เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 ไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี

บทที่ 18 ไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี

บทที่ 18 ไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี


บทที่ 18 ไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี

ฉู่กวนจิ้งได้โอสถถอนพิษสองเม็ดจากอู๋อิ้งเสวี่ย และได้ยันต์คุ้มครองสองแผ่นจากผู้บ่มเพาะยันต์ทั้งสอง

ปีศาจก็ตายไปแล้ว ของพวกนี้ตอนนี้นางยังไม่ได้ใช้ นางกะจะหาโอกาสเอาไปขายทำกำไรสักหน่อย

ปีศาจที่ก่อความวุ่นวายในเมืองเซี่ยงเฉิงตายไปแล้ว แต่ผู้เป็นเจ้าเมืองอย่างอวี้เหลียนกลับยิ้มไม่ออก นางกำลังจัดงานศพให้อิ้งวั่นซงผู้ล่วงลับ

ไป๋อู๋จิ่งไม่ได้เข้าไปรบกวนนาง เขานำศิษย์สำนักหลิงซีออกไปแจกจ่ายโอสถถอนพิษในเมือง

คนในเมืองที่โดนพิษมีจำนวนไม่น้อย โอสถถอนพิษที่อู๋อิ้งเสวี่ยมีอยู่ไม่เพียงพอแจกจ่ายให้ทุกคน พวกเขาจึงต้องพักอยู่ที่เมืองเซี่ยงเฉิงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ในฐานะผู้บ่มเพาะโอสถ ฉู่กวนจิ้งก็อยากจะช่วยพวกเขาหลอมโอสถถอนพิษด้วย แต่กลับถูกสวี่จื้อหยวนและไป๋อู๋จิ่งห้ามปรามไว้พร้อมกัน

เหตุผลที่พวกเขายกมาอ้างคือ ร่างกายของคนธรรมดาไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนผู้บ่มเพาะ กลัวว่าผลข้างเคียงจากโอสถที่นางหลอมจะทำให้ชาวบ้านตายเอาได้

ฉู่กวนจิ้งอยากจะเถียงใจแทบขาด แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านางไม่เคยหลอมโอสถถอนพิษที่ไม่มีผลข้างเคียงสำเร็จเลยสักครั้ง ก็เลยไม่อยากดึงดัน

และในเวลานี้เอง อี้เสวียนก็เอ่ยปากว่าอยากออกไปเดินเล่นในเมืองเซี่ยงเฉิง ในที่สุดฉู่กวนจิ้งก็รู้สึกว่าตำแหน่งผู้คุ้มกันของนางได้ทำหน้าที่เสียที

เมื่อรู้ว่าปีศาจถูกกำจัดแล้ว เมืองเซี่ยงเฉิงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนท้องถนน ราวกับว่าภาพเมืองร้างเมื่อวานเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา

อี้เสวียนและฉู่กวนจิ้งไม่ได้นั่งรถม้า พวกเขาเดินทอดน่องออกจากจวนเจ้าเมือง เดินไปตามถนนสายหลักอย่างเชื่องช้า

อี้เสวียนรู้ว่าเมื่อปีศาจตายแล้ว ฉู่กวนจิ้งก็จะเดินทางกลับพร้อมศิษย์สำนักหลิงซีคนอื่นๆ ในไม่ช้า เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทั้งที่เพิ่งได้อยู่ด้วยกันเพียงวันกว่าๆ เขากลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา

ความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้ สำหรับอี้เสวียนที่คุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียวนั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก ก่อนหน้านี้เขาปรารถนาอยากจะพบหน้าฉู่กวนจิ้ง คิดเพียงว่าหากได้เจอหน้าเพื่อคลายความค้างคาใจ ก็คงไม่มีความรู้สึกผูกพันอะไรมากไปกว่านั้น

สายตาของอี้เสวียนลอบมองร่างเล็กบอบบางที่เดินอยู่เคียงข้าง เขาพยายามสรุปเอาเองว่าความรู้สึกแปลกๆ นี้คงเป็นเพียงความตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ

บางทีหากอยู่ด้วยกันไปอีกสักสองวัน เขาอาจจะเริ่มรำคาญนางขึ้นมาก็ได้

อี้เสวียนบอกว่าเขาเป็นพ่อค้า ฉู่กวนจิ้งจึงเข้าใจว่าเขาออกมาเดินเล่นเพื่อเจรจาธุรกิจอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น เขาเพียงแค่พานางเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย

และขอเพียงสายตาของนางหยุดอยู่ที่สิ่งของชิ้นใดเกินสามวินาที อี้เสวียนก็จะควักเงินซื้อมันมาแล้วบอกว่าให้เป็นของขวัญแก่นาง

เมื่ออี้เสวียนเตรียมจะควักเงินซื้อมีดสั้นที่ทั้งคมกริบและราคาแพงหูฉี่ที่นางเพิ่งมองไปเพียงไม่กี่วินาที ฉู่กวนจิ้งก็รีบคว้ามือเขาไว้เพื่อห้ามไม่ให้จ่ายเงิน

"เป็นอะไรไป?" อี้เสวียนหันมาถาม ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนมือถือตั๋วเงินแล้วยื่นให้เถ้าแก่ร้าน

เถ้าแก่ร้านขายมีดรับตั๋วเงินมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วส่งมีดสั้นให้เขา

จากนั้นมีดสั้นเล่มนั้นก็ตกมาอยู่ในมือของฉู่กวนจิ้ง

ฉู่กวนจิ้งประคองมีดสั้นล้ำค่าราคาถึงสองร้อยตำลึงไว้ในมือด้วยความรู้สึกทำตัวไม่ถูก

เมื่อเห็นนางเอาแต่ประคองมีดสั้นไว้อย่างทะนุถนอม อี้เสวียนก็อดขำไม่ได้ "เจ้าจะถือมันไว้แบบนั้นอีกนานแค่ไหน?"

"ข้ารับของขวัญราคาแพงขนาดนี้ไว้ได้จริงๆ หรือ?" น้ำเสียงกังวานใสของฉู่กวนจิ้งเจือไปด้วยความลังเลและไม่มั่นใจ

เงินสองร้อยตำลึงสำหรับฉู่กวนจิ้งที่ทั้งยากจนและมีหนี้สินติดตัว ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล นางไม่เข้าใจว่าอี้เสวียนจะยอมทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อซื้อของให้คนที่เพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียวได้อย่างไร

รู้แหละว่าเป็นคนดี แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนดีได้ขนาดนี้

คำพูดของฉู่กวนจิ้งทำให้รอยยิ้มบนมุมปากของอี้เสวียนจางลงเล็กน้อย ก็แค่มีดสั้นเล่มเดียว จะไปแพงอะไรนักหนา

พลันเขาก็นึกขึ้นได้ว่าฉู่กวนจิ้งดูเหมือนจะติดหนี้ผู้อาวุโสเสียนเฟิงอยู่ก้อนโต ช่วงนี้เขามักจะได้ยินนางบ่นอยู่บ่อยๆ ว่าต้องรีบหาเงินมาใช้หนี้ ไม่อย่างนั้นจะถูกไล่ออกจากสำนักหลิงซี

เมื่อเห็นสภาพผอมบางของนาง ก็พอจะเดาได้ว่าชีวิตในสำนักหลิงซีคงไม่ได้สุขสบายนก จู่ๆ อี้เสวียนก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากฉู่กวนจิ้งไม่อยากอยู่สำนักหลิงซีแล้ว ให้นางมาอยู่กับเขาก็คงไม่เลว

อย่างน้อยๆ เขาก็รับประกันได้ว่าจะไม่ปล่อยให้นางต้องทนหิว

เมื่อคิดได้ดังนั้น อี้เสวียนก็อดไม่ได้ที่จะลองหยั่งเชิงดู เขาถามขึ้นมาลอยๆ "ท่านนักพรตฉู่ เจ้าคิดว่าการเป็นผู้คุ้มกันให้ข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

ฉู่กวนจิ้งตอบกลับอย่างฉะฉานสั้นๆ คำเดียว "ดี"

"แล้วถ้าเกิดข้าอยากให้เจ้าเป็นผู้คุ้มกันข้าตลอดไปล่ะ เจ้าจะยอมไหม?"

"หากเจ้ากังวลว่าจะไม่มีโอกาสได้หลอมโอสถ ข้ารับปากเจ้าได้เลยว่าข้าจะจัดหาทุกอย่างที่เจ้าต้องการให้เอง"

สายลมพัดปลายแขนเสื้อของอี้เสวียนปลิวไสวเบาๆ มือที่กุมพัดซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเผลอกำแน่นขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาเรียวยาวทรงเสน่ห์ฉายแววตื่นเต้นระคนประหม่าอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนัก

ครั้งนี้ฉู่กวนจิ้งไม่ได้ตอบตกลงในทันที อี้เสวียนจ้องมองไฝแดงที่ปลายจมูกของนาง รอคอยคำตอบอย่างเงียบงัน

อี้เสวียนคิดว่าเขารู้จักนางดี และมั่นใจว่านางจะตอบตกลง

นางมักจะบ่นกับเขาเสมอว่าหิว อยากกินของอร่อยๆ ทุกวัน และบ่นว่าอยากจะหลอมระเบิดแปลกๆ แต่ไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ

แต่เรื่องพวกนี้สำหรับเขาแล้ว มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

ขอเพียงนางยอมไปกับเขา เขาจะสนองทุกความต้องการของนางให้เอง

เมื่อคิดเช่นนี้ มุมปากของอี้เสวียนก็ยกยิ้มขึ้นอย่างลืมตัว

"ขออภัย ข้าคงต้องปฏิเสธ" น้ำเสียงของฉู่กวนจิ้งไม่ได้ดังมาก แต่กลับหนักแน่นและชัดเจน

รอยยิ้มของอี้เสวียนแข็งค้าง เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไมล่ะ?"

"ข้าไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี" ฉู่กวนจิ้งยอมรับว่าข้อเสนอของอี้เสวียนนั้นเย้ายวนใจมาก เพียงแต่ในชาติที่แล้ว นางใช้ชีวิตเพื่อรับใช้คนอื่นมามากพอแล้ว

แม้ว่าคุณภาพชีวิตในสำนักหลิงซีตอนนี้จะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่นางก็มีความสุขดี

อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระตามใจปรารถนา ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไม่ต้องคอยรับคำสั่งจากใคร

อี้เสวียนเป็นคนดีมาก แต่ต่อให้ดีแค่ไหน หากต้องมาเป็นเจ้านายของนางในระยะยาว วันหนึ่งนางก็ต้องเกลียดเขาอยู่ดี

ไม่อยากจะเกลียดเขา และไม่อยากถูกควบคุม นางจึงปฏิเสธ

เมื่อฉู่กวนจิ้งกลับมาถึงจวนเจ้าเมือง อู๋อิ้งเสวี่ยกำลังง่วนอยู่กับการทำโอสถถอนพิษ พอนางเห็นฉู่กวนจิ้งหอบข้าวของพะรุงพะรังกลับมา ก็อดพูดจาค่อนขอดไม่ได้ "บางคนนี่เกิดมาโชคดีจริงๆ พวกเรายุ่งกันจนหัวหมุน แต่บางคนนอกจากจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ยังมีเวลาออกไปเที่ยวเล่นอีก"

ฉู่กวนจิ้งทำเป็นหูทวนลม หอบข้าวของเดินตรงไปที่ห้องของตัวเอง

ระหว่างทางที่เดินผ่านโถงพิธีศพของอิ้งวั่นซง นางเห็นอวี้เหลียนเกาะโลงศพของสามี ร่างกายสั่นสะท้านราวกับจะขาดใจตายได้ทุกเมื่อ

นี่คือความเสียใจอย่างสุดซึ้งงั้นหรือ?

ฉู่กวนจิ้งไม่เคยมีประสบการณ์สูญเสียคนรัก จึงไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของอวี้เหลียนนัก

นางทำเป็นไม่เห็น กำลังจะหันหลังกลับ แต่หางตาพลันเหลือบไปเห็นหยดเลือดร่วงหล่นลงมาจากจุดที่อวี้เหลียนยืนอยู่

เมื่อนึกได้ว่าอวี้เหลียนเป็นสหายของอี้เสวียน ฉู่กวนจิ้งจึงสอดมือเข้าไปยุ่งโดยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

อวี้เหลียนที่เมื่อวานยังดูแข็งแรงดี บัดนี้กลับดูเหมือนคนใกล้ตายเข้าไปทุกที

ใบหน้าของนางซีดเผือด หายใจหอบถี่ และมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปากไม่หยุด

ฉู่กวนจิ้งยื่นมือออกไปหวังจะพยุงนาง แต่กลับถูกอวี้เหลียนคว้าแขนเอาไว้อย่างแรง

นางจ้องมองมือของอวี้เหลียนที่จับแขนนางไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แกนอสูรของปีศาจตัวนั้น... ที่แท้ก็เป็นเจ้าเองสินะที่เอามันไป"

จบบทที่ บทที่ 18 ไม่อยากออกจากสำนักหลิงซี

คัดลอกลิงก์แล้ว