เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 วงแหวนวิญญาณ? ที่นี่คือโต้วหลัว!

บทที่ 2 วงแหวนวิญญาณ? ที่นี่คือโต้วหลัว!

บทที่ 2 วงแหวนวิญญาณ? ที่นี่คือโต้วหลัว!


บทที่ 2 วงแหวนวิญญาณ? ที่นี่คือโต้วหลัว!

"อู้ววว!" วานรเฒ่าหันไปมองนกประหลาดสีมรกตที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นเบื้องหลัง เมื่อเห็นว่ามันสิ้นใจไร้ลมหายใจแล้ว จึงหันมากู่ร้องใส่หยางมู่ด้วยความตื่นเต้น

หยางมู่ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลระบายยิ้มบางๆ ที่แทบเท้าของเขายังคงมีเศษหินแหลกละเอียดกองอยู่ หลังจากบรรลุขั้นพละกำลังแปรเปลี่ยน หยางมู่ก็สามารถบดขยี้หินผาด้วยมือเปล่า และยังสามารถผนึกพละกำลังเข้ากับอาวุธผ่านเทคนิคพิเศษได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลที่เศษหินเมื่อครู่จึงทรงอานุภาพเพียงนั้น

"วานรเฒ่า เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม" หยางมู่เดินเข้าไปใกล้พลางถามด้วยความห่วงใย

"อู้ววว" วานรเฒ่าส่ายหน้าพร้อมส่งเสียงตอบ

"ค่อยยังชั่ว" หยางมู่ถอนหายใจอย่างโล่งอกและพยักหน้าให้

"อู้ววว... อู้ววว..." วานรเฒ่าเริ่มขยับมือไม้ท่าทาง พยายามบอกเล่าว่าเหตุใดตนจึงไปผิดใจกับนกประหลาดสีมรกตตัวนั้น ทว่าน่าเสียดายที่หยางมู่ไม่อาจเข้าใจคำพูดของมันได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้คือตอนนี้วานรเฒ่ากำลังตื่นตระหนกอย่างยิ่ง

"เอาเถอะ เอาเถอะ วันหน้าวันหลังต้องระวังให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นหากข้าไม่อยู่แล้ว จะไม่มีใครคอยช่วยเหลือเจ้าได้อีก" หยางมู่เอ่ยปลอบ

แววตาของวานรเฒ่าหม่นแสงลงทันทีที่ได้ยิน มันรู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึง เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ หยางมู่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของมันเช่นกัน แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น

ในใจของเขาย่อมมีความอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องจากไป เขาไม่อาจพำนักอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ไปตลอดกาล ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่รู้เลยว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของโลกใบนี้เป็นอย่างไร ส่วนการจะพาวานรเฒ่าออกไปด้วยนั้น ย่อมเป็นการเพิ่มอันตรายให้แก่มันเสียมากกว่า การให้มันพำนักอยู่ในหุบเขา ขอเพียงไม่เที่ยวไปหาเรื่องใส่ตัว ย่อมไม่พบเจอกับภัยคุกคามที่ร้ายแรงนัก

เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด เขาจึงเดินตรงไปยังซากของนกประหลาดสีมรกต นกตัวนี้ดูอย่างไรก็มิใช่นกธรรมดาสามัญ ในขณะที่หยางมู่กำลังจะย่อตัวลงเพื่อตรวจสอบซากของมันนั้นเอง

ทันใดนั้น ร่างของนกประหลาดพลันเปล่งแสงสีเหลืองนวลออกมา หยางมู่ถีบเท้าพุ่งถอยหลังไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เว้นระยะห่างจากซากนั้นในพริบตา

"มีกลอุบายอันใดหรือ? แต่ข้าไม่ยักษ์สัมผัสถึงกลิ่นอายอันตรายได้เลย" หยางมู่ขมวดคิ้วจ้องเขม็งไปยังซากนกสีมรกตที่กำลังเรืองแสง

วินาทีต่อมา วงรัศมีสีเหลืองค่อยๆ ควบแน่นขึ้นเหนือซากนกวงรัศมีนั้นเต็มไปด้วยลวดลายประหลาด หยางมู่จ้องมองวงรัศมีนี้ด้วยสายตาว่างเปล่าชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตา

"ที่นี่คือโต้วหลัวหรือ?"

สายตาของหยางมู่นั้นดีเลิศ เขาถึงกับมองเห็นลวดลายบนวงรัศมีสีเหลืองนั้นได้อย่างชัดเจน สิ่งนี้มิใช่หน้าตาของวงแหวนวิญญาณจากนิยายเรื่องตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซานที่เขาเคยอ่านในชาติก่อนหรอกหรือ

"สังหารสัตว์วิญญาณ แล้วจะได้วงแหวนวิญญาณกับกระดูกวิญญาณ ข้าข้ามภพมายังโลกในนิยายจริงๆ หรือนี่" หยางมู่เดินเข้าไปใกล้วงแหวนวิญญาณสีเหลืองพลางพินิจพิจารณาอย่างละเอียด

"ไม่นึกเลยจริงๆ ไม่คาดฝันเลยสักนิด..." หยางมู่พึมพำกับตัวเอง

เดิมทีเขาคิดว่าตนเองกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นทารกในโลกเดิม แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะข้ามผ่านห้วงจักรวาลจากบลูสตาร์มายังโต้วหลัวแห่งนี้

"เพียงแต่ว่า ตอนนี้ข้าอยู่ในยุคสมัยใดกันแน่?"

"จะเป็นยุคตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน หรือยุคสำนักถังเลิศภพจบแดน หรือยุคตำนานราชามังกร หรือจะเป็นช่วงเวลาอื่นที่ไม่มีเขียนไว้ในนิยายกัน"

"หากเป็นยุคแรกหรือยุคราชามังกรย่อมดีที่สุด เพราะในสองช่วงเวลานี้ อิทธิพลของถังซานยังค่อนข้างน้อย" หยางมู่คาดหวังอยู่ในใจ

แม้หยางมู่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเยาว์ไปกับการฝึกฝน แต่ในช่วงเวลาพักผ่อนเขามักจะอ่านนิยายออนไลน์อยู่บ้าง เขาเคยอ่านโต้วหลัวมาแล้วสามภาคแรกและยังจดจำเนื้อหาภายในได้ดี

หลังจากถังซานบรรลุเป็นเทพในภาคแรก เขาก็มักจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องราวบนแผ่นดินโต้วหลัวอย่างไร้ยางอาย ฮั่วอวี่เฮ่าซึ่งเป็นบุตรแห่งโชคชะตายังถูกเขากลั่นแกล้งจนสภาพย่ำแย่ดั่งสุนัขจนตรอก และแผ่นดินโต้วหลัวทั้งผืนก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพ่อตาแม่ยายของเขา หากคนนอกอย่างตนถูกถังซานพบเข้า ย่อมหนีไม่พ้นที่จะตกเป็นหมากในแผนการของอีกฝ่าย

"การได้มาเยือนโต้วหลัว อาจเป็นเรื่องดีสำหรับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประจำชาติก็ได้"

ในชาติก่อน ศิลปะการต่อสู้บนบลูสตาร์แบ่งออกเป็นหกระดับ ได้แก่ พละกำลังเปิดเผย พละกำลังซ่อนเร้น พละกำลังแปรเปลี่ยน พละกำลังรวมศูนย์ พละกำลังแกร่งกร้าว และอีกระดับหนึ่งคือระดับในตำนานอย่างทลายว่างเปล่าร่างกายอมตะ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนบลูสตาร์ในตอนนั้นอยู่เพียงระดับพละกำลังแกร่งกร้าวเท่านั้น สาเหตุที่มีระดับทลายว่างเปล่าร่างกายอมตะปรากฏขึ้นมา เป็นเพราะมีเรื่องเล่าขานในวงการนักสู้ว่ามีผู้อาวุโสแซ่หวังผู้หนึ่งไปถึงระดับนั้นได้

แผ่นดินโต้วหลัวมีสัตว์วิญญาณและสมุนไพรอพืชอมตะ ซึ่งล้วนเป็นยาบำรุงชั้นยอด ย่อมส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ

"พลังวิญญาณแท้จริงแล้วคือพลังประเภทใดกันแน่? และมันแตกต่างจากพละกำลังอย่างไร?"

พละกำลังคือพลังที่เกิดจากการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นในร่างกาย และนักสู้ที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประจำชาติจะคอยขุดรีดศักยภาพของร่างกายออกมาอย่างต่อเนื่อง ผสานกับการควบคุมที่แม่นยำเพื่อให้พละกำลังของมนุษย์ทรงพลังยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับนักสู้ระดับพละกำลังเปิดเผยคือการรวบรวมพละกำลัง เงื่อนไขของขั้นนี้คือต้องฝึกฝนร่างกายจนถึงระดับหนึ่ง จากนั้นจึงระเบิดพลังทั่วร่างออกมาผ่านการควบคุม การระเบิดพลังทั้งหมดในการโจมตีเพียงครั้งเดียวจนเกิดเสียงดังสนั่นในอากาศดั่งคำกล่าวที่ว่า "พันทองไม่อาจซื้อหนึ่งเสียง" นี่คือสัญลักษณ์ของระดับพละกำลังเปิดเผย

ในศาสตร์แห่งศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ ยังมีเทคนิคการปิดรูขุมขน เพื่อกักเก็บลมปราณตั้งต้นมิให้รั่วไหล และเสริมสร้างความทนทานในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ

และหยางมู่ที่เพิ่งบรรลุระดับพละกำลังแปรเปลี่ยน ย่อมรู้ซึ้งดีว่าระดับนี้คือการแผ่ซ่านพละกำลังไปทั่วทั้งร่าง กระตุ้นร่างกายในทุกภาคส่วน และยกระดับทั้งความแข็งแกร่ง การรับรู้ และการควบคุม พลังที่ใช้ไปนั้นจะบรรลุสู่ระดับใหม่ที่สูงส่งกว่าเดิม

หากศิลปะการต่อสู้ประจำชาติคือการพัฒนาร่างกาย เช่นนั้นพลังอย่างพลังวิญญาณ หยางมู่ก็ยังคงมีความไม่เข้าใจอยู่บ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้วพลังวิญญาณคือสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากปราศจากวิชาฝึกฝนอย่างวิชาเสวียนเทียนของถังซาน และหากไม่ปรากฏออกมาในช่วงการปลุกวิญญาณยุทธ์ เช่นนั้นย่อมหมายความว่าไม่มีพลังวิญญาณเลย

ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณยังผูกติดกับวิญญาณยุทธ์ หากไร้วิญญาณยุทธ์ ย่อมไร้ซึ่งพลังวิญญาณ ต่อให้พลังวิญญาณจะสูงส่งเพียงใด หากไร้วงแหวนวิญญาณ ย่อมไม่อาจทะลวงผ่านระดับไปได้

แม้จะมีข้อจำกัดมากมายเพียงนี้ แต่พลังวิญญาณในฐานะขุมพลังชนิดหนึ่งก็มีความอัศจรรย์ในตัวมันเอง วิญญาณจารย์สามารถยกระดับความแข็งแกร่งของร่างกายและพลังจิตได้ในระหว่างกระบวนการฝึกฝน และพวกที่มีวิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกาย ซึ่งร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นโดยธรรมชาติ ย่อมสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกผ่านการฝึกพลังวิญญาณ

หากร่างกายเช่นนั้นมาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ หยางมู่จินตนาการได้เลยว่ามันจะทรงพลังเพียงใด

"เรื่องเหล่านี้คงต้องรอหลังจากปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วจึงจะรู้ได้ ไม่รู้ว่าวิญญาณยุทธ์ของข้าจะเป็นสิ่งใดกัน?"

"หากเป็นวิญญาณยุทธ์ประเภทร่างกายคงจะดีที่สุด เพื่อที่ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติจะได้แสดงอานุภาพสูงสุดออกมาได้"

หยางมู่สะกดข่มความคาดหวังในใจ ก่อนจะย่อตัวลงเพื่อค้นหาบางอย่างในร่างของนกปีศาจสีมรกต หลังจากค้นหาร่างขนาดเท่าฝ่ามือของมันอยู่พักหนึ่ง เขาก็พบของบางอย่างจริงๆ

ที่ส่วนหัวของนกปีศาจสีมรกต หยางมู่คัดเอาชิ้นกระดูกสีมรกตขนาดเท่าหัวแม่มือออกมา กระดูกชิ้นน้อยนี้มีลักษณะดุจผลึกมรกต มันเปล่งแสงจางๆ ออกมา ทำให้ผู้ที่จ้องมองรู้สึกแสบตา

"มันคือกะโหลก" หยางมู่จ้องมองกระดูกวิญญาณในมือด้วยท่าทางสงบนิ่ง

"การหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายได้ แต่หลังจากหลอมรวมแล้ว มันจะส่งผลต่อพละกำลังเดิมของข้าหรือไม่?"

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหยางมู่ก็เก็บกระดูกวิญญาณนั้นไว้ก่อน เขาไม่อาจเสี่ยงทำลายการฝึกฝนของตนเองเพื่อหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณที่ยังไม่แน่ชัดนี้ได้

จบบทที่ บทที่ 2 วงแหวนวิญญาณ? ที่นี่คือโต้วหลัว!

คัดลอกลิงก์แล้ว