- หน้าแรก
- ปริศนาตราสัญลักษณ์นิรันดร์
- บทที่ 36 - พรแห่งเทพปกรณัม (พาร์ท 1)
บทที่ 36 - พรแห่งเทพปกรณัม (พาร์ท 1)
บทที่ 36 - พรแห่งเทพปกรณัม (พาร์ท 1)
บทที่ 36 - พรแห่งเทพปกรณัม (พาร์ท 1)
༺༻
หลังจากซาลีนใช้พลังจากแหวนเพื่อเตือนชางหงแล้ว เขาก็ยอมให้ซิก้าช่วยพยุงในขณะที่ชางหงช่วยพยุงซาร่าห์ ทั้งหมดเร่งรีบออกจากสมรภูมิในป่าแดงทันที
ซาลีนไม่ได้ฝังศพคนเหล่านั้น การฝังศพในบึงโกลาหลนั้นไร้ความหมาย เพราะสัตว์เวทนานาชนิดจะขุดศพขึ้นมาจากใต้ดินในเวลาอันรวดเร็วอยู่ดี
ทั้งสี่คนเร่งความเร็วขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงปีศาจไดโนอย่างระมัดระวัง เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เหล่านี้หาได้ยากในป่าแดงแต่มันอันตรายยิ่งกว่านักฆ่าวิญญาณเสียอีก การโจมตีของปีศาจไดโนอาจทำให้จอมเวทสูญเสียพลังในการต่อสู้ได้เลยทีเดียว
เมื่อเข้าใกล้ชายขอบของป่าแดง เท้าของพวกเขาก็เผชิญกับกับดักโคลนตม จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดพักบนต้นไม้ เนื่องจากชางหงไม่มีแผนที่ในบริเวณนี้และซาลีนก็ยังไม่ฟื้นตัวดี
ซาลีนใช้พลังจากแกนเวทมนตร์เลเวล 3 จนหมดสิ้นและได้เปลี่ยนชิ้นใหม่เข้าไปแทนที่ เขานั่งพิงกิ่งไม้หนาพลางก้มมองชางหงจากที่สูง ชายผู้มีรูปลักษณ์งดงามราวกับปีศาจในยามนี้ดูน่ามองขึ้นบ้าง ราวกับภรรยาผู้อดทนหลังจากสลัดท่าทีต่อต้านออกไปแล้ว
"ชางหง ท่านนึกเสียใจไหมที่จ้างขมา?"
"ไม่หรอก ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ" ชางหงตอบอย่างจำนน สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และเขาต้องการซิก้ากับซาลีนเพื่อปกป้องซาร่าห์ ซาร่าห์ต้องการเวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งวันเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว อย่าว่าแต่เรื่องต่อสู้เลย
"ชีวิตงั้นหรือ? หะหะ..." ซาลีนหัวเราะเบาๆ แล้วถามว่า "ท่านพอจะรู้สถานะของผู้ออกคำสั่งในศาสนจักรใช่ไหม?"
"แน่นอน ภายใต้เขามีผู้คนนับล้าน แต่เหนือเขามีเพียงคนเดียว การล่วงเกินผู้ออกคำสั่งก็เหมือนกับการล่วงเกินพระสันตะปาปานั่นแหละ"
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงดี ความจริงแล้วผู้ออกคำสั่งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระสันตะปาปาด้วยซ้ำ พลังของศาสนจักรมาจากสามขั้วอำนาจใหญ่ คือ สภาองคมนตรี อัศวินศักดิ์สิทธิ์ และศาลไต่สวน ทว่าในแง่ของลำดับศักดิ์ ผู้ออกคำสั่งไม่ได้สังกัดอยู่ในองค์กรเหล่านี้เลย"
"หมายความว่าอย่างไร?" ชางหงแม้จะเป็นทหารรับจ้างที่เจนโลก แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนจักรของเขานั้นจำกัดเมื่อเทียบกับซาลีนที่เป็นจอมเวทที่มีสายเลือดสืบทอด
"พลังของพระสันตะปาปามาจากศาลทั้งสามและอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ในเมื่อตอนนี้ไม่มีสงครามระหว่างทวยเทพ พลังของเขาจึงยังไม่ถูกปลุกขึ้น สภาองคมนตรีคือแกนกลางของศาสนจักร กองกำลังหลักในนั้นคือเหล่ามหาปุโรหิต ฝ่ายภายในคือมหาปุโรหิตชุดแดง ส่วนศาลไต่สวนคือมหาปุโรหิตชุดดำที่เชี่ยวชาญเรื่องงานสกปรก สำหรับเหล่าผู้ออกคำสั่งที่มีพลังของตนเองจะถูกเรียกว่ามหาปุโรหิตชุดขาว ซึ่งกระจายอยู่ตามเขตปกครองต่างๆ"
"มันต่างกันตรงไหน?" ชางหงถามพลางทำท่าไม่ใส่ใจนัก
"ชุดแดงดูแลกิจการภายใน ชุดดำดูแลกิจการภายนอก และชุดขาวดูแลคำสั่งของเทพเจ้า เราไม่ได้แค่ล่วงเกินศาสนจักรหรอก ความจริงแล้วเราล่วงเกินเทพเจ้าโดยตรงเลยต่างหาก"
ชางหงแทบจะร่วงตกจากต้นไม้ เขามองซาลีนด้วยความหวาดหวั่น
"ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกเราถอยกลับไปได้ เพราะเราอาจจะบังเอิญไปเจอเข้ากับมหาปุโรหิตชุดขาวเข้า การจะจัดการกับเรื่องของมหาปุโรหิตชุดขาวได้นั้นต้องการใครสักคนที่มีเลเวลอย่างน้อยเลเวล 6 หากเราเจอเข้าจริงๆ เราจะไม่มีแม้แต่โอกาสจะหนี ด้วยเหตุนี้ชางหง ข้าถึงถามท่านว่าท่านนึกเสียใจไหม"
ชางหงนึกเสียใจจริงๆ เขาเคยคิดว่าแม้พวกเขาจะทำให้ภารกิจของผู้ออกคำสั่งเสียหาย แต่พวกนั้นก็คงไม่ลงมือตามหาตัวเขาซึ่งเป็นแค่คนไร้หัวนอนปลายเท้าในทันที...
"หึ ดูท่านกลัวสิ ภารกิจของผู้ออกคำสั่งกับเหล่านักดาบจักรวรรดิฉินไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน กองทหารแร้งคงแค่ฉวยโอกาสเท่านั้น หากข้าเดาไม่ผิด พวกนั้นน่าจะมุ่งหน้าไปอีกทิศทางหนึ่ง เมื่อเราผ่านบึงโกลาหลข้างหน้าไปได้อีกไม่กี่ร้อยไมล์ เราก็น่าจะปลอดภัยแล้ว"
ชางหงมองซาลีนอย่างไม่แน่ใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจอมเวทหนุ่มคนนี้ดูจะไม่กังวลเลยที่ได้ล่วงเกินผู้ออกคำสั่ง ไม่ใช่ว่าซาลีนไม่รู้เรื่องเสียเมื่อไหร่ เขารู้จักโครงสร้างและอำนาจของศาสนจักรดีกว่าเขาเสียอีก หรือว่าซาลีนจะแข็งแกร่งมาก? อาจจะใช่ แต่คงไม่น่าเกรงขามเท่านักรบหญิงคอเคซัสข้างกายเขาหรอก
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จอมเวทเลเวล 1 จะเป็นคู่ต่อสู้ของมืออาชีพเลเวล 6
"ศาสนจักรอันศักดิ์สิทธิ์แม้จะน่าเกรงขาม แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจมาเนิ่นนานนัก คนกลุ่มเดียวที่พวกเขาควบคุมได้คือผู้คนในจักรวรรดิตังกูลาซี อำนาจของพวกเขานั้นขาดแคลนในจักรวรรดิสิเคชินยา คนที่เราล่วงเกินน่ะตำแหน่งสูงก็จริง แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในจักรวรรดิอื่น เพราะอาจนำไปสู่สงครามได้ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลหรอก เมื่อเราออกจากจักรวรรดิสิเคชินยาและเข้าสู่จักรวรรดิฉิน เราก็น่าจะปลอดภัย จักรวรรดิฉินถูกขนานนามว่าเป็นอาณาจักรแห่งเวทมนตร์และมีความอดทนต่อระบอบเทวาธิปไตยต่ำเสมอมา เฮ้อ พูดไปท่านก็คงไม่เข้าใจ..."
ชางหงจ้องซาลีนเขม็ง ไม่เข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้เลย เขารู้เพียงว่าหากพวกเขาไม่หนีไป พวกเขาก็อาจถูกมหาปุโรหิตชุดขาวตรวจสอบได้ทุกเมื่อ คนพวกนั้นคือมืออาชีพเลเวล 6 ซึ่งเทียบเท่ากับจอมเวทเลเวล 5 หรือจอมดาบระดับสูง
"แล้วเจ้าบอกข้าทั้งหมดนี่ทำไม? ไม่ว่ามหาปุโรหิตชุดไหนจะตามล่าเรา เราก็ไม่รอดไม่ใช่หรือ?"
"มันต่างกันนะ หากเป็นชุดแดง ตราบใดที่ท่านยอมรับเทพเจ้าและเลือกที่จะศรัทธา ท่านก็จะไม่ตาย หากเป็นชุดดำ ท่านอาจจะทำให้ผู้ไต่สวนประทับใจในพลังพิเศษของท่านและได้รับโอกาสให้ยอมจำนน แต่ถ้าเป็นชุดขาวล่ะก็ ท่านควรจะยอมแพ้ไปเสียเถอะ เพราะผู้ออกคำสั่งไม่ต้องการสิ่งใดเลย"
คำพูดของซาลีนราวกับค้อนที่ฟาดลงบนใจของชางหง เขาเคยมีความคิดแบบนั้นจริงๆ ว่าจะยอมรับเทพเจ้าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะมันยังดีกว่าถูกฆ่าตาย ซาลีนดูเหมือนจะอ่านใจเขาออกและคำพูดนั้นก็ทำให้ชางหงเลิกล้มความคิดนั้นไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากซาลีนเอ่ยคำเหล่านั้น เขาก็หลับตาลงและถือแกนเวทมนตร์ไว้แน่นเพื่อเร่งการฟื้นฟูสายใยเวทมนตร์ ชางหงไม่ได้เอ่ยอะไรอีกเพราะเขาเป็นแค่นักดาบระดับฝึกหัด เทียบเท่ากับมืออาชีพเลเวล 4 เขาเคยคิดว่าเขาจะสามารถวางก้ามเหนือจอมเวทเลเวล 1 คนนี้ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เพียงด้อยกว่าในด้านพลังการต่อสู้ แต่ยังมีความเฉลียวน้อยกว่าซาลีนด้วย
ชางหงรู้สึกหงุดหงิด จอมเวทเลเวล 1 นั้นเทียบเท่ากับมืออาชีพเลเวล 2 เท่านั้นเอง ทำไมคนคนนี้ถึงกดดันเขาได้มากขนาดนี้?
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง สายใยเวทมนตร์ของซาลีนก็ฟื้นฟูแล้ว แต่ผลกระทบเชิงลบในร่างกายยังไม่หายไป เขาต้องให้ซิก้าช่วยพยุงด้วยความลำบาก ซาร่าห์เองก็เริ่มได้เรี่ยวแรงกลับมาบ้าง ทั้งสี่คนเข้าสู่บึงโกลาหลอีกครั้งก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดลง
สิ่งที่อันตรายที่สุดในบึงโกลาหลไม่ใช่สัตว์เวท แต่เป็นกับดัก ตลอดเวลานับหมื่นปี ชั้นโคลนได้ทับถมกันจนไม่รู้ว่ามันลึกแค่ไหนกันแน่ ด้วยพลังรับรู้อันแข็งแกร่งของซาลีนช่วยให้พวกเขาเลี่ยงกับดักเหล่านี้ได้ ภัยคุกคามสุดท้ายของพวกเขาจึงเหลือเพียงสัตว์เวทเท่านั้น
นี่ควรจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของการเดินทาง ซิก้าฟื้นตัวเกือบสมบูรณ์และเป็นผู้นำอยู่ด้านหน้า นางส่งเสียงหอนเบาๆ เป็นระยะ แม้แต่สัตว์เวทที่แข็งแกร่ง เมื่อได้ยินซิก้าท่องมนตราจากระยะไกล พวกมันก็จะเพียงแค่ชายตามองแล้วรีบเผ่นหนีไป
ตอนนี้ซาลีนรู้แล้วว่าทำไมชางหงถึงยอมจ้างนักรบคอเคซัสด้วยราคาสูงลิ่ว นักรบคอเคซัสส่วนใหญ่ที่สามารถออกมาจากหมู่บ้านได้จะได้รับพรจากปุโรหิตของพวกเขาและมีความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์เวท แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำให้สัตว์เวทมารับใช้ได้เหมือนมหาปุโรหิตภายใต้เทพปกรณัมแห่งธรรมชาติ แต่หากพวกเขาแสดงเจตนาดี การหลีกเลี่ยงกันและกันก็สามารถทำได้
ในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากซิก้าจะใช้กระบองขับไล่ฝูงปีศาจไดโนไปกลุ่มหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีสัตว์เวทตัวอื่นที่ทำให้นางต้องลงมืออีกเลย ทั้งสี่คนเดินมาประมาณหนึ่งร้อยไมล์ในบึงโกลาหลตั้งแต่พลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า และแม้จะเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ แต่พวกเขาก็มาถึงเกือบครึ่งทางแล้ว
ในขณะที่ทั้งสี่คนที่กำลังอ่อนล้ากำลังเดินทางฝ่าความมืด ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวคนหนึ่งเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ถ้ำที่เป็นทางผ่านไปสู่บึงโกลาหล ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ซาลีนและพรรคพวกเพิ่งจะผ่านไป พร้อมกับคนของเขาอีกสี่คน
ชายหนุ่มผู้นี้อยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ ชุดคลุมที่กว้างและพริ้วไหวของเขาดูคล้ายกับชุดของจอมเวท แต่ไม่มีลวดลายที่ขอบเอวด้านใน ชุดเช่นนี้ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกลและเทอะทะเกินไปสำหรับการต่อสู้ เขาดูสะอาดสะอ้านหมดจดราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จและถูกเป่าจนแห้งด้วยเวทมนตร์ลม
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพิงผนังถ้ำ เขารออย่างไม่อดทนเพื่อให้คนของเขารวบรวมข้อมูลจากสนามรบ คนของเขาล้วนสวมเกราะ เกราะเหล่านี้แทบไม่มีช่องว่างและดูราวกับถูกแกะสลักมาจากโลหะชิ้นเดียว ลายใบไม้ปรากฏให้เห็นตามขอบเกราะแต่ละชิ้น ทุกใบไม้ถูกประทับด้วยอักขระศักดิ์สิทธิ์สีทอง มีเพียงนักรบจากศาสนจักรเท่านั้นที่จะแต่งกายเช่นนี้ และผู้ที่มีคุณสมบัติจะสวมเกราะอักขระศักดิ์สิทธิ์ได้ต้องมีเลเวลอย่างน้อยเลเวล 5
"ท่านครับ ทุกคนตายหมดแล้ว มีจอมเวทอยู่ในกลุ่มศัตรูด้วยครับ" นักรบในเกราะอักขระศักดิ์สิทธิ์รายงานอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มชุดขาวขมวดคิ้วและแสดงสีหน้าเย็นชา
"พวกมันสมควรตายแล้ว ไอ้ลูกสุนัขพวกนี้กล้าขัดคำสั่งผู้ออกคำสั่งแล้วเปลี่ยนเส้นทางเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ"
การใช้คำหยาบคายและสีหน้าที่รุนแรงของชายหนุ่มชุดขาวดูไม่เข้ากับสถานะของเขาเลย ชายทั้งสี่คนนิ่งเงียบด้วยความกลัว ทำราวกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด
"เป็นไปได้ไหมที่จะตามพวกมันทัน?" ชายหนุ่มชุดขาวดูจะเกลียดการอยู่ในถ้ำแห่งนี้เหลือเกิน เขาร่ายแสงศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบกายจนทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูเลือนลาง โดยไม่รอคำตอบ เขาพูดขัดตัวเองขึ้นมาว่า "ไม่ เราต้องมุ่งหน้าไปตามแผนการ หากเราทำให้งานของผู้ออกคำสั่งล่าช้า เราจะไม่มีทางได้รับการไถ่บาปแม้ความตายจะมาเยือน ฟังให้ดี หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ลองไปกวาดล้างกองทหารแร้งดูเสียหน่อย แค่นึกถึงพวกมันข้าก็อารมณ์เสียแล้ว"
"ครับ ท่านปิกัสโซ่" ชายทั้งสี่ในเกราะอักขระศักดิ์สิทธิ์น้อมรับคำสั่ง
ซาลีนและพรรคพวกไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาเพิ่งรอดพ้นจากอันตรายมาอย่างหวุดหวิด หากกลุ่มคนกลุ่มนี้ตามพวกเขาทัน ซาลีนคงไม่มีโอกาสได้หนีเลย พลังของนักรบเลเวล 5 สี่คน รวมกับมหาปุโรหิตเลเวล 6 คนหนึ่ง คงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากอาจารย์ของเขาเท่านั้นจึงจะมีโอกาสชนะ
ภูมิประเทศของบึงโกลาหลนั้นซับซ้อนและแม้แต่สภาพอากาศก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ เมื่อซาลีนและพรรคพวกผ่านขอบบึงเล็กๆ แห่งหนึ่ง พวกเขารู้สึกว่าอากาศเริ่มอุ่นขึ้น เบื้องหน้าคือทุ่งราบ พื้นดินแห้งขอดไร้แม้แต่ยอดหญ้า มีเพียงพืชที่มักพบในทะเลทรายเท่านั้นที่หยั่งรากอยู่อย่างอดทนบนทุ่งราบแห่งนี้
นอกจากซาลีนแล้ว ดวงตาของอีกสามคนก็เริ่มจะปิดลงแล้ว เมื่อเห็นทุ่งราบที่แห้งขอด พวกเขาก็แทบรอไม่ไหวที่จะกางเต็นท์พักผ่อน
"ทุกคนอดทนไว้อีกนิด พักผ่อนเมื่อเราไปถึงหลังเนินเขานั่นแล้ว" ซาลีนไม่อยากเสี่ยงดวง สายใยเวทมนตร์ของเขาฟื้นฟูจนสมบูรณ์แล้วและเขาก็นำทุกคนไปยังเนินเขาก่อนจะให้พวกเขาพักผ่อนในขณะที่เขาคอยเฝ้ายาม
"หัวหน้า ข้าจะนอนแล้วนะ!" ซิก้าเอ่ยอย่างลังเลพลางมองดูซาลีน
"นอนเถอะ ข้าฟื้นตัวดีแล้ว" ซาลีนตบไหล่ซิก้า นั่งลง และเตรียมสำรวจสิ่งที่เขาได้มาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ชางหงและซาร่าห์หลับไปก่อน พวกเขาทิ้งเต็นท์ไปนานแล้ว จึงทำได้เพียงใช้ผ้าคลุมเป็นผ้าห่มขณะที่พยายามขดตัวนอน เกราะหนังราคาแพงของซิก้ามีความสามารถในการปรับอุณหภูมิ นางเหยียดแขนขาและจมเข้าสู่ห้วงนิทราโดยไร้การป้องกันอยู่ข้างกายซาลีน
༺༻