- หน้าแรก
- วิถีเซียนช่องสวมใส่ เริ่มต้นมาข้าก็ฆ่าล้างโลกใบเล็ก
- บทที่ 10 เก้าก้าวสยบแผ่นดิน
บทที่ 10 เก้าก้าวสยบแผ่นดิน
บทที่ 10 เก้าก้าวสยบแผ่นดิน
บทที่ 10 เก้าก้าวสยบแผ่นดิน
กู้ชิงก้าวเท้าออกไปเป็นก้าวที่สอง ปราณแท้อันมหาศาลพลุ่งพล่านอยู่ในร่าง ปราณกระบี่ที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกส่งเสียงกรีดร้องราวกับจะฉีกกระชากฟ้าดิน
และทุกๆ ก้าวที่กู้ชิงย่างออกไป กลิ่นอายรอบตัวของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับยอดศาสตราที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก
เหนือน่านฟ้าเมืองหลวง ปราณกระบี่พุ่งเสียดฟ้า
คลื่นปราณกระบี่ที่ซ้อนทับกันหลายชั้นก่อตัวเป็นกระบี่ยักษ์สีทองตระหง่านอยู่เบื้องหลังกู้ชิง
ข้างกายของเขายังมีเงากระบี่นับไม่ถ้วนซ้อนทับกันไปมา ซึ่งเริ่มจะแปรสภาพจากนามธรรมกลายเป็นรูปธรรม
เดินมาได้เก้าก้าว กู้ชิงก็ผลักดันเจตจำนงกระบี่ให้ทะยานขึ้นไปถึงระดับสุดยอดปรมาจารย์
เก้าก้าวกลางเวหา
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ปราชญ์ร้อยรู้ที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างหอวีรบุรุษก็รู้สึกตกตะลึงจนหาคำบรรยายไม่ได้
"เพียงแค่เก้าก้าว กลับปลดปล่อยพลังฝีมือระดับนี้ออกมาได้!"
"...เขาเป็นใครกันแน่?"
หลวงจีนจินกังผู้รับมือกับสามฝ่ามือของปรมาจารย์ผู้ดูแลราชสำนักแห่งต้าหมิงเมื่อวานนี้ถึงกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"พรสวรรค์ของชายผู้นี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!!"
ในขณะเดียวกัน จอมยุทธ์ทุกคนในเมืองหลวงต่างก็แหงนหน้ามองปราณกระบี่ที่พุ่งเสียดฟ้า ทุกคนต่างหน้าถอดสี กลั้นหายใจมองดูร่างอันน่าสะพรึงกลัวร่างนั้น
พลังแห่งจิตใจของกู้ชิงกดทับลงมาทั่วพระราชวัง ทหารองครักษ์ระดับก่อเกิดขั้นสูงสุดสองหมื่นนายรู้สึกได้ถึงเลือดลมที่ปั่นป่วน เสียงกระบี่ดังกึกก้องอยู่ในหัวจนสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง
นายกองร้อยระดับก่อกำเนิดสองร้อยนาย และนายกองพันระดับก่อกำเนิดขั้นสูงสุดอีกยี่สิบนาย ต่างก็คุกเข่าล้มฟุบลงกับพื้น เลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดเป็นสายน้ำ
นายกองหมื่นระดับปรมาจารย์สองนายที่เป็นผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์ พยายามจะฝืนต่อต้าน แต่เจตจำนงแห่งวิถียุทธ์ที่พวกเขาแผ่ออกมากลับดูริบหรี่ราวกับเปลวเทียนต้องลมพายุ ท้องฟ้าทั้งผืนคล้ายจะถล่มลงมาทับร่าง
เจตจำนงแห่งวิถียุทธ์ของทั้งสองพังทลายลงในพริบตา ลมปราณถดถอยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเพียงเหยื่อบนเขียงที่ไร้เรี่ยวแรงต่อกร
กู้ชิงระเบิดเจตจำนงกระบี่อันมหาศาลออกมา เพียงไม่กี่อึดใจ พระราชวังต้าหมิงที่เคยคุ้มกันแน่นหนา และกองทหารองครักษ์ที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนสยบทุกสำนักในใต้หล้าได้ บัดนี้กลับพ่ายแพ้ยับเยิน แตกฉานซ่านเซ็นไม่เป็นท่า
"ชายผู้นี้..."
นายกองหมื่นระดับปรมาจารย์ทั้งสองนายใช้ทวนยันร่างคุกเข่าอยู่บนพื้น แหงนมองร่างนั้นด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ภายในพระราชวังต้าหมิง
ตำหนักไท่เหอ
บุรุษผู้มีใบหน้าน่าเกรงขามในชุดมังกรสีเหลืองสดใสกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์ม่วง
ตรงข้ามเขาคือชายชราหนวดเคราขาวโพลน
"ท่านปู่เจ็ด ท่านทำความเข้าใจไข่มุกเร้นลับปฐมกษัตริย์จนบรรลุพลังแห่งจิตใจได้แล้ว หากใช้ร่วมกับค่ายกลปราณโลหิตของทหารองครักษ์ ก็น่าจะรับมือกับสุดยอดปรมาจารย์ได้ใช่ไหม?"
บุรุษผู้น่าเกรงขามก็คือฮ่องเต้แห่งต้าหมิง
ส่วนชายชราหนวดเคราขาวโพลนคือปู่เจ็ดของฮ่องเต้ ซึ่งก็คือโอรสองค์ที่เจ็ดของปฐมกษัตริย์ต้าหมิง ผู้มีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ล้ำเลิศที่สุดในบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด
ไข่มุกเร้นลับปฐมกษัตริย์ที่เขาศึกษาอยู่ ก็คือผลึกพลังงานที่ปฐมกษัตริย์ต้าหมิงใช้เลือดในหัวใจและปราณแท้ของตัวเองสร้างขึ้นมา
ไข่มุกเร้นลับปฐมกษัตริย์เม็ดนี้ ใช้สายเลือดเป็นสื่อนำ
ก่อนที่เชื้อพระวงศ์ต้าหมิงจะสิ้นใจ พวกเขาจะถ่ายเทปราณแท้ทั้งหมดที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตเข้าไปในไข่มุกเม็ดนี้
ด้วยไข่มุกเม็ดนี้ ราชวงศ์ต้าหมิงจึงสามารถปั้นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ท้าทายกำแพงของระดับสุดยอดปรมาจารย์
"ตราบใดที่ยังไปไม่ถึงระดับสุดยอดปรมาจารย์ ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก"
ชายชราส่ายหน้า แต่ประกายในดวงตากลับเจิดจรัสยิ่งนัก
ด้วยไพ่ตายมากมายที่ปฐมกษัตริย์ต้าหมิงทิ้งไว้ให้ ชายชรามั่นใจว่าภายในสิบปี เขาจะสามารถรวบรวมสภาวะจิตใจ และทะลวงขึ้นเป็นสุดยอดปรมาจารย์ได้อย่างแน่นอน
"แต่ตอนนี้ท่านปู่เจ็ดก็เป็นถึงครึ่งก้าวสุดยอดปรมาจารย์แล้วนะ..."
น้ำเสียงของฮ่องเต้ต้าหมิงเจือความร้อนรน จักรวรรดิต้าหยวนทางเหนือสร้างแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ
ข่าวจากแนวหน้ารายงานว่า กองทหารม้าหมาป่าแห่งทุ่งหญ้าได้ข้ามพรมแดนแดนเหนือเข้ามาในจงหยวนแล้ว
"แค่ครึ่งก้าว มันก็คือเหวลึกกั้นขวางนั่นแหละ เจ้าไม่เข้าใจหรอก..."
ชายชราถอนหายใจ
ยิ่งเข้าใกล้ระดับสุดยอดปรมาจารย์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงช่องว่างอันมหาศาลระหว่างสองระดับนี้
นี่ขนาดว่ามีไพ่ตายของปฐมกษัตริย์คอยหนุนหลังอยู่นะ
ถ้าต้องพึ่งพาตัวเองล้วนๆ ชายชราก็ไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะก้าวข้ามครึ่งก้าวสุดท้ายเพื่อขึ้นเป็นสุดยอดปรมาจารย์ได้
เมื่อเห็นฮ่องเต้มีสีหน้าร้อนรน ชายชราจึงพูดปลอบใจว่า
"ฝ่าบาทวางพระทัยเถอะ ในใต้หล้านี้ ด้วยพลังระดับครึ่งก้าวสุดยอดปรมาจารย์ของกระหม่อม หากผนึกกำลังกับค่ายกลปราณโลหิต ต่อให้เป็นสุดยอดปรมาจารย์ ก็ไม่อาจจะบุกฝ่าเข้ามาในเมืองหลวงได้ง่ายๆ หรอก..."
ชายชราหนวดเคราขาวโพลนเอ่ยอย่างเนิบนาบ น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ฟู่...
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ต้าหมิงก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แต่ทว่า
ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้ต้าหมิงจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า เจตจำนงกระบี่อันมหาศาลดั่งมหาสมุทรเข้ากลืนกินพระราชวังต้าหมิงไปในพริบตา
เมื่อเจตจำนงกระบี่พุ่งเข้าปะทะ ฮ่องเต้ต้าหมิงก็รู้สึกได้ว่าจิตใจสั่นคลอน โลกหมุนคว้าง ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนพุ่งถาโถมเข้ามาหาตัวเขา
ในส่วนลึกของดวงตาสะท้อนภาพปราณกระบี่อันไร้ที่สิ้นสุด
สติสัมปชัญญะดับวูบลงในพริบตา
เมื่อเทียบกับฮ่องเต้ต้าหมิงแล้ว ชายชราหนวดเคราขาวโพลนที่บรรลุพลังแห่งจิตใจแล้วกลับมีสภาพที่น่าอนาถยิ่งกว่า
ฮ่องเต้ต้าหมิงแค่สลบไปก็จบเรื่อง
แต่ชายชราหนวดเคราขาวโพลนนั้น ด้วยความที่สัมผัสได้ถึงพลังแห่งจิตใจ เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันทางจิตใจอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ลงมาจากฟากฟ้า ยิ่งเขาต่อต้าน แรงกดดันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
"นี่... นี่มัน..."
"พลังกดดันทางจิตใจที่มหาศาลขนาดนี้ มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสุดยอดปรมาจารย์ที่เสด็จพ่อบันทึกไว้เสียอีก?!"
"นี่มันระดับสภาวะจิตใจขั้นไหนกันเนี่ย!!"
ชายชราหนวดเคราขาวโพลนเบิกตากว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เพียงแค่พลังกดดันทางจิตใจ ก็ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แล้วงั้นรึ?
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ต่อให้แข็งแกร่งอย่างปฐมกษัตริย์ต้าหมิงที่ก้าวไปถึงระดับสุดยอดปรมาจารย์ขั้นปลาย ก็ยังไม่มีพลังกดดันทางจิตใจระดับนี้เลย
กู้ชิงอาศัยปราณแท้อันมหาศาลในร่างกาย ยืนเหยียบอากาศอยู่กลางเวหา
ท่ามกลางสายตาของคนนับไม่ถ้วนในเมืองหลวง กู้ชิงเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า
"ข้า กู้ชิง ปรารถนาจะขอดูคัมภีร์ทั้งหมดในหอสมุดหลวง"
เสียงของกู้ชิงดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง ทุกคนที่ได้ยินต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศทั้งในและนอกเมืองหลวงก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ราชสำนักต้าหมิงจะยอมตกลงไหม?
ปราชญ์ร้อยรู้จ้องเขม็งไปทางพระราชวัง รอคอยการตัดสินใจของราชสำนักต้าหมิง
ประชาชนและจอมยุทธ์นับไม่ถ้วนในเมืองหลวงต่างก็กลั้นหายใจ มองไปทางพระราชวังด้วยความตื่นตระหนก เพื่อรอฟังผลลัพธ์สุดท้าย
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ท่ามกลางสายตาของคนนับไม่ถ้วนในเมืองหลวง
ฮ่องเต้ต้าหมิงในชุดมังกรสีเหลืองสดใส และชายชราหนวดเคราขาวโพลนก็ก้าวเท้ายาวๆ ออกมา
ด้านหลังของทั้งสองยังมีแม่ทัพทหารองครักษ์อีกหลายคน
ร่างสูงส่งที่เคยหยิ่งยโสเหล่านี้ บัดนี้ต่างก็ดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง แต่ท่วงท่าการเดินก็ยังคงสง่างามกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปอยู่ดี
ฮ่องเต้ต้าหมิงที่เดินนำหน้ามา มองเห็นร่างอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่หน้าพระราชวังอย่างรวดเร็ว
"คารวะท่านเซียนกระบี่กู้..."
ฮ่องเต้ต้าหมิงรู้สึกลำบากใจสุดๆ แต่ก็ยังต้องเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
ตอนที่เผชิญหน้ากับพลังกดดันทางจิตใจอันน่าสะพรึงกลัวในตำหนักไท่เหอ เขายังนึกว่าเป็นสุดยอดปรมาจารย์จากจักรวรรดิต้าหยวนทางเหนือบุกลงมาซะอีก อยากจะเผ่นหนีไปให้พ้นๆ ซะเดี๋ยวนี้เลย
แต่ทว่า...
ชายชราที่อยู่ข้างๆ กลับห้ามฮ่องเต้ต้าหมิงเอาไว้
ในฐานะครึ่งก้าวสุดยอดปรมาจารย์ที่บรรลุพลังแห่งจิตใจแล้ว ชายชรารู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของกู้ชิงเป็นอย่างดี พลังฝีมือของกู้ชิงนั้นเกรงว่าจะเหนือกว่าปฐมกษัตริย์ต้าหมิงในอดีตไปแล้วด้วยซ้ำ
ความแข็งแกร่งระดับนี้ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับนี้ จะหนีไปไหนพ้น?
เกรงว่าใต้หล้านี้กว้างใหญ่ แต่คงไม่มีที่ไหนให้ราชวงศ์ได้หลบซ่อนตัวอีกแล้ว
ในทางกลับกัน
หลังจากที่รับรู้ได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของกู้ชิง เขากลับมองว่านี่คือโอกาสดีที่จะใช้ต่อกรกับจักรวรรดิต้าหยวนทางเหนือต่างหาก
ถ้าหากสามารถดึงตัวสุดยอดปรมาจารย์ที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้มาเป็นพวกได้ล่ะก็...
ด้วยคำแนะนำของชายชรา ฮ่องเต้ต้าหมิงจึงต้องกัดฟันเดินออกมาที่หน้าพระราชวัง
"ข้า กู้ชิง ปรารถนาจะขอดูคัมภีร์ทั้งหมดในหอสมุดหลวง"
เมื่อผู้มีอำนาจของจักรวรรดิต้าหมิงปรากฏตัว กู้ชิงก็เอ่ยปากพูดตรงๆ อีกครั้ง
"เรื่องแค่นี้เอง!"
"เชิญท่านเซียนกระบี่กู้ด้านในเลย..."
เมื่อเห็นว่ากู้ชิงแค่ต้องการจะเข้าไปดูคัมภีร์ในหอสมุดหลวง ฮ่องเต้ต้าหมิงที่เกร็งจนตัวสั่นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
เพียงแต่ว่า...
เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ ในฐานะสุดยอดปรมาจารย์ ท่านก็น่าจะบอกกันดีๆ ตั้งแต่แรกสิ!
ทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะฟะ?