เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ถกเหตุผลกับผู้นำตระกูล

บทที่ 19 ถกเหตุผลกับผู้นำตระกูล

บทที่ 19 ถกเหตุผลกับผู้นำตระกูล


บทที่ 19 ถกเหตุผลกับผู้นำตระกูล

"เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด!"

หลินหย่วนซานดึงตัวหลานชายเข้ามาแล้วผลักไปเบื้องหน้าผู้นำตระกูล ทว่าครั้งนี้เขาไม่กล้าร้องห่มร้องไห้โวยวายอีก น้ำเสียงของเขาลดต่ำลงหลายระดับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดแสน

"ท่านผู้นำตระกูล ท่านอาสอง ดูสิขอรับ! ดูเอาเถิดว่าตระกูลโจวทำอะไรกับไอ้เด็กเหลือขอคนนี้บ้าง!

ตอนนั้นเป็นบิดาของท่าน ปู่สามของข้า ที่เป็นคนตัดสินใจและออกคำสั่ง เขาบอกว่าคนอย่างข้า หลินหย่วนซาน นั้นพึ่งพาไม่ได้ เกรงว่าจะรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้า ซ้ำยังบอกอีกว่าตระกูลโจวเป็นครอบครัวฝั่งตาของหลินโย่วอัน ย่อมต้องเมตตาต่อลูกชายเพียงคนเดียวของน้องชายข้าอย่างแน่นอน

เขาบังคับให้ข้ายอมตกลง!

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ท่านผู้นำตระกูล ท่านยังจำคำพูดเหล่านั้นได้หรือไม่ขอรับ?

แต่ดูตอนนี้สิ! พวกท่านทุกคน เบิกตาดูให้เต็มตาเถิด! ไอ้เด็กเหลือขอนี่แทบจะไม่เหลือลมหายใจอยู่รอมร่อ มันกระเตงน้องสาว คลานล้มลุกคลุกคลานซมซานกลับมาจนถึงบ้าน!"

ขณะที่พูด ชายวัยกลางคนผู้เป็นถึงหัวหน้าครอบครัวก็ร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า

สองพี่น้องตระกูลหลินที่จงใจเรียกคนในตระกูลมาดูงิ้วฉากใหญ่ ได้ยินเสียงร้องไห้โฮของบิดาดังลั่นมาแต่ไกลทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ประตูเรือน

ชั่วขณะนั้นพวกเขากลับรู้สึกลังเลใจ จะเข้าไปดีหรือไม่? หากไม่เข้าไปก็เกรงว่าบิดากับน้องชายจะเสียเปรียบ แต่หากเข้าไป... พวกเขาลอบมองคนในตระกูลรอบด้านที่กำลังรอชมเรื่องสนุกอย่างใจจดใจจ่อ สองพี่น้องต่างสบตากันด้วยความขมขื่นใจ

พวกเขายังต้องรักษาหน้าตาอยู่นะ! เฮ้อ

"เอาล่ะๆ เลิกร้องห่มร้องไห้ได้แล้ว"

ผู้นำตระกูลถอนหายใจอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า ก่อนจะหันไปมองเด็กชายร่างผอมโซตรงหน้า เพียงปราดตามอง รูม่านตาของเขาก็พลันหดเกร็งวูบ

นี่คือ... "อันเกอเอ๋อร์งั้นรึ?"

เขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง จึงเอ่ยเรียกออกไปอย่างลังเล ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับสายลม

"ท่านปู่ผู้นำตระกูล ฮือ ฮือ ฮือ..."

หลินโย่วอันร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ได้ศัพท์ราวกับลูกสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงสะอื้นไห้ขาดห้วง ประกอบกับสภาพที่มอมแมมน่าเวทนา ทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างรู้สึกทั้งสงสารและโกรธแค้นไปตามๆ กัน

หลินโย่วเทียนไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เด็กน้อยเนื้อตัวผอมโซสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งตรงหน้า ซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับสุนัขจรจัดที่ถูกทอดทิ้ง จะเป็น อันเกอเอ๋อร์ บุตรชายของหลินหย่วนโจว ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่ยังเล็ก!

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เหตุใดถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้?

คนอื่นๆ ในตระกูลหลินเองก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาเช่นกัน

นายท่านผู้เฒ่าสามเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาโดยใช้ไม้เท้าค้ำยัน ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

"ทำไมสภาพเจ้าถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตระกูลโจวอย่างนั้นรึ? โจวเฉิงกวง ท่านลุงของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วพวกลูกพี่ลูกน้องของเจ้ายังสบายดีหรือไม่?"

คำถามที่พรั่งพรูออกมาด้วยความห่วงใยเหล่านี้ กลับทำให้หลินหย่วนซานโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า!

"ท่านปู่สาม คราวที่แล้วท่านอ้างว่าตนเองแก่ชราเรี่ยวแรงถดถอย แล้วยังมาสั่งสอนไม่ให้ข้าล่วงเกินหรืออกตัญญู ตอนนั้นข้าโกรธมาก

มาตอนนี้ข้าเพิ่งจะหูตาสว่าง เป็นหลานคนนี้ที่เข้าใจผู้เฒ่าอย่างท่านผิดไปเอง! ตอนนี้พอมาดูท่านให้ดีแล้ว ดวงตาของท่านชักจะฝ้าฟาง หูของท่านก็ชักจะตึงไปหมดแล้วจริงๆ

ท่านมองไม่เห็นหรือไงว่าไอ้เด็กเหลือขอนี่มันมีสภาพน่าเวทนาเพียงใด? ท่านไม่ได้ยินที่ข้าเพิ่งพูดไปเลยหรือว่า ที่มันต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็เป็นฝีมือของโจวเฉิงกวง หลานชายสุดที่รักของท่านนั่นแหละ?!"

เขาเน้นย้ำประโยคสุดท้ายอย่างชัดถ้อยชัดคำและหนักแน่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยพลังลมปราณ เพื่อให้แน่ใจว่าคนในตระกูลทั้งหมดทั้งในและนอกเรือนจะได้ยินอย่างชัดเจน

สีหน้าของชายชราพลันเปลี่ยนไปในทันที เขากระแทกไม้เท้าลงกับพื้นอย่างแรง ปลายนิ้วสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยวขณะชี้หน้าหลินหย่วนซาน

"อย่ามาพูดจาเหลวไหล! อาเฉิงเป็นลุงแท้ๆ ของหลินโย่วอัน คำโบราณก็กล่าวไว้ว่า 'บนฟ้ามีเทพสายฟ้า บนดินมีลุงฝั่งมารดา' และ 'พี่ชายของมารดานั้นเป็นใหญ่' เจ้าไม่รู้ธรรมเนียมนี้หรืออย่างไร?

เด็กคนนั้นมีจิตใจเมตตามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เขาจะไปทำร้ายหลานชายสายเลือดเดียวกันได้อย่างไร? หรือว่าคนไม่ได้เรื่องอย่างเจ้า เกิดความโลภอยากได้ทรัพย์สมบัติของครอบครัวน้องชายขึ้นมาอีก ถึงได้จงใจใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงผู้อื่นเช่นนี้?!"

ดูสิ่งที่เขาพูดออกมาสิ แม้แต่บุตรชายของเขาเองก็ยังทนฟังต่อไปไม่ไหว

"ท่านพ่อ ต้าซานไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย คราวที่แล้วพวกเราก็อธิบายกันจนกระจ่างแล้วไม่ใช่หรือขอรับ? มันเป็นแค่ความเข้าใจผิดเท่านั้น"

"จะเข้าใจผิดหรือไม่ มันก็แค่คำพูดปัดสวะเพื่อรักษาหน้าทุกคนเท่านั้นแหละ ความจริงเป็นเช่นไร เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจดี!"

ตาเฒ่านี่เลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร? ถึงได้เอาแต่กางปีกปกป้องตระกูลโจวแล้วหันมาเหยียบย่ำตระกูลหลินด้วยกันเอง นี่มันเรื่องอันใดกัน? หรือว่าโจวเฉิงกวงจะเป็นหลานชายแท้ๆ ของเขาเองกันแน่?

หลินหย่วนซานโกรธจัดจนแทบคลั่ง กำลังจะอ้าปากเถียงกลับ ทว่ากลับถูกหลานชายโผเข้ากอดไว้อย่างน่าเวทนาเสียก่อน

"ฮือ ฮือ ฮือ ท่านลุง...

ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้ ถูกตระกูลโจวฮุบไปจนหมดเกลี้ยงแล้วขอรับ!

ข้าเองก็แทบจะถูกลูกพี่ลูกน้องจากตระกูลโจวสองคนนั้นซ้อมจนตาย! ท่านแม่แต่งงานใหม่ไปตั้งแต่คลอดน้องสาวได้ไม่นาน ทอดทิ้งพวกเราสองพี่น้องไว้เบื้องหลัง มิหนำซ้ำท่านลุงกับป้าสะใภ้ยังขายน้องสาวของข้าให้ไปแต่งงานกับคนตายอีก!

โชคดีที่ตอนดึกข้าตื่นขึ้นมาและบังเอิญไปได้ยินเข้าพอดี จึงพาน้องสาวลอบหนีออกมากลางดึก ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอดทาง ลัดเลาะมาตามเส้นทางบนเขามากมาย กว่าจะหนีรอดกลับมาถึงบ้านได้

ท่านลุง ได้โปรดช่วยหลานด้วยเถิด!

ตอนนั้นข้ามันตาบอดและโง่เขลาเอง หลงกลตกหลุมพรางของตระกูลโจว จนทำร้ายความหวังดีของท่าน ฮือ ฮือ ฮือ หลานรู้ตัวแล้วว่าทำผิดพลาดไปอย่างมหันต์

เห็นแก่ท่านพ่อ ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิดขอรับ…"

เด็กคนนี้ช่างเฉลียวฉลาดนัก แม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำหูน้ำตา แต่กลับร้อยเรียงคำพูดได้อย่างชัดเจนและกระชับ อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างแจ่มแจ้งและเข้าใจง่ายผ่านเสียงสะอื้นไห้

สิ่งนี้ทำให้บางคนไม่อาจแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดแล้วปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อีก

เพราะถึงอย่างไร เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเด็กคนนี้ถูกทารุณกรรมมาอย่างหนัก และการที่เขาสามารถอธิบายเรื่องราวได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ ย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้กำลังโกหกอย่างแน่นอน

"เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหล..."

นายท่านผู้เฒ่าสามยังคิดจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าหลินโย่วเทียนกลับคว้าแขนเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยถามแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดังกังวานที่แฝงไปด้วยความห่วงใย

"ท่านพ่อ! ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ? อาการสำลักเมื่อครู่นี้ยังไม่ดีขึ้นอีกหรือ?"

เขารีบหันหน้าไปร้องเรียกบุตรชายคนโตที่ยืนอยู่ด้านหลัง

"หย่วนจวี ปู่ของเจ้าบอกว่ายังรู้สึกไม่ค่อยสบาย รีบมาประคองท่านปู่กลับไปนอนพักที่เตียงเร็วเข้า โตป่านนี้แล้ว ทำไมถึงได้ไม่รู้จักประสีประสาเอาเสียเลยฮึ?"

"ขอรับ มาแล้วขอรับ! ท่านปู่ ข้าประคองท่านเอง รีบกลับเข้าห้องไปเอนหลังพักผ่อนให้สบายเถิด อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว ท่านต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีนะขอรับ ประเดี๋ยวหลานจะไปเชิญท่านอาสิบสามมาช่วยตรวจดูอาการให้อีกรอบ อาการสำลักเมื่อครู่นี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด เรื่องใหญ่เชียวนะขอรับ..."

สองพ่อลูกครอบครัวผู้นำตระกูลช่างรับส่งมุกกันได้อย่างรู้ใจ ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตาเฒ่าของตนได้เอ่ยคำพูดเลอะเลือนพวกนั้นออกมาอีก มองไม่เห็นหรืออย่างไรว่าสีหน้าของคนในตระกูลที่อยู่รอบๆ เริ่มเปลี่ยนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว?

"ปล่อยนะ คอข้าไม่ได้เป็นอะไร..."

"อะไรนะขอรับ? มีก้างติดคอท่านปู่อย่างนั้นหรือ?!"

เสียงร้องอุทานที่ดังลั่นยิ่งกว่ากลบเสียงตวาดของนายท่านผู้เฒ่าสามเสียสนิท สีหน้าร้อนรนกระวนกระวายของหลินหย่วนจวีนั้นดูสมจริงเสียจนหาที่ติไม่ได้ หากใครไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ คงนึกว่าปู่ของเขากำลังจะสิ้นลมหายใจรอมร่อ

"สวรรค์! เจ้าห้า เจ้าห้า รีบมาทางนี้เร็วเข้า! รีบมาช่วยข้าประคองท่านปู่กลับไปนอนพักที่ห้องก่อน แล้วเจ้าก็รีบวิ่งไปเชิญท่านอาสิบสามมาเลยนะ ข้าพร่ำบอกอยู่เสมอว่าท่านปู่อายุมากแล้ว เวลาทานอาหารต้องระมัดระวังให้มาก แต่พวกเจ้าก็ไม่มีใครยอมฟังข้าเลยสักคน..."

จบบทที่ บทที่ 19 ถกเหตุผลกับผู้นำตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว