บทที่ 19 โดนพิษ
บทที่ 19 โดนพิษ
บทที่ 19 โดนพิษ
ไป๋อู๋จิ่งรู้สึกเป็นห่วงสตรีที่มาขอความช่วยเหลือจากเขาในวันนั้นจริงๆ ประจวบเหมาะกับที่เขาเก็บเส้นผมของนางที่ร่วงหล่นในวันนั้นได้หนึ่งเส้น
เขาใช้เส้นผมเส้นนั้นกับยันต์แกะรอย และตามรอยไปจนพบสถานที่ที่ขังสตรีผู้นั้นไว้
เขาแอบซุ่มสังเกตการณ์อยู่รอบๆ เรือนที่ขังสตรีผู้นั้นครู่หนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่มีการคุ้มกันแน่นหนาอย่างที่คิด กระทั่งยามเฝ้าประตูก็ยังไม่มีสักคน
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววฉงน
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ห้องที่ยันต์แกะรอยชี้เป้าหมาย ลองเคาะประตูเบาๆ
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบาที่หน้าประตู "มีใครอยู่หรือไม่?"
ยังคงไร้เสียงตอบรับ ไป๋อู๋จิ่งเริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองมาถูกที่หรือไม่
แต่ยันต์แกะรอยชี้มาที่นี่อย่างชัดเจน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูเข้าไป "ขออภัยที่ล่วงเกิน"
เมื่อประตูถูกผลักออก สตรีผู้นั้นก็นอนจมกองเลือดไร้ลมหายใจไปเสียแล้ว
ไป๋อู๋จิ่งเดินเข้าไป พลิกร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นให้หงายขึ้น
เมื่อเห็นใบหน้าของนางชัดๆ สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อ น้ำเสียงเจือความไม่อยากเชื่อ
"เป็นไปได้อย่างไร..."
สภาพศพของนางเหมือนกับผู้ที่ตายเพราะพิษประหลาดไม่มีผิดเพี้ยน และที่สำคัญ บนตัวนางก็ไม่มีกลิ่นอายปีศาจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ไป๋อู๋จิ่งรู้สึกมึนงงไปหมด ความขัดแย้งมากมายทำให้เขาสังหรณ์ใจไม่ดี
เพิ่งจะคิดเช่นนั้น กลิ่นอายปีศาจอันเข้มข้นที่แฝงไปด้วยพิษร้ายก็พวยพุ่งเข้าปะทะหน้าเขา
*
ภายในโถงพิธีศพ
อวี้เหลียนตัวสั่นเทิ้ม มือข้างหนึ่งปิดหน้า ส่วนอีกข้างกำแขนฉู่กวนจิ้งไว้แน่น
กลิ่นอายปีศาจบนตัวนางคล้ายจะควบคุมไม่อยู่และทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง เล็บที่มือข้างที่จับฉู่กวนจิ้งไว้พลันงอกยาวและแหลมคม
เล็บอันแหลมคมทะลุเสื้อผ้าของฉู่กวนจิ้ง ฝังลึกเข้าไปในเนื้อ
กลิ่นอายปีศาจที่แฝงพิษร้ายแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล ฉู่กวนจิ้งเม้มปากแน่น
ความรู้สึกของการโดนพิษนั้นไม่น่าอภิรมย์นัก เริ่มจากบริเวณที่ถูกข่วน ความเจ็บปวดแปลบปลาบค่อยๆ ลุกลามไปทั่วร่าง สติสัมปชัญญะก็เริ่มพร่ามัว
นางส่ายหัวแรงๆ ก่อนจะสะบัดแขนหลุดจากการจับกุมของอวี้เหลียน
มือของนางเลื่อนไปจับมีดสั้นที่เหน็บไว้ตรงต้นขา หวังจะฉวยโอกาสสังหารอวี้เหลียนก่อนที่นางจะควบคุมกลิ่นอายปีศาจได้
แต่อวี้เหลียนไม่ได้จัดการง่ายขนาดนั้น อวี้เหลียนที่กลืนแกนอสูรลงไปและเริ่มกลายร่างเป็นปีศาจรู้ตัวว่าฉู่กวนจิ้งจะโจมตีตน
นางจึงพ่นหมอกพิษที่เข้มข้นกว่าเดิมใส่ฉู่กวนจิ้ง
ความเจ็บปวดแสนสาหัสกลืนกินสติของฉู่กวนจิ้งไปชั่วขณะ มีดสั้นในมือของนางตวัดเข้าหาลำคอของตัวเอง
เสี้ยววินาทีที่มีดกรีดลงบนผิวหนัง ความรู้สึกปีติยินดีอย่างรุนแรงก็แล่นปราดไปทั่วร่าง สติของนางค่อยๆ ฟื้นคืนมาเล็กน้อย
เมื่อรู้ตัวว่าเกือบจะปลิดชีพตัวเอง นางก็รีบเปลี่ยนเป้าหมาย ใช้มีดกรีดท่อนแขนตัวเองเป็นแผลยาว
บาดแผลและเลือดที่ไหลรินทำให้นางไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่กลับรู้สึกเบิกบานใจ
นางอาศัยจังหวะที่สติยังแจ่มใส ล้มเลิกความตั้งใจที่จะสังหารอวี้เหลียนในทันที และรีบวิ่งหนีออกจากโถงพิธีศพ
ตลอดทาง ขอเพียงนางเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวด นางก็จะกรีดแขนตัวเองหนึ่งแผลเพื่อเรียกสติกลับมา
นางมีโอสถถอนพิษและยันต์คุ้มครองอยู่กับตัว แต่เพราะมีจำกัด นางจึงคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะใช้
ทั่วทั้งจวนเจ้าเมืองถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายปีศาจพิษ บ่าวรับใช้และทหารยามเริ่มมีอาการโดนพิษให้เห็น ฉู่กวนจิ้งเป็นห่วงความปลอดภัยของอี้เสวียนมาก
นางรีบกลับไปที่ห้องเพื่อหยิบตุ๊กตาเสอเสอ ก่อนจะตรงดิ่งไปยังห้องข้างๆ เพื่อหาอี้เสวียน
อี้เสวียนกำลังจะออกจากห้องพอดี ทั้งสองจึงชนกันเข้าอย่างจัง
วันนี้ฉู่กวนจิ้งไม่ได้พกเสอเสอติดตัวไปด้วย อี้เสวียนจึงไม่รู้สถานการณ์ของนาง ทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของนาง ร่างของนางก็พุ่งชนอกเขาเสียแล้ว
"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"
ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายจนชะงักไปทั้งคู่
อี้เสวียนกำลังจะบอกว่าเขาไม่เป็นไร แต่จมูกพลันได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ
มันมาจากตัวฉู่กวนจิ้ง
อี้เสวียนจับไหล่นางไว้ หวังจะตรวจดูว่านางบาดเจ็บตรงไหน แต่ยังไม่ทันได้ดู ฉู่กวนจิ้งก็กอดขาเขาไว้ แล้วแบกเขาขึ้นบ่าดื้อๆ
เขาถึงกับงงไปสองวินาที
ต้องรู้ก่อนนะว่าเขาสูงกว่าฉู่กวนจิ้งมาก และเขาก็ไม่ใช่พวกผอมแห้งแรงน้อยด้วย
ฉู่กวนจิ้งตัวเล็กแค่นั้น แบกเขาขึ้นบ่าได้ยังไง?!
อี้เสวียนกลัวว่าจะทำให้นางบาดเจ็บ จึงบอกให้ฉู่กวนจิ้งปล่อยเขาลง แต่นางกลับทำหูทวนลม แบกเขาหนีฝ่าดงหมอกพิษออกจากจวนเจ้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อแน่ใจว่าพ้นรัศมีหมอกพิษแล้ว ฉู่กวนจิ้งจึงยอมปล่อยอี้เสวียนลง
"เจ้า... อื้อ" เขายังพูดไม่ทันจบคำ โอสถถอนพิษก็ถูกยัดใส่ปาก
ตอนนี้นี่เองที่เขาได้เห็นแขนที่เต็มไปด้วยบาดแผลภายใต้เสื้อคลุมที่ร่นขึ้นตามจังหวะยกแขนของนาง
อี้เสวียนคว้าข้อมือนางไว้ คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม "เกิดอะไรขึ้น?"
ฉู่กวนจิ้งตอบเสียงเรียบ "โดนพิษน่ะ"
พูดจบ นางก็ใช้มีดสั้นกรีดแขนตัวเองเพิ่มอีกแผลอย่างหน้าตาเฉย "ทำแบบนี้จะช่วยให้มีสติ"
อี้เสวียนจำได้ว่านางขอโอสถถอนพิษจากอู๋อิ้งเสวี่ยมาสองเม็ด จึงถามว่า "ก็มีโอสถถอนพิษไม่ใช่หรือ ทำไมไม่กินเสียล่ะ?"
"มีแค่สองเม็ดเอง ล้ำค่ามากนะ"
คำพูดของนางทำให้อี้เสวียนรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
หากไม่มีเขา นางคงไม่ต้องใช้วิธีรักษาสติแบบนี้ โอสถถอนพิษสองเม็ดก็เพียงพอสำหรับนางแล้ว
เขามองบาดแผลบนแขนเล็กๆ ของนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปวดใจ
สายตาของอี้เสวียนแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนจนฉู่กวนจิ้งเริ่มทำตัวไม่ถูก
นางชักมือกลับ จัดแจงเสื้อแขนยาวเพื่อปิดบังบาดแผลอย่างเก้ๆ กังๆ
อี้เสวียนปลอดภัยแล้ว หน้าที่ผู้คุ้มกันของนางก็ถือว่าจบลง ต่อไปนางต้องกลับไปที่จวนเจ้าเมืองเพื่อทำภารกิจในฐานะศิษย์สำนักหลิงซีให้ลุล่วง
ฉู่กวนจิ้งมอบยันต์คุ้มครองที่มีอยู่เพียงสองแผ่นให้อี้เสวียนหนึ่งแผ่น บอกวิธีใช้เสร็จสรรพก็เตรียมจะจากไป
อี้เสวียนรั้งตัวนางไว้ "เจ้าจะกลับไปอีกหรือ?"
นางพยักหน้า
"ไม่ไปไม่ได้หรือ?" อี้เสวียนถามคำถามที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
ฉู่กวนจิ้งส่ายหน้า
นางนึกว่าอี้เสวียนกลัวจะไม่มีใครคุ้มครองเมื่อนางจากไป เพื่อให้เขาคลายกังวล นางจึงอธิบายสรรพคุณของยันต์คุ้มครองซ้ำอีกรอบ
อี้เสวียนเม้มปาก เขารู้ดีว่าห้ามฉู่กวนจิ้งไม่ได้ นางจริงจังกับภารกิจนี้มาก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จ
เขายื่นยันต์คุ้มครองคืนให้ฉู่กวนจิ้ง "ข้าอยู่ที่นี่ปลอดภัยดี ยันต์นี่มีประโยชน์กับเจ้ามากกว่า"
ฉู่กวนจิ้งไม่ยอมรับคืน
นางผละจากอี้เสวียน แล้วรีบรุดกลับไปยังจวนเจ้าเมือง
ภายในจวนเจ้าเมืองตอนนี้โกลาหลไปหมด
อวี้เหลียนที่กลายร่างเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์ ได้ใช้พิษควบคุมคนในจวนเจ้าเมืองไว้ทั้งหมด
ส่วนพวกศิษย์สำนักหลิงซี เนื่องจากโอสถถอนพิษถูกแจกจ่ายให้ชาวเมืองไปจนหมด พวกเขาจึงไม่มีติดตัวเลยสักเม็ด บวกกับไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีปีศาจบุกมา ทุกคนจึงโดนพิษกันถ้วนหน้าไม่มีใครรอด
แต่โชคดีที่เป็นผู้บ่มเพาะเซียน จึงไม่ได้หมดสติไปทันทีเหมือนคนธรรมดา ถึงกระนั้นในสภาพที่โดนพิษ พวกเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอวี้เหลียนเลยแม้แต่น้อย
สู้ได้ไม่กี่กระบวนท่า พวกเขาก็ถูกอวี้เหลียนจับตัวไปจนหมด