- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 326 เข้าใจเจตนาของเธอผิดไปไกลลิบ
บทที่ 326 เข้าใจเจตนาของเธอผิดไปไกลลิบ
บทที่ 326 เข้าใจเจตนาของเธอผิดไปไกลลิบ
บทที่ 326 เข้าใจเจตนาของเธอผิดไปไกลลิบ
"แล้วเธอจะเอายังไงต่อล่ะ ? " จวงซือเหวินหันไปถามเจียงชิ่น
เจียงชิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "รองผู้อำนวยการหวังบอกว่า ช่วงนี้กระทรวงการต่างประเทศและการค้าขาดแคลนคนจริง ๆ พวกระดับหัวกะทิที่เชี่ยวชาญงานด้านนี้ต่างก็ติดภารกิจอื่นกันหมด เวินเซ่าเฉินก็เลยกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเจรจาส่งออกในครั้งนี้
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทน ๆ ใช้หมอนี่ไปก่อน ตอนแรกฉันกะว่ารอให้สอบเสร็จเมื่อไหร่ จะฝากให้รองผู้อำนวยการหวังไปช่วยกระตุกหนวดเสือสั่งสอนเขาสักหน่อย นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะชิงมาหาถึงที่ซะก่อน
ฉันคิดว่า... งั้นก็ให้โอกาสเขาสร้างผลงานไถ่โทษก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปบอกทางกระทรวงให้รับรู้ไว้ด้วย ยังไงซะที่ผ่านมาเขาก็หาเรื่องฉันตั้งหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แอ้มฉันเลยสักครั้ง ถ้าเขาฉลาดพอ ก็ควรจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้างนะ"
แต่ถ้ายังไม่รู้จักหลาบจำอีก งานนี้ก็อย่ามาหาว่าเธอลงมือโหดเกินไปก็แล้วกัน
ฟู่เส้าตั๋วขมวดคิ้วมองเธอ "กระทรวงการต่างประเทศฯ ไม่มีคนอื่นพอจะส่งมาได้แล้วจริง ๆ เหรอครับ ? "
เจียงชิ่นส่ายหน้า "คนที่รู้เรื่องงานส่งออกดี ๆ น่ะมีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งคนที่เก่งภาษาอังกฤษด้วยก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ บุคลากรที่มีความสามารถรอบด้านครบทั้งสองอย่างเนี่ย ต่อให้เป็นกระทรวงการต่างประเทศฯ เองก็มีอยู่แค่นับคนได้เท่านั้นแหละค่ะ"
"แล้วคนคนนี้จะไว้ใจได้เหรอครับ ? "
เรื่องนี้เจียงชิ่นกลับไม่กังวลเลยสักนิด "เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ทางกระทรวงเขากังวลเรื่องความผิดพลาดมากกว่าพวกเราซะอีก รับรองว่าเขาต้องจัดคนมาคอยจับตาดูเวินเซ่าเฉินอย่างใกล้ชิดแน่นอน"
ฟู่เส้าตั๋วนิ่งคิดไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ "งั้นก็เอาตามที่คุณว่าก็แล้วกันครับ"
แม้เจียงชิ่นจะตัดสินใจให้โอกาสเขาแล้ว แต่เธอก็ไม่อยากจะเห็นหน้าเวินเซ่าเฉินอีกแม้แต่วินาทีเดียว
เธอจึงไหว้วานให้จวงซือเหวินออกไปถ่ายทอดคำพูดแทน โดยสั่งให้ไล่เวินเซ่าเฉินกับกัวหลิงกลับไปให้พ้นหน้าซะ ไม่อย่างนั้นเธออาจจะเปลี่ยนใจก็ได้
และถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องปรึกษาหารือกันในภายหลัง ก็ให้เวินเซ่าเฉินมาคุยผ่านจวงซือเหวินเอาเอง เจียงชิ่นไม่อยากจะเสวนากับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
ทางฝั่งเวินเซ่าเฉิน พอได้ยินว่าเจียงชิ่นยอมให้โอกาสเขาแก้ตัว ก้อนหินหนักอึ้งที่ทับอยู่ในใจมาเนิ่นนานก็ร่วงหล่นลงพื้นทันที
"พี่คะ รีบเอาเถาหนามลงเถอะค่ะ หนามมันทิ่มหลังพี่จนเลือดซิบหมดแล้ว" กัวหลิงรีบเข้าไปช่วยปลดเถาหนามออกจากหลังเขา
"ไม่เป็นไรหรอก" เวินเซ่าเฉินตอบหน้าตาเฉย เพราะเขาสะพายมันทับเสื้อผ้า ความจริงก็เลยไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากมายนัก
เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายตัวเองให้เจ็บตัวจริง ๆ หรอก เป้าหมายหลักก็คือการแสดงความจริงใจให้เจียงชิ่นเห็นต่างหาก พวกเขาสองคนต่างก็เป็นคนฉลาด และในหมู่คนฉลาดด้วยกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องการก็มีเพียงแค่การแสดงออกถึงทัศนคติที่ชัดเจนก็เท่านั้นเอง
ดูจากผลลัพธ์ในตอนนี้แล้ว ถือว่าแผนการได้ผลดีเยี่ยมทีเดียว
หารู้ไม่ว่า เจียงชิ่นไม่ได้ประทับใจในความพยายามของเขาเลยสักนิด เรียกได้ว่าเวินเซ่าเฉินเข้าใจเจตนาของเธอผิดไปไกลลิบเลยล่ะ
เจียงชิ่นโยนภาระในการรับหน้าเวินเซ่าเฉินไปให้จวงซือเหวินจัดการแทน แล้วตัวเองก็สะบัดก้นกลับมาเป็นคุณนายชี้นิ้วสั่งงานอย่างสบายใจเฉิบ
ช่วงบ่ายยังมีการสอบอีกหนึ่งวิชา แต่เจียงชิ่นไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลยแม้แต่น้อย
วิชาตอนเช้าข้อสอบออกจะง่ายแสนง่าย วิชาตอนบ่ายก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก
"เจียงชิ่น ข้อสอบตอนเช้าสองข้อสุดท้ายฉันทำไม่ได้เลยอ่ะ เธอช่วยดูให้หน่อยได้ไหม ? "
จวงซือเหวินล้วงกระดาษทดออกมาจากกระเป๋า บนนั้นมีโจทย์สองข้อถูกจดเอาไว้
เจียงชิ่นรับกระดาษทดมา กวาดสายตามองโจทย์อยู่ครู่เดียว ก็ลงมือเขียนคำตอบลงไปอย่างคล่องแคล่ว
เพียงอึดใจเดียวคำตอบก็เสร็จสมบูรณ์ เจียงชิ่นปิดฝาปากกา แล้วส่งกระดาษทดคืนให้จวงซือเหวิน
"ลองเอาวิธีคิดนี้ไปเทียบดูสิ น่าจะไม่มีปัญหาหรอกนะ"
จวงซือเหวินรับกระดาษทดไป กวาดตามองผ่าน ๆ รอบหนึ่ง ก่อนจะทุบหัวตัวเองด้วยความเจ็บใจ
"โธ่เอ๊ย ตอบผิดจริง ๆ ด้วย คำตอบของฉันไม่ตรงกับของเธอเลยสักข้อ"
"ก็ไม่แน่หรอกนะ บางทีฉันอาจจะเป็นคนตอบผิดก็ได้"
"ไม่มีทางหรอก วิธีคิดของเธอเป็นระบบระเบียบขนาดนี้ ของฉันต่างหากล่ะที่ผิดชัวร์ ๆ ขอลองคำนวณดูหน่อยสิว่าถ้าโดนหักคะแนนสองข้อนี้ไป จะเหลือคะแนนเท่าไหร่..."
จวงซือเหวินทิ้งตัวลงนั่งข้างโต๊ะทดลอง เริ่มตั้งหน้าตั้งตาคำนวณคะแนนอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นเธอกลับมามีชีวิตชีวาและร่าเริงเหมือนเดิม เจียงชิ่นก็รู้สึกดีใจกับเธอด้วยจากใจจริง
ส่วนหม่าต้าเจียงที่บาดเจ็บสาหัส ต้องนอนซมอยู่โรงพยาบาลถึงสามวันกว่าจะลุกขึ้นเดินไหว พอเดินได้ปุ๊บก็ถูกตำรวจหิ้วตัวไปโรงพักทันที โทษฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ต้องเข้าไปนอนคอตกอยู่ในห้องขังอยู่หลายวันกว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกมา
พอออกมาปุ๊บ หม่าต้าเจียงก็โดนลากตัวไปที่สำนักงานเขตทันที จวงซือเหวินไปนั่งรอเขาทำเรื่องหย่าอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว ด้วยความที่เป็นฝ่ายผิดเต็มประตู แถมเพิ่งจะเฉียดคุกเฉียดตะรางมาหมาด ๆ หม่าต้าเจียงจึงอยู่ในอาการหวาดผวาและขวัญหนีดีฝ่อ ฤทธิ์เดชความหัวหมอที่เคยมีก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เขายอมตกลงหย่าโดยไม่ขอแบ่งสินสมรสเลยแม้แต่แดงเดียว
ความจริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมายหรอก จวงซือเหวินเองก็ไม่ได้อยากได้เงินสกปรกพวกนั้น เธอแค่ต้องการระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจก็เท่านั้น
เมื่อการหย่าร้างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทันทีที่รับใบหย่ามา จวงซือเหวินก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีกเลย
หม่าต้าเจียงกับหลิวเหม่ยนีจึงต้องหอบกระเป๋าเดินคอตกกลับไปที่มหาวิทยาลัยด้วยสภาพน่าเวทนา
ทว่า กรมตำรวจเมืองหลวงได้ส่งเรื่องราวความผิดของคนทั้งคู่ไปแจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยซานตงทราบล่วงหน้าแล้ว ทางมหาวิทยาลัยจึงมีมติขั้นเด็ดขาด สั่งไล่หม่าต้าเจียงและหลิวเหม่ยนีออกจากการเป็นนักศึกษาในทันที
ดังนั้น สิ่งที่รอต้อนรับพวกเขากลับสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก็คือ 'หนังสือประกาศไล่ออก'
ทันทีที่ได้ยินข่าวร้ายนี้ หม่าต้าเจียงและหลิวเหม่ยนีก็เหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า ช็อกจนแทบจะหมดสติล้มพับไปตรงนั้น
ความพยายามอย่างหนักหน่วงแทบเลือดตากระเด็น กว่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยได้ มันพังทลายลงไปในพริบตาเดียว
สิ่งที่ทำให้พวกเขาแทบสติแตกยิ่งกว่าเดิม ก็คือการที่ทางมหาวิทยาลัยได้แจกแจงสาเหตุของการไล่ออกไว้อย่างละเอียดหยิบในประกาศ โดยระบุชัดเจนว่าพวกเขา 'มีพฤติกรรมชู้สาวและประพฤติผิดศีลธรรม'
แน่นอนว่าพอประกาศฉบับนี้ถูกติดประจานออกไป หม่าต้าเจียงก็กลายสภาพเป็นชายโฉดจอมทรยศ ส่วนหลิวเหม่ยนีก็ถูกตราหน้าว่าเป็นนังเมียน้อยแพศยาที่แย่งสามีชาวบ้านไปในทันที
บรรดาเพื่อนนักศึกษาที่เคยสนิทสนมกัน ต่างก็พากันเดินหนีราวกับเจอตัวเชื้อโรค ทุกคนต่างรังเกียจเดียดฉันท์คนทั้งคู่อย่างเปิดเผย
หลิวเหม่ยนีและหม่าต้าเจียงพยายามจะดิ้นรนเฮือกสุดท้าย โดยบุกไปโวยวายกับหัวหน้าภาควิชา แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวโยนออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัยอย่างไม่ไยดี
นี่คือจุดจบทั้งหมดที่จวงซือเหวินได้รับรู้มา
เพื่อนที่เธอและหม่าต้าเจียงรู้จักร่วมกันเป็นคนคาบข่าวนี้มาบอกเธอเอง
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด จวงซือเหวินก็พบว่าภายในใจของเธอนั้นสงบนิ่งและว่างเปล่า ไม่มีความรู้สึกสะใจหรือสมเพชใด ๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย
เธอเพิ่งจะตระหนักได้ว่า คราวนี้เธอได้ปล่อยวางทุกอย่างแล้วจริง ๆ การแต่งงานที่ล้มเหลวครั้งนั้น ไม่สามารถทำร้ายหรือสร้างบาดแผลในใจให้เธอได้อีกต่อไปแล้ว
เจียงชิ่นเองก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของจวงซือเหวิน เธอรู้สึกยินดีจากใจจริงที่เพื่อนคนนี้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันมืดมิดมาได้
การสอบในตอนบ่ายยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นและง่ายดาย แต่เพราะเป็นวิชาภาษาจีนที่มีพาร์ตเขียนเรียงความด้วย การเขียนเรียงความจึงค่อนข้างกินเวลา เจียงชิ่นก็เลยส่งข้อสอบช้ากว่าเมื่อเช้าไปนิดหน่อย
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังครองแชมป์เป็นคนแรกของห้องที่ลุกออกไปส่งข้อสอบอยู่ดี
วันต่อมาก็ยังคงเป็นอีหรอบเดิม เจียงชิ่นกวาดแชมป์ส่งข้อสอบเป็นคนแรกทุกวิชา
บรรดาเพื่อนร่วมห้องสอบจากที่ตอนแรกพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง ตอนนี้ก็เริ่มชินชาจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ดูเหมือนว่า ถ้าวิชาไหนเจียงชิ่นไม่ได้ลุกไปส่งข้อสอบเป็นคนแรก นั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดน่าตกใจสำหรับพวกเขา
สามวันผ่านไป การสอบปลายภาคก็เสร็จสิ้นลงในที่สุด
เย็นวันนั้น เจียงชิ่นก็ชวนจวงซือเหวินมากินข้าวที่บ้านด้วยกัน
สอบเสร็จแล้วก็ต้องหาเวลาผ่อนคลายกันสักหน่อย ถือโอกาสทำตามสัญญาคราวก่อนไปด้วยเลย
จวงซือเหวินตอบตกลงทันที เย็นวันนั้นเธอก็หิ้วผลไม้ถุงใหญ่ติดไม้ติดมือไปที่บ้านเจียงชิ่นด้วย
มื้อค่ำวันนี้แม่ฟู่เป็นคนลงมือเข้าครัวเป็นแม่ครัวใหญ่ โดยมีฟู่เส้าตั๋วคอยเป็นลูกมือช่วยหยิบจับโน่นนี่ให้
ส่วนฟู่ซานกับเจียงชิ่นก็รับหน้าที่เล่นเป็นเพื่อนหยางหยางกับหน่วนหน่วน
ถึงจะบอกว่าเล่นด้วยกันทั้งสองคน แต่เอาเข้าจริง ฟู่ซานเป็นคนเล่นกับหลาน ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะหยางหยางกับหน่วนหน่วนยังเด็กนัก บางทีกะแรงไม่ถูก ฟู่ซานก็เลยเป็นห่วงกลัวว่าหลานจะเผลอไปกระแทกโดนท้องของเจียงชิ่นเข้า
พอสอบเสร็จ เจียงชิ่นก็พอจะมีเวลาว่างมาซักถามฟู่ซานเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องของเฮ่อหยางซานบ้างแล้ว
"เรื่องเฮ่อหยางซานไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะพี่สะใภ้ เขาทำตามที่พี่บอกทุกอย่าง พอมีคนมาถามหาแหล่งที่มาของสินค้า เขาก็อ้างชื่อพี่ไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายหรือหาเรื่องเขาอีกเลยค่ะ สงบเงียบไปเลย ส่วนเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการก็ผ่านฉลุย ตอนนี้เฮ่อหยางซานกำลังตะเวนหาทำเลเหมาะ ๆ เตรียมจะเปิดร้านเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะค่ะ"
ผลลัพธ์นี้ก็เป็นไปตามที่เจียงชิ่นคาดการณ์ไว้เป๊ะ
คนที่อยากรู้แหล่งที่มาของสินค้า พอได้ยินชื่อเธอ ก็ต้องส่งคนไปสืบประวัติของเธออย่างแน่นอน
แต่สถานะของเธอในตอนนี้ ไม่ใช่ว่าใครหน้าไหนนึกอยากจะสืบก็สืบได้ง่าย ๆ นะ
แค่พวกนั้นเริ่มขยับตัวสืบประวัติเธอ เบื้องบนก็ต้องระแคะระคายเรื่องนี้ทันที
แล้วเบื้องบนก็จะต้องหาทางสกัดกั้น ไม่ให้พวกนั้นสืบสาวราวเรื่องต่อไปได้อย่างแน่นอน
แต่การที่เฮ่อหยางซานได้ใบอนุญาตประกอบกิจการมาครอบครอง ถือเป็นผลพลอยได้ที่เกินคาดจริง ๆ
ต่อไปนี้เขาก็สามารถตั้งร้านขายของได้อย่างเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงกลัวเจ้าหน้าที่มาไล่จับเหมือนตอนตั้งแผงลอยอีกต่อไปแล้ว