เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี

บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี

บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี


บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี

ระบบพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยหัวโต ๆ ของมัน

[ใช่แล้วล่ะ รัศมีบารมีน่ะทุกคนล้วนมีกันทั้งนั้น เพียงแต่คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน รัศมีบารมีก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วยเป็นธรรมดา]

"อ้อออ..."

เจียงชิ่นลากเสียงยาว ก่อนจะใช้พลังจิตจ้องมองระบบด้วยความสนใจใคร่รู้

"แล้วรัศมีบารมีของฉันล่ะ เป็นยังไงบ้าง ? "

[โฮสต์ เธอน่ะ...]

ร้อยวันพันปีระบบไม่เคยพูดติดอ่าง แต่วันนี้กลับตะกุกตะกักขึ้นมาเสียอย่างนั้น

[...ของเธอก็ดีมาก ๆ รัศมีบารมีอยู่ในเกณฑ์ดีเลยล่ะ]

พูดจบบนหัวโต ๆ ของระบบก็หันขวับไปอีกทาง ไม่กล้าสบตากับเจียงชิ่น

"ระบบ นายเหมือนกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่เลยนะ"

[เปล่าซะหน่อย จะเป็นไปได้ยังไง ระบบไม่เคยมีความลับกับเธอหรอกนะ]

ระบบรีบละล่ำละลักตอบอย่างร้อนรน

เจียงชิ่นกำลังจะซักไซ้ต่อ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงของหวังเหิงดังแว่วเข้าหู เธอจึงจำต้องพับเรื่องระบบเก็บไว้ก่อน แล้วดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

"ดูท่าทางฟู่เส้าตั๋วจะสนใจกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดอยู่นะเนี่ย" หวังเหิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำท่าทางเสียดายซะจนแทบจะทุบอกชกหัวตัวเอง "ผมมันเคลื่อนไหวช้าไป รู้อย่างนี้..."

"ต่อให้คุณลงมือเร็วกว่านี้ เขาก็ไม่มีทางไปอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรอกค่ะ"

"ทำไมล่ะ ? "

เจียงชิ่นยิ้มอย่างมีเลศนัย "กฎเหล็กข้อหนึ่งของการทำงานก็คือ สามีภรรยาไม่ควรทำงานอยู่หน่วยงานเดียวกันไงล่ะคะ"

หวังเหิงถึงกับอึ้งไปเลย นึกสงสัยอยู่ในใจว่าเจียงชิ่นไปสรรหาทฤษฎีแปลกประหลาดพวกนี้มาจากไหนกันนักหนา

เจียงชิ่นถามต่อ "ในเมื่อกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดเกี่ยวข้องกับขีปนาวุธ ถ้าเกิดฟู่เส้าตั๋วตกลงไปทำงานที่นั่น จะถือว่าเขากลับเข้ารับราชการทหารอีกครั้งไหมคะ ? "

หวังเหิงตอบ "เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจส่วนตัวและขีดความสามารถของเขาครับ ถ้าหากเขามีความสามารถโดดเด่น และมีความประสงค์อยากจะกลับไป ทางหน่วยงานเบื้องบนก็จะนำไปพิจารณาให้ครับ"

เจียงชิ่นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

เธอรู้ดีว่าฟู่เส้าตั๋วโหยหาและคิดถึงชีวิตในกองทัพมาโดยตลอด การต้องปลดประจำการออกมาถือเป็นความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเขา

หากครั้งนี้สามารถชดเชยความเสียใจนั้นได้ และเขาสามารถกลับไปสวมเครื่องแบบทหารได้อีกครั้ง มันก็คงจะดีเยี่ยมไปเลย

หวังเหิงเสริมต่อ "กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดถือว่าดีมากเลยนะครับ เบื้องบนอัดฉีดเงินอุดหนุนให้เยอะมาก สวัสดิการก็ดีเยี่ยมเลยล่ะ"

"จริงเหรอคะเนี่ย ? " เจียงชิ่นแกล้งทำเสียงเสียดายสุด ๆ "ถ้ารู้ว่ากระทรวงที่เจ็ดให้เงินดีขนาดนี้ ฉันน่าจะเลือกไปอยู่กระทรวงนั้นซะตั้งแต่แรก"

คำพูดนี้ทำเอาหวังเหิงสะดุ้งโหยงจนแทบจะตกเก้าอี้

"โธ่ คุณเจียงชิ่นครับ คุณอย่าล้อผมเล่นแบบนี้สิ ! กว่าผมจะแย่งชิงตัวคุณมาอยู่กระทรวงเราได้ ผมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่สุยหมิงกลับมาจากฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานน่ะ เขาแทบจะกินหัวผมอยู่แล้ว ผมนี่กว่าจะเอาตัวรอดมาได้เลือดตาแทบกระเด็นเลยนะครับ"

ด้วยความตื่นตระหนกตกใจ หวังเหิงจึงเผลอพูดเสียงดังไปหน่อย จนต่งเหย่ที่กำลังคุยอยู่กับฟู่เส้าตั๋วต้องหันมามอง

"ไม่มีอะไร ๆ พวกคุณคุยกันต่อเถอะ"

หวังเหิงรีบโบกมือเป็นพัลวัน เป็นเชิงบอกว่าทางนี้สถานการณ์ปกติ เชิญพวกคุณคุยกันตามสบาย

ความจริงเจียงชิ่นก็แค่พูดหยอกเล่นขำ ๆ ไม่คิดเลยว่าหวังเหิงจะรีแอคชั่นแรงขนาดนี้

เธอหัวเราะจนตัวงอ "ฉันแค่ล้อเล่นเองค่ะ ไม่ต้องเครียดไปหรอก รับทั้งเงินเดือนทั้งโบนัสมาแล้ว ต่อให้คิดจะเบี้ยวก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างฉันก็ชอบกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราดีออก บรรยากาศการทำงานก็อิสระเสรีดีด้วย"

พอได้ยินดังนั้น หินที่ทับอยู่บนอกหวังเหิงก็ร่วงหล่นลงพื้นทันที

ขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ลึก ๆ

บรรยากาศอิสระเสรีอะไรกันล่ะ ถึงแม้เจียงชิ่นจะขึ้นชื่อว่าเป็นบุคลากรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว แต่เธอยังไม่เคยโผล่หน้าไปเหยียบที่กระทรวงเลยด้วยซ้ำ จะไปรู้ได้ไงว่าบรรยากาศที่นั่นมันอิสระหรือไม่อิสระ

เจียงชิ่นมองความสงสัยของหวังเหิงออก จึงรีบอธิบายเสริม

"การที่ฉันไม่ต้องตอกบัตรเข้างานตามเวลาเป๊ะ ๆ นี่แหละค่ะที่เรียกว่าอิสระเสรี และก็หวังว่าต่อไปในอนาคตจะเป็นแบบนี้ตลอดไปนะคะ ฉันชอบคลุกตัวทำงานวิจัยอยู่ในห้องทดลองมากกว่าค่ะ"

"เรื่องนั้นไม่มีปัญหาแน่นอนครับ" หวังเหิงรีบรับคำแข็งขัน "ถ้าคุณรู้สึกว่าห้องทดลองตอนนี้มันคับแคบไป ผมจะไปคุยกับอธิการบดีหนิงให้เปลี่ยนห้องใหม่ที่ใหญ่กว่านี้ให้คุณเองครับ"

เกี่ยวกับเรื่องห้องทดลอง เจียงชิ่นมีความคิดของตัวเองอยู่แล้ว

"ห้องทดลองตอนนี้ก็พอใช้ได้แล้วค่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนให้ใหญ่กว่านี้หรอก ขืนทำอะไรเอิกเกริกเกินไปเดี๋ยวจะเป็นที่จับตามองเปล่า ๆ สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้คือการทำตัวให้กลมกลืนและเป็นจุดสนใจให้น้อยที่สุดค่ะ"

ก็ถูกอย่างที่เจียงชิ่นพูด เหตุผลข้อนี้ฟังขึ้นทีเดียว

หวังเหิงจึงปัดตกความคิดเรื่องเปลี่ยนห้องทดลองไปชั่วคราว

"สหายฟู่ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่ผมอยากจะแจ้งให้ทราบครับ หวังว่าคุณจะนำกลับไปทบทวนให้ดี แล้วรีบให้คำตอบผมโดยเร็วนะครับ"

ต่งเหย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยื่นมือออกไปจับมือกับฟู่เส้าตั๋วอีกครั้ง

"ตกลงครับ ผมจะรีบให้คำตอบโดยเร็วที่สุด"

ฟู่เส้าตั๋วรับคำอย่างหนักแน่น

ก่อนหน้านี้ต่งเหย่ได้สืบประวัติของฟู่เส้าตั๋วมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เขาเป็นชายหนุ่มที่มีประวัติขาวสะอาด ภูมิหลังครอบครัวดีเลิศ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือญาติพี่น้อง ก็ไม่มีใครมีส่วนพัวพันกับต่างประเทศ หรือมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ชัดเจน การตรวจสอบประวัติจึงผ่านฉลุยแบบสบาย ๆ

ตอนที่ได้อ่านประวัติ ต่งเหย่ก็รู้สึกประทับใจในตัวฟู่เส้าตั๋วมากอยู่แล้ว พอได้มาเจอตัวจริง ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาเข้าไปใหญ่

"ถ้ามีข้อติดขัดหรือความลำบากใจอะไร ก็บอกผมได้เลยนะครับ ผมจะพยายามหาทางแก้ไขให้"

ต่งเหย่กล่าวย้ำอีกครั้ง

ฟู่เส้าตั๋วส่งยิ้มบาง ๆ "ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น คือตอนนี้ภรรยาของผมกำลังตั้งครรภ์ ผมจำเป็นต้องอยู่ดูแลเธอครับ"

ความหมายแฝงก็คือ หากหน่วยงานมีกฎเหล็กเรื่องการรักษาความลับ ที่บีบให้เขาต้องไปประจำการอยู่ที่อื่นเป็นเวลานาน ๆ จนไม่สามารถกลับบ้านได้ ถ้าเป็นแบบนั้น การไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดก็คงต้องเก็บไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ต่งเหย่ถึงกับอึ้งไปเลย

เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าฟู่เส้าตั๋วอาจจะเรียกร้องหรือเสนอเงื่อนไขอะไรบางอย่าง แต่ไม่นึกเลยว่าเงื่อนไขนั้นจะเป็นการขออยู่ดูแลภรรยา

ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร หวังเหิงก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

"เหล่าต่ง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย ใช้นโยบายเดียวกับเสี่ยวเจียงก็ได้นี่นา พวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยากัน จะใช้นโยบายเดียวกันมันก็สมเหตุสมผลดีออก"

ต่งเหย่เคยได้ยินหวังเหิงเล่าถึงนโยบายพิเศษที่เบื้องบนมอบให้เจียงชิ่นมาบ้างแล้ว เขาจึงเข้าใจความหมายของหวังเหิงได้ทันที

"ตกลงครับ เรื่องนี้เดี๋ยวผมจะนำไปรายงานให้ทางกระทรวงทราบ น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ"

หลังจากที่ต่งเหย่กับหวังเหิงกลับไปแล้ว เจียงชิ่นก็หันไปมองฟู่เส้าตั๋วด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

"คุณคิดว่ายังไงบ้างคะ ? "

"อืม ก็ฟังดูดีอยู่นะครับ"

น้ำเสียงของฟู่เส้าตั๋วดูเรียบเฉย แต่มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริงในใจของเขาจนหมดสิ้น

เจียงชิ่นแอบขำอยู่ในใจ พ่อคุณเอ๊ย ช่างเก็บอาการเก่งซะเหลือเกิน ทั้งที่ในใจก็ชอบจนเนื้อเต้นแล้วแท้ ๆ

"ถ้าคุณคิดว่าดีฉันก็โอเคค่ะ ฉันพร้อมสนับสนุนทุกการตัดสินใจของคุณอยู่แล้ว"

"ภรรยาครับ"

จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็เรียกเธอเสียงนุ่ม ก้าวเข้าไปสวมกอดเจียงชิ่นเอาไว้ แล้วซุกหน้าลงกับซอกคอของเธอ

เขากระซิบเสียงแผ่ว "ถ้าผมตกลงไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด อนาคตผมก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้กลับไปสวมเครื่องแบบทหารอีกครั้ง ผม... อยากกลับไปมาก ๆ เลยล่ะครับ"

"อืม ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณค่ะ"

"ผมอยากจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติบ้าง อยากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ ตอนนี้ประเทศของเรายังอ่อนแออยู่มาก ถ้าไม่อยากถูกชาติอื่นรังแก เราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นครับ"

เจียงชิ่นกอดตอบเขา พลางยกมือขึ้นลูบผมของเขาเบา ๆ

"อืม ฉันเข้าใจค่ะ"

แน่นอนว่าเธอเข้าใจ สิ่งที่ฟู่เส้าตั๋วปรารถนาอยากจะทำ มันก็คือสิ่งเดียวกับที่เธอกำลังทำอยู่นั่นแหละ

เพียงแต่ว่า สิ่งที่เธอต้องการจะผลักดัน คือการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวล้ำนำหน้า

เมื่อเรามีเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าอย่างทิ้งขาด เราก็จะสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพเหนือกว่าประเทศแถบตะวันตกได้อย่างมหาศาล และนั่นจะนำไปสู่การครองอำนาจทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อถึงวันนั้น ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีนจะพลิกโฉมหน้าไปอย่างน่าอัศจรรย์

และจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในเวลาอันรวดเร็ว

จู่ ๆ เธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

"แล้วแบบแปลนเครื่องจักร CNC ที่ฉันฝากให้คุณจัดการล่ะ ไปถึงไหนแล้วคะ ? "

"ผมวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะครับ พอดีกับที่ศาสตราจารย์กัวแกกลับมาทำธุระที่เมืองหลวงพอดี ผมเลยเอาแบบแปลนไปให้แกช่วยตรวจดู แกบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ"

"งั้นก็เยี่ยมไปเลย แบบแปลนเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเร่งมือผลิตของจริงออกมาให้ได้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขาดแค่ชิ้นส่วนอะไหล่ไม่กี่ชิ้นนั้นแหละค่ะ"

"อืม ผมรวบรวมแบบแปลนทั้งหมดจัดเข้าแฟ้มไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ อ้อ ลืมไปเลย เมื่อกี้ผมน่าจะฝากให้รองผู้อำนวยการหวังเอาไปให้เลยเนอะ"

"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันแวะไปที่โรงงานเครื่องจักรกล แล้วเอาไปให้ผู้อำนวยการห่าวด้วยตัวเองเลยดีกว่า ถือโอกาสแวะไปเยี่ยมพ่อกับพี่สามด้วยเลย"

"ได้ครับ เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนนะ"

"ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้คุณมีเรียนนี่นา ตั้งใจเรียนไปเถอะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันไปกระซิบบอกคนขับรถของอธิการบดีหนิง ให้เขาขับรถไปส่งฉันก็แล้วกัน"

จบบทที่ บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี

คัดลอกลิงก์แล้ว