เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 สำนักสอบสวนคดีพิเศษ

บทที่ 14 สำนักสอบสวนคดีพิเศษ

บทที่ 14 สำนักสอบสวนคดีพิเศษ


บทที่ 14 สำนักสอบสวนคดีพิเศษ

...

มาโนลินอ่านหนังสือไปได้อย่างลวกๆ เล็กน้อยก็เตรียมตัวจะเข้านอน

ขณะที่เขานอนอยู่บนเตียง เขาก็กำลังทบทวนเหตุการณ์การต่อสู้ในวันนี้อยู่ภายในหัว

วันนี้คือการต่อสู้ครั้งแรกของเขา ถึงแม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเหมือนว่าเขาสามารถจัดการได้โดยง่าย แต่ความจริงแล้วมันกลับเปิดเผยจุดบกพร่องของเขาออกมาไม่น้อยเลย

ประการแรกคือพลังควบคุมโลหะนั้นพึ่งพาวัตถุดิบเป็นอย่างมาก หากสถานที่ที่เกิดการต่อสู้ไม่มีโลหะอยู่เลย พลังของเขาก็จะลดทอนลงไปมหาศาลทีเดียว

หากบังเอิญไปเจอสถานการณ์ที่บริเวณการต่อสู้ไม่มีโลหะเลยละก็ เขาคงต้องตกที่นั่งลำบากแน่นอน

ปัญหานี้แก้ไขได้ยากพอสมควร เพราะเขาไม่มีไอเทมจำพวกแหวนมิติดังนั้นการจะพกพาโลหะจำนวนมากติดตัวไปด้วยย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

เขาคงไม่สามารถแบกลังใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยโลหะออกไปข้างนอกด้วยทุกครั้งหรอกใช่ไหม?

ประการที่สองคือเรื่องการต่อสู้ในระยะประชิดซึ่งเป็นจุดอ่อนของเขา ถึงแม้พละกำลัง ความเร็ว และพลังป้องกันของเขาจะได้รับการยกระดับจากการเลเวลอัพอาชีพช่างกลมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับศัตรูที่เขาเจอในครั้งนี้มันยังห่างชั้นกันอยู่มากจริงๆ

ในการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเพราะเขาเว้นระยะห่างออกมาได้ทันเวลา มิฉะนั้นด้วยพละกำลังของสัตว์ประหลาดตัวนั้น ขอเพียงมันพุ่งเข้าถึงตัวเขาแล้วซัดเขาสักที มาโนลินคงทำได้เพียงอ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วยให้เขาได้ข้ามมิติไปเกิดใหม่อีกรอบเท่านั้น

วิธีที่มาโนลินนึกออกคือการสร้างเกราะชั้นในให้ตัวเอง วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับพลังป้องกันของเขาขึ้น แต่ในยามที่ศัตรูเข้าประชิดตัว เขายังสามารถอาศัยพลัง ควบคุมโลหะ จัดการควบคุมเกราะชั้นในให้ "ยก" ตัวเขาหนีออกมาจากศัตรูอย่างรวดเร็วเพื่อเว้นระยะห่างได้ด้วย

และการทำแบบนี้ยังมีข้อดีอีกอย่าง คือเขาสามารถอาศัยเกราะชั้นใน "ยก" ตัวเขาขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้เขาได้รับความสามารถในการบินไปโดยปริยาย

นอกจากนี้เกราะชั้นในโลหะยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องการไร้พลังต่อสู้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีโลหะไปได้ในระดับหนึ่งด้วย

เมื่อคิดได้ดังนี้ มาโนลินจึงไม่เตรียมตัวจะนอนต่อแล้ว ยังไงวันนี้เขาก็เพิ่งผ่านการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นมาจนหายง่วงไปหมดแล้ว สู้ลุกขึ้นมาเริ่มออกแบบและผลิตเกราะชั้นในเลยดีกว่า

ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ของตระกูลมาร์คุสซึ่งถูกพนักงานรักษาความสงบที่เดินลาดตระเวนพบความผิดปกติเข้า ในตอนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

คดีฆ่าล้างครัวที่เกิดขึ้นกับตระกูลมาร์คุสทำให้ระบบรักษาความสงบทั้งหมดให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ตระกูลขุนนางถูกฆ่าล้างครัว เรื่องนี้สร้างความกดดันอย่างมหาศาลให้กับระบบรักษาความสงบทั้งระบบจริงๆ

ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมของผู้บังคับการหน่วยรักษาความสงบพลางคาบกล้องยาสูบอยู่ กำลังยืนฟังรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ที่บริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลมาร์คุส

ชายคนนี้มีชื่อว่ามิเชลล์ เขามีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานรักษาความสงบเมืองแกรน เป็นหัวหน้าสูงสุดของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทุกคนในเมืองนี้

ทันทีที่เขาได้รับรายงานว่าตระกูลมาร์คุสถูกฆ่าล้างครัว เขาก็ถึงกับกระโดดพรวดขึ้นมาจากเตียงของภรรยาน้อย จนทำให้ภรรยาน้อยของเขาตกใจแทบสิ้นสติไปเลย

มิเชลล์ไม่ได้สนใจคำบ่นของภรรยาน้อย เขารีบสวมเสื้อผ้าแล้วบึ่งรถมายังที่เกิดเหตุทันที

สาเหตุที่มิเชลล์ร้อนใจขนาดนี้ นอกจากจะเป็นเพราะผู้ตายล้วนเป็นขุนนางแล้ว สาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือตระกูลมาร์คุสเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังของเขา

ตระกูลมาร์คุสคอยสนับสนุนมิเชลล์อยู่ลับๆ ส่วนมิเชลล์ก็คอยให้การคุ้มครองและมอบความสะดวกให้ในแง่ของกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกันและได้รับผลประโยชน์ร่วมกันมาตลอด

นี่จึงเป็นสาเหตุที่เมื่อสมาชิกตระกูลมาร์คุสก่อ "เรื่องเล็กๆ" อะไรขึ้นมา สำนักงานรักษาความสงบจึงมักจะหลับตาลงข้างหนึ่งให้เสมอ

เมื่อผู้สนับสนุนเกิดปัญหา มิเชลล์ย่อมร้อนรุ่มใจเป็นธรรมดา หากคดีนี้จัดการได้ไม่ดีจนไปยั่วโทสะผู้สนับสนุนคนอื่นๆ เข้า ตำแหน่งของเขาก็คงจะสั่นคลอนได้เลย

เจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่ถือสมุดบันทึกอยู่คนหนึ่งรายงานข้อมูลต่อมิเชลล์ว่า

"ท่านผู้อำนวยการใหญ่ครับ จากการตรวจสอบเบื้องต้น เราพบศพทั้งหมด 38 ศพ ในจำนวนนั้นสามารถระบุตัวตนได้ 37 ศพ ทั้งหมดเป็นสมาชิกตระกูลมาร์คุสรวมถึงสาวใช้และบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาครับ"

"ส่วนผมสงสัยว่าคนร้ายที่เป็นต้นเหตุของคดีฆ่าล้างครัวครั้งนี้ ก็คือศพที่ยังระบุตัวตนไม่ได้หนึ่งศพนั้นครับ"

"และศพที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้คนนั้น ดูเหมือนจะเป็นพวกลัทธิคลั่งครับ"

"อืม... ลัทธิคลั่งงั้นเหรอ?"

เมื่อได้ยินว่าคนร้ายน่าจะเป็นพวกลัทธิคลั่ง มิเชลล์ก็เริ่มจะวางใจลงได้บ้างแล้ว

คดีที่เกี่ยวข้องกับลัทธิคลั่งหรือผู้ประกอบอาชีพที่มีระดับตั้งแต่ระดับสูงขึ้นไป ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการดูแลของสำนักงานรักษาความสงบโดยตรง

คดีจำพวกนี้จะถูกจัดการโดยสำนักสอบสวนคดีพิเศษโดยเฉพาะ

เมื่อมิเชลล์เจอโอกาสที่จะโยนภาระทิ้ง ย่อมไม่ลังเลเลยที่จะทำ เขาพูดกับลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า

"ในเมื่อเกี่ยวข้องกับองค์กรลัทธิคลั่ง งั้นบิล นายไปแจ้งทางสำนักสอบสวนคดีพิเศษให้มาส่งมอบงานต่อเถอะ"

"ครับ ผมจะไปเเดี๋ยว..."

"พวกโง่ทั้งหลาย ไม่ต้องลำบากหรอก พวกเรามาถึงแล้ว"

คำพูดของบิลยังไม่ทันจะจบลง ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของหญิงสาวผมแดงคนหนึ่ง

หญิงสาวผมแดงจุดบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ ก่อนจะสูดควันเข้าไปเต็มปอด แล้วพูดกับกลุ่มของมิเชลล์อย่างเย็นชาว่า

"ที่นี่ให้เป็นหน้าที่ของพวกเราก็แล้วกัน ไอ้คนอ้วน นายก็พาพวกขยะของนายไสหัวไปได้แล้ว"

น้ำเสียงของหญิงสาวผมแดงเต็มไปด้วยการดูหมิ่นมิเชลล์และสำนักงานรักษาความสงบอย่างชัดเจนที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กลุ่มของมิเชลล์จะโกรธจัดแต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

หญิงสาวผมแดงคนนี้คือผู้อำนวยการสำนักสอบสวนคดีพิเศษเมืองแกรน

ถึงแม้ในทางระดับบริหาร สำนักงานรักษาความสงบและสำนักสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นหน่วยงานที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ฐานะของสำนักสอบสวนคดีพิเศษที่ครอบครองพลังอันแข็งแกร่งนั้น สำนักงานรักษาความสงบเทียบไม่ติดเลยสักนิดเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกเหนือธรรมชาติที่พลังของบุคคลเหนือกว่ากลุ่มคนเช่นนี้ ใครที่กำปั้นใหญ่กว่าคนนั้นย่อมมีเหตุผลเสมอ และในฐานะผู้อำนวยการสำนักสอบสวนคดีพิเศษ ลูกศิษย์ของนักดาบระดับตำนาน และนักรบระดับสูงลำดับที่เก้าที่อายุน้อยที่สุดในเมืองแกรน ทั้งเมืองแกรนก็แทบจะหาคนที่มีเหตุผลมากกว่าเธอไม่ได้แล้วจริงๆ

"คุณซาราลินน์ล้อเล่นแล้วล่ะครับ เมื่อเทียบกับยอดฝีมือจากสำนักสอบสวนคดีพิเศษของท่านแล้ว ลูกน้องของผมย่อมเทียบไม่ได้อยู่แล้วครับ"

"ผมจะไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณซาราลินน์แล้วครับ"

"บิล แจ้งทุกคนให้ถอนกำลัง"

มิเชลล์พยายามฝืนสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้พลางก้มตัวยิ้มประจบและพูดคำพูดตามมารยาทอยู่สองสามประโยค ก่อนจะพาลูกน้องถอนกำลังออกไปจากที่นี่ทันที

หลังจากที่รถส่วนตัวของมิเชลล์ขับออกจากย่านขุนนางไปแล้ว เมื่อเขามั่นใจว่าคนจากสำนักสอบสวนคดีพิเศษจะไม่ได้ยิน เขาถึงได้ระเบิดอารมณ์ด่าทอออกมาดังลั่น

"ไอ้สารเลวสมควรตาย ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์แกคืออีแวนส์ ถ้าแกไม่ใช่ระดับเก้าละก็..."

สำหรับมิเชลล์แล้ว ต่อให้เขาจะเป็นผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานรักษาความสงบเมืองแกรนก็ตาม แต่ยามอยู่ต่อหน้าซาราลินน์ เขาก็ทำได้เพียงแค่ระเบิดโทสะอย่างไร้ทางสู้แบบนี้เท่านั้นเอง

ส่วนคำด่าทอของมิเชลล์ ซาราลินน์ย่อมไม่ได้รับรู้ด้วย ตอนนี้เธอกำลังสั่งการให้ลูกน้องทำการตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียด

เธอพูดกับชายชราที่สวมแว่นตาซึ่งเดินตามหลังเธอมาว่า

"โควิช ใช้พรสวรรค์ของนายจำลองภาพเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุออกมาหน่อย"

ชายชราส่งเสียงหัวเราะ หึหึ ออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะตอบกลับว่า

"ซาราลินน์ ดูฝีมือฉันได้เลย"

ชายชราที่ชื่อโควิชมีอาชีพเป็น [จิตรกร] พรสวรรค์ของเขาคือ [ภาพนิมิตวันวาน]

[ภาพนิมิตวันวาน] สามารถทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่ระบุกลับมาปรากฏในรูปแบบภาพลวงตาได้ และเมื่อระดับพรสวรรค์สูงขึ้นก็ไม่เพียงแต่จะจำลองได้แค่ภาพลวงตาเท่านั้น แต่ยังสามารถจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงออกมาได้เลยด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่มีประโยชน์อย่างยิ่งยวด

โควิชก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วเปิดใช้งาน [ภาพนิมิตวันวาน] ทันที

ทันทีที่เปิดใช้งานพลัง ไม่ว่าจะเป็นภาพที่สัตว์ประหลาดกำลังฆ่าล้างตระกูลมาร์คุส หรือภาพที่เอิร์ลไวท์เตรียมตัวจะทิ้งครอบครัวหนีแต่ถูกสัตว์ประหลาดบีบให้ถอยกลับเข้าไปในคฤหาสน์ หรือแม้แต่ภาพที่มาโนลินใช้ลิ่มเหล็กสามเหลี่ยมตอกร่างสัตว์ประหลาดจนตาย ต่างก็ปรากฏออกมาในรูปแบบภาพลวงตาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

ในตอนที่เห็นภาพที่เอิร์ลไวท์ทิ้งครอบครัวเพื่อหนีเอาตัวรอด ทุกคนต่างก็ปรากฏสีหน้าที่ดูแคลนออกมา

หนึ่งในชายร่างยักษ์ที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ถึงกับถ่มน้ำลายลงพื้นตรงหน้าศพของเอิร์ลไวท์

"ถุย ไอ้ไวท์นี่เป็นถึงเอิร์ลแท้ๆ เสียชาติเกิดขุนนางจริงๆ เลย"

ซาราลินน์ถลึงตาใส่ชายร่างยักษ์คนนั้นทันที

"เอเดรียน ถ้านายยังกล้าถ่มน้ำลายไม่เลือกที่ต่อหน้าฉันอีกล่ะก็ ฉันจะจับนายยัดลงในชักโครกแล้วให้นายถ่มน้ำลายให้สะใจไปเลยทีเดียว"

ชายร่างยักษ์รีบหดคอลงทันทีราวกับลูกไก่ตัวเล็กๆ

เอเดรียนรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของซาราลินน์ดี ถ้าไปยั่วโมโหเธอเข้า ซาราลินน์จะจับเขายัดลงชักโครกจริงๆ แน่นอน

หลังจากข่มขู่เอเดรียนเสร็จแล้ว ซาราลินน์ก็เริ่มให้ความสนใจกับเรื่องที่อยู่ในภาพนิมิตต่อ

ตอนนี้ภาพนิมิตกำลังฉายภาพในตอนที่มาโนลินกำลังใช้ลิ่มเหล็กสามเหลี่ยมต่อสู้กับสัตว์ประหลาดอยู่พอดี

ภาพนิมิตดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาโนลินจัดการสถานที่เกิดเหตุเสร็จแล้วเดินออกจากคฤหาสน์ไป ภาพนิมิตถึงได้เลือนหายไป

ซาราลินน์หันหลังกลับไปมองเด็กสาวร่างเล็กที่เดินตามเธอมาติดๆ กัน

เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่น่ารักของเด็กสาว ซาราลินน์ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มเล่นเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

"คาร์เตอร์ นายพอจะรู้ไหมว่ามีอาชีพหรือพรสวรรค์อะไรที่สามารถควบคุมโลหะได้ถึงระดับนี้บ้าง?"

ซาราลินน์พูดถามพลางหยิกแก้มเด็กสาวไปด้วย

"อื้อๆ อาชีพที่ควบคุมโลหะได้มีทั้ง [ผู้บงการหุ่นเชิด], [นักเล่นแร่แปรธาตุ], [จอมดาบมนตรา], [ระบำดาบ], [ช่างกล], [ผู้อัญเชิญอาวุธ], [ช่างตีเหล็ก]..."

คาร์เตอร์ที่ไร้กำลังจะขัดขืนเงื้อมมือของซาราลินน์ ได้แต่ตอบออกมาด้วยเสียงที่ดูอู้อี้เล็กน้อย

"และคนที่สามารถควบคุมโลหะได้ถึงระดับนี้ นอกจากอาชีพในระดับตำนานแล้ว ก็มีเพียงพรสวรรค์ [ควบคุมโลหะ] และ [การหลอมโลหะ] เท่านั้นที่สามารถทำได้ค่ะ"

"และพรสวรรค์ทั้งสองอย่างนี้ มักจะตื่นขึ้นมาในอาชีพ [นักเล่นแร่แปรธาตุ], [ช่างกล] และ [ช่างตีเหล็ก] ได้ง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ ค่ะ"

เมื่อได้รับฟังคำตอบจากเด็กสาว ซาราลินน์ก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้นไปอีก เธอถามเด็กสาวต่อทันทีว่า

"งั้นแสดงว่าคนที่ฆ่าสัตว์ประหลาดนั่น ก็น่าจะเป็น [นักเล่นแร่แปรธาตุ], [ช่างกล] หรือไม่ก็ [ช่างตีเหล็ก] สินะ?"

"อื้อๆ ใช่แล้วค่ะ"

อาชีพเหนือธรรมชาติของเด็กสาวคนนี้คือ [ปราชญ์] และพรสวรรค์ของเธอคือ [ความจำเหนือธรรมชาติ]

อาชีพ [ปราชญ์] และพรสวรรค์ [ความจำเหนือธรรมชาติ] ทำให้เด็กสาวมีความรู้ที่กว้างขวางมาก จนเธอได้รับฉายาในสำนักสอบสวนคดีพิเศษว่าเป็น "ห้องสมุดเคลื่อนที่" เลยทีเดียว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 14 สำนักสอบสวนคดีพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว