- หน้าแรก
- ก็อบลิน ฝากด้วย
- บทที่ 480 มิติพิศวง 1
บทที่ 480 มิติพิศวง 1
บทที่ 480 มิติพิศวง 1
บทที่ 480 มิติพิศวง 1
เซี่ยหนานไม่ได้พยายามปกปิดสายตาของตัวเองเลย
แม้ว่าหลังจากจบการต่อสู้ เขาจะไม่ได้รีบเร่งเก็บกวาดสนามรบ แต่ทุ่มเทความสนใจไปที่การดูแลคนเจ็บเป็นหลัก
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระเป๋าหิ้วใบเล็กที่วางสงบนิ่งอยู่บนโซฟาในห้องผ่าตัดบนแท่นบูชา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแกนกลางของมิติพิศวงนั้น ดึงดูดความสนใจของเขาอย่างมาก
หลังจากพอจะฟื้นตัวจากผลข้างเคียงของการใช้ทักษะอย่างหนักหน่วงมาได้บ้าง ลอเรนก็นั่งพิงกำแพงสไตล์ต่างมิติที่พังทลายอยู่บนพื้น หอบหายใจอย่างยากลำบาก
ข้างๆ กันนั้น ดรูอิดไฮน์กำลังค่อยๆ พันแผลที่แขนขวาซึ่งกัปตันของเธอได้มาจากการต่อสู้เมื่อครู่อย่างเบามือ
แววตาของลอเรนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ในแง่หนึ่ง ความประหลาดใจที่เธอมีต่อผลงานของเซี่ยหนานในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ อาจจะรุนแรงยิ่งกว่าที่ไฮน์รู้สึกเสียอีก
ก็แหงล่ะ ตอนที่เริ่มภารกิจนี้ ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มผมดำคนนี้ในสายตาเธอ ก็เป็นแค่คนรู้จักของเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ใช้เส้นสายเข้ามาเป็นสมาชิกชั่วคราวในทีม เพื่อหวังจะได้โควตาเข้าร่วมงานเลี้ยงจันทราสาดส่องเท่านั้นเอง
ใครจะไปคิดล่ะว่า...
ลอเรนมองหน้าเซี่ยหนาน กะพริบตา แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า: "ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก เจ้าลองไปดูรอบๆ ก่อนก็ได้ เผื่อเจออะไรที่เจ้าสนใจ"
แน่นอนว่าเธอสังเกตเห็นสายตาของเซี่ยหนาน
ในฐานะนักผจญภัยมากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ลอเรนจะมองข้ามแท่นบูชาสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นจากการหลอมรวมของสถาปัตยกรรมประหลาดๆ ตรงกลางลานกว้างไปได้อย่างไร
สัญชาตญาณนักผจญภัยบอกเธอเลือนรางว่า ถ้าในบริเวณนี้จะมีของมีค่าอื่นๆ นอกจากอุปกรณ์ของพวกมนุษย์เงือกและชิ้นส่วนของอสูรฉลาม ก็น่าจะอยู่บนแท่นบูชานั่นแหละ
การที่ลอเรนจู่ๆ ก็พูดแบบนี้กับเซี่ยหนาน ก็แทบจะเป็นการบอกกลายๆ แล้วว่า ของมีค่าอะไรก็ตามที่อยู่บนแท่นบูชานั้น เขาจะเก็บเอาไปเป็นของตัวเองเลยก็ได้
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ทีม "ดาบแห่งความแค้น" สามารถผจญภัยในหมู่เกาะทางใต้มาได้หลายปีโดยที่ความสัมพันธ์ในทีมยังคงแน่นแฟ้น ก็คือการแบ่งปันผลประโยชน์และของรางวัลจากภารกิจอย่างยุติธรรม
ตัวลอเรนในฐานะกัปตัน มีเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว ความอยากได้เงินทองก็ไม่ได้มากมายเหมือนนักผจญภัยทั่วไป หลายๆ ครั้งเธอยอมเจียดส่วนแบ่งของตัวเองไปให้ลูกเรือธรรมดาซะเยอะ ทำให้เธอเป็นที่เคารพรักของลูกเรือมาก
เวลาแบ่งของที่ดรอปมา เธอก็จะพิจารณาจากผลงานของลูกทีมแต่ละคนในภารกิจนั้นๆ พยายามให้ยุติธรรมที่สุด
ตอนนี้ ทีมดาบแห่งความแค้นบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับอสูรฉลาม สมาชิกแกนหลักส่วนใหญ่ก็เจ็บหนักกันถ้วนหน้า
แต่ถ้าให้วัดกันที่ผลงานส่วนตัวในการต่อสู้ครั้งนี้ เซี่ยหนานคือคนที่โดดเด่นที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าลองทบทวนดูดีๆ แค่เรื่องที่เขาใช้ทักษะเคลื่อนที่อันว่องไวช่วยชีวิตเพื่อนร่วมทีมไว้ ก็ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
ยิ่งในตอนท้ายที่เขาระเบิดพลัง ฆ่าอสูรฉลามกลายพันธุ์สุดโหดนั่นได้สำเร็จอีก
พูดแบบไม่เกรงใจเลยนะ ถ้าภารกิจนี้ไม่มีเซี่ยหนานเข้าร่วม ลำพังแค่พวกเธอ ไม่มีทางรอดมาได้จนถึงตอนนี้หรอก
แค่โดนอสูรฉลามพุ่งชนรอบแรก ทีมดาบแห่งความแค้นก็คงตายหรือเจ็บหนักไปเกินครึ่งแล้ว การตายหมู่ก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
การที่พวกเขารวมถึงตัวลอเรนเอง ยังมีชีวิตรอดนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนี้ได้ เป็นเพราะความดีความชอบของเซี่ยหนานเต็มๆ
จากข้อเท็จจริงนี้ ในเรื่องของการแบ่งของที่ดรอปมา เขาก็สมควรได้รับสิทธิในการเลือกก่อนเป็นคนแรก
สำหรับเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ลอเรนในฐานะกัปตันทีมเท่านั้นที่เห็นด้วย สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมก็ไม่มีใครคัดค้านเลย
พอได้ยินลอเรนพูดแบบนั้น เซี่ยหนานก็เข้าใจความหมายของเธอทันที
เขาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเขาเองก็สนใจกระเป๋าหิ้วบนแท่นบูชานั่นจริงๆ
หลังจากตรวจดูรอบๆ เป็นครั้งสุดท้ายจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ หลงเหลืออยู่แล้ว
เขาก็พยักหน้าให้พวกของลอเรนเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินตรงไปยังแท่นบูชา
แท่นบูชาสูงตระหง่านที่สร้างจากหินทะเลและกระดูกปลานี้ พื้นผิวทั้งลื่นทั้งขรุขระ คนธรรมดาปีนขึ้นไปคงล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
แต่ด้วยสมรรถภาพร่างกายระดับนักผจญภัย บวกกับโบนัสการรักษาสมดุลจาก 【กำหนดร่างคลื่นสมุทร】 ทำให้เซี่ยหนานเดินขึ้นไปได้อย่างสบายๆ
แค่ก้าวขึ้นไปไม่กี่ก้าว เขาก็มาถึงยอดสุด ซึ่งมีห้องผ่าตัดครึ่งห้องหลอมรวมอยู่อย่างน่าสยดสยอง
กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ
สายตาของเซี่ยหนานก็ไปหยุดอยู่ที่โซฟาหนัง ที่ซึ่งกระเป๋าหิ้วใบเล็กที่มีร่องรอยการใช้งานอย่างหนักวางอยู่ เขาเตรียมใจพร้อมแล้ว
จากประสบการณ์การเข้ามิติพิศวงครั้งก่อนๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มีความเป็นไปได้อยู่ไม่กี่อย่าง
1.ทะลุมิติเข้าไปในพื้นที่กระเป๋าของตัวมิติพิศวงเอง เหมือนตอนที่ได้ดาบไม้ 【ชิงซง】 และ 【น้ำค้างหยกทองคำ】 จากถ้ำงูยักษ์
2.เข้าไปในโลกอันเป็นที่มาของมิติพิศวงในมุมมองบุคคลที่สาม เพื่อสัมผัสเรื่องราวที่เกี่ยวข้องช่วงสั้นๆ เหมือนตอนที่ได้ 【เสียงสะท้อนแห่งเถ่าถ่าน】 และวัตถุดิบ 【เถ้าดาวตก】 จากซากโบราณสถานหุบเขาเถ้าถ่าน
3.ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เซี่ยหนานค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงเล็กน้อย ยื่นมือทั้งสองข้างไปหากระเป๋าหิ้ว
และในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวหนังของกระเป๋า ห้วงเวลาและอวกาศรอบตัวก็หยุดชะงักในพริบตา
หน้าผาสูงชันทั้งสองฝั่งที่อาบแสงแดด มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย วัชพืชและพุ่มไม้ในหุบเขาก็สลายไปอย่างเงียบเชียบ
ในทางกลับกัน สถาปัตยกรรมต่างมิติที่พังทลายเหล่านั้น กลับฟื้นฟูสภาพเดิมอย่างรวดเร็วราวกับกดกรอกลับวิดีโอ
คานที่หักสะบั้นก็งอกยาวและเชื่อมต่อกัน โดมที่พังทลายก็ลอยขึ้นไปอยู่บนฟ้า อิฐและกระเบื้องที่หล่นเกลื่อนพื้นก็ลอยขึ้นไปประกอบกันอย่างแนบเนียนในตำแหน่งที่ควรจะเป็น
แผ่นหินที่ปูพื้นอย่างกระจัดกระจายก็เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นถนนที่สมบูรณ์ แม้แต่ม้านั่งที่พังๆ สองข้างทางก็กลับมาเป็นม้านั่งที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม
เสียงคลื่นจากทะเลไกลๆ ยังคงดังก้องอยู่ในอากาศราวกับเสียงไวท์นอยส์ แต่หุบเขาแฝดกลับเลือนหายไปราวกับฟองสบู่แห่งภาพลวงตา
สิ่งที่มาแทนที่ คือเมืองเล็กๆ สไตล์ยุโรปยุคศตวรรษที่ 20 ที่ดูเงียบสงบและผ่อนคลาย
สำหรับตัวเซี่ยหนานเอง เขารู้สึกได้ว่าสติสัมปชัญญะของตัวเองกำลังล่องลอยไปราวกับปุยฝ้ายในสายลม และสูญเสียการควบคุมร่างกายไป
ทั้งๆ ที่ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมทำให้เขายังได้ยินเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ไม่ไกลได้อย่างชัดเจน แต่จิตวิญญาณกลับรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว
เขาเข้าใจขึ้นมาทันที
ดูเหมือนว่าแกนกลางมิติพิศวงในครั้งนี้ น่าจะเป็นแบบเดียวกับซากโบราณสถานหุบเขาเถ้าถ่านในตอนนั้น
เขาจึงไม่ขัดขืน ปล่อยให้สติสัมปชัญญะจมดิ่งลงไป
นัยน์ตาสีดำทะมึนที่ค่อยๆ เลื่อนลอย สะท้อนภาพกระเป๋าหิ้วตรงหน้า ที่มีสัญลักษณ์หูฟังแพทย์ของสิ่งที่เรียกว่าสมาคมแพทย์ประทับอยู่
เอาหูฟังแพทย์ออกจากแผ่นหลับของหญิงชาวนาตรงหน้า แมนเดลนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องตรวจของตัวเอง มือจับปากกาหมึกซึมตวัดเขียนบันทึกทางการแพทย์ด้วยความชำนาญราวกับทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและรอยเหี่ยวย่นของหญิงชาวนาตรงหน้า รวมถึงเสื้อผ้าป่านหยาบๆ ที่มีรอยปะชุน
ปลายปากกาหยุดชะงัก
"ขีดฆ่า" ยาแพงๆ สองสามขนานที่เพิ่งเขียนลงไป
เขาฝืนความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ฝืนยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า: "ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ ร่างกายคุณแข็งแรงดี"
"ก็แค่เป็นหวัดนิดหน่อย ช่วงนี้ก็พักผ่อนให้เยอะๆ หน่อยนะครับ"
พอได้ยินแบบนั้น หญิงชาวนาตรงหน้าก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
เธอพยักหน้าหงึกหงัก กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง: "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากนะคะ คุณหมอแมนเดล!"
"ขอบคุณจริงๆ ค่ะ มิน่าล่ะใครๆ ก็บอกว่าคุณเป็นหมอที่ดีและมีความรับผิดชอบมาก!"
"..."
เสียงขอบคุณของหญิงชาวนาค่อยๆ จางหายไปในโถงทางเดินพร้อมกับบานประตูที่ปิดลง
แมนเดลถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า หยิบเหรียญทองแดงที่อีกฝ่ายดึงดันจะวางทิ้งไว้บนโต๊ะใส่ลิ้นชักอย่างไม่ใส่ใจ
หันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง เผลอแป๊บเดียวก็ตกเย็นซะแล้ว
เขาจึงลุกขึ้น ถอดชุดกาวน์ออก เก็บของเล็กน้อย แล้วเปิดประตูออกจากห้องตรวจ
"นี่ ได้ยินหรือเปล่า ตาเฒ่ามาร์คที่ท่าเรือ โดนคลื่นซัดตกทะเลไปตอนพายุเข้าล่ะ"
"ตาลุงนั่นโสดมาตลอดชีวิตนี่นา ลูกเต้าก็ไม่มี แล้วใครจะจัดงานศพให้ล่ะเนี่ย?"
"หึๆ ข้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าแกตายแล้ว"
"จะเป็นไปได้ยังไง!? พายุเมื่อเดือนที่แล้วรุนแรงขนาดนั้น..."
เมื่อเห็นเขาเดินออกมาจากห้องตรวจ ผู้ช่วยพยาบาลสองคนที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับก็หยุดคุยกันทันที และทักทายอย่างนอบน้อม: "คุณแมนเดล เลิกงานแล้วเหรอคะ?"
"เจอกันพรุ่งนี้นะคะ คุณหมอแมนเดล"
แมนเดลพยักหน้ารับเบาๆ เป็นการตอบรับ แล้วผลักประตูเดินออกไป
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือถนนที่ดูเงียบเหงาและอ้างว้างภายใต้แสงสลัวยามเย็น
ทั้งๆ ที่เป็นเวลาพลบค่ำ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่านและคึกคักที่สุดของวันแท้ๆ
แต่บนถนนกลับมีผู้คนบางตา และส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่ ราวกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินบนท้องฟ้าในตอนนี้ ทำให้ทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของความร่วงโรย
นับตั้งแต่เรียนจบจากวิทยาลัยการแพทย์หลวง และผ่านการทดสอบจนได้เป็น "สมาชิกฝึกหัด" ของสมาคมแพทย์อย่างเป็นทางการ นี่ก็เป็นปีที่สองแล้วที่แมนเดลถูกส่งมาทำงานที่เมืองเล็กๆ ริมทะเลที่ชื่อ "เมืองเบ็ดตกปลา" แห่งนี้
ถ้าเทียบกับชาวเมืองที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินกลางทะเลทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ตัวเอง ชีวิตของเขาก็ถือว่าดีกว่ามาก
เงินอุดหนุนจากสมาคมแพทย์อาจจะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ แต่ในเมืองเบ็ดตกปลา มันมากพอที่จะทำให้เขาได้เช่าบ้านสองชั้นริมถนนสายหลัก และมีชีวิตที่สุขสบายไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง
และในฐานะหมอเพียงคนเดียวในเมืองที่มีใบอนุญาตทำงานจากสมาคมแพทย์อย่างถูกต้อง แมนเดลจึงได้รับการยกย่องจากชาวเมืองเทียบเท่ากับนายกเทศมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเลยทีเดียว
เวลาเดินไปไหนมาไหน ทุกคนที่เห็นเขาก็จะพยักหน้าและยิ้มทักทายอย่างจริงใจ พอถึงช่วงเทศกาล หน้าบ้านของเขาก็จะเต็มไปด้วยของขวัญจากชาวเมือง
แมนเดลควรจะพอใจกับชีวิตแบบนี้
แต่ความจริงแล้ว มันกลับตรงกันข้ามเลย
บัณฑิตจากวิทยาลัยการแพทย์หลวง ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ จะยอมจำนนต่อชีวิตที่มองเห็นจุดจบตั้งแต่ตอนนี้ได้อย่างไร
เขาแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ในฐานะ "จิตแพทย์" ซึ่งเป็นวิชาชีพหลักของเขาเลยด้วยซ้ำ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขากลับเชี่ยวชาญการรักษาโรคข้ออักเสบ หอบหืด และการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในหมู่คนที่อาศัยอยู่ริมทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ แทน
หลังจากเดินมาประมาณสิบห้านาที แมนเดลก็กลับมาถึงบ้านหลังเล็กๆ ของเขาในเมืองเบ็ดตกปลา
บ้านสองชั้นที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน
ตามความเคยชิน เขาเดินไปเช็กตู้จดหมายหน้าบ้าน
ลมหายใจของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
เพราะมีซองจดหมายสีขาวสะอาดตาที่ประทับตราของวิทยาลัยการแพทย์หลวง นอนนิ่งอยู่ข้างใน
เขาพยายามข่มความตื่นเต้นในใจ รีบหยิบซองจดหมายออกมาแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
เปิดประตูแล้วรีบเดินเข้าไป
เขาย่อตัวลงลูบหัวสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ชื่อ "มีนา" ที่มารอรับเขาที่หน้าบ้านอย่างแรงจนหางมันแกว่งไปมาเหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์
"มีนาน้อย พวกเราจะได้ออกไปจากที่นี่เร็วๆ นี้แล้วล่ะ!"
"ดูแกสิ ดีใจใหญ่เลย ฮ่าๆ"
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน แมนเดลก็เก็บซ่อนความดีใจไว้ไม่อยู่ ยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกถึงรูหู
หลังจากเทอาหารเม็ดให้มีนาเพิ่มอีกสองกำมือ เขาก็เดินเข้าไปในห้องทำงานด้วยความตื่นเต้น
เขาใช้แขนกวาดหนังสือและกระดาษที่กองระเกะระกะบนโต๊ะไปไว้ข้างๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ คลี่กระดาษจดหมายในมือออกด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและจริงจัง
เรียน คุณหมอแมนเดล:
ผมได้รับ《งานวิจัยนวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว》ที่คุณส่งมาเมื่อเดือนมิถุนายนแล้ว พูดตามตรง ผมรู้สึกผิดหวังกับมันมาก
ผมมองไม่เห็นความเฉียบแหลมแบบเดียวกับที่คุณเคยแสดงให้เห็นในวิทยานิพนธ์ตอนจบการศึกษาเลย กลุ่มตัวอย่างก็น้อยเกินไป การสังเกตการณ์ก็ตื้นเขิน ข้อสรุปที่ได้ก็เป็นสิ่งที่นักศึกษาแพทย์จากวิทยาลัยชั้นสองที่ไหนก็คิดได้
ผมรู้ว่าคุณคงไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เมืองเบ็ดตกปลา แต่ถ้าคุณอยากกลับมาที่นี่ อยากจะยืนหยัดในวงการแพทย์ และกลายเป็นแพทย์ประจำการอย่างเป็นทางการของสมาคม คุณต้องมีผลงานวิจัยที่จับต้องได้มากกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่พูดพล่อยๆ แบบไม่มีหลักฐานอ้างอิง
ปล. คาร์ลินหมั้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้ชายเป็นผู้ช่วยสอนจากวิทยาลัยข้างๆ ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้เรื่องนี้แล้ว
จากอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณ อะโดนิส โป๊ป
ยากที่จะหาคำบรรยายสีหน้าของแมนเดลหลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้จบ
มันเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่พรสวรรค์ที่เคยน่าภาคภูมิใจกำลังถูกกัดกินด้วยชีวิตที่ชาชิน เป็นความรู้สึกอับอายและโกรธเคืองที่ทำให้ความคาดหวังของอาจารย์ต้องผิดหวัง เป็นความรู้สึกสับสนและว้าวุ่นใจกับทั้งหน้าที่การงาน ความรัก และอนาคต
วันต่อมา นับตั้งแต่เขาย้ายมาที่เมืองเบ็ดตกปลา นี่เป็นครั้งแรกที่แมนเดลไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก และไปทำงานสายไปเกือบสองชั่วโมง
อาจจะเป็นเพราะเห็นความเศร้าสร้อยบนใบหน้าของเขา ผู้ช่วยพยาบาลทั้งสองคนในคลินิกจึงไม่ได้แสดงอาการอะไรผิดปกติ และทักทายเขาอย่างกระตือรือร้นเหมือนเช่นเคย
ในห้องพักฟื้น มีคนไข้หลายคนมารอรับการรักษาแต่เช้าแล้ว
คนแรกคือภรรยาของช่างตีเหล็กในเมือง มีอาการปวดหัวและนอนไม่หลับ
แมนเดลประเมินจากรายได้ของช่างตีเหล็ก จึงสั่งยาบำรุงที่ได้ผลดีพอสมควรให้ไปสองชุด
คนที่สองคือเจ้าของร้านขายของชำ มีอาการไอ
ด้วยความเสียดายเงิน สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกลับบ้านไปพึ่งภูมิต้านทานของตัวเอง
คนที่สามคือลูกจ้างจากฟาร์มท้ายเมือง โดนเคียวเกี่ยวแขนเป็นแผล
แมนเดลทำแผลและสั่งยาให้ตามหน้าที่ ปากก็พร่ำบอกคำแนะนำเดิมๆ ที่พูดมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในหัวกลับมีแต่ข้อความจากจดหมายของอาจารย์ที่ปรึกษาเมื่อคืนวนเวียนอยู่
จนกระทั่งประตูห้องตรวจถูกผลักเปิดออกเป็นครั้งที่สี่ ผู้ช่วยพยาบาลก็เดินนำผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา
แมนเดลเงยหน้าขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือชายวัยกลางคนรูปร่างหลังค่อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
จอนผมสีดอกเลา มุมปากตกลง แฝงไปด้วยสีหน้าแห่งความอดทนที่ดูเหมือนจะชินชาไปแล้ว
ผิวหยาบกร้าน แต่สีผิวกลับไม่ใช่สีแทนคล้ำเหมือนชาวเมืองทั่วไปที่ต้องทำงานตากแดดเป็นเวลานาน แต่กลับเป็นสีขาวซีดอย่างน่าประหลาด ราวกับถูกแช่น้ำมานาน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตที่ทำจากผ้าลินินเนื้อหยาบ มีกลิ่นคาวปลาจางๆ โชยออกมาจากตัว
"มาร์ค จากท่าเรือค่ะ"
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนดูมีท่าทีประหม่า ผู้ช่วยพยาบาลจึงช่วยแนะนำเขาให้แมนเดลรู้จัก
จากนั้นเธอก็หันหลังเดินออกไป พร้อมกับปิดประตูห้องให้เสร็จสรรพ
มาร์คเหรอ?
แมนเดลรู้สึกคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน แต่ปากก็ถามออกไปโดยสัญชาตญาณ: "เล่ามาสิครับ ร่างกายผิดปกติตรงไหน?"
(จบบทที่ 480)