบยาพิษมา
‘พลัง’ ของเฉินมู่นั้นฉินเสี่ยวเสี่ยวเคยเห็นมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว นั่นไม่ใช่คนที่จะต้องทนทุกข์กับเกรียนหน้าไหนเลยสักนิด
แล้วคิดดูสิว่าทำไมผู้หญิงคนที่นั่งในรถถึงต้องเตือนฉินเสี่ยวเสี่ยว
คิดว่าเธอกลัวจริง ๆ เหรอว่าเฉินมู่จะถูกนักศึกษารังแกเพราะกับอีแค่มีศักยภาพต่ำต้อยน่ะ ?
ไม่เลย แต่เธอกลัวว่าเมื่อเฉินมู่มีอิสระในการพูดอย่างเต็มที่แล้ว ไอ้พวกที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมันจะเกิดล้ำเส้นปีนกำแพงมหาวิทยาลัยเข้ามาเล่นแง่อะไรใส่เขาต่างหาก
เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาพึ่งปลุกศักยภาพระดับ F ขึ้นมาเอง แม้ว่าแค่นี้ก็พอแล้วในการรับมือกับระดับนักศึกษาใหม่ แต่กับไอ้พวกตาเฒ่าเหลาเหย่ไม่ยอมตายที่คอยกุมบังเหียนตระกูลใหญ่พวกนั้นล่ะจะสู้ไหวไหม
คิดมาถึงตรงนี้แล้วฉินเสี่ยวเสี่ยวก็พูดไม่ออกอีกครั้ง ถ้าเกิดเฉินมู่เต็มใจที่จะเปิดเผยตัวตนล่ะก็ใครบ้างจะกล้าแตะต้องเขา...
แต่น่าเสียดายที่พูดเรื่องนี้ออกไปไม่ได้ เพราะใครพูดออกไปล่ะเป็นโดนด่า...
ฉินเสี่ยวเสี่ยวเม้มริมฝีปากก่อนจะหัวเราะเบา ๆ กอดแขนของเฉินมู่แล้วกระซิบ
“เป่าเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์ที่ร้าก ~ ที่น้าฉินอยากคุยก็คือถ้าเธออยากเป็นอาจารย์ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย ต่อให้อยากไปเป็นนักศึกษาก็ไม่ใช่ปัญหาเหมือนกัน แต่ว่า…”
“เรื่องฝีปากเธอน่ะช่วยเบา ๆ ให้หน่อยได้ป่าว ?”
พอได้ยินดังนั้นเฉินมู่ก็ถึงบางอ้อแบบกระจ่างแจ้งในทันใด
“อ้อ ก็ว่าล่ะทำไมพวกน้าถึงเอาแต่ทำหน้าป่วยมาตลอดทาง ที่แท้ก็กะลังรอพูดเรื่องนี้นี่เอง”
เปลือกตาของฉินเสี่ยวเสี่ยวกระตุก เธอพิงไหล่ของเขาและพูดพร้อมกับยิ้มหน้าบานผิดปกติ
“ไม่น้า ~ ไม่ใช่ว่าน้าฉินกลัวเธอจะไปทำให้เด็ก ๆ กลัวรีไง เธอก็รู้ว่าพวกเด็กสำรวยพวกนั้นไม่รวยก็เย่อหยิ่ง เกิดมาก็มีของดี ๆ กินมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ถูกเลี้ยงมาในขวดน้ำผึ้ง”
“แบบว่า... อ๊า...”
“เป่าเอ๋อ เธอช่วยไว้หน้าน้าฉินที่เป็นถึงท่านอธิการฯ หน่อยเถอะน้า ได้มั้ยจ๊ะ”
หากคนอื่นมาเห็นฉินเสี่ยวเสี่ยวซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามดาราปีศาจเย็นชาทำตัวกระดี๊กระด๊าน่ารักกับเด็กหนุ่มแบบนี้ล่ะก็คงได้อ้าปากค้างกันเป็นแถว
เฉินมู่เม้มปากแบบหมดคำจะพูดก่อนจะหันมองเธอ
“โอเค หยุดไร้สาระแล้วรีบไปเตรียมการซะ”
“จ้า ๆ ๆ ~”
เมื่อฉินเสี่ยวเสี่ยวได้ดังนั้นก็ยิ้มทันที
“ไปกันเถอะ น้าฉินจะพาเธอไปสนามเด็กเล่น ตอนนี้นักศึกษาใหม่ทั้งน่าจะไปรวมตัวกันหมดแล้ว”
เฉินมู่พยักหน้าและกอดเธอไว้แน่นแล้วเดินเข้าทางประตูหลังของมหาวิทยาลัย
ทว่าทันทีที่เข้าประตูมาเฉินมู่ก็พลันนึกอะไรขึ้นได้
“อ้อ อีกอย่าง ฉันอยากเป็นอาจารย์ก็จริง แต่ฉันก็มีข้อกำหนดอยู่สองข้อด้วย”
ฉินเสี่ยวเสี่ยวสะดุ้งโหยงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ข้อกำหนดไรเหรอ บอกน้ามา เดี๋ยวน้าฉินจัดให้…”
“รอแป๊บ !”
ก่อนที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวจะพูดจบเฉินมู่ก็ขัดจังหวะเสียก่อน
และในจังหวะที่ฉินเสี่ยวเสี่ยวกำลังอึ้งอยู่นั้นเองสายตาที่มองหน้าเขาอยู่นั้นก็พบว่าเจ้าตัวดูจะมีความสุขเหลือเกิน...
เอ่อ...
เมื่อมองตามสายตาของเขาไปฉินเสี่ยวเสี่ยวก็เห็นร่างหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกำลังวิ่งตาลีตาเหลือกตรงไปยังสนามเด็กเล่น...
สาวสวย……
ฉินเสี่ยวเสี่ยว : ‘เป่าเอ๋อของเราอั้นไม่อยู่แล้วเหรอ (ปิดหน้า)’