เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 โคตรตื่นเต้นเลย

บทที่ 5 โคตรตื่นเต้นเลย

บทที่ 5 โคตรตื่นเต้นเลย


บทที่ 5 โคตรตื่นเต้นเลย

แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าทอประกายเรืองรองหลอมรวมเข้ากับทะเลหมอก ลำแสงสีทองพาดผ่านท้องนภา ทะเลหมอกที่อยู่ไกลออกไปม้วนตัวพัดพริ้วไปตามยอดเขา

"สวยจัง" เจียงเสี่ยวเสี่ยวพึมพำกับตัวเองราวกับต้องมนต์สะกด

ทันใดนั้น เย่หวูหยา ก็ชี้ไปที่ยอดเขาเบื้องหน้าแล้วตะโกนลั่น "ดูสิ นั่นมันอะไรน่ะ?"

ทุกคนหันไปมองตามทิศทางที่เขาชี้โดยสัญชาตญาณ

พวกเขาเห็นแสงสีรุ้งพุ่งทะยานขึ้นมาจากยอดเขาที่อยู่ไกลลิบ และเหนือหมู่เมฆนั้นก็มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างบ้าคลั่ง

"ทำไมเจ้านั่นมันดูคล้ายๆ คนเลยแฮะ?" จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าวด้วยความไม่แน่ใจ

คนอื่นๆ พากันลุกขึ้นยืนชะเง้อคอมอง "เหมือนคนจริงๆ ด้วยแฮะ"

"จะเป็นไปได้ยังไง? ถ้าเป็นคนป่านนี้คงโดนฟ้าผ่าตายไปแล้ว" ฉินเจิ้นหัวพูดจบก็ชะงักงันไปชั่วขณะ

"เกือบลืมไปเลยว่านี่มันโลกบ่มเพาะพลัง บ้าเอ๊ย คนๆ นั้นต้องเป็นผู้ฝึกตนในตำนานแน่ๆ!"

"ท่านพี่เซียน คนๆ นั้นกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ?"

"กำลังผ่านด่านเคราะห์น่ะ" ฉู่ฮ่วยอันตอบเรียบๆ ด่านเคราะห์เล็กน้อยเช่นนี้เป็นเรื่องปกติในโลกใบนี้

แต่ในสายตาของจ้าวซื่อเจี๋ยและคนอื่นๆ มันช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อสุดๆ!

"ท่านพี่เซียน คนๆ นั้นอยู่ระดับไหนแล้วหรือขอรับ? นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้วใช่ไหม?" หลินเย่ถามด้วยความเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง

"ไม่ได้สูงอะไรหรอก เขาเพิ่งจะทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐาน และทัณฑ์สวรรค์ของเขาก็เป็นแบบธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ พอพวกเจ้าไปถึงระดับนั้นก็จะรู้เอง"

"นี่คือธรรมดาหรอกรึ? แล้วพวกทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงกว่านี้ล่ะ?"

เย่หวูหยายืนจ้องมองสายฟ้าฟาดกึกก้องที่อยู่ไกลออกไปอย่างเหม่อลอย ความรู้สึกยำเกรงก่อตัวขึ้นในใจอย่างไม่อาจห้ามได้

"ยิ่งมีพรสวรรค์สูงเท่าไหร่ ด่านเคราะห์อสนีบาตก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ส่วนเรื่องระดับของทัณฑ์สวรรค์นั้น เอาไว้หอคัมภีร์ของสำนักสร้างเสร็จเมื่อไหร่ ข้าจะเอาตำราที่เกี่ยวข้องไปวางไว้ ถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็เอาแต้มผลงานไปแลกมาอ่านเองก็แล้วกัน"

ฉู่ฮ่วยอันลอบปรายตามองจ้าวซื่อเจี๋ยเล็กน้อย เขารู้สึกอยากรู้เหมือนกันว่าหากอีกฝ่ายทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐาน จะดึงดูดทัณฑ์สวรรค์แบบไหนลงมา

ในตอนนั้นเอง ฉินเจิ้นหัวก็ดึงมือฉู่ฮ่วยอันแล้วอ้อนวอนว่า "ท่านพี่เซียน ท่านช่วยคุยกับบริษัทให้ข้าเติมเงินหน่อยได้ไหมขอรับ? ข้าสัญญาเลยว่ายอดเปย์ของข้าจะไม่ต่ำกว่าสิบล้านแน่ๆ ขอร้องล่ะ!"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีกสี่คนก็ถึงกับสูดปาก

สิบล้าน!

นี่มันรวยระดับผิดมนุษย์มนาชัดๆ!

ทว่าน่าเสียดายที่ฉู่ฮ่วยอันไม่ได้หวั่นไหว เขาปฏิเสธอย่างไม่ลังเล "เจ้าควรเอาเวลาไปคิดว่าจะยกระดับการบ่มเพาะพลังของตัวเองยังไงดีกว่า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะตามคนอื่นไม่ทันเอานะ"

สายตาของฉู่ฮ่วยอันแฝงความหมายบางอย่างขณะที่มองไปทางจ้าวซื่อเจี๋ย

"ท่านพี่เซียน ท่านรู้แล้วสินะขอรับ" จ้าวซื่อเจี๋ยเกาหัวอย่างเก้อเขิน

"หมายความว่าไงเนี่ย?" คนอื่นๆ งุนงง และพากันจ้องมองไปที่จ้าวซื่อเจี๋ย

"เขาเหลืออีกแค่ครึ่งก้าวก็จะทะลวงผ่านระดับหลอมกายาแล้ว พวกเจ้าต้องขยันให้มากกว่านี้นะ" ฉู่ฮ่วยอันตอบพร้อมรอยยิ้ม

สิ้นคำพูดนั้น อีกสี่คนก็เบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"บ้าเอ๊ย ข้าอุตส่าห์แบกน้ำเหนื่อยสายตัวแทบขาดมาทั้งวัน ได้ค่าประสบการณ์มาแค่สามแต้ม นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้ามี 50 แต้มแล้วงั้นเรอะ? เจ้ายังเป็นคนอยู่รึเปล่าเนี่ย?!"

เย่หวูหยาร้องลั่น เอามือทาบอกด้วยความเจ็บปวดใจ

ฉินเจิ้นหัวที่อยู่ข้างๆ ก็พูดด้วยความขุ่นเคืองเช่นกัน "ข้าแย่กว่าเจ้าอีก ข้าทำไร่สมุนไพรเหนื่อยแทบตายมาทั้งวัน ได้มาแค่สองแต้ม ไม่เอาแล้ว ข้าจะไปตัดต้นไม้ด้วย!"

"ใช่ ข้าก็จะไป ข้าไม่สนแต้มผลงานแล้ว!" หลินเย่ผสมโรง

"การตัดต้นไม้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอกนะ มันมีเทคนิคอยู่ อย่างเช่น ตอนเหวี่ยงขวานน่ะ ต้องออกแรงจากเอว..."

จ้าวซื่อเจี๋ยยังคงพยายามเกลี้ยกล่อม แต่ทั้งสี่คนไม่ฟังเสียง ต่างพากันวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับแข่งขันกัน

ในลานบ้านมีขวานอยู่เพียงเล่มเดียว ฉินเจิ้นหัวเป็นคนแรกที่คว้ามันไว้ได้ เขาพาตัวเองวิ่งเข้าไปในป่าอย่างมีความสุข และเริ่มลงมือแกว่งขวาน

ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่บ่นอุบอิบแล้วเดินกลับมา

ฉู่ฮ่วยอันยิ้มแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปบ่มเพาะพลังต่อ

หลังจากพักฟื้นมาสามปี ร่างกายของเขาก็เกือบจะหายเป็นปกติแล้ว ตอนนี้เขาก็แค่เริ่มต้นใหม่ และความเร็วในการบ่มเพาะพลังก็เร็วกว่าเมื่อก่อน แถมรากฐานยังมั่นคงขึ้นอีกด้วย

ช่วงค่ำ จ้าวซื่อเจี๋ยและคนอื่นๆ ต่างก็ง่วนอยู่กับการอัปเลเวล

ยกเว้นเจียงเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังยุ่งอยู่ในไร่สมุนไพร อีกสี่คนที่เหลือต่างพากันวิ่งเข้าไปในป่าทึบเพื่อตัดต้นไม้

พอเหนื่อยพวกเขาก็จะสลับให้คนต่อไปมาทำแทน และด้วยคำแนะนำของจ้าวซื่อเจี๋ย เย่หวูหยาและอีกสองคนก็สามารถเก็บค่าประสบการณ์ไปได้สองสามแต้ม

เมื่อรู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ทั้งสามคนก็ได้ลิ้มรสความหอมหวานของความสำเร็จ จึงยิ่งเหวี่ยงขวานอย่างขยันขันแข็งมากขึ้นไปอีก

กลางดึกสงัด เสียงสวบสาบดังแว่วเข้าหูของทั้งสี่คน

"พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรไหม?" จู่ๆ จ้าวซื่อเจี๋ยก็หยุดมือและตั้งใจฟัง

ฉินเจิ้นหัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยความงุนงงแล้วมองไปรอบๆ

ตอนที่มัวแต่ยุ่งอยู่ พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลย พอตอนนี้เงียบลง ถึงได้รู้ว่ารอบด้านมืดสนิท และมีเสียงร้องประหลาดๆ ดังระงมไปทั่วทั้งป่า

"พวกเจ้าว่าที่นี่จะมีผีไหม?" ฉินเจิ้นหัวตัวสั่นเทา เบียดตัวเข้าไปอยู่ระหว่างเย่หวูหยาและหลินเย่ พลางมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง

"นี่มันโลกบ่มเพาะพลังนะ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ เราถอยกันก่อนดีไหม?" เย่หวูหยาเสนอ

แต่หลินเย่กลับทำหน้าไม่ยี่หระ เขาโบกมือแล้วพูดว่า "นี่มันก็แค่เกม จะไปกลัวบ้าอะไรนักหนา? ยังไงก็ตายไม่จริงอยู่แล้ว ถ้ามีผีจริง ข้าก็อยากจะเห็นหน้ามันเหมือนกันว่าหน้าตาเป็นยังไง!"

ทันทีที่เขาพูดจบ พุ่มไม้ใกล้ๆ ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง

"แม่เจ้าเว้ย พี่ชาย อย่าทำให้ข้ากลัวสิ ข้ายิ่งกลัวผีอยู่นะ" ฉินเจิ้นหัวตกใจสุดขีดจนกระโดดเข้าไปกอดเย่หวูหยาเอาไว้แน่น

"ไม่ใช่ผีหรอก เสียงนั่นเหมือนสัตว์ร้ายกำลังเดินเข้ามาใกล้มากกว่า"

จ้าวซื่อเจี๋ยยกขวานขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อม หันหน้าเข้าหาพุ่มไม้ แล้วค่อยๆ ถอยกรูดไปด้านหลัง

พอได้ยินว่าเป็นสัตว์ร้าย เย่หวูหยาและคนอื่นๆ ก็รีบลุกขึ้นแล้วไปหลบอยู่ด้านหลังจ้าวซื่อเจี๋ย

กรอบแกรบ—

จู่ๆ พุ่มไม้ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว

"มันมาแล้ว หนีเร็ว!"

จ้าวซื่อเจี๋ยหันหลังขวับแล้ววิ่งหนีป่าราบโดยไม่เหลียวหลัง

อีกสามคนที่เหลือก็แหกปากร้องลั่นแล้วหันหลังวิ่งหนีตามไปติดๆ

"โฮก!"

เสียงคำรามดังกึกก้องกังวานมาจากด้านหลัง ทำให้ทั้งสี่คนยิ่งลนลานหนักกว่าเดิม หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ

เกมบ้าอะไรเนี่ย โคตรตื่นเต้นเลย!

หลินเย่หันขวับกลับไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะยืนตัวแข็งทื่อ "เฮ้ย อย่าเพิ่งหนี นั่นมันก็แค่แมวตัวเล็กๆ เอง!"

พอได้ยินแบบนั้น ทั้งสามคนที่วิ่งนำหน้าอยู่ก็เบรกตัวโก่งแล้วหันขวับกลับมา

สัตว์ป่าที่มีลวดลายประหลาดเต็มตัว ขนาดตัวเท่ากับแมวตัวเล็กๆ กำลังยืนห่างจากพวกเขาไปเพียงสิบเมตร และกำลังแยกเขี้ยวขู่ฟ่อใส่พวกเขา

"โธ่เอ๊ย นึกว่าผีสางที่ไหน ที่แท้ก็แค่สัตว์ธรรมดาๆ"

เย่หวูหยาโมโหจัด เตรียมจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนมันสักตั้ง

"เดี๋ยวก่อน เจ้าเหมียวนี่ก็น่ารักดีนะ เราจับมันมาเป็นสัตว์เลี้ยงดีไหม?"

จ้าวซื่อเจี๋ยตาเป็นประกาย รีบดึงตัวเย่หวูหยาเอาไว้

"มีสัตว์เลี้ยงในเกมก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ"

ทั้งสามคนคล้อยตามคำพูดของจ้าวซื่อเจี๋ยและหันมาสบตากัน

"ใครจับได้ก่อน คนนั้นได้ไป!"

ทั้งสี่คนแหกปากร้องลั่นแล้วกระโจนเข้าใส่แมวลายตัวน้อยราวกับหมาป่าหิวโซ

"โฮก!"

แววตาดุร้ายวาบขึ้นในดวงตาของแมวลาย ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะพ่นสายฟ้าออกจากปาก

เปรี้ยง—

จ้าวซื่อเจี๋ยที่อยู่หน้าสุดโดนเข้าไปเต็มๆ เขาร้องโหยหวนได้เพียงครั้งเดียวก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกผ่าออกเป็นสี่ห้าเสี่ยง

เย่หวูหยาและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา พวกเขาหันหลังเตรียมวิ่งหนีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

เปรี้ยง เปรี้ยง—

ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งสามคนถูกผ่าร่างจนกระจุยกระจาย ชิ้นส่วนร่วงหล่นเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ

จบบทที่ บทที่ 5 โคตรตื่นเต้นเลย

คัดลอกลิงก์แล้ว