- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 23 ของวิเศษ
ตอนที่ 23 ของวิเศษ
ตอนที่ 23 ของวิเศษ
มองส่งชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์ที่แขนขาดหนีจากไป
แม้อีกฝ่ายจะหายลับไปในความมืดมิดอันกว้างใหญ่ อู๋หยวนยังคงยืนหยัดอยู่กับที่ ไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย
เนิ่นนาน!
เนิ่นนาน!
"น่าจะไปไกลแล้ว" อู๋หยวนเพิ่งจะถอนหายใจออกมาได้ สายตากวาดมองซากปรักหักพังรอบทิศทาง ไม่เห็นเงาของสมาชิกพรรคพยัคฆ์เพลิงแม้แต่คนเดียวแล้ว
เหลือเพียงซากศพและเศษหินเกลื่อนกลาด ตลอดจนอาคารที่พังทลายและแสงเพลิงริบหรี่ในแดนไกล
"คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ายอดฝีมือชั้นเลิศจะสังหารได้ยากเย็นถึงเพียงนี้" อู๋หยวนส่ายหน้าเบาๆ
นี่คือยอดฝีมือชั้นเลิศคนแรกที่เขาได้พบเจอ
แข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก
อู๋หยวนจำต้องยอมรับว่าตนเองประเมินยอดฝีมือในโลกนี้ต่ำเกินไป เพียงยอดฝีมือชั้นเลิศก็สามารถใช้แรงปะทะสองสายได้อย่างเชี่ยวชาญ ความแข็งแกร่งชวนให้ตื่นตะลึงยิ่งนัก
ยอดฝีมือชั้นเลิศในวิถียุทธ์เก้าขั้นแห่งโลกจงถู่ เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามเท่านั้น
แล้วผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองเล่า? ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งเล่า?
กระทั่งยอดฝีมือทำเนียบสวรรค์ในตำนาน?
ความแข็งแกร่งของพวกเขา อู๋หยวนในยามนี้ไม่อาจคาดเดาได้เลย
"ข้าสังหารยอดฝีมือชั้นสูงทั่วไปไม่ใช่เรื่องยาก"
"ทว่าทักษะการต่อสู้ของยอดฝีมือชั้นเลิศนั้นชวนให้ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง" อู๋หยวนทอดถอนใจ "แม้ทักษะการต่อสู้ของข้าจะสูงส่งกว่ามาก แต่หากคิดจะสังหารก็ยากยิ่งนัก"
หนึ่งพละกำลังสยบสิบกลเม็ด
หากชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์ผู้นั้นสามารถใช้พละกำลังมหาศาลหนึ่งแสนชั่งได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมมากพอจะทุบอู๋หยวนให้ตายทั้งเป็นได้
ต่อให้ทักษะการต่อสู้จะสูงส่งเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
แท้จริงแล้วในท้ายที่สุดไม่ใช่อู๋หยวนแสร้งทำเป็นสูงส่งไม่ยอมไล่ตามไปสังหาร แต่เป็นเพราะเขาไม่มีความมั่นใจมากพอกต่างหาก
ดูเหมือนชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่าอู๋หยวนเองก็บรรลุถึงขีดจำกัดทางสรีระแล้วเช่นกัน
การใช้ออกด้วย 'ดาบทะลวงขีดจำกัด' ติดต่อกันหลายสิบครั้ง ต่อให้อู๋หยวนจะสัมผัสได้ถึง 'ขอบเขตแข็งอ่อนประสาน' ซึ่งช่วยลดทอนการเผาผลาญพละกำลังลงไปได้มาก ทว่าภาระที่เกิดก็ยังคงน่าสะพรึงกลัว
การปะทะฝีมืออย่างต่อเนื่อง พลังอันน่าหวาดผวาของอีกฝ่ายกระแทกเข้าใส่ร่างกายอย่างหนักหน่วง ภายในร่างกายของอู๋หยวนล้วนเกิดความบอบช้ำซ่อนเร้นในชั้นกล้ามเนื้อมากมาย
การที่อู๋หยวนใช้ออกด้วยเพลงดาบพันขุนเขา นับเป็นการทุ่มสุดตัวเฮือกสุดท้ายแล้ว
การบีบคั้นจนอีกฝ่ายต้องหนีเอาชีวิตรอด พละกำลังและจิตวิญญาณของอู๋หยวนก็บรรลุถึงขีดสุดเช่นกัน ยามนี้ท่อนแขนล้วนรู้สึกปวดเมื่อยล้า
ไล่ตามไปสังหารหรือ?
หากบีบคั้นจนชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์ผู้นั้นต้องดิ้นรนต่อสู้ก่อนตาย ความเป็นตายย่อมไม่อาจล่วงรู้ อู๋หยวนจึงไม่ปรารถนาจะเสี่ยงอันตราย
"การต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายกับเขาเป็นเพียงการถูกบีบบังคับ" อู๋หยวนซึมซับความรู้สึกอย่างละเอียด "การต่อสู้ครั้งนี้กระทบกระเทือนจิตใจข้าอย่างหนัก การต่อสู้เป็นตายนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ"
"เพียงแต่"
"ไม่อาจเอาตัวเองไปเสี่ยงอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นตายครั้งแล้วครั้งเล่า หากพยายามมากไปเพียงพลาดพลั้งนิดเดียวก็อาจตกตายได้จริงๆ" อู๋หยวนตระหนักรู้ได้อย่างชัดเจน
หากไม่ถึงคราวคับขันเจียนตาย ขอเพียงสามารถก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ก็พอแล้ว ยิ่งไล่ตามขีดจำกัดมากเท่าใด มักจะร่วงหล่นก่อนจะบรรลุถึงขีดสุดเสมอ
สำหรับอู๋หยวนแล้ว
กวาดล้างพรรคพยัคฆ์เพลิง ช่วยเหลือผู้นำตระกูลเอาไว้ได้ เป้าหมายถือว่าบรรลุผลแล้ว เหตุใดต้องเอาชีวิตไปทิ้งกับยอดฝีมือชั้นเลิศผู้ลึกลับผู้นี้ด้วย?
ส่วนเรื่องในอนาคต?
"คิดจะตามมาล้างแค้นข้า หวังว่าเจ้าจะตามความเร็วในการรุดหน้าของข้าได้ทัน" อู๋หยวนเชื่อมั่นว่าในอนาคตอีกฝ่ายจะไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
สิ่งที่เขาขาดแคลน คือเวลาให้สมรรถภาพร่างกายได้พัฒนา
หากสมรรถภาพทางร่างกายของทั้งสองฝ่ายทัดเทียมกัน อู๋หยวนถามใจตัวเองแล้ว เพียงสามกระบวนท่าก็สามารถสังหารชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์ผู้นั้นได้
"ต้องรีบเก็บกวาดสนามรบ พรรคพยัคฆ์เพลิงเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ล้วนแตกหนีไป เกรงว่าอีกไม่นานคงมีคนเร่งรุดมาที่นี่" อู๋หยวนยืนนิ่งอยู่กับที่พักใหญ่ รู้สึกเพียงความเหนื่อยล้าทางร่างกายทุเลาลงไปไม่น้อย
ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป
เขาเริ่มเก็บกวาดสนามรบ ก่อนอื่นคือหยิบกล่องไม้ที่ร่วงหล่นมาจากเกราะอ่อนของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์ขึ้นมา
จากนั้นก็เก็บ 'ขวดหยก' ที่ประมุขพรรคพยัคฆ์เพลิงทิ้งไว้
ในฐานะสิ่งของที่สองยอดฝีมือทิ้งไว้ อู๋หยวนย่อมให้ความสำคัญมากที่สุด ทว่าเขาไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด เพียงค้นหาสิ่งอื่นต่อไป
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ
อู๋หยวนก็รวบรวมตั๋วเงินปึกใหญ่และข้าวของจิปาถะกองหนึ่งมาจากซากศพที่เกลื่อนลานกว้าง
ประเมินคร่าวๆ ตั๋วเงินปึกนี้มีมูลค่ามากกว่าสามหมื่นตำลึง!
ส่วนใหญ่เป็นตั๋วเงินของหอฉวินซิง ส่วนน้อยเป็นตั๋วเงินของสำนักเหิงอวิ๋น
แน่นอน
เพียงแค่ประมุขพรรคหยางหลงและยอดฝีมือเข้าทำเนียบอีกไม่กี่คน ตั๋วเงินที่พกติดตัวก็มีมูลค่าเกือบสองหมื่นตำลึงแล้ว ส่วนสมาชิกพรรคทั่วไปส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีให้เก็บเกี่ยวมากนัก
"พรรคพยัคฆ์เพลิงยึดครองอาณาเขตเมืองหลีเฉิงมานานหลายปี กอบโกยขูดรีดมานับไม่ถ้วน"
"ต่อให้หยางหลงจะส่งมอบผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้แก่สำนักของตนและบุคคลระดับสูงที่อยู่เบื้องหลัง แต่เงินทองที่เหลืออยู่ก็เกรงว่าจะมีจำนวนไม่น้อย"
"ค่ายหลักแห่งนี้ อย่างน้อยน่าจะมีเงินถึงหนึ่งแสนตำลึง" อู๋หยวนคิดในใจ
ทว่าเขากลับไม่ได้ขยับตัวไปค้นหาตามจุดต่างๆ ภายในค่ายใหญ่
ประการแรกค่ายหลักของพรรคพยัคฆ์เพลิงแม้นับว่าไม่ใหญ่โตมากนัก ทว่าหากเขาต้องค้นหาเพียงลำพัง จะต้องค้นหาไปถึงเมื่อใดกัน?
ประการที่สองสมาชิกพรรคหลายร้อยคนที่แตกหนีไป เกรงว่าคงกวาดเอาเงินทองตามจุดต่างๆ ของพรรคไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือย่อมมีไม่มาก
"อีกอย่างเงินทองมีพอใช้ก็เพียงพอแล้ว" อู๋หยวนทอดถอนใจอย่างเงียบงัน "ตอนที่ข้าเพิ่งฟื้นคืนสติยังคงกลัดกลุ้มกับเงินห้าร้อยตำลึงอยู่เลย แล้วยามนี้เล่า?"
เพียงการต่อสู้ครั้งนี้ครั้งเดียวก็เก็บเกี่ยวตั๋วเงินมาได้มากกว่าสามหมื่นตำลึงแล้ว
นี่แหละคืออำนาจของกำลังอาวุธ
หากมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อู๋หยวนเชื่อมั่นว่าขอเพียงตนเองต้องการ การจะหาเงินทองจำนวนมหาศาลย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
การเก็บเกี่ยวในครั้งนี้นับว่าไม่น้อยแล้ว
"ฟุ่บ~" สะบัดมือยัดตั๋วเงินเก็บไว้ในอกเสื้อ
อู๋หยวนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเปิดจุกขวดหยกสีเขียวออก พริบตาเดียวกระแสกลิ่นหอมกรุ่นก็โชยออกมาจากขวดหยก พัดพากลิ่นคาวเลือดภายในลานกว้างให้เจือจางลง
"นี่มัน?" อู๋หยวนสูดดมกลิ่นหอม รู้สึกเพียงสมองปลอดโปร่งจิตใจเบิกบาน เขาชะงักงันไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบปิดจุกขวดกลับเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด
"ของวิเศษจากฟ้าดินงั้นหรือ?" อู๋หยวนหวนนึกถึงบันทึกบางส่วนในตำรา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกลิ่นที่หอมหวนแผ่ออกมาจากขวดหยก
ทว่าเขาไม่ค่อยกล้าฟันธงนัก
เขาไม่เคยพบเห็นของวิเศษที่คล้ายคลึงกันมาก่อน
โลกจงถู่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต มีของวิเศษนับไม่ถ้วน ของวิเศษจากฟ้าดินถือเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง สำหรับคนธรรมดาสามัญแล้วมันคือตำนาน
หยางหลงที่เป็นเพียงยอดฝีมือชั้นสูง ไฉนจึงได้ครอบครองของวิเศษเช่นนี้?
ย่อมต้องมีสาเหตุเบื้องหลังอย่างแน่นอน
"ขอดูอีกหน่อย" อู๋หยวนเปิดกล่องไม้ออก ภายในกล่องไม่มีของวิเศษจากฟ้าดินหรือตั๋วเงินใดๆ
มีเพียงป้ายคำสั่งสีทองอร่ามหนึ่งแผ่น
"ป้ายคำสั่งหรือ?" อู๋หยวนเกิดความสงสัยจึงยื่นมือไปหยิบออกมา ป้ายคำสั่งแผ่นนี้หนักอึ้ง ทว่ากลับไม่เหมือนทองคำ มันมีน้ำหนักมากกว่าทองคำมากนัก
การแกะสลักก็วิจิตรบรรจงอย่างยิ่ง
"ฉู่เจียง?"
อู๋หยวนพลิกดูทั้งด้านบนและด้านล่าง เมื่อเห็นตัวอักษรโบราณขนาดใหญ่สองตัวสลักอยู่บนด้านหนึ่งของป้ายคำสั่ง นัยน์ตาของเขาก็หดเกร็งลงเล็กน้อย "หรือว่าจะเป็น..."
ชั่วพริบตาเดียวอู๋หยวนก็กระจ่างแจ้ง
หากข้อสันนิษฐานของเขาเป็นจริง การลงมือครั้งนี้เกรงว่าคงแกว่งเท้าหาเสี้ยนเข้าเสียแล้ว
"หากประมุขพรรคพยัคฆ์เพลิงหยางหลงกับยอดฝีมือชั้นเลิศผู้นั้นเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจริงๆ ทั้งยังมีส่วนพัวพันกับจักรวรรดิฉู่เจียงที่ล่มสลายไปนานแล้ว ย่อมต้องเป็นขุมกำลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งแน่นอน"
"เพียงแต่เมืองหลีเฉิงเป็นแค่เขตปกครองเล็กๆ ที่ไร้จุดเด่น เหตุใดพวกเขาถึงมาปรากฏตัวที่นี่? ด้วยสาเหตุใดกัน?" อู๋หยวนสงสัยจนไม่อาจหาคำตอบได้
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่อู๋หยวนตระหนักรู้อย่างชัดเจน
"ห้ามชักช้า รีบไป!"
ฟุ่บ!
อู๋หยวนเก็บป้ายคำสั่งกลับเข้าไปในกล่องไม้อีกครั้ง จากนั้นก็นำกล่องไม้และขวดหยกเก็บลงห่อผ้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบรุดหน้าไปยังเรือนคุมขังอย่างรวดเร็ว
...การต่อสู้ครั้งใหญ่นี้มีขอบเขตผลกระทบไม่มากนัก ระยะเวลาก็ไม่นาน เรือนคุมขังจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพียงแต่บรรดาสมาชิกพรรคที่ทำหน้าที่ 'เฝ้ายาม' ล้วนแตกฉานซ่านเซ็นกันไปหมดแล้ว
ผู้คนที่ถูกคุมขังอยู่ตามห้องต่างๆ ในเรือนคุมขังล้วนรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวภายนอกมานานแล้ว ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าผลีผลามลงมือ
ความโหดเหี้ยมอำมหิตของพรรคพยัคฆ์เพลิงนั้นเลื่องชื่อลือนาม!
ทันใดนั้น
"ปัง!" "ปัง!" "ปัง!" มองเห็นประกายดาบอันเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นบริเวณกรอบประตู ตามมาด้วยโซ่ตรวนที่ร่วงหล่นลงพื้น ประตูแต่ละห้องถูกเปิดออก
"พรรคพยัคฆ์เพลิงถูกกวาดล้างแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกันกลับบ้านได้" น้ำเสียงเย็นชาดังมาจากในลานกว้าง ทำเอาผู้คนสิบกว่าชีวิตในแต่ละห้องล้วนชะงักงัน
พวกเขาล้วนจ้องมองเงาร่างที่สวมหน้ากากทองสัมฤทธิ์ผู้นั้นด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
พรรคพยัคฆ์เพลิงถูกกวาดล้างแล้ว? จริงหรือเท็จกันแน่?
ไม่รอให้ผู้คนที่ถูกคุมขังเหล่านี้มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนัก เงาร่างนั้นก็กระโดดลอยตัวขึ้น ก่อนจะหายวับไปจากสายตาของผู้คนอย่างรวดเร็ว