เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 481 มิติพิศวง 2

บทที่ 481 มิติพิศวง 2

บทที่ 481 มิติพิศวง 2


บทที่ 481 มิติพิศวง 2

"หมอแมนเดล ช่วงนี้ข้ามักจะได้ยินเสียงแปลกๆ อยู่เรื่อยเลย"

บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่สะอาดสะอ้านภายในห้องตรวจ ร่างกายของเฒ่ามาร์คจึงนั่งหลังตรงแหน่ว สองมือวางไว้บนเข่า ราวกับนักเรียนในห้องเรียนไม่มีผิด

"เสียงอะไรหรือ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แมนเดลก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความสนใจที่ห่างหายไปนาน ก่อนจะเอ่ยปากถามออกไป

"อืม... ข้าเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน"

ด้วยความที่ไม่เคยเรียนหนังสือ วันๆ คลุกคลีอยู่แต่กับปลาตายและน้ำทะเล จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่มีทักษะการพูดจาที่ไหลลื่น เฒ่ามาร์คตอบกลับอย่างตะกุกตะกัก

"คือว่า คือมันเหมือนมีคนหลายคนกำลังพูดคุยกัน"

"บางทีก็เป็นผู้ชาย บางทีก็เป็นผู้หญิง เสียงมีทั้งดังและเบา"

"แล้วพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน"

"ข้า... ข้าฟังไม่ถนัด" ราวกับว่ายิ่งพูดยิ่งร้อนรน น้ำเสียงของเฒ่ามาร์คจึงเริ่มเร่งรีบขึ้น "แต่ข้ารู้นะว่าพวกนั้น พวกนั้นกำลังพูดถึงข้า!"

แมนเดลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าภายในใจกลับยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ตลอดเวลาสองปีที่อาศัยอยู่ในเมืองเบ็ดตกปลา ดูเหมือนว่าในที่สุดอาชีพหลักอย่างการเป็นจิตแพทย์ของเขาก็จะได้มีโอกาสแสดงฝีมือเสียที

เขาแสดงความอดทนออกมาอย่างเหลือล้น และเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่ได้ใช้มานานแสนนาน

"นอกจากนี้แล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกไหม"

"ยังมี... ยังมีของแปลกๆ อีก" สีหน้าของเฒ่ามาร์คดูลังเลเล็กน้อย เขาชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความหวาดระแวง

แมนเดลมองตามออกไป แต่ก็ไม่พบเห็นอะไรผิดปกติ

"มันมักจะอยู่ตรงหางตา เหมือนกับเป็นเงา พอหันไปมองมันก็หายไปแล้ว แต่คนอื่นกลับบอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย"

"ตอนหลังข้าก็เลยไม่หันไปมอง ได้แต่จ้องไปข้างหน้า แล้วใช้หางตาเหลือบดู พวกมันก็ยังอยู่ตรงนั้น"

ภาพหลอน หูแว่ว

แมนเดลกำปากกาหมึกซึมในมือแน่น พลางจดบันทึกลงในแฟ้มประวัติคนไข้

"ช่วงนี้ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอะไรมาบ้างหรือเปล่า นอนไม่หลับ หรือมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องการกินบ้างไหม"

"ข้านอนไม่หลับเลย" เฒ่ามาร์คเอ่ย "ตอนกลางคืนที่มืดสนิท ข้ามักจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอยู่พักหนึ่งเสมอ"

"ข้า... ข้าไม่กล้าลืมตา..." จู่ๆ สีหน้าของชายชราก็แปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว ปะปนไปกับความเหนื่อยล้าอย่างหนัก "เพราะข้ารู้ว่ามันกำลังยืนจ้องข้าอยู่ที่ข้างเตียง"

วันนั้น แมนเดลได้พูดคุยกับเฒ่ามาร์คอีกหลายเรื่อง พร้อมกับสั่งจ่ายยาที่มีฤทธิ์อ่อนๆ ราคาไม่แพงนักซึ่งอีกฝ่ายพอจะจ่ายไหว และนัดแนะให้กลับมาที่คลินิกอีกครั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อตรวจดูอาการเพิ่มเติม

อาการของอีกฝ่ายนั้นค่อนข้างซับซ้อน ทั้งภาพหลอน หูแว่ว ปัญหาการนอนหลับ อาการหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย... ทำเอาตัวเขาเองก็ยังประเมินชนิดของโรคที่แน่ชัดไม่ได้ในทันที

และสิ่งนี้เองก็ไปกระตุ้นไฟในการทำงานของแมนเดลที่มอดดับไปนานให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

หลังเลิกงาน เขาเพียงแค่หยิบอาหารสุนัขส่งๆ ให้กับ "มีนา" แล้วปล่อยให้มันไปวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้านตามลำพัง ส่วนตัวเองก็รีบกลับเข้าไปในห้องหนังสือ รื้อค้นตำราเกี่ยวกับจิตเวชที่นำติดตัวมาจากเมืองหลวงซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของชั้นหนังสือ เพื่อค้นหาโรคที่อาจตรงกับอาการเหล่านั้น

สามวันต่อมา เวลาตีสอง

เมื่อเขาปิดหนังสือเล่มสุดท้ายลง บนสมุดบันทึกก็เต็มไปด้วยข้อความวิเคราะห์อาการและการวินิจฉัยแยกโรคที่เขียนไว้จนแน่นเอี้ยด

ทว่าในช่องสรุปผล กลับยังคงว่างเปล่า

แมนเดลลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่าง

เขามองดูเงาสะท้อนบนกระจกที่เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนวัยแต่กลับดูทรุดโทรมและเหนื่อยล้า หนวดเคราขึ้นเฟิ้ม แต่ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับทอประกายเจิดจ้า ราวกับมีแสงสว่างลึกลับวูบไหวอยู่ภายใน

เขาไม่ได้เห็นแววตาแบบนี้มานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่มันปรากฏขึ้น ก็คือตอนที่เขาเรียนจบจากวิทยาลัยการแพทย์หลวงด้วยคะแนนยอดเยี่ยม

เคสผู้ป่วยรายใหม่เอี่ยม

โรคทางจิตเวชที่ยังไม่เคยถูกบันทึกหรือตั้งชื่อมาก่อน

หากเขาสามารถบันทึกกระบวนการของโรคได้อย่างครบถ้วน เสนอสมมติฐานของสาเหตุที่สมเหตุสมผล หรือแม้กระทั่งค้นพบวิธีรักษา... ชื่อของแมนเดลคนนี้ ก็จะได้ไปปรากฏอยู่บนวารสารการแพทย์ บนทำเนียบศิษย์เก่าดีเด่นของวิทยาลัย และในบทสนทนาของอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างแน่นอน

แมนเดลหันหลังกลับ มองดูสมุดบันทึกและหนังสือที่วางกองเต็มโต๊ะ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเมืองเล็กๆ ที่ตนอาศัยอยู่ในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

"สวบ สาบ..."

จู่ๆ ก็มีเสียงเบาๆ ที่ยากจะอธิบายดังแว่วเข้าหู พร้อมกับเงาดำที่พาดผ่านหางตาไป

เขาหันขวับไปมองนอกหน้าต่างทันที

แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความมืดมิดอันลึกล้ำ

บางทีอาจจะเป็นแค่ลมพัดกิ่งไม้ไหว หรือไม่ก็เป็นแมวจรจัดจอมซนสักตัว

เขาคิดเพียงว่าช่วงนี้ตัวเองคงจะเหนื่อยล้าและพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรนัก

แมนเดลกลับเข้าห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียง พกพาจินตนาการถึงอนาคตอันสดใสเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน

......

แน่นอนว่าชาวเมืองเบ็ดตกปลาไม่ได้มีสุขภาพจิตดีกันทุกคนหรอก ถึงขนาดที่ว่าคนที่จบสายจิตเวชอย่างเขามาอยู่ที่นี่ตั้งสองปีแล้วแต่กลับแทบจะไม่มีเคสให้รักษาเลย

ในความเป็นจริง ตามทฤษฎีที่แมนเดลร่ำเรียนมา วงการแพทย์ในปัจจุบันต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ต่อให้เป็นคนที่ภายนอกดูร่าเริงสดใสหรือมองโลกในแง่ดีแค่ไหน ลึกๆ แล้วภายในใจก็ย่อมมีปัญหาทางสุขภาพจิตซ่อนอยู่กันทั้งนั้น เพียงแต่จะรุนแรงมากน้อยต่างกันไปก็เท่านั้นเอง

แตกต่างจากพวกขุนนางที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ กินดีอยู่ดีและได้รับการศึกษามาอย่างดี ซึ่งค่อยๆ ตระหนักถึงอันตรายของโรคทางจิตเวชผ่านการรณรงค์ของสมาคมแพทย์

ชาวบ้านธรรมดาๆ ในเมืองเบ็ดตกปลานั้น แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เรียกว่าอาการป่วยทางจิตมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่

ต่อให้แมนเดลจะพยายามโฆษณาแค่ไหน พวกชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าป่านปะชุนและต้องมานั่งกลุ้มเรื่องค่าเช่าบ้าน ก็คงไม่มีทางยอมสละเวลาพักผ่อนอันมีค่ามาปรึกษาที่คลินิกของเขา เพียงเพราะอาการนอนไม่หลับ คิดฟุ้งซ่านมากเกินไป หรือมีภาวะอารมณ์ดิ่งลงและหมดความสนใจในสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเสียเงินซื้อยารักษาโรคเลย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อาการต่างๆ ที่พบในตัวเฒ่ามาร์ค ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นโรคทางจิตเวชชนิดใหม่ ย่อมทำให้แมนเดลที่ปรารถนาจะโบยบินไปจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้เพื่อทำตามความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของตน รู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอเพียงแค่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของสมาคมแพทย์ ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา ก็จะหลั่งไหลเข้ามาหาเขาทีละอย่างแน่นอน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แมนเดลได้สัมผัสกับความหวังและแสงสว่างอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นับตั้งแต่ถูกส่งตัวมาประจำที่เมืองเบ็ดตกปลา

ราวกับว่าในทุกเสี้ยววินาทีเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังขับเคลื่อน

เขาถึงขั้นเลิกใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเอง ปล่อยให้หนวดเคราขึ้นรกเต็มคาง ในตอนกลางวันระหว่างที่รับคนไข้ เขาก็จะพูดคุยถึงอาการกับเฒ่ามาร์คไปด้วย คอยจดบันทึกเสียงและเงาที่อีกฝ่ายรับรู้ รวมถึงความรู้สึกที่ถูกจ้องมองลงในสมุดประวัติคนไข้อย่างละเอียดลออโดยไม่ให้ตกหล่นแม้แต่น้อย

พอตกเย็นกลับถึงบ้าน เขาก็จะขัง "มีนา" ไว้ในสวน แล้วหมกตัวอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพังเพื่อจัดระเบียบบันทึกของวันนั้น เปิดอ่านตำราวิชาการที่ขนมาจากเมืองหลวง และทำงานลากยาวไปจนถึงรุ่งสาง

และเมื่อการพูดคุยระหว่างเขากับเฒ่ามาร์คลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายมากขึ้นตามไปด้วย

"พวกมันไม่ชอบแสงสว่าง เหมือนกับที่คุณเกลียดกลิ่นอะไรสักอย่างนั่นแหละ มันไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพอะไรหรอก เป็นแค่ความรังเกียจโดยสัญชาตญาณเท่านั้น"

"เงาพวกนั้นมักจะโผล่มาตอนที่เรากำลังเหนื่อยล้า ช่วงตีสาม อย่างที่ข้าเคยบอกไป ต่อให้หลับตา ก็ยังเห็นว่ามีตัวอะไรกำลังคืบคลานอยู่ในความมืด"

"ตอนแรกข้าจะสัมผัสได้ถึงเสียงประหลาดและเงาดำพวกนั้นแค่เฉพาะตอนที่อยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้พวกมันกลับโผล่มาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ"

"ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินหรอกนะ แต่คุณแมนเดล ตอนนี้ข้างหลังคุณก็กำลังยืนอยู่อีกตนหนึ่ง"

จบบทที่ 481

จบบทที่ บทที่ 481 มิติพิศวง 2

คัดลอกลิงก์แล้ว