- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 324 ส่งข้อสอบก่อนเวลา
บทที่ 324 ส่งข้อสอบก่อนเวลา
บทที่ 324 ส่งข้อสอบก่อนเวลา
บทที่ 324 ส่งข้อสอบก่อนเวลา
มีนักศึกษาหญิงโต๊ะข้าง ๆ แอบชำเลืองมองมาทางฟู่เส้าตั๋วเป็นระยะ
แม้จะรู้สึกหมั่นไส้เรื่องที่พวกเขามาขอสอบข้ามชั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถละสายตาจากใบหน้าที่หล่อเหลาสมบูรณ์แบบนี้ไปได้
จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็ลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาปราศจากความอบอุ่นใด ๆ ซ้ำยังเยียบเย็นและคมกริบ
บรรดาสาว ๆ ที่แอบมองอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับกลับไป ไม่กล้าแอบมองอีกเลย
พระพุทธเจ้าช่วย ! รุ่นน้องปีหนึ่งคนนี้หล่อก็จริงอยู่หรอก แต่รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนน่ากลัวเกินไปแล้ว
สายตาแอบมองของสาว ๆ พวกนั้น ฟู่เส้าตั๋วย่อมสัมผัสได้อยู่แล้ว เขาเคยเป็นถึงทหารหน่วยลาดตระเวน แถมยังเป็นระดับหัวกะทิ ประสาทสัมผัสจึงเฉียบคมเหนือคนทั่วไป
สายตาที่มุ่งร้ายเขาสามารถเมินเฉยได้ แต่สายตาที่แฝงไปด้วยความหมายอื่นพวกนี้ ฟู่เส้าตั๋วทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้จริง ๆ เขาไม่ชอบเอามาก ๆ นอกจากภรรยาของตัวเองแล้ว สายตาแบบนี้จากคนอื่นทำให้เขารู้สึกอึดอัดขัดใจสุด ๆ หลังจากสาว ๆ รอบข้างพากันหันหน้าหนี ความเย็นเยียบในแววตาของฟู่เส้าตั๋วถึงค่อย ๆ จางหายไป
เวลานั้นเอง เสียงกริ่งสัญญาณเริ่มสอบก็ดังขึ้น
นักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารตั้งแต่ชั้นปีที่สองขึ้นไป ล้วนมีพื้นฐานความรู้ค่อนข้างอ่อน
หลังจากพวกเขารับการเข้าศึกษา ทางมหาวิทยาลัยก็ต้องปวดหัวกับการหาวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม
เนื้อหาที่ยากเกินไปพวกเขาก็เรียนไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าสอนง่ายเกินไป ก็ไม่ได้มาตรฐานของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอีก
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเมืองหลวงหลายต่อหลายท่านได้ลองผิดลองถูกเพื่อหาระบบที่เหมาะสมกับนักศึกษากลุ่มนี้ จนมาถึงยุคของอธิการบดีหนิง ระบบต่าง ๆ ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ทว่าเบื้องบนกลับประกาศรื้อฟื้นการสอบขึ้นมากะทันหัน แต่ถึงจะรื้อฟื้นการสอบแล้ว นักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารตั้งแต่ปีสองขึ้นไป ก็ยังคงต้องเรียนและสอบตามระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ ระดับความยากของข้อสอบของพวกเขาจึงถือว่าค่อนข้างง่าย
พอเจียงชิ่นได้รับข้อสอบ เธอก็โล่งใจทันที
เธอกับฟู่เส้าตั๋วเคยวิเคราะห์กันไว้แล้วว่าข้อสอบของปีสองคงไม่ออกยากนัก และก็เป็นไปตามคาด ไม่มีโจทย์พลิกแพลงซับซ้อนอะไรเลย ล้วนเป็นทฤษฎีพื้นฐานทั้งสิ้น
ขอแค่อ่านทบทวนตำราเรียนมาให้ครบทุกบท การจะทำคะแนนให้อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เจียงชิ่นจรดปลายปากกาเขียนคำตอบลงบนข้อสอบฉลุย แต่ละข้อใช้เวลาคิดเพียงชั่วอึดใจ เรียกว่าเขียนคำตอบลื่นไหลราวกับสายน้ำ
อาจารย์คุมสอบรู้ดีว่าห้องสอบของตัวเองวันนี้มีผู้เข้าสอบกรณีพิเศษอยู่หนึ่งคน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงคอยจับตาดูการทำข้อสอบของเจียงชิ่นเป็นพิเศษ
พอได้เห็นความเร็วในการเขียนคำตอบของเธอ อาจารย์คุมสอบถึงกับแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เด็กปีหนึ่งมาทำข้อสอบของเด็กปีสอง ทำไมดูเหมือนจะทำได้เร็วกว่าเด็กปีสองตัวจริงซะอีกเนี่ย ?
คงไม่ได้กำลังเขียนมั่ว ๆ หรอกนะ ?
อาจารย์คุมสอบเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วยืนดูอยู่ด้านหลังเจียงชิ่นพักใหญ่ ก็พบว่าเธอไม่ได้เขียนมั่วเลยสักตัวอักษรเดียว ขั้นตอนการแสดงวิธีทำเป็นระเบียบเรียบร้อยและชัดเจนมาก
อาจารย์คุมสอบประหลาดใจสุด ๆ อดไม่ได้ที่จะยืนดูต่ออีกสักพัก
จากนั้นเธอก็เดินกลับไปที่โต๊ะหน้าชั้นเรียน
อาจารย์คุมสอบอีกคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ เห็นสีหน้าประหลาดใจของเธอก็เลยกระซิบถาม "เป็นไงบ้าง ? เด็กนั่นทำข้อสอบได้ไหม ? "
"ไม่ใช่แค่ทำได้นะ ฉันว่าเผลอๆ เธออาจจะทำคะแนนเต็มด้วยซ้ำ"
"คะแนนเต็ม ? แต่เธอเพิ่งอยู่ปีหนึ่งเองนะ"
"ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวคุณลองเดินไปดูข้อสอบของเธอสิ แล้วจะรู้เอง"
ข้อสอบชุดนี้เจียงชิ่นทำได้อย่างราบรื่นสุด ๆ เธอทำข้อสอบเสร็จทั้งหมดโดยใช้เวลาไปไม่ถึงสี่สิบนาทีด้วยซ้ำ
มีแอบเสียสมาธิไปบ้างตอนที่อาจารย์คุมสอบสลับกันมายืนจ้องอยู่ข้างหลัง เหมือนกลัวว่าเธอจะแอบดูโพย
กะจากระดับความยากของข้อสอบแล้ว เธอเดาว่าฟู่เส้าตั๋วก็น่าจะทำเสร็จไล่เลี่ยกัน แต่กว่าเขาจะเดินมาหาเธอที่นี่ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนิดหน่อย
เจียงชิ่นก็เลยนั่งรอต่ออีกสักพัก หยิบกระติกน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ จัดเก็บเครื่องเขียนให้เรียบร้อย ผ่านไปอีกสิบนาที เธอถึงเตรียมตัวส่งข้อสอบ
"อาจารย์คะ ขอส่งข้อสอบก่อนเวลาได้ไหมคะ ? "
เจียงชิ่นยกมือถามอาจารย์คุมสอบ
เสียงของเธอดังกังวานชัดเจนในห้องสอบที่เงียบกริบ ทะลุเข้าหูผู้เข้าสอบทุกคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบอยู่
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึง จ้องมองไปที่เธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
นี่มันเพิ่งจะผ่านไปเท่าไหร่เอง กว่าจะหมดเวลาสอบก็อีกตั้งชั่วโมงกว่า ดันมีคนทำข้อสอบเสร็จแล้วเนี่ยนะ
ข้อสอบมหาหินขนาดนี้ ใช้เวลาแค่นี้ทำเสร็จแล้วเหรอ ?
บรรดาผู้เข้าสอบก้มลงมองข้อสอบของตัวเองที่ยังว่างเปล่าไปค่อนหน้า ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยรีบเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับเริ่มร้อนรนลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที
บางคนถึงขั้นหันไปดูนาฬิกาแขวนผนังหลังห้อง เพื่อความชัวร์ว่าตัวเองไม่ได้ดูเวลาผิด หรือว่าจริง ๆ แล้วใกล้จะหมดเวลาสอบแล้วกันแน่
คนในห้องเพียงสองคนที่ไม่รู้สึกประหลาดใจ ก็คืออาจารย์คุมสอบทั้งสองท่านนั่นแหละ
พวกเขาเพิ่งจะสลับกันไปดูความเร็วและความแม่นยำในการทำข้อสอบของเจียงชิ่นมากับตา ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
การที่เธอขอส่งข้อสอบในเวลานี้ จึงอยู่ในความคาดหมายของพวกเขาอยู่แล้ว
"ถ้าทำเสร็จแล้ว ก็เอามาส่งได้เลย" อาจารย์คุมสอบท่านหนึ่งตอบ
เจียงชิ่นรีบเก็บกระเป๋า เอาข้อสอบไปส่งให้อาจารย์ แล้วเดินออกจากห้องสอบไป
ท่ามกลางสายตาทิ่มแทงของคนอื่น ๆ ที่มองตามหลังเธอมาเป็นพรวน
และก็เป็นไปตามที่เจียงชิ่นคาดไว้ พอเดินออกจากห้องสอบ เธอก็เห็นฟู่เส้าตั๋วยืนล้วงกระเป๋ารออยู่ตรงโถงทางเดินแล้ว
"ที่รักคะ"
เจียงชิ่นกำลังจะออกตัววิ่ง แต่พอสบเข้ากับสายตาดุๆ ของฟู่เส้าตั๋ว เธอก็รีบเบรกตัวเองหยุดอยู่กับที่ทันที
คราวที่แล้ววิ่งไปหาก็โดนดุไปทีนึงแล้ว เธอต้องจำให้ขึ้นใจสิ
ฟู่เส้าตั๋วสาวเท้ายาว ๆ เดินเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะรับกระเป๋าผ้าจากไหล่ของเธอมาสะพายไว้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
"ไม่ต้องรีบหรอกครับ สามีก็ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหนหรอก"
ดูเหมือนว่าตอนนี้ฟู่เส้าตั๋วจะเริ่มชินกับคำเรียกสรรพนามว่า 'สามี' แล้วล่ะ
เจียงชิ่นอดใจไม่ไหว เอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ ทั้งสองคนประสานสิบนิ้วเข้าด้วยกัน
เวลานี้ยังอยู่ในช่วงสอบ โถงทางเดินจึงเงียบกริบไร้ผู้คน ฟู่เส้าตั๋วเอื้อมมือไปลูบหน้าท้องของเจียงชิ่นเบา ๆ
"มีรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหมครับ ? "
"ไม่มีเลยค่ะ สบายดีมาก พวกเรากลับไปพักที่ห้องทดลองกันก่อนเถอะ กว่าจะถึงวิชาสอบตอนบ่ายก็อีกตั้งนานแน่ะ"
"โอเคครับ"
ฟู่เส้าตั๋วรับคำ แล้วจูงมือเจียงชิ่นเดินมุ่งหน้าไปทางห้องทดลอง
พอเดินมาถึงหน้าประตู ก็เห็นคนสองคนกำลังยืนรออยู่ตรงนั้น
คนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ ส่วนอีกคนยืนเข็นอยู่ด้านหลัง
เจียงชิ่นเพ่งมองดูชัด ๆ โอ้โห สองคนนี้เธอรู้จักดีเชียวล่ะ แถมยังเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะเจอหน้าซะด้วย
คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็คือเวินเซ่าเฉิน ส่วนคนที่เข็นอยู่ด้านหลังก็คือ กัวหลิง
ฟู่เส้าตั๋วเองก็มองเห็นทั้งสองคนชัดเจนแล้วเหมือนกัน สีหน้าของเขาขรึมลงทันที พร้อมกับมีแววความสงสัยฉายชัดอยู่ในดวงตา เวินเซ่าเฉินกับกัวหลิง สองคนนี้มาอยู่ด้วยกันได้ยังไง ?
ในขณะเดียวกัน ฟู่เส้าตั๋วก็สังเกตเห็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือภรรยาของเขาดูจะไม่ตกใจเลยสักนิดที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกัน
ตกลงว่าตอนที่เขาไม่อยู่ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย ?
"พวกนายสองคนมาทำอะไรที่นี่ ? ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกนายนะ"
เจียงชิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจียงชิ่น เธออย่าให้มัน..."
"กัวหลิง ! " เวินเซ่าเฉินตวาดลั่น "เธอรับปากฉันไว้ว่ายังไง ? ถ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ ! "
เกิดมากัวหลิงยังไม่เคยโดนลูกพี่ลูกน้องตวาดใส่แรงขนาดนี้มาก่อน เธอรู้สึกน้อยใจจนน้ำตาแทบจะร่วง
แต่ก่อนมาเธอก็รับปากเขาไว้แล้วจริง ๆ ว่าจะคุยกันดี ๆ ไม่ใช้อารมณ์ เมื่อกี้เธอเป็นฝ่ายผิดเอง
กัวหลิงจึงได้แต่หุบปากฉับ ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
เจียงชิ่นที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยืนมองสองพี่น้องคู่นี้เล่นละครฉากใหญ่เงียบๆ พลางรู้สึกว่ามันช่างน่าขันสิ้นดี