- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 333 จัดขบวนใหญ่โตมารับ
บทที่ 333 จัดขบวนใหญ่โตมารับ
บทที่ 333 จัดขบวนใหญ่โตมารับ
บทที่ 333 จัดขบวนใหญ่โตมารับ
"สหายเจียง ในที่สุดคุณก็มาถึงสักที ! "
ทันทีที่เห็นหน้าเจียงชิ่น เสิ่นหงก็รีบก้าวฉับ ๆ เข้ามาหา พร้อมกับคว้ามือเธอไปจับเขย่าด้วยความตื่นเต้นดีใจ
"หัวหน้าวิศวกรเสิ่น ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เรียกฉันว่าเสี่ยวเจียงเหมือนเดิมเถอะค่ะ"
เมื่อได้มาพบหน้าสุดยอดนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศในอนาคตอีกครั้ง แม้ความรู้สึกตื่นเต้นตื้นตันใจจะไม่รุนแรงเท่ากับครั้งแรกที่ได้เจอ แต่ภายในใจของเจียงชิ่นก็ยังคงรู้สึกถึงความพิเศษบางอย่างอยู่ดี
เสิ่นหงในยุคนี้ยังดูหนุ่มแน่น เป็นช่วงวัยที่พละกำลังและสติปัญญากำลังพีกสุดขีด แตกต่างจากภาพจำของคุณลุงวัยชราที่เธอเคยเห็นในตำราเรียนอย่างสิ้นเชิง
น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเคารพยกย่องอย่างลึกซึ้งของเจียงชิ่น ทำเอาเสิ่นหงชะงักไปเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ตอนนี้สมาธิของเขามุ่งความสนใจไปที่การมาถึงของเจียงชิ่นเป็นหลัก เขาจึงไม่ได้เก็บเอาไปคิดให้มากความ รีบเดินนำเจียงชิ่นและคณะไปยังรถที่จอดรออยู่
ห่างจากเจียงชิ่นและเสิ่นหงไปเพียงไม่กี่สิบเมตร อู๋ป๋อกวงก็ก้าวลงจากรถไฟเช่นกัน
ดูเผิน ๆ เหมือนเขากำลังเดินปะปนไปกับฝูงชนที่กำลังหลั่งไหลออกจากสถานี แต่ในความเป็นจริงแล้ว สายตาอันเฉียบคมของเขาไม่เคยละไปจากทิศทางที่เจียงชิ่นอยู่เลยแม้แต่วินาทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ณ มุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เขาก็กดวิทยุสื่อสารขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ตรงปกเสื้อ แล้วกระซิบสั่งการเสียงเบา
"ตรวจสอบรถยนต์ทุกคันเรียบร้อยหรือยัง ? ตรวจพบผู้ต้องสงสัยบริเวณรอบ ๆ บ้างไหม ? "
มีเสียงสัญญาณแทรกดังขึ้นเบา ๆ ในหูฟัง ก่อนที่เสียงของชายหนุ่มจะตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
"หัวหน้าครับ ตรวจสอบรถยนต์ทุกคันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีสิ่งผิดปกติครับ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ตรวจพบผู้ต้องสงสัยสองคน ตอนนี้กำลังทำการตรวจสอบประวัติอยู่ครับ อ้อ แล้วก็อาศัยเครื่องดักฟังของสหายเจียงชิ่น ทำให้เราสแกนเจอและบุกทลายรังของพวกสายลับใกล้ ๆ สถานีรถไฟได้สำเร็จ จับกุมตัวสายลับได้ห้าคนครับ"
"ทำได้ดีมาก แจ้งทุกคนให้ทราบ สหายเจียงกำลังจะเดินไปถึงทางออกแล้ว ให้ทุกนายเตรียมพร้อมและรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด"
อู๋ป๋อกวงออกคำสั่งสั้น ๆ กระชับ แล้วตัดการสื่อสาร สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับแผ่นหลังบาง ๆ ที่เดินอยู่เบื้องหน้า
บริเวณทางออกของสถานีรถไฟ มีรถเก๋งสีเงินคันงามจอดเรียงรายอยู่สามคัน รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมาตกกระทบตัวถังรถ ก่อให้เกิดประกายเงางามสะดุดตา
เจียงชิ่นถูกเชิญให้ขึ้นไปนั่งบนรถคันกลาง โดยมีเสิ่นหงก้าวตามขึ้นไปนั่งประกบ
สุยหมิงแยกไปนั่งรถคันแรก
ส่วนจวงซือเหวินกับจั๋วซีก็ไปนั่งรถคันที่สาม
หลังจากทุกคนประจำที่เรียบร้อย ขบวนรถทั้งสามคันก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานีรถไฟ มุ่งหน้าสู่ฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซาน
ฐานไท่ซานตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองค่อนข้างมาก พอพ้นเขตเมืองแล้ว ยังต้องขับรถไปตามทางอีกชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึง
ระหว่างทาง เสิ่นหงก็รับหน้าที่เป็นไกด์จำเป็น คอยอธิบายให้เจียงชิ่นฟัง
"ความจริงตอนแรกก็ไม่ได้กะจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ไกลปืนเที่ยงขนาดนี้หรอกนะ แต่พอดีทางรัฐบาลเขามีการวางผังเมืองใหม่ พื้นที่เกษตรกรรมรอบ ๆ ตัวเมืองส่วนใหญ่ถูกเวนคืนไปสร้างเป็นเขตที่อยู่อาศัยกับเขตโรงงานอุตสาหกรรมจนหมด พวกเราก็เลยไม่มีทางเลือก ต้องกระเถิบขยายออกมาสร้างให้ไกลออกไปอีก เสี่ยวเจียง เธออย่าเพิ่งมาบ่นว่าความเป็นอยู่ที่ฐานเรามันยากลำบากซะก่อนล่ะ"
เจียงชิ่นรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "โธ่ จะลำบากแค่ไหนก็คงไม่เท่าตอนที่ฉันต้องไปใช้แรงงานที่ฟาร์มเกษตรหรอกค่ะ ตอนนั้นฉันต้องแบกจอบหนักตั้งหลายชั่ง ไปยืนขุดดินกลางแดดเปรี้ยง ๆ ตั้งแต่เช้ายันค่ำทุกวันเลยนะคะ ต้องขอบคุณประเทศชาติจริง ๆ ที่รื้อฟื้นการสอบเกาเข่าขึ้นมา ไม่อย่างนั้นป่านนี้ฉันก็คงยังต้องก้มหน้าก้มตาขุดดินคลุกฝุ่นอยู่แน่ ๆ เลยค่ะ"
"เสี่ยวเจียง ความคิดของฉันก็ตรงกับเธอนั่นแหละ ต้องขอบคุณรัฐบาลจริง ๆ ที่รื้อฟื้นการสอบเกาเข่าขึ้นมา ไม่อย่างนั้นคนเก่งระดับหัวกะทิอย่างเธอ คงต้องถูกฝังกลบความสามารถอยู่ตามชนบทไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ น่าเสียดายคนเก่ง ๆ แย่เลย ! "
พอพูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นหงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งใจหายและโชคดีไปพร้อม ๆ กัน
นับตั้งแต่ที่พวกเขาแยกย้ายกันคราวก่อน ผลงานการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เจียงชิ่นสร้างสรรค์ขึ้นมา ล้วนลอยเข้าหูเสิ่นหงอยู่เป็นระยะ ๆ
ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปี เจียงชิ่นก็สามารถอาศัยพลังสมองของตัวเองเพียงคนเดียว งัดเอาเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวกระโดดล้ำหน้าไปหลายสิบปีได้อย่างหน้าตาเฉย
ผลงานระดับนี้ อย่าว่าแต่นักวิทยาศาสตร์ในประเทศเลย ต่อให้กวาดสายตาหาทั่วทั้งโลก ก็ไม่มีใครหน้าไหนจะทำได้เทียบเท่าเธอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถือกำเนิดขึ้นของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีคุณูปการยิ่งใหญ่มหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้
ความเร็วในการประมวลผลอันมหาศาลของมัน ได้กลายมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นยอด ที่ช่วยให้ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขาของประเทศ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ถ้าเปรียบเทียบว่าเมื่อก่อนประเทศกำลังควบรถม้าอยู่ ตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับการนั่งจรวดพุ่งทะยานไปข้างหน้าแล้ว
สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศจีนจะต้องผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในทุก ๆ แขนง ล้างอายจากอดีต และทิ้งห่างชาติตะวันตกแบบไม่เห็นฝุ่นได้อย่างแน่นอน
เจียงชิ่นยิ้มรับบาง ๆ ไม่ได้สานต่อบทสนทนาในเรื่องนี้ แต่เปลี่ยนเรื่องไปถามเสิ่นหงแทนว่า "หัวหน้าวิศวกรเสิ่นคะ การก่อสร้างเฟสแรกคาดว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่คะ ? "
"ถ้าเร็วหน่อย ก็คงจะเป็นช่วงหลังตรุษจีนปีหน้าล่ะมั้ง แต่แน่นอนว่า ก็ต้องรอให้วัสดุทนความร้อนสูงพิเศษถูกส่งมาถึงก่อนนะ"
"แล้วในขั้นตอนการผลิต มีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคอะไรบ้างไหมคะ ? "
"ตอนแรกก็คิดว่ามันเป็นงานที่ยากหินจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ แต่พอได้ทฤษฎีในบทความวิจัยของเธอมาเป็นรากฐาน อุปสรรคทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องกล้วย ๆ ไปเลย"
เสิ่นหงตอบกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
พอได้ยินว่าเรื่องวัสดุทนความร้อนไม่มีปัญหาอะไร เจียงชิ่นก็เบาใจ
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในรถเก๋งคันสุดท้าย จวงซือเหวินกำลังชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า การได้ติดตามเจียงชิ่นมาที่ฐานไท่ซานในครั้งนี้ จะได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริกและยิ่งใหญ่ด้วยขบวนรถเก๋งหรูหราแบบนี้
สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า เจียงชิ่นมีความสำคัญต่อที่นี่มากขนาดไหน
ฐานไท่ซานตั้งอยู่แถบชนบทที่ห่างไกล ถนนหนทางจึงทุรกันดารและขรุขระ รถเก๋งแล่นโคลงเคลงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว แต่จวงซือเหวินไม่ใช่คนเมารถ ต่อให้รถจะเหวี่ยงแรงแค่ไหน เธอก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
ทว่า คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธออย่างจั๋วซี กลับไม่ได้มีโชคดีแบบนั้น
จั๋วซีเป็นคนเมารถ แถมยังเมารถหนักมากซะด้วย
ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด เอนตัวพิงพนักเบาะหลับตาแน่น ท่าทางดูทรมานสุด ๆ
"นายเป็นอะไรหรือเปล่า ? "
จวงซือเหวินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
จั๋วซีพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกพะอืดพะอมที่ตีตื้นขึ้นมาตรงคอหอย พยายามควบคุมตัวเองอย่างสุดความสามารถ จึงไม่มีกะจิตกะใจจะอ้าปากตอบคำถามของจวงซือเหวิน
ถนนเส้นนี้เป็นทางลูกรังที่ไม่ได้ราดยางมะตอย พอเพิ่งผ่านพ้นช่วงฝนตกมา ถนนก็เลยเต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระ รถเก๋งแล่นทับหลุมพวกนั้นที ก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งคัน ไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาเลย
จั๋วซีรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังถูกเขย่าจนจะทะลักออกมากองรวมกันที่คอหอย สมองก็ถูกเหวี่ยงจนมึนตึ้บไปหมด
เมื่อเห็นว่าจั๋วซีไม่ยอมตอบ แถมยังทำหน้าบิดเบี้ยวเหมือนกำลังอดกลั้นอย่างหนัก จวงซือเหวินก็เลยตะโกนบอกคนขับรถ
"คุณลุงคนขับคะ เพื่อนของฉันเขาเมารถหนักมากเลย รบกวนช่วยจอดรถให้เขาลงไปอาเจียนข้างทางแป๊บเดียวได้ไหมคะ"
คนขับรถได้ยินที่จวงซือเหวินร้องขอ แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดรถให้ได้หรอก
ขืนหยุดรถ ก็แปลว่าต้องทิ้งห่างจากขบวนรถคันหน้าไปไกลเลยน่ะสิ แล้วรถของเขาก็จะหลุดออกจากขบวน
ช่วงนี้พวกสายลับยิ่งเพ่นพ่านกันชุกชุมอยู่ด้วย ใครจะไปรับประกันได้ล่ะว่า ถ้าขบวนรถแตกแถวแล้ว แขกวีไอพีในรถคันหน้าจะไม่ตกอยู่ในอันตราย
"แม่หนู ลุงต้องขับตามรถคันหน้าให้ทันน่ะ จอดรถไม่ได้หรอกนะ ถ้าเพื่อนหนูทนไม่ไหวจริง ๆ หนูเกาะหาถุงพลาสติกหรืออะไรมารองให้เขาอาเจียนใส่ไปก่อนก็แล้วกันนะ"
"ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันลองหาดูว่ามีอะไรพอจะใช้ได้บ้าง"
จวงซือเหวินรีบเปิดกระเป๋าค้นหาทันที ไม่นานนักเธอก็หยิบเอาถุงผ้าลายดอกที่ใช้ใส่กล่องข้าวออกมา แล้วยื่นไปจ่อตรงหน้าจั๋วซี
"ถ้านายทนไม่ไหวจริงๆ ก็อ้วกใส่ถุงนี้ไปเลยนะ"
เมื่อมองเห็นถุงผ้าลายดอกที่ยื่นมาตรงหน้า จั๋วซีก็ไม่ยอมรับมันไป
"ฉันดีขึ้นแล้วล่ะ"
พอเขาอ้าปากพูด เสียงก็แหบพร่าจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ
แค่ฟังจากน้ำเสียง จวงซือเหวินก็รู้แล้วว่าอาการของเขาแย่มากขนาดไหน
สภาพร่อแร่ขนาดนี้แล้ว ยังจะมาฝืนปากแข็งบอกว่าไม่เป็นไรอีก
จวงซือเหวินส่ายหน้าอย่างระอา ไม่สนใจคำปฏิเสธของเขา เธอจัดการกางปากถุงผ้าออก แล้วยัดใส่มือจั๋วซีบังคับให้เขาถือไว้
"ถ้าทนไม่ไหวก็อ้วกใส่ถุงนี้ไปเลย อย่าฝืนเลยน่า ก็แค่ถุงผ้าใบเดียว ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนาหรอกน่า"
เพิ่งจะกางถุงผ้าเสร็จสรรพ จู่ ๆ รถเก๋งก็กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างแรงจนตัวรถโคลงเคลงไปมา ล้อรถดันไปตกหลุมบ่อขนาดใหญ่เข้านั่นเอง
ด้วยแรงกระแทกอันรุนแรง ในที่สุดความอดทนของจั๋วซีก็ขาดผึง เขาพุ่งหน้าลงไปอาเจียนใส่ถุงผ้าลายดอกดัง 'อ้วก' ทันที
โชคดีที่พวกเขาลงจากรถไฟกันตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ปริมาณของที่อาเจียนออกมาก็เลยไม่เยอะนัก ตอนท้าย ๆ มีแต่น้ำย่อยขม ๆ ออกมาแทน
จวงซือเหวินไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเลยสักนิด เธอรีบล้วงกระดาษทิชชูออกจากกระเป๋า ส่งให้เขาเช็ดปาก
พร้อมกับเปิดฝากระติกน้ำ ส่งให้เขาดื่มน้ำล้างปาก
พอได้อาเจียนเอาของเก่าออกจนหมด จั๋วซีก็รู้สึกโล่งสบายขึ้นเป็นกอง