- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็น อาเต๊า บุตรชายผู้ไร้ค่าของเล่าปี่
- บทที่ 5 - ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 5 - ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 5 - ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 5 - ล่อเสือออกจากถ้ำ
อุตส่าห์มาตั้งค่ายรออยู่ที่นี่ หรือว่านี่จะเป็นกับดักที่เล่าเสี้ยนวางเอาไว้?
เมื่อเตียวอี้มองเห็นค่ายที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ อยู่ไม่ไกลนัก หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น แม้ว่าสายลมยามค่ำคืนจะพัดเย็นยะเยือก แต่เหงื่อกาฬกลับแตกพลั่กไหลลงมาตามหน้าผากและแผ่นหลังของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
"พวกมันรู้ตัวแล้วว่าพวกเรามา รีบลงมือให้ไว ถล่มค่ายให้ราบ แล้วจับตัวเล่าเสี้ยนมาให้ได้!"
ถานเวยพยักหน้าเบาๆ เขาหันไปสั่งการทหารสองคนด้านหลัง "ในสนามรบหอกดาบไม่มีตา พวกเจ้าสองคนคอยคุ้มกันท่านอาจารย์อยู่ข้างๆ ให้ดี ต่อให้พวกเจ้าต้องตาย ก็ห้ามให้ท่านอาจารย์ได้รับอันตรายแม้แต่ปลายเส้นผมเด็ดขาด!"
"รับทราบขอรับ!"
ทหารรับใช้ทั้งสองรับคำสั่ง พวกเขาเดินเข้ามาประกบหน้าหลัง 'คุ้มกัน' เตียวอี้เอาไว้อย่างแน่นหนา
เตียวอี้มุมปากกระตุก แต่ในเวลาแบบนี้ เขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีกแล้ว
"พวกเรา บุกเข้าไปฆ่าพวกมันเลย!"
"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ"
ถานเวยกวัดแกว่งทวนยาวในมือ บวกกับรูปร่างที่สูงเกือบแปดเซียะ ทำให้ท่าทางของเขาดูองอาจห้าวหาญยิ่งนัก!
เมื่อมีเขานำทัพบุกตะลุยอยู่แนวหน้า บรรดาไพร่พลและคนรับใช้ที่อยู่เบื้องหลังก็พากันฮึกเหิม บุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน
บนกำแพงค่าย เตียวเปาในชุดเกราะขมวดคิ้วแน่น แต่เมื่ออาศัยแสงไฟสลัวๆ มองลงไปเห็นผู้คนด้านล่าง เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอยู่ในใจ
โชคดีที่เป็นแค่พวกทหารอาสาสมัครเท่านั้น
"เตรียมหินกลิ้ง ท่อนไม้ หอกยาว และลูกธนูให้พร้อม!"
ตอนที่สร้างค่าย พวกเขาตัดต้นไม้มามากมาย ลำต้นหลักถูกนำไปทำเป็นกำแพงค่าย ส่วนกิ่งก้านสาขาก็สามารถนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธสำหรับป้องกันค่ายได้อย่างแน่นอน
อย่างเช่น ท่อนไม้ ลูกธนูไม้ไผ่ หอกยาว เป็นต้น
และกับดักที่วางไว้หน้าค่ายก็เริ่มแผลงฤทธิ์ เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วบริเวณอย่างต่อเนื่อง
"ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว"
เสียงลูกธนูพแหวกอากาศ เสียงหอกยาวแหวกอากาศดังไม่ขาดสาย เลือดสาดกระเซ็น เสียงกรีดร้องดังระงม เครื่องบดเนื้อกลางสนามรบกำลังเก็บเกี่ยวชีวิตของผู้เข้าร่วมทุกคนท่ามกลางความมืดมิด
ถ้าใครใส่ชุดเกราะ ก็ยังพอจะป้องกันลูกธนูได้บ้าง แต่ถ้าโดนหอกยาวแทงเข้า ต่อให้ใส่เกราะหนังก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก หรือถึงจะใส่เกราะเหล็กก็ยังต้องบอบช้ำจากแรงกระแทกอยู่ดี
ถานเวยโมโหจัดจนเลือดขึ้นหน้า คนของเขายังไปไม่ถึงกำแพงค่ายเลย แต่ก็ต้องล้มตายไปเป็นร้อยคนแล้ว
ความสูญเสียแบบนี้มันมากเกินไปแล้ว!
แต่เมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไป ชีวิตคนแค่ร้อยกว่าคนมันจะไปนับเป็นอะไรได้?
"ปัง"
ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบพุ่งขึ้นมาจากค่ายพักแรม ไปแตกกระจายสว่างไสวเจิดจ้าอยู่กลางท้องฟ้า
บนที่ราบเสฉวน พลุสัญญาณที่ยิงขึ้นมาจากที่สูงอย่างเขาเซ่อซานแบบนี้ ต่อให้อยู่ห่างออกไปสิบหรือยี่สิบลี้ ก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
"แย่แล้ว ไอ้อีกล็อกเฒ่านั่นมันส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ต้องรีบตีค่ายให้แตกโดยเร็ว!"
ถานเวยดึงลูกธนูที่เสียบคาอยู่ตรงรอยต่อของชุดเกราะออกมา โดยไม่สนใจความเจ็บปวดบนร่างกาย ดวงตาของเขาแดงก่ำ ตะโกนลั่นว่า "พี่น้องทั้งหลาย ใครบุกเข้าไปถึงประตูค่ายได้เป็นคนแรก รับรางวัลไปเลยทองคำพันชั่ง!"
คำกล่าวที่ว่า มีรางวัลล่อใจย่อมมีผู้กล้าปรากฏ!
พอถานเวยประกาศกร้าวออกไปแบบนั้น พวกทหารอาสาสมัครและคนรับใช้ที่เริ่มจะถอดใจเพราะความสูญเสีย ก็เหมือนกับถูกฉีดยากระตุ้น ทุกคนต่างพากันฮึกเหิมบ้าคลั่งขึ้นมาทันที
นั่นมันเงินจำนวนมหาศาลเลยนะ!
ถ้าเอาไปแลกเป็นที่นา คฤหาสน์ หรือเสบียงอาหาร ก็มากพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้จนตายเลยทีเดียว!
มีเงินซะอย่าง จะจ้างผีโม่แป้งก็ยังได้!
แนวรบที่ชะงักงันไปเมื่อครู่ กำลังเคลื่อนเข้าใกล้ประตูค่ายอย่างรวดเร็ว!
ส่วนเตียวเปาที่อยู่บนกำแพงค่าย ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผากไปหมดแล้ว
เล่าเสี้ยนสั่งให้เขารักษาค่ายเอาไว้ให้ได้หนึ่งชั่วยาม แต่นี่ยังไม่ถึงหนึ่งเค่อเลย พวกกบฏก็จะมาประชิดประตูค่ายอยู่รอมร่อแล้ว
พวกมันเตรียมรถกระทุ้งประตูมาด้วย
แม้ว่ามันจะเป็นแค่การตัดต้นไม้มาเหลาให้แหลมอย่างลวกๆ พลังทำลายล้างอาจจะมีจำกัด
แต่ค่ายที่เขาปกป้องอยู่ ก็สร้างขึ้นมาภายในเวลาแค่วันเดียวเหมือนกัน
ถ้าประตูค่ายแตก พวกกบฏก็มีกำลังพลเหนือกว่า...
จู่ๆ เตียวเปาก็มีความคิดอยากจะพาเล่าเสี้ยนหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
ทุกคนที่นี่ตายได้หมด แต่นายน้อยจะได้รับอันตรายไม่ได้เด็ดขาด!
"พี่เตียวเปาไม่ต้องกังวลไป!"
ในขณะที่เตียวเปากำลังร้อนใจอยู่นั้น กวนหินที่เพิ่งจุดพลุสัญญาณที่เล่าเสี้ยนเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเสร็จ ก็เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเตียวเปา
"กบฏบุกมาถึงหน้าค่ายแล้ว นายน้อยตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ข้าจะไม่ให้ร้อนใจได้ยังไงล่ะ"
"กบฏถึงจะเยอะ แต่ก็เป็นแค่พวกหางแถวรวมตัวกันเท่านั้นแหละ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์แบบนี้ นายน้อยก็คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จะต้องไปกังวลอะไรอีกล่ะ"
เตียวเปากระแทกด้ามทวนในมือลงบนพื้นอย่างแรง
"หนึ่งชั่วยาม จะต้านทานได้ยังไงไหว"
"ฮ่าๆๆ!"
กวนหินหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี แล้วพูดว่า "ไม่เกินหนึ่งเค่อ ท่านกุนซือก็จะมาถึงแล้ว!"
ท่านกุนซืองั้นรึ?
เตียวเปาถึงกับชะงักไป
"เจ้าหมายถึงท่านกุนซือฮองซูน่ะรึ"
กวนหินพยักหน้ารับ
"ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังท่านอีกต่อไป เรื่องในวันนี้ เป็นแผนการที่นายน้อยกับท่านกุนซือวางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยใช้นายน้อยเป็นเหยื่อล่อ เพื่อดึงดูดพวกที่มีใจคิดคดทรยศออกมายังไงล่ะ"
"เจ้าหมายความว่า ท่านกุนซืออยู่ห่างออกไปไม่เกินสิบลี้งั้นรึ"
"ถูกต้อง เมื่อครู่นี้ส่งสัญญาณไปแล้ว ท่านกุนซือต้องมาแน่ ถึงตอนนั้นพวกกบฏจอมปลอมพวกนี้ก็หนีไม่รอดหรอก"
"ฟู่"
เตียวเปาค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"แบบนี้ข้าก็เบาใจหน่อย"
แต่ในขณะที่เบาใจลง เตียวเปาก็กระชับทวนยาวในมือแน่น
"สำหรับพวกเราที่เป็นขุนพลออกรบ หน้าที่หลักก็คือการสู้รบฆ่าฟันศัตรู รอให้กำลังเสริมของท่านกุนซือมาถึงก่อนเถอะ ข้าจะออกไปตัดหัวแม่ทัพข้าศึกมามอบให้นายน้อยเอง!"
สำหรับเตียวเปาแล้ว เตียวหุยผู้เป็นบิดา คือยอดขุนพลผู้เก่งกาจที่สามารถแหวกวงล้อมกองทัพนับหมื่นไปเด็ดหัวข้าศึกได้อย่างง่ายดาย ในฐานะลูกชายของเตียวหุย ถึงแม้เขาอาจจะไม่สามารถเด็ดหัวข้าศึกในกองทัพนับหมื่นได้ แต่การจะเด็ดหัวแม่ทัพศัตรูท่ามกลางกบฏนับพันคนนี้ น่าจะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"แม่ทัพกบฏฆ่าได้ แต่เตียวอี้ห้ามฆ่าเด็ดขาด"
กวนหินพูดเตือนอยู่ข้างๆ
เตียวเปาเหลือบมองกวนหินแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ
"ข้ารู้แล้วน่า!"
"ปัง"
"ปัง"
"โครม"
ในที่สุดประตูค่ายที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ ก็ไม่อาจทนทานต่อการพุ่งชนอย่างบ้าคลั่งของรถกระทุ้งประตูภายใต้การผลักดันของพวกทหารอาสาสมัครและคนรับใช้ของถานเวยได้ มันส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดอย่างน่าสยดสยอง ก่อนจะพังครืนลงมาในชั่วพริบตา!
"ประตูค่ายแตกแล้ว!"
พวกกบฏต่างพากันโห่ร้องยินดี!
ถานเวยดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบสั่งให้คนบุกเข้าไปทันที
"ใครตีประตูค่ายแตกเป็นคนแรก รับรางวัลไปเลยทองคำพันชั่ง ใครจับตัวเล่าเสี้ยนได้ รับรางวัลไปเลยทองคำพันชั่ง!"
ประตูค่ายแตกแล้ว การจับตัวเล่าเสี้ยนดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
ทว่า ความดีใจที่อยู่เบื้องหน้ายังไม่ทันได้กระจายออกไป เสียงร้องโหยหวนจากด้านหลังก็ดึงดูดความสนใจของถานเวยไปเสียก่อน
ในช่วงจังหวะที่เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการตีค่ายจนลืมตัว เผลอแป๊บเดียว ด้านหลังของเขาก็ถูกโอบล้อมไปด้วยคบเพลิงนับไม่ถ้วนเสียแล้ว
มีกับดัก!
มีกับดัก!
มีกับดัก!
ถานเวยรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ!
ที่แท้ก็เป็นอย่างที่เตียวอี้พูดเอาไว้ไม่มีผิด วันนี้ไม่เหมาะที่จะมาลอบตีค่ายจริงๆ
นี่มันเป็นแผนการของบังทอง!
ไม่ได้การแล้ว!
ความรู้สึกสิ้นหวังและท้อแท้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของถานเวยเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เขาก็สลัดมันทิ้งไป
"จับตัวเล่าเสี้ยนให้ได้ ยังพอมีทางรอด!"
ถานเวยไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขาควบม้าศึกสีดำตัวใหญ่ พุ่งทะยานเข้าไปยังเต็นท์ที่ใหญ่ที่สุดในค่ายอย่างรวดเร็ว
ที่นั่นมีแสงไฟกะพริบอยู่ เล่าเสี้ยนต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ!
แค่จับตัวเล่าเสี้ยนได้ ก็ยังมีทางรอด!
ความคิดน่ะดีอยู่หรอก แต่ในกลุ่มคนนั้น กลับมีขุนพลถือทวนยาวคนหนึ่งควบม้าพุ่งตรงเข้ามาหาเขา
เตียวเปาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าประชิดตัวถานเวยแล้วแทงทวนออกไปดุจมังกรทะยาน พุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของเขาโดยตรง
ฝ่ายนั้นยกทวนขึ้นปัดป้อง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าการแทงทวนของเตียวเปาจะเป็นแค่ท่าลวง การชักดาบออกมาต่างหากคือของจริง ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ แสงสะท้อนวาววับจากคมดาบก็สว่างวาบขึ้น ดาบหัวแหวนฟันฉับเข้าที่ศีรษะของถานเวย ขาดกระเด็นหลุดไปพร้อมกับหัวไหล่ครึ่งซีก
เลือดสดๆ ที่สาดกระเซ็นออกมา ทำให้เตียวเปาดูราวกับมัจจุราชที่อาบชโลมไปด้วยเลือด
"ฮ่าๆๆ! สะใจโว้ย!"
เตียวเปาหัวเราะลั่น เลียเลือดอุ่นๆ ที่กระเซ็นมาติดริมฝีปาก เขาสวมชุดเกราะเหล็ก ดูราวกับเทพแห่งสงครามจุติลงมา ไล่เข่นฆ่ากวาดล้างชีวิตของพวกกบฏอย่างเมามัน
การจัดฉากล่อเหยื่อที่วางแผนมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ตกปลาตัวใหญ่มาได้เสียที
ตอนนี้เตียวอี้นั่งทรุดกองอยู่กับพื้น มองดูบังทองที่กำลังส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ ในใจของเขารู้สึกเย็นยะเยือกไปหมด
หัวหลุดก็เป็นแค่แผลเป็นเท่าชามข้าว
พูดน่ะมันง่าย แต่พอต้องเผชิญหน้ากับความตายจริงๆ จะมีสักกี่คนที่สามารถยอมรับมันได้อย่างสงบใจล่ะ?
[จบแล้ว]