เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 323 สอบปลายภาค

บทที่ 323 สอบปลายภาค

บทที่ 323 สอบปลายภาค


บทที่ 323 สอบปลายภาค

"ลำบากเธอแล้วนะ" เจียงชิ่นตบไหล่ฟู่ซานเบา ๆ

ฟู่ซานยิ้มแฉ่ง "ลำบากอะไรกันล่ะคะ ฉันรับเงินเดือนพี่อยู่นะ ก็ต้องทำงานให้คุ้มค่าจ้างสิ ไม่อย่างนั้นพี่จะยอมจ่ายเงินเดือนให้ฉันตั้งเยอะแยะทำไมล่ะ จริงไหมคะพี่สะใภ้"

เจียงชิ่นก็ยิ้มออกมาเช่นกัน เธอพยักหน้ารับคำของน้องสะใภ้

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟู่ซานก็รีบออกจากบ้านไปตั้งแต่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยด้วยซ้ำ

ตอนที่เจียงชิ่นตื่นขึ้นมา เธอก็ออกไปตั้งนานแล้ว

ฟู่เส้าตั๋วพาลูก ๆ ทั้งสองคนไปล้างหน้าล้างตา ส่วนแม่ฟู่ก็กำลังง่วนอยู่กับการทำมื้อเช้าในครัว

คนแก่ก็แบบนี้แหละ มักจะนอนน้อยตื่นเช้า แม่ฟู่ตื่นมาเข้าครัวทำกับข้าวตั้งแต่ยังไม่ตีห้าเลยด้วยซ้ำ

พอเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วตื่นนอนและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ แม่ฟู่ก็นึ่งหมั่นโถวและต้มข้าวต้มเสร็จพอดี

แถมยังมีผัดกับข้าวอีกหนึ่งอย่าง และต้มไข่ไก่อีกห้าฟอง แบ่งกันกินคนละฟองพอดิบพอดี

เจียงชิ่นนั่งกินข้าวเช้าร้อน ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ฟู่เส้าตั๋วปอกเปลือกไข่ต้มเสร็จก็วางใส่จานเล็ก ๆ วางไว้ข้างมือเจียงชิ่น

จากนั้นเขาก็กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบไข่ต้มมาปอกให้หยางหยางกับหน่วนหน่วนต่อ แต่แม่ฟู่ก็รีบห้ามไว้เสียก่อน

"พวกเธอรีบกินแล้วรีบไปมหาวิทยาลัยเถอะ วันนี้มีสอบไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็สายเอาหรอก ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่เอง"

แม่ฟู่รู้ดีว่าวันนี้ลูกชายกับลูกสะใภ้มีสอบปลายภาค จึงเป็นห่วงกลัวว่าจะไปเข้าสอบไม่ทัน

"ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ ยังพอมีเวลาเหลือเฟือครับ"

"รีบกินแล้วรีบไปเถอะน่า ไปถึงมหาวิทยาลัยจะได้มีเวลาทบทวนหนังสือหน้าห้องสอบอีกสักหน่อยไงล่ะ"

พูดไป แม่ฟู่ก็คว้าไข่ต้มมาปอกเปลือกให้หลานรักทั้งสองคนไปด้วย

ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้ดึงดันต่อ เขาหยิบหมั่นโถวมากัดกินเงียบ ๆ

"ผมจะกินไข่ที่พ่อปอกให้" จู่ ๆ หยางหยางก็เริ่มงอแงแผลงฤทธิ์ขึ้นมา

แม่ฟู่วางไข่ต้มที่เพิ่งปอกเสร็จหมาด ๆ ลงในชามของหลานชาย "ย่าปอกให้ไม่ได้เหรอฮึลูก ? "

"ไม่เอา ผมจะกินไข่ที่พ่อปอกให้ เหมือนที่ปอกให้แม่"

หยางหยางวางช้อนในมือลง ประท้วงเสียงแข็ง

แม่ฟู่แทบจะหมดความอดทนกับความดื้อรั้นของหลานชายตัวแสบ ฟู่เส้าตั๋วจึงจำยอมเอื้อมมือไปหยิบไข่ต้มเตรียมจะปอกให้ลูกชายจอมงอแง

เจียงชิ่นแอบคิดในใจว่า เจ้าเด็กคนนี้ช่างหาเรื่องป่วนได้เก่งจริง ๆ แค่ไข่ต้มยังต้องมานั่งเลือกคนปอกอีก

"เอ้า เอาฟองนี้ไป แล้วแม่กินฟองในชามลูกแทน ตกลงไหม ? "

เจียงชิ่นคีบไข่ต้มในจานของตัวเองไปใส่ชามหยางหยาง แล้วคีบไข่ต้มในชามหยางหยางกลับมาใส่จานตัวเองแทน

คราวนี้หยางหยางยอมสงบศึก ยิ้มแฉ่งแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่ออย่างเอร็ดอร่อย

เจียงชิ่นปรายตามองฟู่เส้าตั๋วด้วยสายตาหยอกล้อ "คุณพ่อนี่เสน่ห์แรงไม่เบาเลยนะคะเนี่ย"

เมื่อฟังน้ำเสียงประชดประชันของภรรยาออก ฟู่เส้าตั๋วก็ทำเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป

หยางหยางนั่งเคี้ยวไข่ต้มในชามตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ส่วนหน่วนหน่วนไม่ได้งอแงเหมือนพี่ชาย พอย่าปอกไข่ให้เสร็จ หนูน้อยก็หยิบมากินอย่างว่าง่าย

พอกินข้าวเช้าเสร็จ ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เจียงชิ่นก็หันไปถามลูก ๆ ทั้งสองคนว่า

"ไว้พ่อกับแม่สอบเสร็จเมื่อไหร่ จะพาพวกหนูไปเที่ยวสวนสัตว์กันดีไหมลูก ? "

เด็กน้อยทั้งสองประสานเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง "ดีฮะ/ดีค่า ไปสวนสัตว์กัน ! "

"ผมอยากไปดูช้างฮะ"

"หนูอยากไป... ดู... ลิงค่า"

"ผมจะไปดูยีราฟด้วย"

"แล้วก็... ดู... เสือด้วยค่า"

สองพี่น้องผลัดกันเจื้อยแจ้วไปมาอย่างตื่นเต้น

พัฒนาการด้านการพูดของหยางหยางถือว่าคล่องแคล่วและพูดชัดถ้อยชัดคำมากแล้ว

ส่วนหน่วนหน่วนจะพัฒนาช้ากว่าพี่ชายนิดหน่อย เวลาพูดยังคงตะกุกตะกักบ้างประปราย แต่เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วก็อดทนรอฟังจนลูกสาวตัวน้อยพูดจบเสมอ

เมื่อเด็ก ๆ บอกความต้องการของตัวเองจบ ฟู่เส้าตั๋วก็ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับลูก ๆ ก่อนจะรวบตัวทั้งสองคนเข้ามากอดไว้หลวม ๆ

"ตกลงครับ งั้นสัญญาเลยนะ อีกไม่กี่วันเดี๋ยวพ่อกับแม่จะพาพวกหนูไปเที่ยวสวนสัตว์กัน"

"เย้! ดีใจจังเลย ! "

หยางหยางร้องดีใจลั่นบ้าน แล้ววิ่งปร๋อออกไปทันที

ส่วนหน่วนหน่วนก็รีบวิ่งเตาะแตะตามพี่ชายไปติด ๆ

เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของลูก ๆ ทั้งสองคน แล้วหันมาสบตากันพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย ยังมีเวลาเหลืออีกเกือบสี่สิบนาทีกว่าการสอบจะเริ่ม

ฟู่เส้าตั๋วเดินไปส่งเจียงชิ่นที่หน้าห้องสอบของเธอก่อน เขาอาสาถือกระเป๋าผ้าให้เธอ ภายในกระเป๋ามีทั้งเครื่องเขียน กระติกน้ำ ผ้าเช็ดหน้า กระดาษทด กระดาษทิชชู และของจุกจิกอีกเพียบ

ส่วนกระเป๋าของเขาเองกลับมีของน้อยชิ้นกว่ามาก มีแค่เครื่องเขียนกับกระดาษทดเท่านั้น

"...ปากกาหมึกซึมผมเติมหมึกให้เต็มแล้วนะ น่าจะใช้พอแหละ... เวลาอยู่ในห้องสอบ ถ้าเกิดรู้สึกไม่ค่อยดีตรงไหน ให้รีบบอกอาจารย์คุมสอบทันทีเลยนะ อย่ามัวแต่อดทนเด็ดขาดเลยนะรู้ไหม... แล้วถ้าเกิดปวดท้องขึ้นมา ก็ให้รีบไปโรงพยาบาลเลยนะ..."

เดินมาจนเกือบจะถึงหน้าห้องสอบอยู่แล้ว ฟู่เส้าตั๋วก็ยังไม่วายบ่นพึมพำกำชับเรื่องจุกจิกยิบย่อยไม่หยุดหย่อน

เจียงชิ่นอดขำไม่ได้ "สหายฟู่คะ ภรรยาของคุณไม่ได้ทำมาจากแก้วบาง ๆ ที่โดนแตะนิดแตะหน่อยก็จะแตกสลายสักหน่อยนี่คะ ก็แค่มาสอบเอง ไม่ได้บอบบางขนาดนั้นหรอกน่า"

ฟู่เส้าตั๋วก็รู้ตัวดีว่าตัวเองมีอาการวิตกจริตเกินเหตุ แต่มันก็ห้ามความรู้สึกห่วงใยไม่ได้นี่นา

แค่ภรรยาคลาดสายตาไปนิดเดียว เขาก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาแล้ว

"โอเคครับ รีบเข้าห้องสอบเถอะ พอสอบเสร็จก็มารอผมหน้าห้องสอบนี่แหละนะ เดี๋ยวผมเดินมารับ"

ฟู่เส้าตั๋วส่งกระเป๋าผ้าคืนให้เจียงชิ่น ยืนมองส่งจนเธอเดินเข้าห้องสอบไปเรียบร้อยแล้ว เขาถึงได้ยอมหมุนตัวเดินไปที่ห้องสอบของตัวเอง

ทันทีที่เจียงชิ่นก้าวเท้าเข้าห้องสอบ เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมาจากทุกสารทิศ

แต่สายตาพวกนี้เธอเจอมาจนชินชาแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยสักนิด

ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ เจียงชิ่นทำเป็นไม่สนใจ เดินไปหาที่นั่งตามหมายเลขประจำตัวสอบของตัวเอง แล้วทิ้งตัวลงนั่งอย่างสง่าผ่าเผย

การสอบปลายภาคครั้งนี้ เธอต้องมาสอบร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่สอง

นักศึกษาชั้นปีที่สองล้วนเป็น 'นักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหาร' ซึ่งไม่เคยผ่านสมรภูมิการสอบเข้ามาก่อน พวกเขาเป็นเพียงผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากท้องถิ่นให้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเมืองหลวงแห่งนี้ นักศึกษาที่สอบเข้ามากับนักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหาร แทบจะไม่สุงสิงหรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเลย สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากฝั่งนักศึกษาที่สอบเข้ามา มักจะดูแคลนนักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหาร มองว่าพวกเขามีระดับสติปัญญาและพื้นฐานความรู้ที่อ่อนด้อย หากไม่ใช่เพราะโชคดีได้รับโควตาเสนอชื่อล่ะก็ ชาตินี้ก็คงไม่มีปัญญาได้เหยียบย่างเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเมืองหลวงหรอก

ในขณะที่ฝั่งนักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารเอง ก็มีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อนักศึกษาที่สอบเข้ามาเช่นกัน ทั้งรู้สึกอิจฉาริษยา ทั้งรู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้า แถมยังแฝงไปด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้และอยากเอาชนะอยู่ลึก ๆ ด้วย

การสอบปลายภาคในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนสมรภูมิรบขนาดย่อมที่ทั้งสองฝ่ายต่างงัดเอาศักดิ์ศรีมาฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างก็กระหายที่จะพิสูจน์ศักยภาพของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์

ฝั่งนักศึกษาที่สอบเข้ามา ก็อยากจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเก่งกาจเหนือชั้นของพวกตน ส่วนฝั่งนักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหาร ก็อยากจะลบคำสบประมาท และพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกตนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักศึกษาที่สอบเข้ามาเลยแม้แต่น้อย

และท่ามกลางบรรยากาศอันคุกรุ่นนี้ จู่ ๆ เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋ว ซึ่งเป็นตัวท็อปในหมู่นักศึกษาที่สอบเข้ามา กลับโผล่มาขอร่วมสอบพร้อมกับนักศึกษาชั้นปีที่สองดื้อ ๆ การกระทำเช่นนี้ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมอันรุนแรงในหมู่นักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทุกคนต่างคิดตรงกันว่า การกระทำของเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วในครั้งนี้ เป็นการจงใจตบหน้านักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารฉาดใหญ่กลางสี่แยกเลยทีเดียว

ลองคิดดูสิ พวกเขาเพิ่งจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมาได้แค่ครึ่งปี แต่กลับมีความรู้ความสามารถเทียบเท่า หรืออาจจะเหนือกว่าพวกที่เรียนมาแล้วปีครึ่งเสียด้วยซ้ำ

แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าตบหน้า แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ ?

แล้วลองคิดดูอีกที ถ้าเกิดผลสอบออกมาแล้ว พวกนักศึกษาปีสองอย่างพวกเขาดันทำคะแนนได้น้อยกว่าเด็กรุ่นน้องสองคนนี้อีกล่ะก็ นั่นคงเป็นการตบหน้าซ้ำสองที่เจ็บแสบและน่าอับอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

บรรดานักศึกษากลุ่มกรรมกร-ชาวนา-ทหารปีสอง ต่างก็รู้สึกทั้งหวาดหวั่นและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน พวกเขามองว่าเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วช่างเป็นพวกที่หาเรื่องใส่ตัวและชอบทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นซะจริง ๆ

การเรียนไปตามระบบทีละปีมันก็ดีอยู่แล้วนี่นา ทำไมจะต้องมาทำเรื่องให้มันวุ่นวายแบบนี้ด้วยล่ะ เห็นได้ชัดว่าจงใจหาเรื่องกันชัด ๆ

ด้วยเหตุนี้ สายตาเกินกว่าครึ่งที่จ้องมองมาทางเจียงชิ่นภายในห้องสอบ จึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเป็นปรปักษ์อย่างเห็นได้ชัด

ทางฝั่งฟู่เส้าตั๋วที่อยู่อีกห้องสอบหนึ่ง เขาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากบรรดานักศึกษาปีสองที่แผ่ซ่านออกมารอบตัวเช่นกัน

เขาย่อมเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ก็อย่างที่เจียงชิ่นเคยพูดไว้นั่นแหละ การมานั่งเรียนร่วมกับนักศึกษาปีสองในครั้งนี้ มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ เท่านั้นแหละ

รอให้ผ่านพ้นช่วงครึ่งปีนี้ไปก่อนเถอะ พวกเขาจะข้ามชั้นพรวดเดียวไปเรียนปีสี่เลย แล้วก็จะพยายามเร่งเรียนให้จบเพื่อคว้าใบปริญญามาครองพร้อมกับพวกรุ่นพี่ปีสี่ในปีหน้าให้จงได้

การบีบอัดหลักสูตรสี่ปีให้เหลือเพียงแค่ปีครึ่ง สำหรับคนปกติทั่วไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่สาหัสสากรรจ์และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

แต่สำหรับเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋ว ผู้ซึ่งมีระดับสติปัญญาและขีดความสามารถในการเรียนรู้เหนือมนุษย์มนาทั่วไปแล้ว เรื่องแค่นี้มันถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก ไม่ได้ยากเย็นเกินความสามารถเลยสักนิด

ฟู่เส้าตั๋วไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมารอบกาย พอเขานั่งลงประจำที่ ก็หยิบเครื่องเขียนและกระดาษทดออกมาวางเรียงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง

ดูเผิน ๆ เหมือนเขากำลังพักสายตาและผ่อนคลายจิตใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในสมองของเขากำลังประมวลผลและทบทวนเนื้อหาวิชาที่จะใช้สอบในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

จบบทที่ บทที่ 323 สอบปลายภาค

คัดลอกลิงก์แล้ว