- หน้าแรก
- โต้วหลัว แค่ก้าวแรก ก็เหนือกว่าทั้งโลก
- บทที่ 3 ออกจากหุบเขา เทือกเขาจิ่งหยาง
บทที่ 3 ออกจากหุบเขา เทือกเขาจิ่งหยาง
บทที่ 3 ออกจากหุบเขา เทือกเขาจิ่งหยาง
บทที่ 3 ออกจากหุบเขา เทือกเขาจิ่งหยาง
"ไปกันเถอะวานรเฒ่า" หยางมู่เก็บกระดูกวิญญาณแล้วเดินไปข้างกายวานรขาวพลางเอ่ยขึ้น
"อู้ว!" วานรขาวส่งเสียงตอบรับสองคราก่อนจะเดินตามหลังหยางมู่ไป
"วานรเฒ่า ข้าตั้งใจจะไปจากที่นี่ในวันพรุ่งนี้ เจ้ามีความเห็นอย่างไรบ้าง" หยางมู่เดินนำหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"อู้ว..." วานรขาวส่งเสียงร้องอย่างหดหู่และเศร้าสร้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำนน
มันรู้ดีว่าหยางมู่ย่อมต้องจากสถานที่แห่งนี้ไปอย่างแน่นอน ไม่ว่ามันจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
"ข้าจะกลับมาหา เจ้าพักอยู่ที่นี่ก็จงระวังตัวให้ดี อย่าไปตอแยกับพวกอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งเข้าเล่า" หยางมู่กำชับ
วานรขาวพยักหน้าอย่างว่าง่าย หยางมู่จึงยื่นมือไปลูบขนของมัน แม้วานรขาวจะดูแลเขามาตั้งแต่ยังเยาว์ แต่เนื้อแท้ของมันกลับบริสุทธิ์และไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย
"วานรเฒ่าเองก็น่าจะเป็นอสูรวิญญาณเช่นกัน แม้เวลาจะผ่านไปสิบเอ็ดปีแล้ว แต่สำหรับอสูรวิญญาณ ช่วงเวลานี้อาจสั้นเพียงแค่การดีดนิ้วเท่านั้น"
หน้าผาสูงชันที่เกือบจะตั้งฉากกับพื้นโลกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์สีเขียวขจี
ในเวลานี้ เด็กหนุ่มในชุดหญ้ากำลังโหนเถาวัลย์เส้นหนา เขาอาศัยเถาวัลย์เหล่านั้นปีนป่ายขึ้นสู่เบื้องบนอย่างต่อเนื่อง ด้วยท่วงท่าอันคล่องแคล่วว่องไว ไม่นานนักเขาก็ปีนจากก้นบึ้งของหุบเขาที่ดูลึกสุดหยั่งขึ้นมาถึงยอดหน้าผาได้สำเร็จ
"ในที่สุดก็ขึ้นมาเสียที" หยางมู่ยืนอยู่ริมหน้าผาพลางกวาดสายตามองทัศนียภาพรอบกายแล้วทอดถอนใจ
หลังจากอาศัยอยู่ในหุบเขามานานถึงสิบเอ็ดปี ในที่สุดเขาก็ได้เห็นทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไปเสียที หยางมู่สังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว พบว่าขณะนี้ตนเองอยู่ในป่าทึบที่หนาแน่น ทว่ากลับไร้วัวแววของอสูรวิญญาณหรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดในบริเวณใกล้เคียง
"ที่นี่คือป่าอสูรวิญญาณอย่างนั้นหรือ"
"ไม่รู้ว่าที่นี่คือทวีปโต้วหลัวหรือทวีปสุริยันจันทรากันแน่ รีบออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า"
หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง หยางมู่ก็ยังไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อไป ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นมาจากระยะไกล ตามมาด้วยเสียงต้นไม้ล้มระเนระนาดอย่างต่อเนื่อง
"ช่วยด้วย!" เสียงร้องตื่นตระหนกของหญิงสาวดังแว่วมา
เมื่อได้ยินเสียง หยางมู่ก็หันขวับไปมองยังทิศตะวันตกของป่าทันที แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิด
"มีคนอยู่ตรงนั้น ลองไปดูเสียหน่อยเถอะ"
หยางมู่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การได้พบเจอผู้คนเป็นโอกาสอันดีที่จะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้
ในป่าทางทิศตะวันตก ห่างจากจุดที่หยางมู่อยู่ประมาณแปดร้อยเมตร หมาป่าเงินสองตัวที่มีขนาดลำตัวต่างกันชัดเจน ขนสีขาวเงินปกคลุมทั่วร่างดูแข็งแกร่งดุจโลหะ กำลังยืนคุมเชิงในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อปิดล้อมเหยื่อ
ผู้ที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางคือเด็กสาวอายุประมาณสิบสี่ถึงสิบห้าปี นางมีเส้นผมยาวสลากสีดำสนิท ผิวพรรณขาวผ่องละเอียดอ่อนราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้ ทว่าดวงตาอันสดใสคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
"วันนี้ข้าต้องมาตายที่นี่จริงๆ หรือ" เด็กสาวเห็นหมาป่าเงินค่อยๆ รุกคืบเข้ามาหา น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาคู่สวย
ทว่าในเทือกเขาจิ่งหยางแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดจะให้คำตอบแก่นางได้
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากำลังจะได้ไปหาพวกท่านแล้วใช่ไหม"
จวี๋จื่อคิดถึงบิดาที่สิ้นชีพในสมรภูมิและมารดาที่จากไปเพราะความโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก ความรู้สึกปลงตกสายหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจของนาง
"โฮก!" หมาป่าเงินตัวหนึ่งคำรามพร้อมโจนทะยานเข้าใส่จวี๋จื่อ
จวี๋จื่อหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง ในฐานะวิญญาณจารย์สายอาหาร นางย่อมไม่มีหนทางรับมือกับการโจมตีของหมาป่าเงินระดับพันปีได้เลย
สายลมพัดวูบผ่านใบหน้า นางคิดว่ากรงเล็บของหมาป่าเงินคงถึงตัวแล้ว จวี๋จื่อขมวดคิ้วด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทิ้ม ทว่าผ่านไปเนิ่นนาน การโจมตีกลับยังมาไม่ถึง
"กร๊อบ!"
เสียงกระดูกแตกหักดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงต้นไม้ล้มดังสนั่นในวินาทีต่อมา
"เกิด... เกิดอะไรขึ้น" จวี๋จื่อคิดในใจด้วยความสับสนพลางสดับฟังเสียงประหลาดที่เกิดขึ้น
จวี๋จื่อรวบรวมความกล้าลืมตาขึ้น และต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า
หมาป่าเงินระดับพันปีที่เพิ่งกระโจนเข้าใส่นางเมื่อครู่ บัดนี้กระเด็นไปไกลและชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ บนท้องของมันปรากฏรอยหมัดที่บุบยุบลงไปลึกจนเห็นกระดูกสีขาวโพลนด้านใน หมาป่าเงินตัวนั้นนอนหายใจรวยรินอยู่ใกล้ความตาย
เบื้องหน้านางมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดหญ้า ดูไม่ต่างจากคนป่า
หยางมู่ยืนหันหลังให้จวี๋จื่อ จ้องมองหมาป่าเงินอีกตัวที่เหลืออยู่อย่างระแวดระวัง หมาป่าตัวนี้มีลำตัวยาวกว่าสองเมตรและมีอายุตบะถึงสามพันปี
เมื่อครู่นี้ เขาพุ่งตัวออกมาจากด้านหลังหมาป่าเงินอีกตัว รวบรวมพลังทั้งหมดต่อยจนมันบาดเจ็บสาหัส ทว่ายังเหลือหมาป่าเงินที่แข็งแกร่งกว่าอีกตัวหนึ่ง
"นี่คือหมาป่าเงินอย่างนั้นหรือ" เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของอสูรวิญญาณทั้งสองตัว หยางมู่ก็นึกถึงคำบรรยายในต้นฉบับและคาดเดาในใจ
"หากเป็นเช่นนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าจะอยู่ในเทือกเขาจิ่งหยางของจักรวรรดิสุริยันจันทราเสียแล้ว"
เมื่อเห็นอสูรวิญญาณที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหมาป่าเงิน หยางมู่ก็เริ่มคาดคะเนตำแหน่งของตนเอง
"โฮก!" หมาป่าเงินที่เหลืออยู่ส่งเสียงขู่คำรามต่ำใส่หยางมู่ ทว่ามันก็มิกล้าผลีผลามวู่วาม
เพราะมันเพิ่งจะเห็นกับตาว่าหมัดของหยางมู่สามารถปลิดชีพหมาป่าเงินอีกตัวได้ในทันที
หลังจากคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง หมาป่าเงินก็พลันอ้าปากพ่นทรงกลมสีเงินออกมา
อสูรวิญญาณเช่นหมาป่าเงินนั้นมีธาตุครอบคลุมถึงหกธาตุ ได้แก่ น้ำ ไฟ ดิน ลม แสง และความมืด ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้เป็นธาตุใดก็ได้ ทำให้รับมือได้ยากยิ่ง
เมื่อหยางมู่เห็นรูปแบบการโจมตีของอสูรวิญญาณ เขาก็มั่นใจในตัวตนของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทันที
"หมาป่าเงินหกธาตุ แต่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับข้านัก"
แววตาของหยางมู่จดจ่อแน่วแน่ รูขุมขนทุกส่วนทั่วร่างเปิดออกในพริบตา พลังแห่งการรับรู้ถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด
วิชาฟังลมปราณไท่เก๊ก คือการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศที่เกิดจากการโจมตีของศัตรูผ่านรูขุมขน เพื่อหลบหลีกและจู่โจมกลับได้อย่างแม่นยำ
ทรงกลมแสงสีเงินที่หมาป่าเงินพ่นออกมาเปลี่ยนรูปร่างไปทันควัน กลายเป็นคมมีดสายลมสีเขียวห้าถึงหกเล่มพุ่งตรงเข้าหาหยางมู่
ความผันผวนของอากาศอันรุนแรงถูกหยางมู่ตรวจพบในทันที เขาใช้ขาทั้งสองข้างถีบส่งร่างทะยานขึ้นสู่ที่สูง คมมีดสายลมที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วล้วนบินผ่านใต้ฝ่าเท้าของเขาไปทั้งหมด
ในขณะที่อยู่กลางอากาศ หยางมู่สะบัดมือซัดเศษหินขนาดเล็กนับสิบชิ้นออกไปอย่างแรง พุ่งเข้าใส่หมาป่าเงินราวกับห่ากระสุน
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตี หมาป่าเงินก็พ่นทรงกลมแสงสีเงินออกมาจากปากพร้อมกันห้าถึงหกลูก ทรงกลมแสงเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นโล่ปฐพีเข้าปกคลุมร่างกายของมันไว้อย่างมิดชิด
เศษหินที่แฝงไปด้วยปราณหมุนวนพุ่งทะลวงผ่านโล่ปฐพีเหล่านั้น ทว่าหมาป่าเงินเตรียมการไว้แล้ว ทรงกลมแสงสีเงินอีกหลายลูกแปรเปลี่ยนเป็นโล่วารีเข้ามารับช่วงต่อ
เมื่อทะลวงผ่านโล่ปฐพีมาได้ พลังของเศษหินก็สลายไปมากแล้ว จึงถูกโล่วารีสกัดไว้ได้อย่างง่ายดาย
ในจังหวะนั้นเอง หยางมู่ก็ร่อนลงสู่พื้นดินเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เท้าแตะพื้น หยางมู่ก็เตะหินที่อยู่แทบเท้า หินสองก้อนที่เปี่ยมไปด้วยพลังพุ่งเข้าหาหมาป่าเงินอย่างรวดเร็ว หินเหล่านั้นทะลวงผ่านโล่วารีไปได้อย่างไม่ยากเย็น หมาป่าเงินอ้าปากตั้งท่าจะโจมตีกลับ ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว
หินทั้งสองก้อนกระแทกเข้าที่หัวของหมาป่าเงินอย่างจัง ทำให้มันส่งเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด
เลือดพุ่งกระฉูดออกจากหน้าผากของหมาป่าเงิน หยางมู่ใช้เท้าหลังถีบพื้น ส่งแรงสะท้อนพุ่งเข้าใส่หมาป่าเงินเบื้องหน้าอย่างดุดัน
ลมปราณทั่วร่างถูกรวมไว้ที่จุดเดียว หมัดของเขาพุ่งออกไปดุจลูกปืนใหญ่ เสียงระเบิดดังก้องในชั้นบรรยากาศ
"กร๊อบ!"
หัวของหมาป่าเงินแตกกระจายราวกับลูกแตงโม ร่างของมันล้มพับลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
"เรียบร้อย" หยางมู่มองซากศพบนพื้นแล้วผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"หมาป่าเงินตัวนี้ยาวกว่าสองเมตร คล้ายกับตัวที่ฮั่วอวี่เฮ่าเคยเจอตอนมาที่เทือกเขาจิ่งหยางครั้งแรก ดังนั้นอายุตบะของมันก็น่าจะอยู่ที่ประมาณสามพันปี" หยางมู่รำพึงในใจ
การที่เขาสามารถเอาชนะหมาป่าเงินอายุสามพันปีตัวนี้ได้ ทำให้หยางมู่เริ่มเข้าใจระดับความแข็งแกร่งของตนเองในปัจจุบัน
พลังของเขาน่าจะอยู่ระหว่างอัครวิญญาณจารย์ระดับสูงไปจนถึงปรมาจารย์วิญญาณระดับกลาง หากเป็นการต่อสู้ระยะประชิด พลังระเบิดของเขาจะยิ่งรุนแรงกว่านี้มาก เพราะอย่างไรเสีย วิญญาณจารย์ในทวีปโต้วหลัวก็มักจะมีความชำนาญเฉพาะด้านเกินไป
"ต่อไป ก็คือนาง" หยางมู่หันไปมองจวี๋จื่อที่กำลังตกตะลึงจนพูดไม่ออก