เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 มือดาบ การทดลอง

ตอนที่ 29 มือดาบ การทดลอง

ตอนที่ 29 มือดาบ การทดลอง


"อู๋หยวน" ผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงยังคงคิดจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม

"ผู้นำตระกูล" อู๋หยวนเอ่ยขัดขึ้นโดยตรง "ข้าเข้าใจความหมายของท่าน ตระกูลหลักก็คือตระกูลอู๋เช่นกัน หากข้าเดินทางไปที่นั่นพวกเขาย่อมต้องให้ความสำคัญและมอบทรัพยากรจำนวนมหาศาลให้ข้าใช้บ่มเพาะ ย่อมดีกว่าข้าบ่มเพาะเพียงลำพัง"

"แล้วเหตุใดเจ้าจึง?" อู๋ฉี่หมิงไม่เข้าใจ

"ข้าเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวาย" อู๋หยวนส่ายหน้าพร้อมกล่าว "ห่างจากการประลองใหญ่ของสำนักยุทธ์ในปีหน้าเหลือเวลาอีกเพียงเก้าเดือนกว่า ต่อให้ไปที่ตระกูลหลักแล้วพวกเขาจะมอบทรัพยากรให้ข้าได้มากน้อยเพียงใดกัน?"

"หากน้อยไปก็ไร้ประโยชน์ต่อข้า"

"หากมากไปเกรงว่าภายในตระกูลหลักคงเกิดข้อพิพาทขึ้นมาและคงไม่ใช่ทุกคนที่จะต้อนรับข้า แล้วจะหาเหาใส่หัวไปไย?" อู๋หยวนกล่าว "สู้รอให้ถึงเวลานั้นแล้วมุ่งหน้าไปทดสอบเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่โดยตรงไม่ดีกว่าหรือ"

"ทรัพยากรของตำหนักอวิ๋นอู่ก็มีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน" อู๋ฉี่หมิงขมวดคิ้ว "ทว่าในอีกหลายปีข้างหน้าตระกูลหลักย่อมสามารถสนับสนุนการบ่มเพาะของเจ้าได้"

"ผู้นำตระกูล สำหรับการบ่มเพาะวิถียุทธ์นั้นทรัพยากรเป็นเพียงเรื่องรอง ตัวเราเองต่างหากที่สำคัญที่สุด" อู๋หยวนหัวเราะ "ยิ่งไปกว่านั้นทรัพยากรที่จำกัดของตำหนักอวิ๋นอู่นั้นมีไว้สำหรับศิษย์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากข้าโดดเด่นมากพอเล่า?"

"เวลาผ่านไปเพียงสามเดือนกว่าข้าก็มีความแข็งแกร่งระดับอาจารย์ยุทธ์แล้ว"

"อีกเก้าเดือนข้างหน้าผู้ใดจะรู้ว่าข้าไม่อาจก้าวหน้าไปได้อีกขั้น? เมื่อถึงเวลานั้นหากได้รับการสนับสนุนที่ดีที่สุดจากสำนักโดยตรงจะไม่ดีกว่าหรือ?" อู๋หยวนยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

ความแข็งแกร่งในร่างนี้เมื่อถึงระดับหนึ่งย่อมต้องเปิดเผยออกมา ตัวเขาเองก็ยังมีความคิดที่จะท้าทายจุดสูงสุดของวิถียุทธ์แห่งโลกใบนี้!

ยิ่งไปกว่านั้นการเดินทางไปยังภูเขาจิ่วอวิ๋นก็ทำให้อู๋หยวนเริ่มมีความคิดที่จะเข้าร่วมกับขุมกำลังขนาดใหญ่

การเข้าสู่สำนักเหิงอวิ๋นก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลว

"ก้าวหน้าไปอีกขั้นงั้นหรือ?" รูม่านตาของอู๋ฉี่หมิงหดเกร็งเล็กน้อย

เขาทราบดีว่าสิ่งที่บุคคลระดับสูงของตระกูลอู๋เปิดเผยออกไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งของอู๋หยวนเท่านั้น ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนตกตะลึงแล้ว

ก้าวหน้าไปอีกขั้นก็คือยอดฝีมือเข้าทำเนียบงั้นหรือ?

ยอดฝีมือเข้าทำเนียบในวัยสิบห้าปีงั้นหรือ? อู๋ฉี่หมิงเพียงแค่คิดก็รู้สึกหวาดหวั่นแล้ว

สัญชาตญาณของเขารู้สึกว่าอู๋หยวนค่อนข้างจะหยิ่งผยอง ทว่าเมื่อนึกถึงการกระทำอันสุขุมรอบคอบของอีกฝ่ายรวมถึงความเร็วในการก้าวหน้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธโดยตรง

เนิ่นนานให้หลัง

"ตกลง" อู๋ฉี่หมิงพลันกล่าวด้วยความทอดถอนใจ "อู๋หยวน เจ้าเป็นคนมีความคิดเป็นของตนเองมาโดยตลอด เรื่องการบ่มเพาะต่อจากนี้ไปก็ให้เจ้าตัดสินใจเองเถิด หากมีเรื่องใดที่ต้องการให้ตระกูลช่วยเหลือก็จงเอ่ยปากมาได้เลย"

"อีกอย่างหนึ่ง"

"นับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ตระกูลจะมอบเงินให้เจ้าเดือนละหนึ่งพันตำลึงจนกว่าเจ้าจะเข้าสู่ตำหนักอวิ๋นอู่" อู๋ฉี่หมิงกล่าวเสียงขรึม "เจ้าจะใช้จ่ายอย่างไรก็ให้เจ้าตัดสินใจเอง ภายในตระกูลจะไม่ก้าวก่าย"

"ผู้นำตระกูล เช่นนี้ออกจะมากเกินไป..." อู๋หยวนขมวดคิ้ว

"อย่าได้ปฏิเสธ!" อู๋ฉี่หมิงถลึงตา "เงินหนึ่งพันตำลึงนี้ไม่ใช่ความตั้งใจของข้าเพียงคนเดียว แต่เป็นผลสรุปจากการหารือของบุคคลระดับสูงทั้งตระกูล อย่าได้รังเกียจว่าน้อยไปเลย นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่ตระกูลจะสามารถช่วยเหลือเจ้าได้แล้ว"

"การช่วยเหลือนี้ก็ไม่ได้ให้เปล่าแต่อย่างใด รอจนวันข้างหน้าที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ก็จงอย่าลืมตอบแทนตระกูลด้วย" อู๋ฉี่หมิงกล่าวเสริม

อู๋หยวนมองไปยังผู้นำตระกูลที่เต็มไปด้วยบาดแผลทั่วร่างทว่ากลับมีสีหน้าจริงจัง

เขาพลันตระหนักได้ในทันทีว่าหากไม่รับเงินก้อนนี้เอาไว้ เกรงว่าจะทำให้ผู้นำตระกูลต้องเป็นกังวลและเกิดความคลางแคลงใจจริงๆ

"ตกลง ผู้นำตระกูล ข้าจะรับไว้" อู๋หยวนตอบตกลง

"เช่นนี้สิถึงจะถูก" อู๋ฉี่หมิงเผยรอยยิ้มออกมา

……

หลังจากที่อู๋หยวนจากเรือนบรรพชนไปแล้ว ภายในห้องของผู้นำตระกูลอู๋ฉี่หมิงก็ต้อนรับผู้คนกลุ่มใหญ่ อู๋หลง ท่านอู๋หก อู๋ตงเย่าและคนอื่นๆ ล้วนรวมอยู่ในนั้น

"อู๋หยวนไม่เต็มใจที่จะเดินทางไปยังตระกูลหลัก" อู๋ฉี่หมิงกล่าวเสียงเบา

"จริงหรือ?"

"ดี!"

"น่าเสียดายอยู่บ้าง" สีหน้าของผู้คนมากมายล้วนแตกต่างกันไป บางคนดูคล้ายกับยกภูเขาออกจากอก บางคนก็ดูเสียดายอยู่บ้าง

"ผลดีผลเสีย ข้าล้วนอธิบายให้อู๋หยวนฟังอย่างชัดเจนแล้ว"

สายตาของอู๋ฉี่หมิงกวาดมองผู้คนทั้งหมด "ทว่าอู๋หยวนเด็กคนนี้เป็นคนให้ความสำคัญกับความผูกพัน เขาไม่เต็มใจที่จะย้ายชื่อในผังตระกูลเข้าสู่ตระกูลหลัก"

"นี่คือสิ่งที่เขาเสียสละเพื่อตระกูลของพวกเรา"

"ต่อจากนี้ไป ข้าไม่หวังว่าจะได้ยินเสียงคัดค้านใดๆ จากภายในตระกูลอีก" น้ำเสียงของอู๋ฉี่หมิงเฉียบขาด

"ฮ่าฮ่า ผู้นำตระกูลโปรดวางใจ" ท่านอู๋หกที่มีหนวดเคราขาวโพลนหัวเราะ "พวกเราล้วนมีสายตาไม่เฉียบแหลมเท่าผู้นำตระกูล เป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้นำตระกูลอย่างเต็มที่ จึงสามารถรอจนถึงวันที่อู๋หยวนสั่งสมพลังรอวันผงาดได้"

"ไม่เข้าสู่ตระกูลหลัก เช่นนั้นรอให้อู๋หยวนแข็งแกร่งขึ้น ตระกูลอู๋แห่งเมืองหลีเฉิงของพวกเราก็ถูกกำหนดให้ต้องผงาดขึ้นอย่างแน่นอน" อู๋ตงเย่าหัวเราะ

"ในวันข้างหน้า ตระกูลสายรองของพวกเราก็สามารถกลายเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลหลักได้เช่นกัน" มีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น

เมื่อตระกูลใหญ่แตกกิ่งก้านสาขา แม้จะร่วมสายเลือดเดียวกัน ทว่าหากตระกูลหลักให้ความช่วยเหลือแก่ตระกูลสายรองไม่มากพอและมีอำนาจควบคุมไม่แข็งแกร่งพอ การตีตัวออกห่างจากกันย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดั่งสุภาษิตที่ว่า 'รุ่นหนึ่งชิดใกล้รุ่นสองญาติมิตร รุ่นสามรุ่นสี่ห่างเหินจนไร้ตัวตน'

ภายในตระกูลอู๋แห่งเมืองหลีเฉิง มีผู้คนจำนวนมากไม่ได้สนใจตระกูลอู๋แห่งหนานเมิ่งเลย พวกเขาเพียงแค่รู้สึกว่านั่นเป็นนามเรียกขานอันแสนห่างไกลเท่านั้น

……

"ตระกูลอู๋แห่งหนานเมิ่งงั้นหรือ?" อู๋หยวนส่ายหน้าเล็กน้อย

ตัวเขามีความรู้สึกผูกพันกับตระกูลอู๋แห่งเมืองหลีเฉิง

สิ่งนี้มีจุดกำเนิดมาจากคำสอนสั่งอันล้ำค่าของบิดาในความทรงจำ มีจุดกำเนิดมาจากการช่วยเหลือเกื้อกูลของตระกูลที่มีต่อมารดาผู้เป็นหม้ายและลูกกำพร้าอย่างเขามาหลายปี และมีจุดกำเนิดมาจากการชี้แนะของผู้นำตระกูลที่มีต่อเขามาโดยตลอด

ตระกูลหลักงั้นหรือ? มันคือสิ่งใดกัน?

ยังจะให้เขาย้ายชื่อในผังตระกูลอีกหรือ?

อู๋หยวนทราบดีว่าโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับการสืบทอดสายเลือดเป็นอย่างยิ่ง

ผังตระกูลเป็นสิ่งที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก แม้แต่ยอดฝีมือวิถียุทธ์ผู้แข็งแกร่งก็ไม่อาจหลีกหนีธรรมเนียมนี้ไปได้

"ในวันข้างหน้าหากข้าแข็งแกร่งขึ้น ตระกูลหลักสามารถยืมบารมีของข้าได้สักส่วนสองส่วน นั่นก็ถือเป็นการตอบแทนแล้ว" ภายในใจของอู๋หยวนสงบนิ่ง

คิดจะให้เขาต้องเหน็ดเหนื่อยแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลหลักงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!

"ความแข็งแกร่ง!"

"ข้าเพิ่งตื่นรู้ได้เพียงไม่กี่เดือน แสร้งทำเป็นบรรลุวิถียุทธ์ ยามนี้เปิดเผยความแข็งแกร่งระดับอาจารย์ยุทธ์ออกมายังพอจะอ้างได้ว่าเป็นอัจฉริยะ นับว่าโดดเด่นมากพอแล้ว" อู๋หยวนมองสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง "ทว่าหากเปิดเผยออกไปจนหมดสิ้นและให้ผู้คนทั่วหล้าล่วงรู้ว่าข้ามีความแข็งแกร่งระดับยอดฝีมือชั้นเลิศเล่า?"

ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นย่อมต้องรู้สึกถึงความผิดปกติ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่คำว่า 'อัจฉริยะ' สองคำจะสามารถอธิบายได้

"เวลายังอีกยาวไกล ค่อยๆ เปิดเผยความแข็งแกร่งออกไปทีละก้าว รอจนความแข็งแกร่งของข้ามีมากพอ ย่อมสามารถทำสิ่งใดได้โดยไร้ความกังวล" อู๋หยวนคิดในใจ

หากมีความแข็งแกร่งระดับยอดฝีมือทำเนียบสวรรค์ในตำนาน ย่อมสามารถท่องไปทั่วหล้าได้อย่างอิสระ ผู้ใดจะกล้าตั้งคำถามให้มากความ?

หากความแข็งแกร่งยังไม่มากพอ ก็จำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสถานที่แห่งนี้ จึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

"ทว่า"

"คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของจวนตระกูลสวีจริงๆ ในตอนนั้นข้าอุตส่าห์ยอมถอยให้แล้ว พวกเขากลับยังดุดันบีบคั้นไม่เลิกรา" ภายในแววตาของอู๋หยวนปรากฏประกายเย็นเยียบพาดผ่าน "บัญชีแค้นนี้ อย่างไรก็ต้องชำระให้กระจ่าง"

นับตั้งแต่กลับมาจากภูเขาจิ่วอวิ๋นและมองเห็นสัจธรรมของโลกใบนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ความกังวลและพันธนาการสายสุดท้ายภายในใจของอู๋หยวนก็พลันมลายหายไปโดยไม่รู้ตัว

เขามุ่งหน้ากลับบ้านโดยตรง

"ท่านแม่!"

น้องสาวอู๋อี้จวินกระโดดโลดเต้นวิ่งออกมาพร้อมกับหันขวับกลับไปตะโกนด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "ท่านแม่ พี่ชายกลับมาแล้ว"

"เสี่ยวอี้"

อู๋หยวนหัวเราะและเล่นหยอกล้อกับน้องสาวตามประสาพี่น้องต่อไป เขาใช้แขนข้างเดียวอุ้มน้องสาวขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินเข้าไปในห้องครัว "ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว"

"กลับมาแล้วหรือ?"

มารดาว่านฉินที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก นางกล่าวคล้ายกับตำหนิว่า "การบ่มเพาะนั้นสำคัญก็จริง ทว่าหากไม่กลับมาจากสำนักยุทธ์ติดต่อกันหลายวัน ก็ควรจะฝากคนมาบอกกล่าวกันสักคำ"

"ได้เลยขอรับ ลูกจะจำไว้" อู๋หยวนหัวเราะ

แม้ดูเหมือนเป็นการบ่นว่า ทว่าแท้จริงแล้วคือความห่วงใย

"เจ้ากลับมาแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะทำอาหารประเภทเส้นเพิ่มอีกสักหน่อย" ว่านฉินง่วนอยู่กับการเตรียมอาหาร

"ตกลงขอรับ ข้าเองก็อยากกินบะหมี่หมูเส้นฝีมือท่านแม่เช่นกัน" อู๋หยวนหัวเราะ

"ที่บ้านดูสะอาดสะอ้านกว่าเมื่อก่อนมากนัก" สายตาของอู๋หยวนกวาดมองไปทั่วห้องครัว

กำแพงถูกทาสีใหม่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าเมื่อก่อนมากนัก ประกอบกับสีหน้าและจิตใจของมารดาก็ดูดีกว่าตอนที่เขาเพิ่งตื่นรู้เป็นอย่างมาก

ครอบครัวทั้งสามคนร่วมรับประทานอาหารเช้าอันแสนอบอุ่น

"ท่านแม่ ผู้นำตระกูลกลับมาแล้ว" อู๋หยวนวางชามและตะเกียบลง "เมื่อเช้าข้าเพิ่งมาจากเรือนบรรพชน"

"ข้าเดาเอาไว้แล้ว"

ว่านฉินทอดถอนใจ "ยามนี้เจ้ามีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับปรมาจารย์ยุทธ์ ภายในตระกูลย่อมให้ความสำคัญกับเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เรียกตัวเจ้าไปพบเป็นคนแรก"

"ท่านแม่ ท่านรู้ทั้งหมดเลยหรือ?" อู๋หยวนตกใจเล็กน้อย

"ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ" ว่านฉินปรายตามองอู๋หยวนแวบหนึ่งแล้วหัวเราะ "ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วตระกูลแล้ว ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?"

อู๋หยวนยิ้ม

"หยวนเอ๋อร์ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของเจ้าสูงส่งนัก สูงเสียจนน่าตกใจ ข้าฟังคนในตระกูลคนอื่นๆ กล่าวว่า ภายในช่วงสิบปีมานี้ของเขตแดนเมืองหลีเฉิง เจ้าคงจะเป็นอัจฉริยะวิถียุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุด ในวันข้างหน้าเกรงว่าคงจะได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ นี่เป็นเรื่องดี แม่รู้สึกยินดีด้วย" ว่านฉินมองไปยังอู๋หยวน "ทว่าต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้ดี"

"แม่ไม่ได้ขอร้องให้เจ้าต้องคว้าความดีความชอบทางทหารหรือโด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วหล้า ขอเพียงแค่เจ้าปลอดภัยไร้กังวลก็พอแล้ว" บนใบหน้าของว่านฉินแฝงไว้ด้วยความกังวลใจเล็กน้อย

"ลูกเข้าใจแล้ว" อู๋หยวนรีบกล่าวอย่างหนักแน่น

เขาเข้าใจถึงความกังวลของว่านฉิน

คว้าความดีความชอบทางทหารงั้นหรือ? ในปีนั้นบิดาคือปรมาจารย์ยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในตระกูล ทั้งยังมีความหวังอย่างมากที่จะกลายเป็นยอดฝีมือเข้าทำเนียบ

เพื่อสร้างความดีความชอบทางทหารและเพื่อความรุ่งโรจน์ของตระกูล จึงสมัครใจเข้าร่วมกับกองทัพใหญ่ของสำนัก

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ข่าวร้ายก็ถูกส่งกลับมา

ผู้คนในโลกหล้าเพียงมองเห็นความสง่างามยามผู้ฝึกยุทธ์ควบม้าท่องยุทธภพทะลวงผ่านแคว้นและเขตปกครอง ทว่าจะมีสักกี่คนที่มองเห็นความคาวเลือดจากประกายดาบและเงากระบี่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง?

ร้อยคนก้าวสู่ยุทธภพ ยากจะพบเงาผู้หวนคืน

"ท่านแม่ ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปลูกคงจะต้องเก็บตัวบ่มเพาะอยู่บ่อยครั้ง เกรงว่าคงจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน" อู๋หยวนกล่าวเสริม "ท่านอย่าได้กังวลไปเลย"

"อืม" ว่านฉินพยักหน้า

นางย่อมทราบดีว่าการบ่มเพาะวิถียุทธ์นั้นน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก จำต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนอย่างแรงกล้าจึงจะประสบความสำเร็จได้ การเก็บตัวจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา

……

หลังจากที่อู๋หยวนออกจากบ้าน เขาก็กลับไปจัดการเรื่องราวทั้งหมดที่สำนักยุทธ์ให้เรียบร้อยแล้วพกพาสิ่งของติดตัวไป จากนั้นจึงใช้วิชา 'เคลื่อนย้ายกระดูก' ภายในตรอกแห่งหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมือง

จวบจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดมิด

ณ ตรอกแห่งหนึ่งที่ห่างไกลและเปลี่ยวร้างทางทิศใต้ของเมือง สถานที่แห่งนี้แทบจะไม่มีผู้คนสัญจรไปมา

"นายท่าน นี่คือบ้านพักที่เลือกสรรมาตามคำสั่งของท่านขอรับ ใหญ่โตโอ่อ่าแน่นอน!" นายหน้าสวมหมวกสักหลาดกล่าวประจบประแจง

"แล้วของที่ข้าต้องการเล่า?" รูปลักษณ์ที่อู๋หยวนปลอมแปลงขึ้นมานั้นมีร่างกายสูงใหญ่กว่าหนึ่งเมตรเก้าสิบเซนติเมตร บนแผ่นหลังสะพายดาบศึกเล่มหนึ่งพร้อมกับแผ่กลิ่นอายอันน่าครั่นคร้าม

"เตรียมไว้ที่สวนด้านหลังเรียบร้อยแล้วขอรับ"

นายหน้ารีบกล่าว "และตามคำสั่งของท่าน ข้าได้เตรียมหญ้าแห้งและอาหารสัตว์ไว้เผื่ออีกหนึ่งชุด ในอีกสิบวันข้างหน้า ข้าจะจัดคนส่งมาให้วันละหนึ่งชุดทุกวันขอรับ"

"ตกลง!"

อู๋หยวนพยักหน้า เขาพลิกฝ่ามือยื่นตั๋วเงินให้หนึ่งใบพร้อมกล่าวอย่างเย็นชา "จำไว้ ในอีกสิบวันข้างหน้าจงทำงานให้ดี ข้าย่อมมีรางวัลให้ ทว่าอย่าได้เล่นลูกไม้กับข้าเป็นอันขาด มิเช่นนั้น"

ฟุ่บ!

นายหน้าเพียงรู้สึกว่ามีประกายแสงเย็นเยียบพาดผ่านเบื้องหน้า

บนแผ่นหินสีเขียวที่พื้นปรากฏรอยแยกเป็นทางยาวและลึกขึ้นมาในทันที ขณะที่เขากำลังตกตะลึงก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของตนถูกกรีดจนขาดเป็นรอยใหญ่

ยอดฝีมือ!

นายหน้าลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ

เขาเองก็เป็นนักรบยุทธ์ระดับสูงเช่นกัน การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลีเฉิงมาหลายปีทำให้เขามีประสบการณ์กว้างขวาง การใช้ดาบฟันหินสีเขียวให้แตกออกไม่ใช่เรื่องยาก ยอดฝีมือเข้าทำเนียบก็สามารถทำได้

ทว่าดาบที่รวดเร็วถึงระดับนี้เล่า? ถึงขั้นที่กรีดเสื้อผ้าตรงหน้าอกของตนจนขาดโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ?

นี่เพิ่งจะเป็นครั้งแรกที่เขาเคยพบเจอ

มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นยอดฝีมือชั้นสูง!

"นายท่าน ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยงดงามอย่างแน่นอนขอรับ" นายหน้ากล่าวด้วยความนอบน้อมยิ่งขึ้น ภายในใจไม่กล้าคิดคดทรยศแม้แต่น้อย

เขาได้จัดให้อู๋หยวนเป็นยอดมือดาบที่ท่องไปทั่วหล้าโดยอัตโนมัติแล้ว!

บรรดานายหน้าอย่างพวกเขาชื่นชอบจอมยุทธ์ประเภทนี้มากที่สุด เพราะมักจะจ่ายเงินอย่างใจป้ำ

ทว่าก็หวาดกลัวคนประเภทนี้มากที่สุดเช่นกัน

กฎหมายและกฎระเบียบของราชสำนักล้วนไม่อาจผูกมัดพวกเขาได้ จอมยุทธ์ส่วนใหญ่มักจะเชื่อมั่นเพียงแค่ดาบและกระบี่ในมือเท่านั้น

มองส่งนายหน้าเดินจากไป

"ถึงเวลาทดลองวิธีโง่เขลาของข้าแล้ว" อู๋หยวนก้าวยาวเดินลึกเข้าไปในลานบ้านอันทรุดโทรมแห่งนี้ นี่คือบ้านพักที่ถูกทิ้งร้าง

ไม่สะดุดตา

ราคาค่าเช่าก็ถูกแสนถูก

เมื่อมาถึงแถวสุดท้ายซึ่งเป็นคอกม้าและเล้าหมูเรียงรายกันอยู่ มันถูกนายหน้าสั่งให้คนมาทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว

ภายในคอกม้า มีม้าอยู่สี่ตัว

ส่วนภายในเล้าหมู ก็มีหมูตัวใหญ่ร่างกายกำยำสิบตัวกำลังก้มหน้ากินอาหาร

"ในการทำการทดลองเช่นนี้ หมูถือว่าเหมาะสมที่สุด" อู๋หยวนยิ้มเล็กน้อย เขานำขวดหยกสีเขียวออกมาจากห่อผ้าด้านหลัง

จบบทที่ ตอนที่ 29 มือดาบ การทดลอง

คัดลอกลิงก์แล้ว