- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 325 หอบหนามขอขมา
บทที่ 325 หอบหนามขอขมา
บทที่ 325 หอบหนามขอขมา
บทที่ 325 หอบหนามขอขมา
"พวกนายสองคนมีเรื่องบาดหมางอะไรกันก็ไปเคลียร์กันไกล ๆ นู่น ไป๊ อย่ามาขวางประตูห้อง"
เจียงชิ่นพูดจบก็ทำท่าจะเดินฝ่าวงล้อมของทั้งคู่เข้าไป แต่ฟู่เส้าตั๋วกลับคว้าร่างเธอให้กลับมายืนหลบอยู่ข้างหลังเขาเสียก่อน
"ระวังตัวหน่อยสิครับ"
เขาเอ่ยเตือนเสียงนุ่ม แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่เวินเซ่าเฉินและกัวหลิงราวกับเหยี่ยวจ้องเหยื่อ ระแวดระวังทุกฝีก้าว กลัวว่าทั้งคู่จะทำอะไรแผลง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อเจียงชิ่น
โดนจ้องจับผิดราวกับเป็นโจรขโมยของแบบนี้ เวินเซ่าเฉินก็รู้สึกจุกอกจนแทบจะกระอักเลือดออกมาอยู่แล้ว
เขาเองก็เจ็บแค้นกัวหลิงและน้าสาวของตัวเองเข้ากระดูกดำเหมือนกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะกัวหลิงไปก่อเรื่องไว้ แล้วน้าสาวดึงดันจะมาขอร้องให้เขาช่วยออกหน้าให้ เขาคงไม่ต้องมาเจ็บตัวซ้ำซากถึงสองครั้งสองครา แถมยังต้องมาโดนกระทรวงสั่งเด้งออกจากตำแหน่งเพราะทำงานบกพร่องอีก
จากตำแหน่งหัวหน้าแผนก ร่วงหล่นลงมาเป็นแค่รองหัวหน้าแผนก แถมยังอยู่ในช่วงพักงานเพื่อรอดูความประพฤติอีกต่างหาก
ถ้าก้าวพลาดอีกแค่นิดเดียว มีหวังโดนลดขั้นลงไปเป็นแค่พนักงานระดับปฏิบัติการต๊อกต๋อยแน่ ๆ
เรียกได้ว่ากลับคืนสู่จุดต่ำสุดเหมือนตอนเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ เลยทีเดียว
ตระกูลเวินถือว่ามีหน้ามีตาและมีเส้นสายในเมืองหลวงไม่ใช่น้อย แต่ตำแหน่งหัวหน้าแผนกที่เขาได้มานี้ ไม่ได้พึ่งบารมีของครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักแทบเป็นแทบตายมาตลอดสามปีเต็มของเขาต่างหาก
พอตำแหน่งหัวหน้าแผนกหลุดลอยไป พ่อของเวินเซ่าเฉินก็พยายามใช้อำนาจเส้นสายที่มี วิ่งเต้นหาทางช่วยเหลือลูกชาย แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วย หรือแม้แต่จะตอบรับคำขอของเขาเลยสักคน พอรู้เรื่องนี้ เวินเซ่าเฉินก็เริ่มสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
ดูเหมือนว่าภูมิหลังและเส้นสายของเจียงชิ่นจะยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
ถ้าขืนเขาก้าวพลาดไปอีกแค่ก้าวเดียว อาจจะถึงขั้นหมดอนาคต ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลยก็เป็นได้
พอคิดมาถึงจุดนี้ เวินเซ่าเฉินก็เหงื่อแตกพลั่ก รีบไปลากตัวกัวหลิงซึ่งเป็นตัวการของเรื่องราวทั้งหมด ให้มาพบเจียงชิ่นด้วยกันในวันนี้
"พวกเราตั้งใจมาขอโทษเจียงชิ่นจริง ๆ นะ เรื่องคราวก่อนฉันยอมรับว่าฉันวู่วามเกินไป ฉันผิดเองแหละ ทั้งฉันและลูกพี่ลูกน้องของฉันต่างก็สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้เธอมามาก วันนี้ฉันเลยตั้งใจพาเธอมาขอโทษเธอด้วยความจริงใจ"
ท่าทีของเวินเซ่าเฉินในวันนี้ช่างแตกต่างจากคราวก่อนราวฟ้ากับเหว ดูอ่อนน้อมถ่อมตนจนแทบจะเรียกได้ว่ายอมลดตัวลงมาสุด ๆ แล้ว
กัวหลิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทนเห็นสภาพอันน่าสมเพชของลูกพี่ลูกน้องไม่ไหว รู้สึกอึดอัดคับแค้นใจจนแทบจะระเบิด แต่พอหันไปนึกถึงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเวินเซ่าเฉิน เธอก็จำต้องฝืนทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว พร้อมกับแอบปรายตามองฟู่เส้าตั๋วด้วยสายตาตัดพ้อน้อยใจ
สำหรับฟู่เส้าตั๋วแล้ว เธอก็แทบจะตัดใจไปได้เกือบหมดแล้วล่ะ
โดยเฉพาะตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่าเจียงชิ่นตั้งท้องลูกคนที่สาม
แหม เล่นมีลูกหัวปีท้ายปีคลอดเอา ๆ แบบนี้ มันช่างเป็นการตอกย้ำที่เจ็บปวดและสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับกัวหลิงซะเหลือเกิน แต่พอได้มาเจอหน้าฟู่เส้าตั๋วอีกครั้ง เธอก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะแอบมองเขา ขอแค่มองแวบเดียวก็ยังดี ผู้ชายสมบูรณ์แบบคนนี้ ไม่มีวันเป็นของเธอ ฮือ ๆ ช่างน่าเศร้าอะไรเช่นนี้
น้ำตาของกัวหลิงร่วงเผาะ ๆ ลงมาเป็นสาย เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาเงียบ ๆ
แต่ตอนนี้เวินเซ่าเฉินไม่มีอารมณ์จะมาสนใจปลอบใจเธอหรอก เพราะเป้าหมายเดียวของเขาในวันนี้ คือการขอร้องให้เจียงชิ่นยอมยกโทษให้ เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสกลับไปรับผิดชอบโปรเจกต์ส่งออกคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
"สหายเจียงชิ่น..."
เขาเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็โดนเจียงชิ่นขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
"นายไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ โปรเจกต์ส่งออกคอมพิวเตอร์ไม่มีทางกลับไปอยู่ในมือนายอีกแล้ว"
ประโยคเดียวสั้น ๆ ทำเอาเวินเซ่าเฉินถึงกับไปไม่เป็น
โดนเจียงชิ่นอ่านเกมขาดแถมยังปฏิเสธความหวังของเขาอย่างไร้เยื่อใย หัวใจของเวินเซ่าเฉินก็หล่นวูบ เย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ
"เจียงชิ่น..."
เวินเซ่าเฉินยังคงพยายามจะอ้าปากพูดต่อ แต่ฟู่เส้าตั๋วก็ก้าวพรวดเข้ามาขวางหน้าเจียงชิ่นเอาไว้ เอาตัวบังเธอไว้มิดชิด
เขาจ้องมองเวินเซ่าเฉินด้วยสายตาเย็นเยียบ "ภรรยาของผมไม่อยากคุยกับคุณ เชิญพวกคุณไสหัวไปเดี๋ยวนี้ หรือว่า... แค่นั่งรถเข็นมันยังไม่หนำใจ อยากจะไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มบนเตียงแทน ? "
พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้เวินเซ่าเฉินได้เถียงอะไรกลับไปอีก เอื้อมมือไปโอบไหล่เจียงชิ่น แล้วพาเธอเดินเข้าไปในห้องทดลองทันที
ปัง !
ประตูห้องทดลองถูกปิดใส่หน้าเวินเซ่าเฉินและกัวหลิงเสียงดังสนั่น ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ ทั้งสิ้น
ถึงตอนนี้กัวหลิงตกใจจนน้ำตาหดหายไปหมดแล้ว เธอรีบหันไปถามเวินเซ่าเฉินอย่างร้อนรน "พี่คะ แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อดีล่ะคะ ? ในเมื่อเขาไม่ยอมคุยด้วยแบบนี้ พี่จะไม่โดนลดขั้นลงไปเป็นแค่พนักงานระดับปฏิบัติการจริง ๆ ใช่ไหมคะ ? "
นี่มันปากพาซวยแท้ ๆ คำถามของกัวหลิงดันไปจี้ใจดำ ตรงจุดที่เวินเซ่าเฉินหวาดกลัวที่สุดเข้าพอดิบพอดี
"มัวชักช้าอยู่ทำไม รีบเอาเถาหนามที่เตรียมมาออกจากกระเป๋าได้แล้ว ! " เวินเซ่าเฉินสั่งการเสียงกร้าว
กัวหลิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "พี่คะ พี่กะจะเอาเจ้านี่มาใช้จริง ๆ เหรอคะ ? "
"ก็เออสิ! สั่งให้หยิบออกมาก็รีบหยิบสิโว้ย"
กัวหลิงไม่มีทางเลือก จำต้องล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าใบใหญ่ที่สะพายมา แล้วหยิบเอาเถาหนามกำใหญ่ที่เตรียมไว้ออกมา
ด้วยความช่วยเหลือของกัวหลิง เวินเซ่าเฉินก็จัดการมัดเถาหนามกำใหญ่นั้นสะพายไว้บนหลังของตัวเอง
กระดูกสันหลังช่วงเอวของเขาร้าว หมอสั่งกำชับนักหนาว่าให้นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงเป็นเวลาสามเดือนเต็ม เพื่อที่จะถ่อมาที่นี่ เวินเซ่าเฉินต้องทนใส่เฝือกพยุงหลัง แล้วฝืนนั่งรถเข็นมาด้วยความยากลำบาก
พอตอนนี้ต้องมาสะพายเถาหนามที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมไว้บนหลังอีก เขาก็รู้สึกปวดร้าวที่เอวเป็นระยะ ๆ จนแทบจะทนไม่ไหว แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาไม่มีเวลามามัวห่วงความเจ็บปวดของตัวเองอีกแล้ว
เสียงกริ่งหมดเวลาสอบดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
กัวหลิงเบ้ปากบ่นอุบอิบ "เพื่อที่จะมาที่นี่ วันนี้หนูถึงขนาดยอมขาดสอบเลยนะเนี่ย"
เวินเซ่าเฉินตวัดสายตาขวางๆ ใส่เธอ "ถ้าไม่ใช่เพราะเธอก่อเรื่องไว้ พี่ชายคนนี้ของเธอคงไม่ต้องมาตกต่ำมีสภาพน่าสมเพชแบบนี้หรอกนะ ! "
กัวหลิงรู้สึกผิดจนเถียงไม่ออก ได้แต่หุบปากเงียบกริบ
เวินเซ่าเฉินสะพายเถาหนาม นั่งตากหน้าอยู่หน้าประตูห้องทดลองอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าประตูบานนั้นจะเปิดออกเลยสักนิด
จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากปลายโถงทางเดิน ตามมาด้วยร่างของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่สะพายกระเป๋าหนังสือ เดินตรงดิ่งมาทางห้องทดลอง
จวงซือเหวินเพิ่งจะสอบเสร็จ ก็รีบพุ่งตรงมาที่ห้องทดลองทันที มีข้อสอบอยู่สองข้อที่เธอไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบ ก็เลยตั้งใจจะมาให้เจียงชิ่นช่วยดูให้หน่อย
ยังไม่ทันจะเดินถึงหน้าประตู เธอก็สังเกตเห็นคนสองคนยืนทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงนั้น แถมคนนึงยังสะพายเถาหนามกำใหญ่ไว้บนหลังอีกต่างหาก
คุณพระช่วย ! นี่มันทำบ้าอะไรกันเนี่ย กำลังเล่นละคร 'หอบหนามขอขมา' อยู่หรือไง ?
นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังจะมาทำเรื่องคร่ำครึล้าหลังแบบนี้อยู่อีกเหรอ
พอเธอเพ่งมองดูดี ๆ ก็จำได้ทันทีว่านักศึกษาหญิงคนนั้นเป็นใคร ก็กัวหลิงยังไงล่ะ
ภาพจำตอนที่กัวหลิงยืนอ่านจดหมายสำนึกผิด ขอโทษเจียงชิ่นต่อหน้าคนทั้งมหาวิทยาลัยในงานประชุม ยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของจวงซือเหวินไม่มีวันลืม
ดังนั้นแค่ปรายตามองแวบเดียว เธอก็จำกัวหลิงได้อย่างแม่นยำ
"กัวหลิง เธอมาทำอะไรที่นี่ฮะ ? "
จวงซือเหวินเดินปรี่เข้าไปหาด้วยท่าทางเอาเรื่อง
กัวหลิงเคยรังแกเจียงชิ่น จวงซือเหวินก็เลยเกลียดขี้หน้าเธอเข้าไส้
ทว่าพอกัวหลิงเห็นจวงซือเหวิน กลับทำท่าทางดีอกดีใจราวกับได้เจอผู้มาโปรด
"จวงซือเหวิน เธอช่วยฉันหน่อยสิ ช่วยไปเรียกเจียงชิ่นออกมาดูหน่อยเถอะนะ ฝากไปบอกเธอด้วยว่า พี่ชายฉันสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ตอนนี้กำลังหอบหนามมาขอขมาเธออยู่เนี่ย"
"พี่ชายเธอเหรอ ? "
จวงซือเหวินมองเวินเซ่าเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาคลางแคลงใจ
โดนจ้องมองราวกับเป็นตัวประหลาดแบบนี้ เวินเซ่าเฉินก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี อยากจะตาย ๆ ไปให้พ้น ๆ ซะเดี๋ยวนี้เลย
เกิดมาในครอบครัวที่มีหน้ามีตา การเรียนก็เป็นเลิศ หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เขาเคยชินกับการเชิดหน้าชูตาใช้ชีวิตอย่างเย่อหยิ่งจองหองมาโดยตลอด ไม่เคยต้องมาตกต่ำน่าสมเพชขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
จวงซือเหวินยกมือขึ้นป้องปาก พยายามกลั้นขำสุดฤทธิ์ ก่อนจะผลักประตูห้องทดลองแล้วก้าวเข้าไปด้านใน
"พี่คะ ยัยนั่นเหมือนจะหัวเราะเยาะพี่อยู่เลยล่ะค่ะ"
กัวหลิงฟ้องด้วยความไม่พอใจ
พอเห็นท่าทางไร้เดียงสา (จนเข้าขั้นโง่) ของลูกพี่ลูกน้อง เวินเซ่าเฉินก็อยากจะประเคนฝ่ามือฟาดกบาลเธอให้สลบเหมือดไปซะเดี๋ยวนี้เลยจริง ๆ
พอจวงซือเหวินเข้ามาในห้องทดลอง เธอก็รีบเล่าเรื่องที่เห็นหน้าประตูให้เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วฟังทันที
"อะไรนะ ? หอบหนามขอขมาเนี่ยนะ ? เอาเถาหนามมาสะพายหลังจริง ๆ ดิ ? "
เจียงชิ่นทำหน้าตาตื่นตะลึงสุดขีด
"ก็ใช่น่ะสิคะ คุณพระช่วย ฉันล่ะขำจนแทบจะพ่นน้ำลายออกมาอยู่แล้ว"
คราวนี้จวงซือเหวินเลิกกลั้นขำ ปล่อยก๊ากออกมาเสียงดังลั่น
เจียงชิ่นเองก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่เหมือนกัน ส่วนมุมปากของฟู่เส้าตั๋วก็ยกโค้งขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัด
พอหัวเราะจนพอใจ เจียงชิ่นก็หันไปมองฟู่เส้าตั๋ว "ครอบครัวนี้มันสติปัญญาผิดปกติหรือเปล่าเนี่ย"
ฟู่เส้าตั๋วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "บางทีก็อาจจะใช่นะครับ"
ก่อนหน้านี้ตอนที่กลับเข้ามาในห้องทดลอง ฟู่เส้าตั๋วขอให้เจียงชิ่นเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้เขาฟังอย่างละเอียด
พอปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ฟู่เส้าตั๋วก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมตอนที่เจอกับคุณจ๊าคส์ในงานประกาศรางวัล เวินเซ่าเฉินถึงได้จงใจพุ่งเป้าหาเรื่องพวกเขาสองคนเป็นพิเศษ
ที่แท้มันก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้นี่เอง
โชคดีที่ภรรยาของเขาเป็นคนเก่งกาจและรับมือได้ดี ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองต้องเสียเปรียบเลยสักครั้ง แถมยังตอกกลับจนเวินเซ่าเฉินต้องเข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลถึงสองครั้งสองครา
แต่ถึงอย่างนั้น ฟู่เส้าตั๋วก็ยังคงกำชับเจียงชิ่นอย่างจริงจังว่า วันหลังถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก ต้องรีบเอามาบอกเขาทันที ห้ามปิดบังเขาไว้อีกเป็นอันขาด