- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 331 เดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานไท่ซาน
บทที่ 331 เดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานไท่ซาน
บทที่ 331 เดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานไท่ซาน
บทที่ 331 เดินทางมุ่งหน้าสู่ฐานไท่ซาน
พอรู้ว่าจั๋วซีตัดใจได้แล้ว เจียงชิ่นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เป็นแบบนี้ได้ก็ดีที่สุดแล้ว เวลาเจอกันจะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดใจกันอีก
ไม่นานนัก วันเดินทางก็มาถึง
วันนี้ฟู่เส้าตั๋วตื่นแต่เช้าตรู่ ลงมือทำกับข้าวใส่กล่องข้าวใบใหญ่สองกล่องให้เจียงชิ่นเอาไว้กินระหว่างทาง ส่วนแม่ฟู่ก็ต้มไข่ไก่หม้อใหญ่ ยัดไข่ต้มใส่กระเป๋าให้เจียงชิ่นตั้งสิบฟอง
เจียงชิ่นมองไข่ต้มสิบฟองนั้นด้วยความตกตะลึง
"แม่คะ ระหว่างทางหนูกินไม่หมดหรอกค่ะ อากาศร้อนแบบนี้ กว่าจะถึงฐานไท่ซานไข่ต้มคงได้บูดกันพอดี"
แต่แม่ฟู่ไม่ยอมฟังเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ดึงดันจะยัดไข่ต้มใส่กระเป๋าเดินทางให้ได้
"ตอนนี้ร่างกายลูกกำลังอ่อนแอ ต้องกินไข่เยอะ ๆ จะได้บำรุงไง กินมื้อละสองฟอง เดี๋ยวก็หมดเองแหละ"
เจียงชิ่นอดขำไม่ได้
มื้อละสองฟอง วันละหกฟอง พอไปถึงฐานไท่ซาน เธอคงเรอออกมาเป็นกลิ่นไข่ต้มล้วน ๆ แน่เลย
ถึงเจียงชิ่นจะรู้ตัวดีว่ากินไม่หมดแน่นอน แต่เธอก็ต้องรับน้ำใจของแม่สามีเอาไว้
ในยุค 70s สำหรับครอบครัวคนธรรมดาทั่วไป ไข่ไก่ถือเป็นของหายากและมีค่ามาก ถึงแม้ว่าฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวฟู่จะดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็ตาม แต่ในสายตาของผู้หลักผู้ใหญ่ ไข่ไก่ก็ยังคงเป็นของบำรุงชั้นเลิศอยู่ดี
"ขอบคุณมากค่ะแม่ ระหว่างทางหนูจะพยายามกินให้เยอะ ๆ เลยนะคะ" เจียงชิ่นรับคำด้วยรอยยิ้มแย้ม
คุยกับแม่ฟู่เสร็จปุ๊บ ฟู่ซานที่ยืนรออยู่หน้าห้องตัวเองก็กวักมือเรียกเจียงชิ่นหยอย ๆ
เมื่อรู้ว่าน้องสะใภ้มีเรื่องจะคุยด้วยเป็นการส่วนตัว เจียงชิ่นก็รีบเดินเข้าไปหา ฟู่ซานดึงตัวเธอเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงกลอนทันที
"พี่สะใภ้คะ ซองแดงนี่ฉันควรจะเอาให้เฮ่อหยางซานตอนไหนดีคะ ? พอไปถึงงานเปิดร้านปุ๊บก็ยื่นให้เลย หรือว่ารอให้งานจบก่อนดีคะ ? แล้วควรจะให้เขาสองต่อสอง หรือว่าให้ต่อหน้าคนเยอะ ๆ ดีคะเนี่ย ? "
ฟู่ซานถามรัวเป็นชุดด้วยความประหม่า
เจียงชิ่นแอบงงในใจว่าเรื่องแค่นี้มีอะไรให้ต้องคิดมากด้วย ก็แค่อั่งเปาซองนึง จะให้ตอนไหนก็ให้ไปเถอะ ไม่ได้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายซะหน่อย
"ยังไงก็ได้จ้ะ เอาที่เธอสะดวกเลย หาจังหวะที่เขาไม่ค่อยยุ่งแล้วก็ยื่นให้เขาก็พอ บนซองมีชื่อพี่กับจำนวนเงินเขียนไว้ชัดเจนแล้วนี่..."
เจียงชิ่นรับซองแดงมาจากมือฟู่ซาน พลิกดูด้านหลัง
แล้วเธอก็ต้องสะดุดตา เมื่อเห็นว่าต่อจากชื่อของเธอ ฟู่ซานดันเขียนชื่อตัวเองต่อท้ายลงไปด้วย
แถมหลังชื่อฟู่ซาน ก็ยังมีตัวเลข 66 เขียนกำกับไว้อีกต่างหาก
เจียงชิ่นชะงักไปนิดนึง นี่น้องสะใภ้เธอหมายความว่ายังไงเนี่ย จะร่วมใส่ซองไปกับเธอด้วยงั้นเหรอ ?
"เสี่ยวซาน เธอแค่เป็นตัวแทนเอาซองไปให้พี่ เธอไม่ต้องใส่ซองเองหรอกนะ"
เงินตั้ง 66 หยวน สำหรับเจียงชิ่นมันอาจจะไม่ได้เยอะอะไร แต่สำหรับฟู่ซานแล้ว มันไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ เลยนะ
"ฉัน... ฉันคิดว่าไหน ๆ ก็ติดต่อค้าขายกับเฮ่อหยางซานมาตั้งนาน แถมยังได้ไปร่วมงานด้วยตัวเองทั้งที ก็เลยอยากจะใส่ซองร่วมแสดงความยินดีด้วยน่ะค่ะ ยังไงซะการเปิดร้านก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตนี่นา..."
ฟู่ซานที่ปกติเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา จู่ ๆ ก็เกิดอาการพูดติดอ่างขึ้นมาดื้อ ๆ
ตอนแรกเจียงชิ่นก็ยังคิดไม่ทัน แต่พอเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของน้องสะใภ้ เธอก็ถึงบางอ้อทันที
เธอจึงแกล้งแหย่ไปว่า "อืม เปิดร้านก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่งงานยิ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า งั้นแปลว่าต่อไปถ้าเฮ่อหยางซานแต่งงาน เธอก็กะจะใส่ซองให้เขาด้วยใช่ไหมล่ะ ? "
พริบตาเดียว พวงแก้มทั้งสองข้างของฟู่ซานก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น อาการติดอ่างยิ่งหนักกว่าเดิม
"ฉัน... เขาแต่งงาน แล้วฉันจะไปใส่ซองให้ทำไมล่ะคะ... ไม่ใส่หรอก..."
กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้จนจบประโยค เธอก็เพิ่งจะสังเกตเห็นแววตาล้อเลียนของพี่สะใภ้ที่จ้องมองมา
"เสี่ยวซาน สารภาพมาซะดี ๆ เธอกับเฮ่อหยางซานมีอะไรในกอไผ่กันใช่ไหมฮะ ? "
"เอ๊ะ ! "
คราวนี้ฟู่ซานหน้าแดงก่ำเป็นกุ้งต้มเลยทีเดียว เธอไม่ได้เถียงอะไรออกไป ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธรัว ๆ
แต่เจียงชิ่นไม่มีทางเชื่อหรอก จะไม่มีอะไรในกอไผ่ได้ยังไง ถ้าไม่มีแล้วไอ้ท่าทางเขินอายม้วนต้วนแบบนี้มันคืออะไรล่ะ
คิดไปคิดมา ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ ทั้งสองคนน่าจะกำลังอยู่ในช่วงกุ๊กกิ๊กดูใจกันอยู่ แต่ยังไม่มีใครกล้าสารภาพความรู้สึกออกมาตรง ๆ หรือทะลวงกำแพงกระดาษบาง ๆ กั้นกลางนั้นไป
ซึ่งนั่นก็อธิบายได้ว่าทำไมฟู่ซานถึงได้ดูว้าวุ่นใจกับการให้ซองแดงนักหนา
สำหรับคนคู่นี้ เจียงชิ่นค่อนข้างจะเชียร์เลยล่ะ พ่อหนุ่มเฮ่อหยางซานคนนั้นเป็นคนหัวไว ร่วมงานกันมาตั้งนาน เขาก็แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และไว้ใจได้มาโดยตลอด นิสัยใจคอก็ถือว่าผ่านฉลุย
ส่วนน้องสะใภ้ของเธอนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง รู้นิสัยใจคอกันดีอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องห่วงเลย
"ถ้าชอบเขานะ ก็ต้องรู้จักกระตือรือร้นและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างสิ ว่าง ๆ ก็ลองชวนเขาไปกินข้าว ดูหนังสักเรื่องอะไรแบบนี้ แต่แน่นอนว่าห้ามไปชวนเขาทื่อ ๆ เด็ดขาดนะ ต้องรู้จักใช้มารยาหญิงหาจังหวะส่งซิกให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเธอออกเดตก่อน แบบนี้ถึงจะเรียกว่าพลิกจากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุกยังไงล่ะ"
เจียงชิ่นต้องรีบไปขึ้นรถไฟ เวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ถ่ายทอดวิชาจีบหนุ่มให้ฟู่ซานอีกเพียบ
ฟู่ซานได้แต่นั่งฟังตาปริบ ๆ กว่าเธอจะย่อยข้อมูลชุดใหญ่ของพี่สะใภ้จบ เจียงชิ่นก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ฐานไท่ซานไปเรียบร้อยแล้ว
ฟู่เส้าตั๋วไปส่งเจียงชิ่นถึงสถานีรถไฟ ระหว่างทางก็เอาแต่พึมพำกำชับนู่นนี่นั่นไม่หยุด ความเป็นห่วงฉายชัดอยู่บนใบหน้าจนทะลักล้นออกมา
สุดท้ายเจียงชิ่นก็ต้องจัดการหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ไปทีนึง ถึงจะทำให้เขายอมสงบปากสงบคำลงได้
พอมาถึงสถานีรถไฟ เจียงชิ่นก็มาสมทบกับจวงซือเหวินและจั๋วซี นอกจากนี้ก็ยังมีสุยหมิงจากกระทรวงเครื่องจักรกลที่สองมารอรับอยู่ด้วย
เขาอุตส่าห์เดินทางไกลจากฐานไท่ซานกลับมาที่นี่ ก็เพื่อมารับพวกเจียงชิ่นไปที่นั่นโดยเฉพาะ
เรื่องการเดินทางไปจนถึงฐานไท่ซาน ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของสุยหมิงทั้งหมด
"สหายเจียง พวกเราได้เจอกันอีกแล้วนะครับ"
สุยหมิงเดินเข้ามาจับมือทักทายเจียงชิ่น ก่อนจะหันไปจับมือทักทายคนอื่น ๆ ที่เหลือด้วย
ฟู่เส้าตั๋วส่งเจียงชิ่นขึ้นรถไฟ แล้วก็ยืนมองขบวนรถไฟค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปจากชานชาลา
เจียงชิ่นเองก็ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่าง โบกมือลาเขาหยอย ๆ จนกระทั่งรถไฟแล่นออกไปไกลจนมองไม่เห็นร่างของเขาแล้ว
"สหายเจียง คุณกับสามีนี่ความรักหวานชื่นกันดีจังเลยนะครับ ผมล่ะแอบรู้สึกผิดนิด ๆ เลยที่เหมือนมาเป็นมารหัวใจพรากคู่รักออกจากกันเนี่ย" สุยหมิงเอ่ยแซว
เจียงชิ่นยิ้มรับ "ก็แค่เดือนกว่า ๆ เองค่ะ พวกเราทนความคิดถึงไหวอยู่แล้วล่ะ"
สุยหมิงยิ้มตอบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น แล้วถามว่า "สหายฟู่บอกผมว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ ถ้าระหว่างเดินทางรู้สึกไม่สบายตรงไหน ต้องรีบบอกผมทันทีเลยนะครับ ผมจะได้ประสานงานกับพนักงานบนรถไฟ เพื่อพาคุณไปส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดได้ทันท่วงที"
"ฉันไม่ได้บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่นั่งรถไฟเอง อีกอย่างตั๋วที่จองมาก็เป็นตั๋วตู้นอนด้วย นอนไปตลอดทางสบาย ๆ ไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ"
รถไฟที่เจียงชิ่นกับคณะนั่งไป เป็นตั๋วตู้นอน แถมยังเป็นตู้นอนปรับอากาศแบบนุ่ม ชั้นหนึ่งซะด้วย
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนท้องอย่างเธอ ทางการถึงขั้นยอมควักกระเป๋าซื้อตั๋วตู้นอนที่แพงที่สุดให้เลยทีเดียว เจียงชิ่นรู้ดีว่านี่คือความใส่ใจและการดูแลเป็นพิเศษที่เบื้องบนมอบให้
แต่เธอก็รู้สภาพร่างกายของตัวเองดีว่ายังแข็งแรงฟิตปั๋ง ไม่มีปัญหาอะไรน่าห่วงเลยสักนิด
"อ้อ จริงสิคะ ความคืบหน้าที่ฐานไท่ซานตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้วคะ ? ตอนที่คุยโทรศัพท์กับหัวหน้าวิศวกรเสิ่น ท่านก็แค่เล่าให้ฟังคร่าว ๆ เท่านั้นเอง คุณพอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ? "
สุยหมิงเดินทางไปที่ฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เขาไปขลุกอยู่ที่นั่นมาหลายเดือนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะต้องมารับพวกเจียงชิ่น ป่านนี้เขาก็คงยังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่ฐานนู่นแหละ
ดังนั้น เรื่องความคืบหน้าและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่นั่น เขาย่อมรู้ดีกว่าใครเพื่อน
"ตอนนี้โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ฐานไท่ซานใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วล่ะครับ ขั้นตอนต่อไปก็คือการสร้างเตาปฏิกรณ์ ซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดเลย นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องวัสดุที่ต้องทนความร้อนได้สูงถึงหลายพันล้านองศา ที่ตอนนี้ยังส่งมาไม่ถึง ถ้ายังไม่มีวัสดุตัวนี้ โครงสร้างเปลือกหุ้มเพื่อความปลอดภัยก็ยังสร้างไม่ได้ เตาปฏิกรณ์ก็เลยต้องถูกเลื่อนกำหนดการออกไปก่อนน่ะครับ"
"อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นก็คงต้องรอต่อไปสินะคะ เพราะเปลือกหุ้มความปลอดภัยเนี่ยสำคัญมาก ๆ จะให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด"
"ใช่ครับ หัวหน้าวิศวกรเสิ่นก็พูดแบบนี้เหมือนกัน ทุกคนก็เลยต้องอดทนรออย่างใจเย็นไปก่อน ประจวบเหมาะกับที่โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังเก็บงานไม่เรียบร้อย ช่วงนี้พวกเราก็เลยวุ่นอยู่กับการตามเก็บงานพวกนั้นแหละครับ"
สุยหมิงเริ่มอธิบายความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานอย่างละเอียด เจียงชิ่น จวงซือเหวิน และจั๋วซีต่างก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
โดยเฉพาะจวงซือเหวินกับจั๋วซี โอกาสในการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชั้นยอดแบบนี้ ไม่มีใครอยากปล่อยให้หลุดมือไปหรอก
ทั้งสองคนรีบควักสมุดจดกับปากกาออกมาจากกระเป๋า นั่งฟังสุยหมิงอธิบายไป ก็จดเลกเชอร์ตามไปอย่างขะมักเขม้น