เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 สถาปนาฐานะผู้อาวุโสในวันข้างหน้า

บทที่ 26 สถาปนาฐานะผู้อาวุโสในวันข้างหน้า

บทที่ 26 สถาปนาฐานะผู้อาวุโสในวันข้างหน้า


บทที่ 26 สถาปนาฐานะผู้อาวุโสในวันข้างหน้า

"หลานเข้าใจแล้วขอรับ ขอบพระคุณท่านลุงที่ชี้แนะ"

หลินโย่วอันไม่ใช่คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ตอนที่ไปตระกูลโจว ท่านลุงยังช่วยเขาอัดโจวเฉิงกวงไปชุดใหญ่

"น่าเสียดายที่ทวงเงินกลับคืนมาได้เพียงหยิบมือ"

หลินหย่วนซานถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ ส่วนหลินโย่วอันก็หลุบตาลง แววตาหม่นหมอง

เขานึกถึงตอนที่คนตระกูลโจวพร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโจวอวี้เหอเอาไป และการขายหว่านหว่านก็เป็นความยินยอมของนางด้วยเช่นกัน

ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามไขสันหลัง

แท้จริงแล้ว มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาสามารถเลวร้ายได้ยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก

ทันใดนั้นหลินโย่วอันก็ตระหนักถึงบางสิ่งได้ มิน่าเล่า โจวอวี้เหอซึ่งเป็นเพียงแม่ม่ายแต่งงานใหม่ ถึงสามารถแต่งเข้าตระกูลใหญ่โตในฐานะภรรยารองได้

นางย่อมต้องใช้ทรัพย์สมบัติของตระกูลหลินเป็นสินเดิมในการแต่งงานใหม่แน่ๆ

ในความฝัน ตอนที่เขาไปตามหานาง นางมีชีวิตที่สุขสบายเหลือเกิน และความโชคดีทั้งหมดนั้นล้วนสร้างขึ้นจากหยาดเลือดและหยาดน้ำตาของเขากับน้องสาว!

เมื่อนึกถึงความจริงอันโหดร้ายนี้ สองมือของเขาก็กำแน่น

ทำไมกัน?!

เขาอยากจะพุ่งไปหานางแล้วเค้นถามนักว่าเหตุใดจึงต้องทำกับพวกเขาเช่นนี้?

ทั้งเขาและน้องสาวต่างก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่นางอุ้มท้องมาสิบเดือนและคลอดออกมาจากครรภ์ ทำไมมารดาผู้ให้กำเนิดถึงได้กลายเป็นคนเช่นนี้ทันทีที่บิดาจากไป?

บนโลกใบนี้ หากแม้แต่มารดาแท้ๆ ยังทำร้ายลูกของตัวเองได้อย่างเลือดเย็น แล้วเขาจะสามารถเชื่อใจใครได้อีกเล่า?

"อันอัน!"

เสียงเรียกแหบพร่าดึงเขากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงจากวังวนแห่งความเกลียดชังในทันที

"มาแล้วขอรับ!"

เขารีบหันขวับไปตอบรับ แล้วเงยหน้าขึ้น

"ท่านลุง ท่านแม่เรียกข้าแล้ว ข้าขอตัวเข้าไปดูนางก่อนนะขอรับ"

"อืม ไปเถอะ"

หลินหย่วนซานพยักหน้า จากนั้นก็ชะเง้อมองไปทางสี่แยกที่ทอดสู่ทางเข้าหมู่บ้าน พลางพึมพำกับตัวเอง

"ข้าจะไปรอที่ทางเข้าหมู่บ้านสักหน่อย พี่ใหญ่กับพี่รองของเจ้ากำลังค้นหาอยู่ที่ตีนเขาฝั่งตะวันออก โย่วซงเพิ่งไปแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบ อีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมากันแล้วล่ะ"

หลินโย่วอันดับคบเพลิงที่หน้าประตูแล้วเก็บเข้าที่ จากนั้นจึงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในลานบ้าน

"ท่านแม่ เรียกข้ามีอะไรหรือขอรับ?"

"ย่างเนื้อ ข้าหิวมากแล้ว"

ฉู่ฉือเช็ดใบหน้าที่เปรอะเปื้อนของตน ชี้ไปที่ซากสัตว์ที่กองอยู่เต็มพื้น แล้วชี้ไปยังกลุ่มสตรีตระกูลหลินที่เบียดเสียดกันอยู่ริมกำแพงด้วยความหวาดกลัว

"พวกนางทำไม่เป็น"

นี่สินะข้อดีของการมีสมอง ทำให้เข้าใจความลำบากของผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย ฉู่ฉือค่อนข้างพึงพอใจกับสติปัญญาของตนในตอนนี้มาก

เหล่าสตรีตระกูลหลินต่างส่ายหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ไม่ใช่สิ เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด!

ใช่ว่าพวกเราทำไม่เป็นเสียหน่อย พวกเรากลัวต่างหาก!

นับตั้งแต่นางลากของพวกนี้เข้ามา จางเสวียนเหนียงก็ทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นอย่างผิดหูผิดตา นางนึกขอบคุณฟ้าดินที่ตอนกลางวันตนเองไม่ได้แกว่งเท้าหาเสี้ยน มิเช่นนั้น นางอาจจะกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่นอนตายเกลื่อนอยู่บนพื้นนั่นก็เป็นได้!

สิ่งที่นอนตายตาค้างอยู่บนพื้นนั่นเป็นแค่เนื้อสัตว์ธรรมดางั้นหรือ?

ไม่ใช่มั้ง นั่นมันคือการข่มขวัญกันชัดๆ!

นั่นคือความเคารพยำเกรงอันหาที่สุดไม่ได้ ดั่งสายน้ำที่หลั่งไหล ซึ่งพวกเขากลุ่มคนรุ่นเยาว์จะต้องมีต่อท่านอาสะใภ้รองผู้นี้ในวันข้างหน้า และต้องแสดงความเชื่อฟังประดุจลูกหลานที่กตัญญู

นี่ไม่ใช่เพียงความคิดของจางเสวียนเหนียงและเหล่าลูกสาวตระกูลหลินเท่านั้น แต่ยังเป็นความรู้สึกจากใจจริงของสองพี่น้องตระกูลหลิน หลังจากที่พวกเขาก้าวพ้นประตูเข้ามาและเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอีกด้วย

หลินโย่วเซิงกระตุกแขนเสื้อภรรยา ส่งสายตาเป็นนัยอย่างชัดเจน

เห็นแล้วใช่ไหม น้องหญิง?

จางเสวียนเหนียงพยักหน้าอย่างแรง

ข้าเห็นแล้ว!

ในวันข้างหน้า หากนางคิดจะปากพล่อยเมื่อใด นางจะต้องเตือนตัวเองให้ระลึกถึงสภาพอันน่าอนาถของเหล่าบรรดาสัตว์ที่นอนตายอยู่บนพื้นพวกนี้อย่างแน่นอน

เฮ้อ ดีนะที่นางยังรู้จักฟังคำเตือน หลินโย่วเซิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เขากลัวเหลือเกินว่าภรรยาจอมโง่เขลาของเขาจะไม่เข้าใจการส่งซิก หากวันหน้านางไปทำให้ท่านอาสะใภ้รองพิโรธเข้า นางคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายอย่างไร

โชคดี โชคดีจริงๆ ที่ภรรยาของเขายังไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาจนเกินเยียวยา

หลินโย่วเหวินไม่หลงเหลือความรู้สึกดีๆ ต่อหญิงสาวรูปงามผู้นี้อีกต่อไป เมื่อเทียบกับความชอบพอแล้ว เขาย่อมห่วงชีวิตของตัวเองมากกว่า

หากเขาต้องนอนเคียงข้างสัตว์ร้ายที่ดุร้ายเช่นนี้จริงๆ เขาคงต้องอยู่อย่างหวาดผวา คอยกังวลว่านางอาจจะหักคอเขาในคืนใดคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังหลับอยู่เป็นแน่

แค่คิดก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว

นับว่าโชคดีที่ท่านอารองของเขาตายไปแล้ว มิฉะนั้น การที่ลูกชายยอดกตัญญูพาภรรยาเช่นนี้กลับมาให้ด้วยตัวเอง... เขาคงจะอยู่ไม่สู้ตาย และท้ายที่สุดก็คงต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควรอยู่ดี เฮ้อ

หลินเฟินเอ๋อร์ตัวสั่นงันงก พลางดึงน้องสาวทั้งสองไปหลบด้านหลัง แล้วซุกตัวอยู่ข้างๆ มารดา นางแอบชำเลืองมองสัตว์ร่างยักษ์สองตัวบนพื้นสลับกับท่านอาสะใภ้รอง ซึ่งอายุไม่ได้มากกว่านางเท่าใดนัก

เด็กสาวคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าร่างกายเล็กจ้อยเพียงนั้น จะซุกซ่อนพละกำลังมหาศาลไว้ได้อย่างไร ตอนที่เห็นนางลากซากสัตว์มากมายเข้ามาเมื่อครู่นี้ มันช่างดูเหนือจินตนาการยิ่งนัก!

หลินฟางเอ๋อร์และหลินเฟยเอ๋อร์ สองพี่น้องฝาแฝดยังเด็กนัก พวกนางอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินโย่วอัน แต่เนื่องจากได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดีจากบิดามารดาและพี่ๆ พวกนางจึงยังไร้เดียงสาอยู่มาก

พวกนางไม่ได้มีความหวาดกลัวอย่างรุนแรงเฉกเช่นพี่สาว พวกนางเพียงแค่ดีใจที่จะได้กินเนื้อเท่านั้น

อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ ท่านอาสะใภ้รองผู้นี้เก่งกาจมากจริงๆ เก่งเสียยิ่งกว่าท่านพ่อและพี่ใหญ่ของพวกนางเสียอีก! เพราะพวกเขาไม่เคยล่าสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้เลย

ประกายความตื่นเต้นฉายชัดในดวงตาของเด็กหญิงทั้งสอง พวกนางชอบท่านอาสะใภ้รองผู้นี้ หากเทียบกับท่านอาสะใภ้รองคนเก่าที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้และพร่ำบ่นเรื่องนู้นเรื่องนี้ สองพี่น้องฟางเฟยย่อมชอบท่านอาสะใภ้รองคนใหม่ที่หาเนื้อมาให้พวกนางกินมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

หลินโย่วอันเงยหน้ามองท้องฟ้า ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว การชำแหละและปรุงเนื้อสัตว์พวกนี้คงต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เขาจึงพยายามเกลี้ยกล่อมนางอย่างยากลำบาก

"ท่านแม่ ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแถมยังดึกมากแล้ว ซากสัตว์ก็ยังไม่ได้ทำความสะอาด คงไม่ใช่ง่ายๆ ที่จะจัดการให้เสร็จโดยเร็ว

เอาเป็นว่าคืนนี้พวกเรากินอาหารเย็นรองท้องกันไปก่อน พอรุ่งสางพรุ่งนี้ข้าจะรีบทำเนื้อให้ท่านกินดีหรือไม่ขอรับ?

ถึงตอนนั้นข้าจะไม่ทำแค่เนื้อย่างให้ท่าน แต่จะทำทั้งเนื้อตุ๋น เนื้อพะโล้ และเนื้อผัด ท่านอยากกินแบบไหนข้าก็จะทำให้หมดเลย ดีไหมขอรับ?"

เมื่อเงยหน้ามองดวงจันทร์ จะมืดหรือไม่มืดก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับฉู่ฉือเลยสักนิด ไม่ว่าตอนนี้นางจะเป็นมนุษย์ หรือตอนที่เป็นซอมบี้เมื่อก่อน การมองเห็นในที่มืดก็เป็นเพียงความสามารถพื้นฐานที่นางปลุกขึ้นมาได้เท่านั้น

แต่ในเมื่ออันอันพูดเช่นนั้นแล้ว ในฐานะมารดาแสนดีที่รักใคร่เอ็นดูลูกน้อย นางก็ต้องตอบสนองคำขอของลูกสิ

ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับ มองไปที่หว่านหว่านตัวน้อยในอ้อมแขนของหลิ่วซื่อ แล้วอยากจะใช้นิ้วจิ้มแก้มเด็กน้อยเล่น แต่พอเห็นว่านิ้วของตัวเองสกปรกแค่ไหน นางก็ขมวดคิ้วแล้วอ้าปากเรียก

"พี่สะใภ้ ข้าอยาก..."

"อ้อ ข้ารู้แล้ว"

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะพูดจบ หลิ่วซื่อซึ่งคิดไปเองว่าตนเข้าใจความหมายนั้นแล้ว ก็รีบพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งอุ้มหลานสาวไว้ ส่วนอีกมือก็ชี้ไปทางห้องครัว

"กับข้าวทำเสร็จเตรียมไว้ในครัวแล้ว ประเดี๋ยวให้เด็กๆ ยกออกมา แล้วพวกเรามากินกันที่ลานบ้านดีหรือไม่? น้องชาย น้องสะใภ้"

หลิ่วซื่อพยายามบังคับตัวเองให้พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สั่นเครือ ท้ายที่สุดแล้ว น้องสะใภ้ผู้นี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินนางเลย

"ข้าอยากอาบน้ำ ข้าสกปรก"

"ได้สิ ได้ งั้นพวกเราไปอาบน้ำกันก่อนเถอะ"

หลิ่วซื่อยัดเด็กน้อยใส่อ้อมอกสามี แล้วพาฉู่ฉือไปชำระล้างร่างกายให้สะอาด

หลังจากที่ทุกคนกินข้าวและจัดการภารกิจของตนเสร็จสิ้น พวกเขาก็ลงกลอนประตูหน้าบ้านและแยกย้ายกันไปพักผ่อน

หลังจากการเดินทางอันแสนวุ่นวายมาทั้งวัน ร่างกายของพวกเขาก็เหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ มีเรื่องอะไรที่ต้องทำก็ค่อยเอาไว้พูดคุยกันตอนฟ้าสางก็แล้วกัน

จบบทที่ บทที่ 26 สถาปนาฐานะผู้อาวุโสในวันข้างหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว