- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 41 จวนเก้าสังหาร
ตอนที่ 41 จวนเก้าสังหาร
ตอนที่ 41 จวนเก้าสังหาร
สวีโส่วอี้ในฐานะแม่ทัพรักษาการณ์ แม้จะมีอำนาจล้นฟ้าในเมืองหลีเฉิง ทว่าก็ไม่อาจครอบงำทุกสิ่งได้ อย่างเช่นภายในสำนักยุทธ์ เขาก็ยากที่จะยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย
ยามที่เขาได้รับข่าวว่าผู้พิทักษ์กฎเกาเดินทางมายังเมืองหลีเฉิง และอู๋หยวนสามารถยกศิลาทดสอบหนักหมื่นชั่งได้ เวลาก็ล่วงเลยมาจนดึกดื่นแล้ว
ทันทีที่ทราบข่าว เขาก็รีบรุดไปหาอาจารย์ใหญ่จางต๋าทันที
ทว่ากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบ
อาจารย์ใหญ่จางต๋าอย่าว่าแต่ออกมาอธิบายกับเขาเลย แม้แต่หน้าก็ไม่ยอมให้พบ ซ้ำยังส่งคืน 'โอสถบำรุงปราณ' ที่เขามอบให้ก่อนหน้านี้กลับมาโดยตรง
ไม่ยอมให้พบ เพียงท่าทีเช่นนี้ก็อธิบายทุกสิ่งได้เป็นอย่างดีแล้ว
นี่คือการตัดหางปล่อยวัด
"อู๋หยวน เพียงแค่ยกหินยักษ์หนักหมื่นชั่งได้จริงๆ หรือ" สวีโส่วอี้รู้สึกคลางแคลงใจ "ลำพังแค่ยกหินยักษ์หนักหมื่นชั่งได้ ไม่น่าจะทำให้จางต๋าหวาดกลัวถึงเพียงนี้"
อายุสิบสี่ปีมีพละกำลังหมื่นชั่งแล้วอย่างไร
พรสวรรค์เช่นนี้นับว่าไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง หากเติบโตตามปกติ แทบจะการันตีได้เลยว่าจะต้องกลายเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศอย่างแน่นอน
ทว่านั่นก็เป็นเรื่องในอีกสิบกว่าปีให้หลังเป็นอย่างน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการเติบโตของผู้ฝึกยุทธ์ การขัดเกลาผ่านความเป็นความตาย การท่องไปในใต้หล้า อาการบาดเจ็บล้มตายย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา
"ต่อให้กลายเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศได้จริงๆ แล้วอย่างไร อย่างเกาอวี่ผู้นั้น แม้จะจัดอยู่ในระดับแข็งแกร่งเป็นพิเศษในหมู่ยอดฝีมือชั้นเลิศ และเข้าใกล้ระดับยอดฝีมือชั้นยอดมากก็ตามที" สวีโส่วอี้รำพึงในใจ "แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกล้าลงมือสังหารแม่ทัพรักษาการณ์อย่างข้าตามอำเภอใจ"
"ข้ายังมีท่านอาจารย์คอยคุ้มครอง"
"ข้ายังมีโอกาสทะลวงผ่านขอบเขต ในภายภาคหน้า ข้าใช่ว่าจะไม่อาจกลายเป็นยอดฝีมือชั้นเลิศได้" สวีโส่วอี้ยังคงมีความมั่นใจในการทะลวงผ่านขอบเขตของตนเองอยู่บ้าง
ยิ่งสมรรถภาพทางกายสูงส่งเพียงใด ความเสื่อมถอยของร่างกายก็ยิ่งเชื่องช้าลงเท่านั้น อย่างเช่นยอดฝีมือชั้นสูงหรือยอดฝีมือชั้นเลิศ โดยทั่วไปแล้วจะต้องอายุล่วงเลยหกสิบปีไปแล้วจึงจะเริ่มแก่ชราอย่างเห็นได้ชัด หากไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส การมีอายุยืนยาวถึงร้อยปีล้วนเป็นเรื่องปกติ
ส่วนระดับปรมาจารย์ทำเนียบปฐพี แม้จะมีอายุยืนยาวถึงร้อยปี ร่างกายและพลังชีวิตก็ยังคงอยู่ในจุดสูงสุด เพียงแต่เมื่อได้รับบาดเจ็บแล้วจะฟื้นตัวช้าลงบ้างก็เท่านั้น
"ทุกสิ่งล้วนอธิบายได้เพียงว่า พรสวรรค์ของอู๋หยวนไม่ได้มีเพียงเท่าที่แสดงออกมา แต่ยังน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น" สวีโส่วอี้คาดเดา
นั่นยิ่งทำให้เขากลัดกลุ้มใจมากขึ้นไปอีก
จะทำเช่นไรดี
"ความแค้น เมื่อผูกปมแล้ว ย่อมยากจะคลี่คลาย ทางเลือกหนึ่งคือข้ายอมรับผิดต่อสำนัก" สวีโส่วอี้ครุ่นคิดเงียบๆ "แต่การแทรกแซงการประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์ มีโทษถึงตาย ต่อให้ยอมรับผิดโดยดี ต่อให้ท่านอาจารย์ออกหน้าช่วยเหลือ เกรงว่าคงต้องถูกจองจำไปตลอดชีวิต ตระกูลต้องล่มสลาย"
เส้นทางสายนี้ สวีโส่วอี้ยินยอมที่จะเดินกระนั้นหรือ
"อีกทางเลือกหนึ่งคือ ประวิงเวลา พนันว่าจางต๋าจะไม่ยอมปริปาก พนันว่าสำนักจะสืบสาวราวเรื่องไม่ได้ พนันว่าอู๋หยวนจะไม่มีความสามารถในการล้างแค้นในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังไอ้สวะเจียงตงเชวียนั่นด้วย"
เส้นทางสายนี้ พูดตามตรงก็คือนั่งรอความตาย นั่นไม่ใช่สไตล์ของสวีโส่วอี้
"ฆ่าทิ้งเสีย" นัยน์ตาของสวีโส่วอี้ทอประกายสังหารดุดัน "อู๋หยวนคือตัวการสำคัญ ขอเพียงสังหารอู๋หยวนได้ ลำพังแค่ตระกูลอู๋ จะพลิกฟ้าได้เชียวหรือ"
"ทว่า"
"ไม่อาจเคลื่อนย้ายกองทัพหนานเมิ่งได้ แม้แต่กองกำลังคุ้มกันส่วนตัวของตระกูลข้าก็ห้ามขยับ" สวีโส่วอี้หลับตาครุ่นคิด "อู๋หยวน ตอนนี้กำลังเป็นที่จับตามองของสำนัก หากเขาตายตก สำนักยุทธ์ต้องคลุ้มคลั่งอย่างแน่นอน ห้ามทิ้งร่องรอยไว้แม้แต่น้อย"
"หากสืบสาวมาถึงตัวข้า ข้าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
เมื่อสวีโส่วอี้คิดมาถึงจุดนี้ เขาก็ลืมตาขึ้น
"หลิ่วเยี่ย"
ปัง ประตูโถงตำหนักเปิดออก หลิ่วเยี่ยเดินเข้ามาพร้อมโค้งคำนับเล็กน้อย "ท่านแม่ทัพ"
"ยกเลิกแผนการลอบสังหารอู๋หยวน" สวีโส่วอี้กล่าวเสียงแผ่ว "ยกเลิกแผนการทั้งหมดที่พุ่งเป้าไปที่ตระกูลอู๋ ทำลายหลักฐานทิ้งให้หมด"
"ยกเลิกทั้งหมดหรือ" หลิ่วเยี่ยผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบ "รับทราบขอรับ"
แม้เขาจะไม่ทราบเหตุผล แต่ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
"ถอยไปเถิด ไปเรียกพ่อบ้านสวี่มา" สวีโส่วอี้กล่าว
หลิ่วเยี่ยถอยออกไป
ไม่นานนัก พ่อบ้านสวี่ก็เดินทางมาถึงโถงตำหนัก ในขณะนี้ มีบ่าวไพร่เข้ามาทำความสะอาดโถงตำหนักจนหมดจดแล้ว
"ไปเตรียมเงินหนึ่งหมื่นตำลึง พรุ่งนี้เช้าตรู่ ให้นำไปมอบให้แก่ตระกูลอู๋ที่อู๋หยวนสังกัดอยู่" สวีโส่วอี้กล่าวช้าๆ "ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่อู๋หยวนได้เข้าสู่สำนัก"
"เงินหนึ่งหมื่นตำลึง มอบให้ตระกูลอู๋หรือ" พ่อบ้านสวี่ตื่นตระหนกเช่นกัน เงินก้อนโตถึงเพียงนี้ กลับมอบให้ดื้อๆ เลยหรือ
"ถอยไปเถิด" สวีโส่วอี้ไม่อธิบายสิ่งใด
พร้อมทั้งไล่กองกำลังคุ้มกันและบ่าวไพร่ทั้งหมดออกไป
ภายในโถงตำหนัก
เหลือเพียงสวีโส่วอี้ผู้เดียว เขามั่นใจว่ารอบด้านไร้ผู้คน จึงเดินเข้าไปในห้องโถงด้านข้าง ดึงช่องลับออกมาและหยิบชุดสีดำสนิทชุดหนึ่งออกมาจากด้านใน
เขาสวมใส่มัน โดยเปิดเผยเพียงดวงตาทั้งสองข้าง
จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องโถงด้านข้างอีกห้องหนึ่ง หยิบตั๋วทองทั้งหมดและตั๋วเงินกว่าครึ่งออกมาจากหีบใบใหญ่โดยตรง
การเป็นแม่ทัพ ต้องเลี้ยงดูผู้มาเยือน ต้องซื้อใจเหล่าทหารหาญใต้บังคับบัญชา อีกทั้งยังต้องบำเรอความสุขให้ตนเอง ล้วนต้องใช้เงินทองทั้งสิ้น
"ช่างไม่ยินยอมพร้อมใจเอาเสียเลย"
"แม่ทัพรักษาการณ์ประจำเขตผู้สง่างามอย่างข้า กลับต้องเป็นฝ่ายไปขอร้องขุมกำลังในเงามืดเชียวหรือ" สวีโส่วอี้ทอดถอนใจ
เขาตระหนักดีว่า การกระทำเช่นนี้ต้องแลกมาด้วยราคาค่างวดที่สูงลิ่ว ทว่านี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
จัดเตรียมทุกสิ่งเสร็จสิ้น
ดับตะเกียง
"ข้าต้องการพักผ่อน หากไม่มีคำสั่งของข้า ห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนเด็ดขาด" สวีโส่วอี้ออกคำสั่ง
"รับทราบ" องครักษ์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไกลรีบรับคำ
จากนั้น
สวีโส่วอี้ก็กลายร่างเป็นเงาดำมืด กลืนหายไปกับความมืดมิด หลบเลี่ยงการคุ้มกันอันแน่นหนาของจวนแม่ทัพไปอย่างเงียบเชียบ
ในฐานะยอดฝีมือชั้นสูง อีกทั้งยังคุ้นเคยกับการจัดวางกำลังทั้งหมดในจวนแม่ทัพเป็นอย่างดี เหล่าองครักษ์ในจวนแม่ทัพย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้
ตลอดรายทาง เขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันเปลี่ยวร้าง
จนกระทั่งมาถึงทางใต้ของเมือง
...สถานที่แห่งนี้คือโรงเตี๊ยมที่ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย โคมไฟสีแดงสดหน้าประตูหลุดร่วงไปหนึ่งดวง ส่วนอีกลูกก็สกปรกมอมแมม แสงไฟสลัวเลือนลางราวกับจะดับมอดลงได้ทุกเมื่อ ดูซอมซ่อทรุดโทรมยิ่งนัก
ผู้ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง
คงคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงโรงเตี๊ยมร้างเท่านั้น
ทว่าบุคคลระดับสูงบางคนในเมืองหลีเฉิง กลับล่วงรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของมันเป็นอย่างดี
ที่นี่คือหนึ่งในจุดนัดพบของจวนเก้าสังหารในเมืองหลีเฉิง
"จวนเก้าสังหารหรือ" สวีโส่วอี้ในชุดดำสนิทจ้องมองโคมไฟสีแดงสดดวงนั้น ภายในใจยังคงแฝงความคลางแคลงอยู่บ้าง
ใช่ที่นี่จริงหรือ
ทว่าเมื่อเขาทบทวนข้อมูลที่ได้รับมาอย่างละเอียด ก็ไม่น่าจะผิดพลาดแต่อย่างใด
นี่คือองค์กรก่อการร้าย ขุมกำลังในเงามืดที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วหล้า สืบทอดมาอย่างยาวนานนับพันปี สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้คนจนฟ้าดินยังต้องพิโรธ ยอดฝีมือทำเนียบสวรรค์ในหลายยุคหลายสมัยต่างต้องการกำจัดมันทิ้ง
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเคยทำสำเร็จเลยสักครา
ตราบจนถึงทุกวันนี้ มีเพียงภายในจักรวรรดิต้าจิ้นอันทรงอำนาจไร้เทียมทานเท่านั้น ที่จวนเก้าสังหารยอมเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างถึงที่สุด
ส่วนในอาณาจักรหรือดินแดนของสำนักใหญ่อื่นๆ เล่า
ล้วนมีจุดนัดพบของจวนเก้าสังหารตั้งอยู่ทั้งสิ้น
ขุมกำลังแต่ละฝ่ายต่างไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนกับขุมกำลังในเงามืดระดับนี้ ตราบใดที่จวนเก้าสังหารไม่กระทำการล้ำเส้นจนเกินไป ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
สวีโส่วอี้เร้นกาย
ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม
"นายท่านโปรดหยุดเท้าก่อน ร้านของเราปิดทำการแล้ว เชิญท่านไปดื่มสุราที่ร้านอื่นเถิด" เสี่ยวเอ้อสวมชุดผ้าป่านหยาบเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม ทว่ากลับเป็นการเอ่ยปากไล่แขก
"เก้าชั้นฟ้าแปดทิศาล้วนคือผู้มาเยือน เหตุใดจึงมีธรรมเนียมปิดทำการเล่า" สวีโส่วอี้กล่าวเสียงแผ่ว
"หมื่นจวนพันสังหารล้วนเพื่อเงินทอง ไม่ทราบว่านายท่านมาเพื่อแขวนป้ายแดงหรือรับป้ายแดงเล่า" เสี่ยวเอ้อยังคงรักษากิริยานอบน้อมไว้เช่นเดิม
"แขวนป้ายแดง" สวีโส่วอี้เอื้อนเอ่ยสองคำ
แขวนป้ายแดง คือการตั้งค่าหัว
รับป้ายแดง คือนักฆ่ารับภารกิจ
"คลื่นโลกีย์ม้วนตลบ ไม่ทราบว่านายท่านมาจากเส้นทางสายใดเล่า" เสี่ยวเอ้อเอ่ยถามอีกครา
"ทองแดง" สวีโส่วอี้พลิกฝ่ามือ เผยให้เห็นป้ายคำสั่งพิเศษที่ดูคล้ายทำจากทองแดงอยู่กลางฝ่ามือ
ด้านหน้าป้ายคำสั่งสลักลวดลายทิวเขา ซีกหลังกลับสลักอักษร 'สังหาร' อันดุดันน่าเกรงขาม
จวนเก้าสังหารคือขุมกำลังในเงามืดระดับสูงสุด มิใช่ว่าผู้ใดนึกอยากจะมาตั้งค่าหัวแขวนป้ายแดงก็มาได้ จำเป็นต้องมีสถานะที่สูงส่งมากพอ หรือพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังฝีมือของตนเอง
ในฐานะแม่ทัพรักษาการณ์ประจำเขต สวีโส่วอี้ได้รับ 'ป้ายสังหารทองแดง'
นี่คือป้ายคำสั่งระดับต่ำที่สุด
"นายท่านโปรดเดินออกประตูไปทางซ้าย นับจากหัวมุมเป็นร้านค้าห้องที่ยี่สิบเอ็ด ขึ้นไปชั้นบน จะมีผู้รับผิดชอบเรื่องแขวนป้ายแดงต้อนรับท่านเอง" เสี่ยวเอ้อตรวจสอบป้ายคำสั่งจนแน่ใจว่าเป็นของจริง
สวีโส่วอี้พยักหน้ารับ
เขาเข้าใจในทันทีว่า โรงเตี๊ยมซอมซ่อแห่งนี้ เป็นเพียงจุดพักรับรองของจวนเก้าสังหารเท่านั้น
เดินออกจากประตู มุ่งหน้าต่อไป
เมื่อไปถึงตามคำชี้แนะ ผลักประตูเข้าไปและขึ้นชั้นบน
บนชั้นสอง มีเพียงห้องหับเล็กๆ เพียงห้องเดียว
ท่ามกลางความมืดมิด มีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ลางๆ เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนมีเพียงแววตาอันเย็นชาคู่นั้น
"แขวนป้ายแดง โปรดบอกเล่าสถานะอย่างละเอียดของผู้ถูกล่าในโลกีย์ ตลอดจนข้อมูลทุกอย่างที่ท่านล่วงรู้ และสุดท้ายจงแจ้งความประสงค์เพิ่มเติมของท่านมา" สตรีผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ข้าต้องการสังหารอู๋หยวนแห่งตระกูลอู๋ที่สังกัดร้านขายผ้าอู๋ซิง อายุสิบสี่ปี เป็นศิษย์สำนักยุทธ์ประจำเขต" สวีโส่วอี้กล่าวอย่างรวดเร็ว "เขาน่าจะมีพลังฝีมือระดับอาจารย์ยุทธ์..."
สวีโส่วอี้บอกเล่าข้อมูลที่ตนล่วงรู้จนหมดสิ้น
"ข้าหวังว่า เบาะแสที่จะหลงเหลือไว้หลังจากการสังหารอู๋หยวน จะชี้เป้าไปที่ฝีมือของ 'จักรวรรดิต้าจิ้น'" สวีโส่วอี้กล่าว
ยามที่สำนักสืบสวน จำเป็นต้องมีแพะรับบาป ผู้ใดเหมาะสมที่สุดเล่า สิ่งแรกที่สวีโส่วอี้นึกถึงก็คือจักรวรรดิต้าจิ้น
สตรีผู้นั้นรับฟังพลางจรดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ
"โปรดรอสักครู่"
"ทางเราจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งยืนยันจำนวนเงินสำหรับการแขวนป้ายแดงในท้ายที่สุด" สตรีผู้นั้นกล่าวพลางยื่นแผ่นกระดาษเข้าไปในความมืดเบื้องหลัง
เกิดเสียงสวบสาบขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
เนิ่นนานทีเดียว
ในยามที่สวีโส่วอี้เริ่มจะหมดความอดทน ในที่สุดก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นออกมาจากความมืดส่งให้แก่สตรีผู้นั้น
นางรับมาปรายตามอง
"ก่อนที่ข้าจะเสนอราคา จำเป็นต้องจ่ายเงินหนึ่งร้อยตำลึงเสียก่อน" สตรีผู้นั้นกล่าวเสียงแผ่ว
"จ่ายก่อนงั้นหรือ" สวีโส่วอี้ขมวดคิ้ว
"นี่คือกฎ" สตรีผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ล้วนต้องสิ้นเปลืองเวลาและแรงกาย"
สวีโส่วอี้กัดฟันกรอด ยื่นตั๋วเงินออกไปหนึ่งใบ
แม้เขาจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ภายในใจก็อดไม่ได้ที่จะลอบสบถคำว่า 'หน้าเลือด' ออกมา
เมื่อรับตั๋วเงินไปแล้ว สตรีผู้นั้นก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมา "หากต้องการสังหารอู๋หยวนตามความประสงค์ของท่าน ราคาคือสองแสนตำลึง"
"สองแสนตำลึงหรือ" สวีโส่วอี้เบิกตากว้าง น้ำเสียงเจือความเดือดดาลอยู่บ้าง "ว่าจ้างยอดฝีมือชั้นต้นผู้หนึ่ง ยังใช้เงินเพียงพันตำลึง การสังหารอาจารย์ยุทธ์ผู้หนึ่ง จะยากเย็นเพียงใดเชียว ถึงกับต้องใช้เงินทองมากมายปานนี้"
เขาเตรียมใจที่จะจ่ายค่าตอบแทนในระดับหนึ่งมาแล้ว
ทว่าเงินสองแสนตำลึงนั้นเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก จำนวนเงินขนาดนี้มากพอที่จะว่าจ้างยอดฝีมือชั้นเลิศได้สบายๆ
"สังหารอู๋หยวน ไม่ใช่เรื่องยาก"
น้ำเสียงของสตรีผู้นั้นปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ "ที่ยากก็คือ จะปลอมแปลงหลักฐานเช่นไร จะทำเช่นไรเพื่อไม่ให้สำนักเหิงอวิ๋นล่วงรู้"
ข่าวที่อู๋หยวนจะถูกเรียกตัวเป็นกรณีพิเศษเพิ่งแพร่งพรายออกไปได้ไม่นาน ทว่าจวนเก้าสังหารกลับรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว
ที่ต้องเรียกราคาถึงสองแสนตำลึง สาเหตุหลักก็คือสำนักเหิงอวิ๋น
ความเสี่ยงที่แฝงอยู่เบื้องหลังนั้นมหาศาลยิ่งนัก
ต้นทุนในการลอบสังหารอู๋หยวนของจวนเก้าสังหารอาจจะใช้เงินเพียงหมื่นตำลึง
ทว่าหากอู๋หยวนตายตก แล้วสำนักเหิงอวิ๋นสืบพบว่าเป็นฝีมือของจวนเก้าสังหาร ย่อมต้องกวาดล้างจุดนัดพบของจวนเก้าสังหารภายในอาณาเขตอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้น ความเสียหายย่อมไม่ต่ำกว่าล้านตำลึงเป็นแน่
ดังนั้น
ราคาประเมินสุดท้ายจึงอยู่ที่สองแสนตำลึง
"สองแสนตำลึงหรือ แพงเกินไป หน้าเลือดเกินไปแล้ว" สวีโส่วอี้ส่ายหน้า เขามีทรัพย์สินไม่น้อย ตามหลักแล้วย่อมจ่ายไหว
ทว่าทรัพย์สินเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในเวลาอันสั้น
ยิ่งไปกว่านั้น
ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือคำพูดที่ว่า ต้องทนต่อการตรวจสอบในภายหลังได้
หากแปลงทรัพย์สินทั้งหมดเป็นเงินสดเพื่อนำมาใช้จ่าย เมื่อสำนักทำการสืบสวนเรื่องนี้และจัดให้เขาเป็นผู้ต้องสงสัย เขาจะอธิบายเช่นไรเล่า
"หนึ่งแสนสองหมื่นตำลึง นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าสามารถจ่ายได้" สวีโส่วอี้กัดฟันกล่าว
"จวนเก้าสังหารของเรา รับแขวนป้ายแดงและรับป้ายแดงเท่านั้น ไร้ซึ่งการต่อรองราคา" สตรีผู้นั้นกล่าวเสียงเรียบ "หากเงินทองไม่มากพอ เชิญลงไปชั้นล่างเถิด"