- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 332 การเดินทาง
บทที่ 332 การเดินทาง
บทที่ 332 การเดินทาง
บทที่ 332 การเดินทาง
เมื่อถึงเวลาอาหาร เจียงชิ่นก็นำกับข้าวและไข่ต้มที่เอามาจากบ้าน ออกมาวางเรียงบนโต๊ะพับตัวเล็กตรงกลางห้องโดยสารตู้นอนแบบนุ่ม จวงซือเหวินเองก็พกของกินมาไม่น้อย เธอเอาออกมาวางเรียงบนโต๊ะพับแบบเดียวกับเจียงชิ่น แม้แต่สุยหมิงเองก็พกกับข้าวฝีมือภรรยามาด้วยเหมือนกัน
มีเพียงจั๋วซีที่พกสัมภาระมาแบบเรียบง่าย เขาไม่ได้เตรียมของกินอะไรมาเลย กะว่าเดี๋ยวรอรถเสบียงเข็นผ่านมาขายข้าวกล่อง ค่อยซื้อกินเอา
จวงซือเหวินร้องเรียกเขาไว้
"จะไปซื้อข้าวกล่องทำไมล่ะ ฉันพกของกินมาตั้งเยอะแยะ มาแบ่งกันกินเถอะ"
ด้วยความที่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมชั้น ในเมื่อทุกคนต่างก็มีอาหารจากบ้านมากินกันพร้อมหน้า จะปล่อยให้จั๋วซีต้องไปซื้อข้าวกล่องกินอยู่คนเดียว จวงซือเหวินก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ อีกอย่าง ของกินที่เธอเตรียมมามันก็เยอะมากจริง ๆ
จวงซือเหวินแบ่งกับข้าวให้จั๋วซีไปหนึ่งกล่องเต็ม ๆ
ประจวบเหมาะกับที่เจียงชิ่นกำลังแจกจ่ายไข่ต้มจากบ้านพอดี เธอแจกให้จวงซือเหวินและสุยหมิงไปคนละฟอง พอถึงคิวของจั๋วซี เธอก็ยื่นแบ่งให้เขาไปหนึ่งฟองอย่างเป็นธรรมชาติ
ไข่ต้มที่เหลืออีกเจ็ดฟอง เจียงชิ่นกะว่าจะทยอยกินมื้อละสองฟอง จะพยายามจัดการให้หมดก่อนจะถึงสถานีปลายทาง ยังไงซะนี่ก็เป็นความรักความห่วงใยจากแม่สามี เธอต้องรับน้ำใจนี้ไว้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
จั๋วซีได้ทั้งข้าวกล่องและไข่ต้มไปแล้ว สุยหมิงก็ยังแบ่งซาลาเปาฝีมือภรรยาให้ทุกคนอีกคนละลูกด้วย
ระหว่างกินข้าว เจียงชิ่นกับจวงซือเหวินก็พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน โดยมีสุยหมิงคอยพูดแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ มีเพียงจั๋วซีที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบ ๆ ไม่ค่อยได้พูดอะไร แต่ลึก ๆ แล้วเขากลับชอบบรรยากาศรอบตัวแบบนี้มาก ๆ มันเป็นความอบอุ่นที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานหลายปีแล้ว
กินไปกินมา มื้อนี้จั๋วซีดันอิ่มจนจุกซะงั้น เขาอาสาเป็นคนเอาข้าวกล่องไปล้างให้ จวงซือเหวินเองก็ไม่เกรงใจ ยื่นกล่องข้าวเปล่าส่งให้เขาทันที
จังหวะที่จั๋วซีกำลังจะเดินออกจากห้องโดยสาร ก็สวนทางกับสุยหมิงที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำ พอสุยหมิงเห็นกล่องข้าวเปล่าในมือของเขา ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังจะไปทำอะไร จึงเอ่ยแซวขึ้นมาว่า
"ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าเสี่ยวจั๋วจะทำงานบ้านเป็นด้วย ต่อไปถ้าแต่งงานไป รับรองว่าช่วยแบ่งเบาภาระภรรยาได้สบายเลย"
คำแซวของสุยหมิงทำเอาหน้าจั๋วซีแดงเถือก ลามไปยันลำคอ เขารีบก้มหน้างุดแล้วสาวเท้าเดินออกจากตู้นอนไปอย่างรวดเร็ว
เจียงชิ่นดื่มน้ำเข้าไปเยอะ ก็เลยเริ่มปวดปัสสาวะ เธอจึงลุกเดินไปเข้าห้องน้ำบ้าง
ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินของตู้นอน เธอก็สังเกตเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตานั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างฝั่งหนึ่ง เจียงชิ่นจำได้ทันทีว่าผู้ชายคนนั้นก็คือ อู๋ป๋อกวง นั่นเอง
ช่วงนี้ตรงกับช่วงปิดเทอมฤดูร้อน นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างก็พากันเดินทางกลับบ้านเกิด ตั๋วรถไฟเบาะนั่งแบบแข็งจึงหาซื้อได้ยากมาก ส่วนตั๋วตู้นอน ชาวบ้านธรรมดาก็เสียดายเงินไม่กล้าซื้อกัน หลายคนก็เลยซื้อตั๋วยืน แล้วแอบเนียนมาหาที่นั่งตามโถงทางเดินในตู้นอนแทน ยังไงซะฝั่งตู้นอนนี้ผู้โดยสารทุกคนก็มีเตียงของตัวเองอยู่แล้ว เก้าอี้ริมหน้าต่างตรงทางเดินจึงมักจะว่างซะเป็นส่วนใหญ่
อู๋ป๋อกวงแฝงตัวปะปนอยู่กับผู้โดยสารกลุ่มนี้ วันนี้เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตแขนสั้นธรรมดา ๆ ดูแล้วกลมกลืนไม่ต่างอะไรกับผู้โดยสารตั๋วยืนที่มาหาที่นั่งแถวนี้เลย ตอนที่เจียงชิ่นเดินผ่าน เธอยังแอบชั่งใจอยู่ว่าจะเข้าไปทักทายเขาดีไหม
ทว่าสายตาของอู๋ป๋อกวงกลับส่งสัญญาณมาเตือนล่วงหน้าเสียก่อน แววตาของเขาบ่งบอกชัดเจนว่า 'ทำเป็นไม่รู้จักกันนะ ผมก็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินผ่านทางมา'
เจียงชิ่นจึงเดินผ่านหน้าเขาไปเงียบ ๆ ทำทีราวกับว่าการที่เธอปรายตามองไปทางเขาเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงการกวาดสายตาไปมองแบบไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น
การที่อู๋ป๋อกวงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า ในการเดินทางครั้งนี้ เขาคือหนึ่งในทีมรักษาความปลอดภัยของเธอ
เจียงชิ่นแอบกวาดสายตาสังเกตดูรอบ ๆ ก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคยอีกคน นั่นก็คือ เสี่ยวเฉิน วันนี้เสี่ยวเฉินแต่งตัวเหมือนนักศึกษาที่กำลังรีบร้อนเดินทางกลับบ้านช่วงปิดเทอม ดูเด็กลงกว่าเดิมตั้งหลายปี เขาแอบขยิบตาให้เจียงชิ่นแบบเนียน ๆ ก่อนจะรีบปั้นหน้าขรึมทำเป็นไม่รู้จักกันต่อ
เจียงชิ่นเดาว่า ในบรรดาผู้โดยสารหน้าแปลกพวกนี้ คงมีคนจากทีมคุ้มกันแฝงตัวอยู่อีกไม่น้อยแน่ ๆ แค่เธอเดินทางออกจากเมืองหลวงครั้งเดียว ก็ต้องรบกวนให้สหายเหล่านี้ต้องมาเหน็ดเหนื่อยตามดูแลความปลอดภัยให้แล้ว
หลังจากเจียงชิ่นทำธุระส่วนตัวเสร็จ ล้างมือและกำลังจะเดินกลับห้องโดยสาร เธอก็บังเอิญเจอจั๋วซีตรงบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างตู้โดยสารรถไฟ จะพูดให้ถูกก็คือ จั๋วซีกำลังยืนรอเธออยู่ตรงนั้นต่างหากล่ะ ในมือของเขายังหิ้วกล่องข้าวที่เพิ่งล้างเสร็จหมาด ๆ มีน้ำหยดติ๋ง ๆ อยู่เลย
"มีอะไรจะพูดงั้นเหรอ ? " เจียงชิ่นเปิดฉากถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
จั๋วซีพยักหน้ารับ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เจียงชิ่น ฉันขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมานะ ที่ทำให้เธอต้องรู้สึกลำบากใจและรำคาญใจ"
เจียงชิ่นนึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เขาต้องการจะพูดคือเรื่องนี้ เมื่อกี้เธอยังแอบมองโลกในแง่ร้ายอยู่เลย คิดว่าถ้าจั๋วซีกล้าพูดจาเหลวไหลไร้สาระอะไรออกมาอีกล่ะก็ เธอจะเก็บของย้ายตู้โดยสารทันที และจะขอตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีก พอรู้ตัวว่าตัวเองแอบอคติไปไกล เจียงชิ่นก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาตงิด ๆ
เพราะเรื่องของหวังเวยหย่วนเป็นเหตุแท้ ๆ ทำเอาเธอระแวงไปหมดจนกลายเป็นคนตื่นตูม แค่เห็นว่ามีใครทำท่าทีจะเข้ามาจีบ เธอก็แทบจะขีดเส้นแบ่งอาณาเขตเว้นระยะห่างทันที
"นายหมายถึงเรื่องที่นายจะขอเดินทางมากับพวกเรางั้นเหรอ ? ไม่เป็นไรหรอกน่า ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน มีอะไรพอช่วยได้ก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว แต่ก็นะ... เราเป็นชายหญิง จะไปมาหาสู่พูดคุยกันบ่อย ๆ มันก็อาจจะดูไม่งาม ฉันก็เลยไม่ค่อยได้คุยด้วย นายก็อย่าเก็บไปคิดมากเลยนะ"
ตอนแรกจั๋วซีก็แอบตกใจที่เจียงชิ่นพูดแบบนั้น แต่พอฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขาก็ส่งยิ้มบาง ๆ อย่างซาบซึ้งใจกลับไปให้เธอ เขารู้ดีว่าเจียงชิ่นเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่เขาต้องการจะสื่อ แต่เพื่อเป็นการรักษาหน้าเขา เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ และจงใจบิดเบือนประเด็นให้เป็นเรื่องการเดินทางแทน และในคำพูดนั้น เธอก็ได้สอดแทรกเจตนารมณ์ของตัวเองเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคน ก็เป็นได้แค่ 'เพื่อนร่วมชั้นธรรมดา ๆ ' ที่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาสุงสิงหรือข้องแวะกันจะดีที่สุด
จั๋วซีรู้สึกประหลาดใจกับตัวเองอย่างมาก ที่เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเสียใจอย่างที่คิดไว้เลย ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกเหมือนได้ยกก้อนหินหนักอึ้งที่ทับอยู่ในใจออกไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เขารู้สึกโล่งสบายตัวสบายใจสุด ๆ
เมื่อได้พูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกไปจนหมดแล้ว เขาก็ไม่คิดจะตื๊อหรือรั้งเธอไว้อีก พยักหน้ารับคำ แล้วหมุนตัวเดินกลับไปที่ตู้นอนนุ่ม
ถัดออกไปไม่ไกลนัก เสี่ยวเฉินค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้อู๋ป๋อกวง ก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ
"อะแฮ่ม สหายเจียงชิ่นนี่เสน่ห์แรงไม่เบาเลยนะเนี่ย เราควรจะไปกระซิบบอกเรื่องนี้ให้สหายร่วมรบของคุณรู้ตัวไว้หน่อยดีไหมฮะ ? "
อู๋ป๋อกวงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่ตวัดสายตาดุดันราวกับใบมีดไปให้ เสี่ยวเฉินถึงกับหุบปากฉับทันที แล้วรีบสับเท้าหนีกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเองแทบไม่ทัน
ตลอดการเดินทาง รถไฟก็จอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานีต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่อนสาง รถไฟก็เดินทางมาถึงสถานีที่อยู่ใกล้กับฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานมากที่สุด
ช่วงฤดูร้อน พระอาทิตย์มักจะขึ้นเร็ว ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มสว่างเป็นสีขาวนวลแล้ว จวงซือเหวินดูออกเลยว่านอนไม่ค่อยหลับ เธอหอบหิ้วสัมภาระไปพลาง หาวหวอด ๆ ไปพลาง ทางด้านเจียงชิ่น เพราะกำลังท้องกำลังไส้ ปกติก็หลับไม่ค่อยสนิทอยู่แล้ว พอยิ่งต้องมานอนสั่นกึก ๆ บนรถไฟ ก็ยิ่งนอนไม่หลับเข้าไปใหญ่ เธอก็เลยตื่นขึ้นมาก่อนที่รถไฟจะจอดเทียบชานชาลาเสียอีก พอตื่นแล้ว เธอก็ไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างหน้าล้างตา ตอนนี้ก็เลยดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย
สัมภาระของเจียงชิ่นกับจวงซือเหวินนั้นมีไม่ใช่น้อย ๆ เลย ผิดกับสุยหมิงที่มีแค่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ใบเดียว ส่วนจั๋วซียิ่งน้อยกว่า มีแค่กระเป๋าเป้ใบเดียวเอง สุยหมิงจึงอาสาหิ้วสัมภาระให้เจียงชิ่น และสั่งให้จั๋วซีไปช่วยหิ้วสัมภาระให้จวงซือเหวินแทน พร้อมกับหันไปกำชับจวงซือเหวินว่า
"เธอช่วยดูแลสหายเจียงชิ่นให้ดี ๆ นะ ระวังเรื่องความปลอดภัยของเธอด้วย"
พอไม่ต้องแบกสัมภาระพะรุงพะรัง บนตัวจวงซือเหวินก็เหลือแค่กระเป๋าเป้ใบเดียว เธอรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมาทันที รีบพุ่งเข้าไปประคองแขนเจียงชิ่น เตรียมตัวจะพาลงจากรถไฟ
เจียงชิ่นหลุดขำออกมา "ฉันไม่ได้พิการเดินเหินไม่สะดวกซะหน่อย ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้มั้ง"
"ไม่ได้ๆ ขืนปล่อยให้เดินเอง ตอนนี้ข้างนอกยังมืดอยู่เลย ถ้าเธอสะดุดล้มหรือเดินไปชนอะไรเข้า มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ" เธอทำหน้าจริงจัง ดึงดันจะประคองเจียงชิ่นให้ได้ เจียงชิ่นจึงต้องยอมปล่อยเลยตามเลย
สถานีรถไฟแห่งนี้ถือเป็นสถานีใหญ่ และเป็นชุมทางคมนาคมที่สำคัญ ถึงแม้จะเป็นช่วงค่อนสาง แต่ก็มีผู้โดยสารลงจากรถไฟเยอะพอสมควร โชคดีที่ฝั่งตู้โดยสารแบบนุ่มไม่ได้มีผู้โดยสารเยอะนัก ตอนที่ลงจากรถไฟจึงไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกับใคร
เจียงชิ่นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของอู๋ป๋อกวงหรือเสี่ยวเฉินเลยแม้แต่เงา แต่เธอก็มั่นใจว่าพวกเขาต้องแฝงตัวอยู่แถว ๆ นี้อย่างแน่นอน
เมื่อคณะเดินทางก้าวลงจากรถไฟ บนชานชาลาก็มีคนมารอรับพวกเขากันพร้อมหน้าแล้ว และคนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคนแปลกหน้า แต่เป็นหัวหน้าวิศวกรเสิ่นหง แห่งฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซาน นั่นเอง