- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 312 ที่รัก ฉันรักคุณนะคะ
บทที่ 312 ที่รัก ฉันรักคุณนะคะ
บทที่ 312 ที่รัก ฉันรักคุณนะคะ
บทที่ 312 ที่รัก ฉันรักคุณนะคะ
"ไม่ได้ครับ ผมไม่วางใจ"
เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่เจียงชิ่นกลับสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นและเด็ดขาดที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นอย่างชัดเจน เธอรู้ตัวดีว่าคงไม่มีทางเกลี้ยกล่อมฟู่เส้าตั๋วได้สำเร็จแน่ ๆ
ก็จริงอยู่ที่ครั้งนี้เธอตกอยู่ในอันตรายมากเกินไป ทำเอาเขาตกอกตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่กว่าเขาจะฟื้นตัวจากอาการผวาได้
"โอเค ๆ เอาตามที่คุณสบายใจเลยแล้วกันค่ะ"
เจียงชิ่นยอมแพ้ ไม่ขัดใจเขาอีกต่อไป
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่า มิติส่วนตัวที่เธอเคยคิดว่ามันคือเซฟโซนสุดเพอร์เฟกต์ เอาเข้าจริงในยามที่เกิดเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานขึ้นมา มันกลับพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย
ก่อนหน้านี้เธอคิดตื้นเกินไป คิดแค่ว่าถ้าเจออันตรายก็แค่หลบเข้าไปซ่อนในมิติก็ปลอดภัยแล้ว
แต่กลับลืมไปสนิทเลยว่า ในสถานการณ์อย่างวันนี้ที่อยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เธอไม่มีทางมุดหนีเข้าไปในมิติได้เลย
ขืนมีคนเห็นเธอหายตัวไปกลางอากาศแบบดื้อ ๆ แล้วจู่ ๆ ก็โผล่กลับมาใหม่ มีหวังคนแถวนั้นได้ช็อกตาตั้งตายกันพอดี ดีไม่ดีอาจจะถูกจับไปผ่าตัดแยกชิ้นส่วนเพื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์เลยก็ได้ แค่คิดก็สยองแล้ว
"ระบบ ระบบ"
อาศัยจังหวะที่ฟู่เส้าตั๋วเดินไปเขียนบทความวิจัย เจียงชิ่นก็ส่งกระแสจิตเรียกหาระบบในหัว
[มาแล้ว ๆ จ้า]
คราวนี้ระบบตอบรับอย่างรวดเร็วทันใจ
[โฮสต์เรียกหาระบบมีธุระอะไรเหรอ ? ]
"ไหนนายเคยบอกว่าจะคอยปกป้องฉันไง ? แล้วทำไมวันนี้ตอนที่ฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย นายถึงไม่โผล่หัวออกมาช่วยเลยฮะ ? "
เจียงชิ่นกอดอก ยิงคำถามใส่ด้วยความไม่พอใจ
ระบบกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยดวงตากลมโตของมัน
[สิ่งที่ระบบเคยรับปากไว้ แน่นอนว่าต้องทำตามสัญญาสิ ถ้าเกิดไม่มีมนุษย์สองคนนั้นโผล่มาช่วยปกป้องเธอไว้ ระบบก็เตรียมจะออกโรงช่วยอยู่แล้วล่ะ]
"หมายความว่าไง ? นายอ่านสถานการณ์ล่วงหน้าได้งั้นเหรอ ว่าเดี๋ยวพวกอู๋ป๋อกวงจะเข้ามาช่วยฉัน นายก็เลยไม่โผล่มา ? "
[ก็ใช่น่ะสิ ให้พวกมนุษย์นั่นลงมือช่วย มันดูสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือกว่าให้ระบบออกโรงเองตั้งเยอะ ในเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่า ระบบก็ต้องเลือกทางนั้นสิ มันก็เป็นเรื่องปกตินี่นา ? ]
ระบบแบมือทั้งสองข้างออก พลางจ้องมองเจียงชิ่นด้วยสายตาใสซื่อบริสุทธิ์สุด ๆ
เหอะ คิดจะใช้สายตาแบบนี้มาตบตาเอาตัวรอดล่ะสิ ฝันไปเถอะ
แม้ในใจจะคิดแบบนั้น แต่เจียงชิ่นก็ขี้เกียจจะซักไซ้ไล่เลียงต่อ ทำเพียงแค่กำชับไปประโยคหนึ่งว่า
"วันนี้มันก็แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย นายเองก็ได้ยินแล้วนี่ ว่าในรั้วมหาวิทยาลัยเมืองหลวงมีสายลับแฝงตัวอยู่ แถมยังพุ่งเป้ามาที่ฉันด้วย ต่อไปมันต้องมีโผล่มาอีกเพียบแน่ ๆ นายก็ช่วยหูตาไวให้มากกว่านี้หน่อยล่ะกัน ถ้ามีอะไรผิดสังเกตก็รีบเตือนฉันด้วย ท้ายที่สุดแล้วนะ ถ้าฉันเป็นอะไรขึ้นมา ภารกิจของนายก็ถือว่าล้มเหลว ถึงตอนนั้นนายก็จะถูกลบทำลายทิ้งซะ อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ"
[รับทราบแล้วจ้า]
ระบบส่ายหัวโต ๆ ของมันไปมาอย่างหงอย ๆ
[ระบบจะคอยแจ้งเตือนเธออย่างทันท่วงทีแน่นอน วันนี้มันเป็นแค่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยจริง ๆ ]
"งั้นจะถือซะว่าเป็นแบบนั้นก็แล้วกัน แต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีกล่ะ"
พูดจบ เจียงชิ่นก็ตัดบทสนทนากับระบบทันที
หลังจากที่ถูกตัดบทสนทนาไป ระบบถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า เอ๊ะ บทสนทนาที่เริ่มต้นมาแบบเท่าเทียมกัน ทำไมตอนจบมันถึงกลายเป็นว่าระบบโดนโฮสต์จูงจมูกลากไปต้อย ๆ ได้ซะงั้นล่ะเนี่ย
ระบบยกมือป้อม ๆ ขึ้นเกาหัวแกรก ๆ คิดยังไงก็คิดไม่ตก
ทางฝั่งเจียงชิ่นที่รีบตัดบทสนทนา ก็เพราะฟู่เส้าตั๋วเขียนบทความวิจัยเสร็จแล้ว และกำลังเดินเข้ามาถามว่ามื้อเย็นเธออยากกินอะไร
"ไม่ต้องลำบากทำหรอกค่ะ เย็นนี้พวกเราไปกินที่โรงอาหารกันเถอะ"
"แต่คุณไม่ชอบกินข้าวโรงอาหารไม่ใช่เหรอ ? "
"ตอนนี้อายุครรภ์เริ่มเยอะขึ้นแล้ว ช่วงที่แพ้ท้องหนัก ๆ ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ฉันรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนนั้นเยอะเลยล่ะ"
ช่วงนี้เจียงชิ่นอาเจียนน้อยลงเรื่อย ๆ แถมยังเจริญอาหารมากขึ้นด้วย ตัวเธอเองสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน
"จริงด้วยสิ ช่วงนี้ใกล้จะถึงกำหนดไปตรวจครรภ์แล้วใช่ไหม ? "
จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็ร้องทักขึ้นมา ตอนที่ท้องหยางหยางกับหน่วนหน่วน ดูเหมือนว่าพอถึงอายุครรภ์เดือนนี้ก็ต้องไปตรวจเหมือนกัน
"อื้ม สัปดาห์หน้าก็ต้องไปตรวจแล้วล่ะ ถึงตอนนั้นคุณต้องไปเป็นเพื่อนฉันด้วยนะ"
"แน่นอนสิ ผมต้องไปเป็นเพื่อนคุณอยู่แล้ว"
ฟู่เส้าตั๋วยกมือขึ้นบีบแก้มเธอเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว "ไปเถอะ พวกเราไปกินข้าวกัน"
พอพูดจบ เขาก็ชะงักไปนิดนึง ก่อนจะเอื้อมมือไปรั้งเจียงชิ่นที่กำลังจะลุกขึ้นยืน
"โรงอาหารอยู่ตั้งไกล คุณเดินไปเดินมาเดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่า ๆ เดี๋ยวผมไปซื้อใส่กล่องมาให้กินที่นี่ดีกว่า"
เจียงชิ่นคิดดูแล้วก็เห็นด้วย
วันนี้เจอทั้งเรื่องตื่นเต้นตกใจ แถมยังเหน็ดเหนื่อยมาเกือบทั้งวัน เธอรู้สึกอ่อนเพลียจริง ๆ ไม่อยากจะขยับตัวไปไหนแล้ว
"งั้นฝากคุณซื้อเนื้อผัดจานนึง ผัดผักจานนึง ถ้ามีไข่ผัดก็เอามาด้วยสักจานนะคะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ข้าวสวยขอสองเหลียงก็พอค่ะ"
"ข้าวสวยแค่สองเหลียงจะอิ่มเหรอ ? "
"อิ่มสิคะ คุณคิดว่าภรรยาคุณกินจุขนาดนั้นเลยเหรอ ? "
ฟู่เส้าตั๋วอมยิ้ม ไม่ได้พูดเถียงอะไรเจียงชิ่นกลับไป
แต่ในความเป็นจริง ช่วงก่อนหน้านี้ที่เขาเป็นคนลงมือทำกับข้าวเอง เจียงชิ่นกินข้าวเกินมื้อละสองเหลียงทุกมื้อเลยนะ ถึงแม้ว่าพอกินเสร็จแล้วเธอจะอาเจียนออกมาจนหมดเรี่ยวหมดแรงไปบ้างก็เถอะ
ฟู่เส้าตั๋วเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่แอบกะไว้ในใจว่าจะซื้อข้าวสวยมาเผื่อไว้สักสองเหลียง เผื่อว่าเธอจะกินไม่อิ่ม
ฟู่เส้าตั๋วหยิบกล่องข้าวสองใบเตรียมจะเดินออกจากห้อง
วันนี้ช่วงกลางวันเขาต้องเข้าไปที่โรงงานเครื่องจักรกล เพื่อพูดคุยประสานงานเรื่องเทคนิคการผลิตบางขั้นตอน
และเพราะต้องไปโรงงานเครื่องจักรกล ฟู่เส้าตั๋วก็เลยจงใจเลือกใส่ชุดที่ดูเป็นทางการขึ้นมาหน่อย
ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ท่อนล่างเป็นกางเกงสแลคสีดำ เข้าคู่กับรองเท้าหนังสีดำเงาวับที่เจียงชิ่นเพิ่ง 'ซื้อ' มาให้ ด้วยความที่เคยเป็นทหารมาก่อน ฟู่เส้าตั๋วเลยติดนิสัยยืนหลังตรงเป๊ะ อกผายไหล่ผึ่ง ท่วงท่าการเดินก็ดูองอาจสง่างามสุด ๆ
เจียงชิ่นเอียงคอมองเขา พลางจินตนาการเล่น ๆ ว่าถ้าเปลี่ยนกางเกงสแลคสีดำตัวนี้เป็นกางเกงสูทเข้าชุดล่ะก็ สามีของเธอคงจะกลายเป็นท่านประธานจอมเผด็จการสุดฮอตทะลุจอมาเลยล่ะ
จู่ ๆ หัวใจของเธอก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"ที่รักคะ มานี่หน่อยสิ"
เจียงชิ่นกระดิกนิ้วเรียกเขาเบา ๆ
ฟู่เส้าตั๋วที่กำลังจะเปิดประตูก้าวออกไป พอได้ยินเสียงภรรยาเรียก เขาก็ยอมปล่อยมือจากลูกบิดประตู แล้วเดินกลับมาหาเธอ
"มีอะไรเหรอ ? นึกอยากกินอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกเหรอ ? ไม่ต้องรีบนะ ค่อย ๆ คิด อยากกินอะไรเดี๋ยวผมจะเหมาซื้อมาให้หมดเลย"
"ไม่ใช่เรื่องของกินหรอกค่ะ"
เจียงชิ่นส่ายหน้า พลางกระดิกนิ้วเรียกเขาอีกครั้ง
"ที่รักคะ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ อีกนิดสิคะ"
"ใกล้เข้ามาอีกนิดนึง"
ฟู่เส้าตั๋วก้าวเข้ามาหาเธออีกหนึ่งก้าว แล้วก็อีกก้าวด้วยความงุนงง
จนกระทั่งทั้งสองคนขยับเข้ามาใกล้ชิดกันจนแทบจะแนบเนื้อ เจียงชิ่นก็ยกแขนขึ้นคล้องคอเขาไว้
"ที่รักคะ... ฉันรักคุณนะคะ... รักคุณมาก ๆ เลย"
เจียงชิ่นกระซิบถ้อยคำรักข้างหูฟู่เส้าตั๋วด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
น้ำเสียงของเธอเจือแววออดอ้อน ลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ตรงติ่งหู ทำเอาฟู่เส้าตั๋วหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที กล่องข้าวในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น
พอหว่านเสน่ห์เสร็จสรรพ เจียงชิ่นก็คลายวงแขนออก เตรียมจะผละตัวหนี
แต่ฟู่เส้าตั๋วไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอทำแบบนั้นหรอก
เขาใช้มือข้างหนึ่งถือกล่องข้าวไว้ ส่วนมืออีกข้างก็คว้าตัวเจียงชิ่นเข้ามากอดรัดไว้แนบอก
"ยัยตัวแสบ"
น้ำเสียงของฟู่เส้าตั๋วฟังดูตึงเครียดและสั่นพร่า ราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้สุดฤทธิ์
"กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ ยังจะกล้ามายั่วผมอีกเหรอ หืม ? "
ดวงตาของเขาหม่นแสงลง คุกรุ่นไปด้วยเพลิงปรารถนาที่ยากจะหยั่งถึง
"ไม่กล้าแล้วค่ะ ๆ รีบไปซื้อข้าวเถอะ ฉันหิวจะแย่แล้วเนี่ย"
เจียงชิ่นเริ่มรู้สึกกลัวว่าจะเล่นไฟจนโดนลวกซะเอง เธอรีบดันตัวฟู่เส้าตั๋วให้ออกไปจากห้องทันที
ฟู่เส้าตั๋วยืดตัวตรง พยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เขาส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ให้เธอ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ใช้เวลาเพียงแค่สองวัน ฟู่เส้าตั๋วก็สามารถปั่นบทความวิจัยเกี่ยวกับเครื่องจักร CNC จนเสร็จสมบูรณ์
ทางฝั่งโรงงานเครื่องจักรกลก็ส่งข่าวดีมาแจ้งว่า พวกเขาได้ทำการประกอบเครื่องจักร CNC เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็จะสามารถผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ล็อตสุดท้ายสำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ออกมาได้สำเร็จ
เมื่อได้รับข่าวดีนี้ เจียงชิ่นก็ดีใจจนแทบจะบินได้
เหน็ดเหนื่อยมาตั้งสองเดือนเต็ม ในที่สุดความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว
แถมเธอก็กำลังจะได้เงินก้อนโตมานอนกอดให้อุ่นใจในเร็ว ๆ นี้ด้วย !
พอชิ้นส่วนอะไหล่เหล่านั้นผลิตเสร็จ ผู้อำนวยการห่าวก็รีบส่งคนให้นำมาส่งให้เจียงชิ่นถึงที่ในทันที
และในวันที่ฤกษ์งามยามดีที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะเริ่มทำการประกอบร่างอย่างเป็นทางการ ผู้อำนวยการซ่ง หวังเหิง จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่งเหย่ จากกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด อธิการบดีหนิง และศาสตราจารย์ลู่ ต่างก็ตบเท้ากันมาร่วมเป็นสักขีพยานความสำเร็จในครั้งนี้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า เบื้องบนให้ความสำคัญกับโปรเจกต์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์นี้มากแค่ไหน