- หน้าแรก
- ใครบอกว่าช่างเครื่องเป็นหมอไม่ได้
- บทที่ 29 ภาวะลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด
บทที่ 29 ภาวะลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด
บทที่ 29 ภาวะลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด
บทที่ 29 ภาวะลมในโพรงเยื่อหุ้มปอด
นับตั้งแต่โทเรสเข้ามาร่วมงาน มาโนลินก็มีเวลาว่างมหาศาลเพื่อใช้สำหรับการสร้างบ้าน
ความเร็วในการก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วันโครงร่างหลักของบ้านก็ถูกสร้างขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์
โครงร่างหลักที่เป็นส่วนที่ใช้ความคิดมากที่สุดได้สร้างเสร็จแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่การเติมเต็มโลหะเพื่อสร้างผนังและพื้นให้เรียบร้อยเท่านั้น
แต่นี่ก็ไม่ใช่เป็นงานที่เบาแรงเลย
ทั้งผนังและพื้นจำเป็นต้องใช้โลหะในปริมาณมหาศาล และมาโนลินเองก็ไม่อยากจะเสียเงินจำนวนมากเพื่อไปซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูปมาใช้
เขาจึงทำได้เพียงทุ่มเทแรงกายในการสกัดโลหะออกมาจากแร่เหล็กต่อไป
ในช่วงไม่กี่วันนี้ มาโนลินแทบจะเดินทางไปกลับเหมืองแร่อยู่ทุกวันเว้นวันเลยทีเดียว
...
เอี๊ยด!
มาโนลินเหยียบเบรกและจอดรถไว้ที่ข้างลานบ้านหลังเล็กที่เขาเช่าไว้ในเหมืองแร่
ที่ข้างลานบ้านนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
"คุณหมอมาโนลิน คุณกลับมาแล้วครับ"
เมื่อเห็นมาโนลินเดินทางกลับมา คนเหล่านั้นก็รีบเข้ามาทักทายเขาทันที
มาโนลินรู้สึกสงสัยในเจตนาการมาของคนกลุ่มนี้
เมื่อเดินเข้าไปสอบถาม เขาถึงได้รับทราบว่าคนกลุ่มนี้เดินทางมาเพื่อขอบคุณเขา
คนเหล่านี้คือญาติพี่น้องของชายชราที่มาโนลินได้ช่วยเหลือเอาไว้เมื่อวานนี้นั่นเอง
เมื่อเช้าวานนี้ในขณะที่มาโนลินกำลังขับรถออกจากที่นี่ เขาได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่กำลังเอามือกุมหน้าอกและนั่งพิงอยู่ที่ริมถนน
เมื่อมาโนลินพบเห็น ย่อมไม่มีทางที่จะวางเฉยต่อสถานการณ์นั้นได้
เขาจึงได้เข้าไปทำการตรวจอาการเบื้องต้นให้กับชายชราคนนั้น
ชายชรายังพอจะมีสติอยู่บ้าง เมื่อสอบถามดูจึงทราบว่าเขามีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอ ใจสั่น และเวียนหัวรวมอยู่ด้วย
มาโนลินจึงคาดเดาว่าน่าจะเป็นภาวะลมในโพรงเยื่อหุ้มปอดชนิดอันตราย
เมื่อทราบสาเหตุของโรค จึงเริ่มลงมือช่วยเหลือทันที
ยังนับว่าเป็นโชคดีที่บนรถของมาโนลินมีอุปกรณ์เครื่องพยุงชีพที่เป็นเครื่องทดลองซึ่งเขาสร้างขึ้นเองติดมาด้วยเครื่องหนึ่ง
เขาเริ่มเปิดใช้งานส่วนประกอบของปอดในเครื่องพยุงชีพนั้นก่อนเป็นอันดับแรก
เพื่อส่งออกซิเจนให้กับชายชรา
เมื่อเห็นว่าอาการของชายชราเริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว
มาโนลินจึงเปิดกล่องพยาบาลและหยิบขดท่อโลหะขนาดเล็กที่ปิดสนิทออกมาหนึ่งม้วน
นี่คือท่อขนาดเล็กที่มาโนลินใช้พลังสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ในสถานการณ์ของชายชรา มาโนลินเตรียมที่จะทำการเจาะช่องอกเพื่อระบายลมออกมา
มาโนลินเลือกจุดเจาะที่บริเวณช่องซี่โครงที่ 2 ในแนวกึ่งกลางกระดูกไหปลาร้าด้านที่ชายชรามีอาการ
หลังจากทำความสะอาดผิวหนังด้วยยาฆ่าเชื้อแล้ว เขาก็ใช้พลังควบคุมท่อโลหะขนาดเล็กให้เจาะแทงเข้าไป
มาโนลินใช้กระบอกฉีดยาเชื่อมต่อกับท่อโลหะและทำการดูดลมออกมา
เขาทำเช่นนี้ไปจนกระทั่งอาการหายใจลำบากของชายชราเริ่มทุเลาลงเขาถึงจะหยุดมือ
ชายชราได้รับออกซิเจนอยู่ครู่หนึ่ง ร่างกายก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมา
เขาเอ่ยคำขอบคุณต่อมาโนลินซ้ำไปซ้ำมา
ชายชราได้แนะนำตัวเองว่า เขาชื่อว่า จอฟเฟรย์
เขามีอาชีพเป็นพ่อค้าเล็กๆ ในละแวกนี้ โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สำหรับคนงานเหมืองและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปตรวจดูร้านค้าที่อยู่ข้างเหมืองแร่สักหน่อย
แต่ใครจะไปรู้ว่าเพิ่งจะเดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็เกิดอาการหายใจไม่ออกจนเดินต่อไปไม่ไหวเสียแล้ว
...
มาโนลินเห็นว่าจอฟเฟรย์ไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วงแล้ว และจอฟเฟรย์เองก็ยืนกรานว่าไม่อยากจะไปที่โรงพยาบาล มาโนลินจึงได้แต่ทำตามความต้องการของเขาและไปส่งเขาที่บ้าน
บ้านของจอฟเฟรย์อยู่ห่างจากเหมืองแร่ไม่ไกลนัก
มาโนลินใช้เวลาขับรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงที่หมาย
เมื่อเขามองดูคฤหาสน์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราและมีพื้นที่อันกว้างขวางที่อยู่ตรงหน้า เขาจึงเริ่มเกิดความสงสัยต่อคำพูดของจอฟเฟรย์ที่บอกว่าตัวเองเป็นเพียงพ่อค้าตัวเล็กๆ ขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของมาโนลิน จอฟเฟรย์จึงอธิบายว่า:
"คฤหาสน์หลังนี้เป็นมรดกที่ฉันได้รับสืบทอดมาจากคุณปู่น่ะ มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถของฉันเท่าไหร่นักหรอก"
"ตัวฉันเองก็เป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากนัก เทียบไม่ได้เลยกับคุณปู่ของฉัน"
สำหรับคำอธิบายของจอฟเฟรย์ มาโนลินก็แสร้งทำเป็นเชื่อไปอย่างนั้นเอง
ทว่าจอฟเฟรย์จะเป็นใครกันแน่นั้น สำหรับมาโนลินแล้วมันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย
การได้พบเจอกันเพียงชั่วคราวนั้นทำให้มาโนลินไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
หลังจากกำชับให้จอฟเฟรย์นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงนิ่งๆ แล้ว มาโนลินก็ได้เอ่ยลาชายชราคนนั้นไป
เมื่อบอกลาจอฟเฟรย์ เขาก็เก็บค่ารักษาที่จอฟเฟรย์ให้มาใส่กระเป๋าสตางค์ และไม่ได้เก็บเอาเรื่องนี้มาใส่ใจอีก
นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้กลับมีเรื่องราวภาคต่อเกิดขึ้นตามมาเสียได้
...
ผ่านการแนะนำจากเสียงที่เซ็งแซ่ของทุกคน
มาโนลินถึงได้รับทราบว่า คนที่เดินทางมาขอบคุณเขาเหล่านี้ล้วนเป็นบรรดาหลานๆ หรือญาติพี่น้องของตาแก่จอฟเฟรย์คนนั้นนั่นเอง
เมื่อมองดูท่าทางที่พยายามประจบเอาใจของคนเหล่านี้ มาโนลินก็สัมผัสได้ว่าเจตนาของพวกเขาคงไม่ได้ใสสะอาดนัก
มาโนลินคาดเดาว่า อาจเป็นเพราะตาแก่จอฟเฟรย์คนนั้นไม่มีลูกและไม่มีผู้สืบทอดโดยตรง
คนพวกนี้จึงวางแผนคิดจะฮุบมรดกของชายชราและพากันมาแสดงความประจบสอพลอไปทั่ว
สำหรับคนเหล่านี้ มาโนลินไม่ได้อยากจะเสียเวลากับพวกเขาที่นี่มากนัก
"พวกคุณมีธุระอะไรกันแน่?"
"รีบพูดมาเถอะ ผมยังมีงานต้องทำอีกเยอะ!"
มาโนลินพูดกับคนเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา
ทุกคนถึงกับชะงักไปชั่วครู่จากการพูดตัดบทของมาโนลิน
จากนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาดราวกับนกยูงรำแพนหางก็รีบเอ่ยปากขึ้นก่อนใครเพื่อน
"คุณหมอมาโนลินครับ ผมตั้งใจจะจ้างให้คุณมาเป็นหมอประจำตัวให้กับคุณปู่จอฟเฟรย์ครับ ไม่ทราบว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง..."
ในขณะที่ชายหนุ่มคนนั้นกำลังจะพูดต่อ เขาก็ถูกหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพูดขัดขึ้นเสียก่อน
"คุณหมอมาโนลินคะ รับข้อเสนอการจ้างงานของฉันดีกว่าค่ะ ฉันสามารถให้ค่าตอบแทนคุณได้เป็นสองเท่าของที่ไอ้โง่อีธานมันเสนอเลยนะคะ!"
"ไอ้ลูกไม่มีหัวนอนปลายเท้า แกด่าใครว่าไอ้โง่ฮะ?"
ชายหนุ่มคนนั้นเปิดปากด่าทอกลับไปทันที
เมื่อได้ยินคำว่าลูกไม่มีหัวนอนปลายเท้า ดวงตาของหญิงวัยกลางคนคนนั้นก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
เธอเป็นลูกที่เกิดจากพ่อของเธอกับนางบำเรอ หากไม่ใช่เพราะพ่อของเธอไม่มีลูกคนอื่นเลย เธออาจจะต้องเป็นสาวใช้ไปตลอดกาลก็ได้
ความโกรธที่ไม่อาจข่มไว้ได้ทำให้หญิงวัยกลางคนคนนั้นพุ่งเข้าหาชายหนุ่มทันที
สถานการณ์ในตอนนั้นเริ่มวุ่นวายจนคุมไม่อยู่
ส่วนบรรดาญาติคนอื่นๆ ของจอฟเฟรย์ที่เหลืออยู่ บ้างก็แอบหัวเราะเยาะ บ้างก็นั่งดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน หรือบ้างก็แสร้งทำเป็นเข้าไปขวางด้วยท่าทางที่ดูต่างกันไป
มาโนลินรู้สึกรำคาญใจอย่างยิ่งจากการกระทำของคนเหล่านี้
"พอได้แล้ว! พวกคุณหยุดมือเดี๋ยวนี้!"
มาโนลินเปิดใช้งานพลังควบคุมโลหะให้พุ่งเข้าขวางและแยกคนทั้งสองที่กำลังตบตีกันอยู่ออกจากกัน
"เชิญพวกคุณกลับไปเถอะครับ! ผมไม่มีความตั้งใจที่จะรับงานจ้างของใครทั้งนั้น และจะไม่ไปเป็นหมอประจำตัวของใครด้วย"
เมื่อเห็นมาโนลินแสดงพลังเหนือธรรมชาติออกมา ทั้งสองคนที่ถูกโลหะแยกออกจากกันก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้
ทั้งคู่ต่างหันมาถลึงตาใส่กันอย่างดุร้าย แต่ทว่าด้วยความยำเกรงในฐานะผู้มีอาชีพเหนือธรรมชาติของมาโนลิน ทั้งสองจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
คนอื่นๆ ที่เหลือก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน เมื่อมองดูรั้วโลหะที่ขวางกั้นคนทั้งสองเอาไว้ ทุกคนต่างก็หุบปากเงียบสนิท
อย่างไรเสียผู้มีอาชีพเหนือธรรมชาติก็ยังพอจะมีอำนาจในการข่มขวัญคนธรรมดาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หลังจากไล่บรรดาพวกที่ทำตัวไร้สาระเหล่านี้ออกไปได้สำเร็จแล้ว
มาโนลินก็เริ่มลงมือทำงานสกัดโลหะอันแสนเหนื่อยยากของเขาต่อไป
เขาทำงานสกัดโลหะไปจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่ม มาโนลินถึงจะสามารถสกัดโลหะออกมาจากแร่เหล็กที่วางอยู่เต็มลานบ้านจนเสร็จสิ้น
นับว่าเป็นโชคดีที่พรสวรรค์ของเขาได้รับการเสริมพลังขึ้นตามเลเวลที่เพิ่มขึ้น มิเช่นนั้นแร่เหล็กเต็มลานบ้านขนาดนี้ เขาคงต้องใช้เวลาสกัดไปจนถึงช่วงค่อนคืนอย่างแน่นอน
...
เช้าวันต่อมา
มาโนลินขนส่งโลหะที่สกัดได้เมื่อวานกลับไปยังบ้านหลังใหม่
มาโนลินนำโลหะทั้งหมดไปกองไว้ที่หน้าบ้านหลังใหม่
เขาใช้พลังหลอมสกัดแท่งโลหะทั้งหมดให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาแอบขโมยไปได้ง่ายๆ
เนื่องจากวันนี้เขามีอาวุธชุดหนึ่งที่จะต้องนำไปส่งให้กับสำนักสอบสวนคดีพิเศษ
หลังจากมาโนลินเอ่ยลาเหล่าพนักงานในคลินิกแล้ว เขาก็ขนย้ายสิ่งของที่จะนำไปส่งให้สำนักสอบสวนฯ ออกมาจากห้องใต้ดิน
มาโนลินใช้พลัง "ควบคุมโลหะ" ในการควบคุมกล่องโลหะทีละใบ
กล่องโลหะเหล่านั้นลอยเข้าไปวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบภายในตัวถังรถโดยอัตโนมัติ
ทุกครั้งที่ถึงเวลาเช่นนี้ มาโนลินมักจะรู้สึกทึ่งในความสะดวกสบายของพรสวรรค์ "ควบคุมโลหะ" อยู่เสมอ
หลังจากจัดเรียงกล่องเสร็จเรียบร้อย มาโนลินก็ขับรถมุ่งตรงไปยังที่ตั้งของสำนักสอบสวนคดีพิเศษทันที
(จบตอน)