เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ลอบเร้นลับล่อ เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ

บทที่ 8 ลอบเร้นลับล่อ เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ

บทที่ 8 ลอบเร้นลับล่อ เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ


บทที่ 8 ลอบเร้นลับล่อ เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ

เจ้าอ้วนตัวน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวสองซี่ขณะมองมายังไป๋เฉิน มืออวบอ้วนเกาหัวแกรกๆ

"งั้นข้าจะถือว่าเป็นคำอวยพรที่นิมิตหมายดีก็แล้วกัน!"

เจ้าอ้วนคิดเพียงว่าไป๋เฉินแค่พูดตามมารยาท จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก

ทว่ามีเพียงไป๋เฉินเท่านั้นที่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริง

การคัดลอกพรสวรรค์สามารถทำได้เพียงเดือนละครั้งก็จริง แต่การมองดูคุณลักษณะของผู้อื่นนั้นไม่มีข้อจำกัด

เมื่อครู่นี้ตอนที่เจ้าอ้วนยื่นห่อกระดาษไขให้ ไป๋เฉินได้สัมผัสมือของเขาและถือโอกาสเหลือบมองคุณลักษณะมาเรียบร้อยแล้ว

ชื่อ : เฉินจินเป่า

อายุ : 15 ปี

ขอบเขตการบำเพ็ญ : ไม่มี

รากวิญญาณ : ทอง, ดิน

พรสวรรค์ : เข้าถึงวิถีศาตราอย่างรวดเร็ว (สีน้ำเงิน), ความเข้ากันได้กับธาตุทอง (สีน้ำเงิน), เชี่ยวชาญการบันทึกอักขระศาตรา (สีเขียว), แยกแยะวัตถุดิบหลอมศาตราได้ง่าย (สีเขียว), พละกำลังมหาศาล (สีขาว)...

เขาไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าอ้วนคนนี้จะมีรากวิญญาณคู่จริงๆ พรสวรรค์ไม่ได้ด้อยไปกว่าเฟิ่งหลิงเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย

เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพบอีกฝ่าย มิเช่นนั้นไป๋เฉินประเมินว่าตนเองคงเลือกคัดลอกพรสวรรค์ด้านการหลอมศาตราไปแล้ว

เมื่อได้รับคำชมจากไป๋เฉิน เฉินจินเป่าก็รู้สึกสนิทใจกับเขามากขึ้น

เขาตบพุงตัวเองพลางแนะนำตัวกับไป๋เฉิน

"ข้าชื่อเฉินจินเป่า จินที่แปลว่าทอง เป่าที่แปลว่าสมบัติ ข้าเพิ่งอายุครบสิบห้าปีเต็มเมื่อสองเดือนก่อน แล้วท่านล่ะพี่ชาย?"

ไป๋เฉินเบี่ยงตัวหลบศอกของคนที่เดินเบียดเข้ามาแล้วเอ่ยเสียงเบา "ข้าแซ่ไป๋ ชื่อเฉิน เฉินที่แปลว่าดวงดารา ปีนี้ข้าอายุสิบหก"

"สิบหกหรือ?"

เฉินจินเป่ามองเขาด้วยความฉงน

"พวกเราทุกคนต่างก็ต้องรับการทดสอบรากวิญญาณตอนอายุสิบห้าไม่ใช่หรือ เหตุใดท่านถึงมาสายไปปีหนึ่งเล่า?"

ไป๋เฉินหลุบตาลงต่ำเล็กน้อยและทอดถอนใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "ครอบครัวข้ายากจน ท่านพ่อท่านแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อนนู้น ข้าต้องอาศัยอยู่ในบ้านโกโรโกโสเพียงลำพังถึงสองปี กว่าจะเก็บหอมรอมริบจนพอเป็นค่าเดินทางมาที่นี่ได้ก็กินเวลาไปนาน"

หากพูดกันตามตรง คำพูดเหล่านี้ก็ไม่ได้ผิดนัก เพียงแต่พอเอ่ยออกมาเช่นนี้กลับทำให้ฟังดูน่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

เฉินจินเป่าอุทาน "อา" ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด "ข้าขอโทษ พี่ชายไป๋ ข้าไม่รู้เรื่องนี้ ท่าน—"

เฉินจินเป่าอึกอักอยู่พักใหญ่ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เขาลนลานจนเริ่มเกาหัวเกาหูไปหมด

เมื่อเห็นท่าทางของเจ้าอ้วนที่ดูเหมือนอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด ไป๋เฉินก็ลอบยิ้มในใจพลางส่ายหน้า "ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เรื่องมันผ่านไปแล้ว ข้าไม่ได้ถือสาอะไร"

แม้ไป๋เฉินจะกล่าวเช่นนั้น แต่เฉินจินเป่าก็ไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องครอบครัวอีก เขาจงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องเล่าแปลกประหลาดเกี่ยวกับสำนักเหอซวี่ที่เขาได้ยินมาจากพวกข่าวโคมลอยแทน

"นี่ พี่ชายไป๋ ท่านเคยได้ยินเรื่อง 'เหวอุกกาบาต' ของสำนักเหอซวี่บ้างหรือไม่?"

ไป๋เฉินส่ายหน้า "ไม่เคย"

เดิมทีเขาไม่ใช่คนของทวีปนี้

เจ้าของร่างเดิมเองก็มาจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่มีผู้บำเพ็ญอมตะ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย

เมื่อเห็นว่าไป๋เฉินไม่รู้ เฉินจินเป่าก็โน้มตัวเข้ามาหาอย่างมีลับลมคมนัยและลดเสียงให้เบาลง

"ข้าจะบอกท่านให้ นี่เป็นข่าวที่ท่านพ่อของข้าได้ยินมาจากลูกค้ารายเก่าแก่ที่ส่งวัตถุดิบหลอมศาตราให้สำนักเหอซวี่มาตลอดทั้งปี ว่ากันว่าแต่เดิมภูเขาหลังสำนักไม่มีเขตอาคมหวงห้ามใดๆ แต่ตั้งแต่มีอุกกาบาตตกลงมาเมื่อสามร้อยปีก่อน ที่นั่นก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าใกล้อีกเลย..."

ไป๋เฉินกำลังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ทว่าเจ้าอ้วนกลับเงียบไปเสียเฉยๆ

เขามองเฉินจินเป่าด้วยสายตาแปลกๆ "แล้วอย่างไรต่อ?"

"แล้วก็..." เฉินจินเป่าเกาหัวพลางหัวเราะแห้งๆ "ข้าก็ไม่รู้แล้วล่ะ ท่านพ่อเล่าให้ข้าฟังแค่นี้เอง"

ไป๋เฉินถึงกับพูดไม่ออก... แค่นี้เองหรือ?

เขามองข้ามขีดความสามารถของเจ้าอ้วนคนนี้สูงเกินไปเสียแล้ว นึกว่าจะได้ยินเรื่องราวลึกลับเหนือธรรมดาเสียอีก

ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น ฝูงชนด้านหน้าก็ได้เคลื่อนตัวไปถึงประตูภูเขาของสำนักเหอซวี่แล้ว

"ทุกคน ฟังทางนี้!"

ทันใดนั้น เสียงใสกระจ่างที่เปี่ยมด้วยปราณวิญญาณก็ดังระฆังยักษ์ก้องไปทั่วหุบเขา จนทำให้พื้นดินดูเหมือนจะสั่นสะเทือนเล็กน้อย

นี่คือวิชาขยายเสียงที่ศิษย์สำนักเหอซวี่มักใช้กัน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ขั้นรวบรวมปราณ ในยามนี้มันถูกใช้โดยศิษย์คนหนึ่งของสำนัก เสียงนั้นสะท้อนก้องไปตามป่าเขา

"จัดแถวเป็นสิบแถวเพื่อขึ้นเขาเดี๋ยวนี้!

"เมื่อพวกเจ้าถึงลานกว้างหน้าวิหารนำจิต จะมีการทดสอบรากวิญญาณอย่างพร้อมเพรียงกัน

"ห้ามผลักกัน ห้ามตะโกนเสียงดัง

"ผู้ใดก็ตามที่ก่อความวุ่นวายหรือทำลายความสงบเรียบร้อย จะถูกตัดสิทธิ์ในการทดสอบทันที!"

เสียงนั้นแทรกผ่านความโกลาหลของฝูงชน เข้าไปถึงหูของทุกคนอย่างชัดเจน

ฝูงชนที่เคยส่งเสียงเซ็งแซ่พลันเงียบกริบลงในพริบตา และเริ่มรวมกลุ่มกันเป็นสิบแถวอย่างรู้ความ ก่อนจะทยอยเดินผ่านประตูภูเขาเพื่อมุ่งหน้าขึ้นไปด้านบน

เฉินจินเป่าที่เพิ่งคุยจ้อเมื่อครู่ไม่กล้าปริปากอีกต่อไป เขาพยัญหน้าก้มต่ำแล้วรีบเข้าไปต่อแถวด้านข้าง

ไป๋เฉินเดินตามเฉินจินเป่าเข้าแถว เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามกระแสผู้คน

เส้นทางเบื้องหน้าประตูภูเขาไม่ใช่ถนนราบเรียบ แต่เป็นขั้นบันไดหินสีครามกว่าพันขั้นที่สลักเข้าไปในหน้าผา ทอดตัวคดเคี้ยวขึ้นไปสู่วิหารนำจิตที่ปกคลุมด้วยม่านหมอก

ไม่รู้ว่าขั้นบันไดหินเหล่านี้ผ่านแดดฝนมานานเท่าใด ผิวสัมผัสของมันจึงเรียบเนียนและอุ่นละเอียด ทั้งยังมองเห็นลวดลายปราณวิญญาณจางๆ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะได้รับการหล่อเลี้ยงจากปราณวิญญาณของสำนักมานานหลายปี

ยิ่งสูงขึ้นไป ปราณวิญญาณในขุนเขาก็ยิ่งหนาแน่น มอบความรู้สึกสดชื่นและชุ่มฉ่ำยามสูดลมหายใจเข้าปอด

ไป๋เฉินลอบอุทานในใจ

เขายังไม่ทันได้ก้าวเข้าสู่สำนักเหอซวี่อย่างแท้จริง ปราณวิญญาณก็หนาแน่นถึงเพียงนี้แล้ว

หากเขาได้ก้าวเข้าไปภายในสำนักเหอซวี่จริงๆ ภาพที่ปรากฏจะงดงามอลังการเพียงใดกัน?

เมื่อค่อยๆ เข้าใกล้ประตูภูเขามากขึ้น ศิษย์สำนักเหอซวี่ที่ยืนอยู่ทั้งสองฟากฝั่งของประตูก็ปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน

พวกเขาสวมชุดคลุมยาวแขนกว้างสีเขียวครามไล่เฉดสีของศิษย์สำนักเหอซวี่ ที่เอวห้อยป้ายหยกสีครามสลักคำว่า 'สำนักภายในเหอซวี่'

ลวดลายที่ซ่อนอยู่บนชุดคลุมทอประกายด้วยปราณวิญญาณ ทำให้แต่ละคนดูสง่างามและมีราศีอย่างยิ่ง

ทุกคนต่างจ้องมองด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า

ไป๋เฉินเดินตามเฉินจินเป่าขึ้นมาตลอดทาง ทว่าในยามที่เขากำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูภูเขานั้นเอง แขนที่ถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งพลันพาดขวางตรงหน้าเขาไว้ เป็นการขวางทางไม่ให้เดินต่อ

รูม่านตาของไป๋เฉินหดเกร็งเล็กน้อยขณะมองไปยังคนผู้นั้น

เขาเห็นว่าแม้คนผู้นี้จะสวมเครื่องแบบสีเขียวครามเช่นเดียวกัน แต่ลวดลายบนป้ายหยกสีครามที่เอวของเขากลับซับซ้อนกว่าคนอื่นๆ

ฝักกระบี่ที่ถืออยู่ตรงหน้าก็สลักลวดลายเมฆาที่ละเอียดและซับซ้อน

เพียงแค่ถูกอีกฝ่ายปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ ไป๋เฉินก็รู้สึกถึงความอึดอัดที่หน้าอกอย่างประหลาด จนลมหายใจถึงกับสะดุดไปชั่วขณะ

เพราะไป๋เฉินถูกขวางไว้ แถวที่อยู่ด้านหลังและด้านข้างจึงต้องหยุดชะงักลงด้วย

ทุกคนต่างมองมาทางเขาด้วยความประหลาดใจ

ไป๋เฉินก้มหน้าลงเล็กน้อยและประสานมืออย่างสุภาพ "ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ท่านนี้มีคำสั่งอันใดหรือ?"

สายตาของบุรุษผู้นั้นจับจ้องที่ใบหน้าของไป๋เฉิน ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไม่พอใจ "ลอบเร้นลับล่อ ทำตัวน่าสงสัย—เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ?"

เมื่อเห็นไป๋เฉินถูกกั้นไว้ เฉินจินเป่าที่เดินนำไปก่อนก็หยุดลงแล้วหันกลับมามองด้วยความกังวล

เมื่อได้ยินคำพูดของบุรุษผู้นั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที

"ลอบเร้นลับล่อ ทำตัวน่าสงสัย?"

นั่นหมายความว่าอย่างไรกัน?

พี่ชายไป๋ก็ดูปกติดี แล้วเขาไปทำตัวน่าสงสัยที่ตรงไหน?

หัวใจของไป๋เฉินกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็เข้าใจ

วิชาการปลอมแปลงอันน้อยนิดของเขาเป็นเพียงทักษะการแต่งหน้าของคนธรรมดาเท่านั้น

มันอาจหลอกตาคนทั่วไปได้ แต่ย่อมไม่อาจหลบพ้นประสาทสัมผัสวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรไปได้

ในสายตาของผู้บำเพ็ญ การที่เขาแต่งหน้าเช่นนี้มิใช่การ 'ลอบเร้นลับล่อ' หรอกหรือ?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ที่เป็นวันที่สำนักเหอซวี่เปิดประตูรับศิษย์ จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะระแวดระวังและสงสัยในตัวเขาที่ทำท่าทางเช่นนี้

ไป๋เฉินรีบประสานมือและก้มคำนับบุรุษผู้นั้น พลางเอ่ยขออภัยอย่างจริงใจ

"ศิษย์พี่โปรดประทานอภัย ข้าไร้ซึ่งวรยุทธ์และร่างกายอ่อนแอ การเดินทางเพียงลำพังทำให้ข้าไม่มีทางเลือกนอกจากต้องใช้การปลอมตัวบ้างเพื่อรักษาตัวรอด ข้าหาได้มีเจตนาจะลบหลู่เกียรติของสำนักไม่ ข้าจะล้างเครื่องแต่งกายนี้ออกเดี๋ยวนี้"

หลังจากกล่าวจบ เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดเรียบๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ตักน้ำจากกระบอกน้ำที่พกติดตัวมา แล้วเริ่มเช็ดใบหน้าของตนเอง

จบบทที่ บทที่ 8 ลอบเร้นลับล่อ เจ้าคู่ควรจะย่างกรายเข้าสู่ประตูสำนักเหอซวี่ของข้าหรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว