- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี
บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี
บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี
บทที่ 304 เรื่องราวของรัศมีบารมี
ระบบพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยหัวโต ๆ ของมัน
[ใช่แล้วล่ะ รัศมีบารมีน่ะทุกคนล้วนมีกันทั้งนั้น เพียงแต่คนเราเกิดมาไม่เหมือนกัน รัศมีบารมีก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วยเป็นธรรมดา]
"อ้อออ..."
เจียงชิ่นลากเสียงยาว ก่อนจะใช้พลังจิตจ้องมองระบบด้วยความสนใจใคร่รู้
"แล้วรัศมีบารมีของฉันล่ะ เป็นยังไงบ้าง ? "
[โฮสต์ เธอน่ะ...]
ร้อยวันพันปีระบบไม่เคยพูดติดอ่าง แต่วันนี้กลับตะกุกตะกักขึ้นมาเสียอย่างนั้น
[...ของเธอก็ดีมาก ๆ รัศมีบารมีอยู่ในเกณฑ์ดีเลยล่ะ]
พูดจบบนหัวโต ๆ ของระบบก็หันขวับไปอีกทาง ไม่กล้าสบตากับเจียงชิ่น
"ระบบ นายเหมือนกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่เลยนะ"
[เปล่าซะหน่อย จะเป็นไปได้ยังไง ระบบไม่เคยมีความลับกับเธอหรอกนะ]
ระบบรีบละล่ำละลักตอบอย่างร้อนรน
เจียงชิ่นกำลังจะซักไซ้ต่อ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงของหวังเหิงดังแว่วเข้าหู เธอจึงจำต้องพับเรื่องระบบเก็บไว้ก่อน แล้วดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
"ดูท่าทางฟู่เส้าตั๋วจะสนใจกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดอยู่นะเนี่ย" หวังเหิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำท่าทางเสียดายซะจนแทบจะทุบอกชกหัวตัวเอง "ผมมันเคลื่อนไหวช้าไป รู้อย่างนี้..."
"ต่อให้คุณลงมือเร็วกว่านี้ เขาก็ไม่มีทางไปอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรอกค่ะ"
"ทำไมล่ะ ? "
เจียงชิ่นยิ้มอย่างมีเลศนัย "กฎเหล็กข้อหนึ่งของการทำงานก็คือ สามีภรรยาไม่ควรทำงานอยู่หน่วยงานเดียวกันไงล่ะคะ"
หวังเหิงถึงกับอึ้งไปเลย นึกสงสัยอยู่ในใจว่าเจียงชิ่นไปสรรหาทฤษฎีแปลกประหลาดพวกนี้มาจากไหนกันนักหนา
เจียงชิ่นถามต่อ "ในเมื่อกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดเกี่ยวข้องกับขีปนาวุธ ถ้าเกิดฟู่เส้าตั๋วตกลงไปทำงานที่นั่น จะถือว่าเขากลับเข้ารับราชการทหารอีกครั้งไหมคะ ? "
หวังเหิงตอบ "เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจส่วนตัวและขีดความสามารถของเขาครับ ถ้าหากเขามีความสามารถโดดเด่น และมีความประสงค์อยากจะกลับไป ทางหน่วยงานเบื้องบนก็จะนำไปพิจารณาให้ครับ"
เจียงชิ่นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เธอรู้ดีว่าฟู่เส้าตั๋วโหยหาและคิดถึงชีวิตในกองทัพมาโดยตลอด การต้องปลดประจำการออกมาถือเป็นความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเขา
หากครั้งนี้สามารถชดเชยความเสียใจนั้นได้ และเขาสามารถกลับไปสวมเครื่องแบบทหารได้อีกครั้ง มันก็คงจะดีเยี่ยมไปเลย
หวังเหิงเสริมต่อ "กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดถือว่าดีมากเลยนะครับ เบื้องบนอัดฉีดเงินอุดหนุนให้เยอะมาก สวัสดิการก็ดีเยี่ยมเลยล่ะ"
"จริงเหรอคะเนี่ย ? " เจียงชิ่นแกล้งทำเสียงเสียดายสุด ๆ "ถ้ารู้ว่ากระทรวงที่เจ็ดให้เงินดีขนาดนี้ ฉันน่าจะเลือกไปอยู่กระทรวงนั้นซะตั้งแต่แรก"
คำพูดนี้ทำเอาหวังเหิงสะดุ้งโหยงจนแทบจะตกเก้าอี้
"โธ่ คุณเจียงชิ่นครับ คุณอย่าล้อผมเล่นแบบนี้สิ ! กว่าผมจะแย่งชิงตัวคุณมาอยู่กระทรวงเราได้ ผมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่สุยหมิงกลับมาจากฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานน่ะ เขาแทบจะกินหัวผมอยู่แล้ว ผมนี่กว่าจะเอาตัวรอดมาได้เลือดตาแทบกระเด็นเลยนะครับ"
ด้วยความตื่นตระหนกตกใจ หวังเหิงจึงเผลอพูดเสียงดังไปหน่อย จนต่งเหย่ที่กำลังคุยอยู่กับฟู่เส้าตั๋วต้องหันมามอง
"ไม่มีอะไร ๆ พวกคุณคุยกันต่อเถอะ"
หวังเหิงรีบโบกมือเป็นพัลวัน เป็นเชิงบอกว่าทางนี้สถานการณ์ปกติ เชิญพวกคุณคุยกันตามสบาย
ความจริงเจียงชิ่นก็แค่พูดหยอกเล่นขำ ๆ ไม่คิดเลยว่าหวังเหิงจะรีแอคชั่นแรงขนาดนี้
เธอหัวเราะจนตัวงอ "ฉันแค่ล้อเล่นเองค่ะ ไม่ต้องเครียดไปหรอก รับทั้งเงินเดือนทั้งโบนัสมาแล้ว ต่อให้คิดจะเบี้ยวก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างฉันก็ชอบกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราดีออก บรรยากาศการทำงานก็อิสระเสรีดีด้วย"
พอได้ยินดังนั้น หินที่ทับอยู่บนอกหวังเหิงก็ร่วงหล่นลงพื้นทันที
ขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ลึก ๆ
บรรยากาศอิสระเสรีอะไรกันล่ะ ถึงแม้เจียงชิ่นจะขึ้นชื่อว่าเป็นบุคลากรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว แต่เธอยังไม่เคยโผล่หน้าไปเหยียบที่กระทรวงเลยด้วยซ้ำ จะไปรู้ได้ไงว่าบรรยากาศที่นั่นมันอิสระหรือไม่อิสระ
เจียงชิ่นมองความสงสัยของหวังเหิงออก จึงรีบอธิบายเสริม
"การที่ฉันไม่ต้องตอกบัตรเข้างานตามเวลาเป๊ะ ๆ นี่แหละค่ะที่เรียกว่าอิสระเสรี และก็หวังว่าต่อไปในอนาคตจะเป็นแบบนี้ตลอดไปนะคะ ฉันชอบคลุกตัวทำงานวิจัยอยู่ในห้องทดลองมากกว่าค่ะ"
"เรื่องนั้นไม่มีปัญหาแน่นอนครับ" หวังเหิงรีบรับคำแข็งขัน "ถ้าคุณรู้สึกว่าห้องทดลองตอนนี้มันคับแคบไป ผมจะไปคุยกับอธิการบดีหนิงให้เปลี่ยนห้องใหม่ที่ใหญ่กว่านี้ให้คุณเองครับ"
เกี่ยวกับเรื่องห้องทดลอง เจียงชิ่นมีความคิดของตัวเองอยู่แล้ว
"ห้องทดลองตอนนี้ก็พอใช้ได้แล้วค่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนให้ใหญ่กว่านี้หรอก ขืนทำอะไรเอิกเกริกเกินไปเดี๋ยวจะเป็นที่จับตามองเปล่า ๆ สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้คือการทำตัวให้กลมกลืนและเป็นจุดสนใจให้น้อยที่สุดค่ะ"
ก็ถูกอย่างที่เจียงชิ่นพูด เหตุผลข้อนี้ฟังขึ้นทีเดียว
หวังเหิงจึงปัดตกความคิดเรื่องเปลี่ยนห้องทดลองไปชั่วคราว
"สหายฟู่ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดที่ผมอยากจะแจ้งให้ทราบครับ หวังว่าคุณจะนำกลับไปทบทวนให้ดี แล้วรีบให้คำตอบผมโดยเร็วนะครับ"
ต่งเหย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยื่นมือออกไปจับมือกับฟู่เส้าตั๋วอีกครั้ง
"ตกลงครับ ผมจะรีบให้คำตอบโดยเร็วที่สุด"
ฟู่เส้าตั๋วรับคำอย่างหนักแน่น
ก่อนหน้านี้ต่งเหย่ได้สืบประวัติของฟู่เส้าตั๋วมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เขาเป็นชายหนุ่มที่มีประวัติขาวสะอาด ภูมิหลังครอบครัวดีเลิศ ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือญาติพี่น้อง ก็ไม่มีใครมีส่วนพัวพันกับต่างประเทศ หรือมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ชัดเจน การตรวจสอบประวัติจึงผ่านฉลุยแบบสบาย ๆ
ตอนที่ได้อ่านประวัติ ต่งเหย่ก็รู้สึกประทับใจในตัวฟู่เส้าตั๋วมากอยู่แล้ว พอได้มาเจอตัวจริง ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาเข้าไปใหญ่
"ถ้ามีข้อติดขัดหรือความลำบากใจอะไร ก็บอกผมได้เลยนะครับ ผมจะพยายามหาทางแก้ไขให้"
ต่งเหย่กล่าวย้ำอีกครั้ง
ฟู่เส้าตั๋วส่งยิ้มบาง ๆ "ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น คือตอนนี้ภรรยาของผมกำลังตั้งครรภ์ ผมจำเป็นต้องอยู่ดูแลเธอครับ"
ความหมายแฝงก็คือ หากหน่วยงานมีกฎเหล็กเรื่องการรักษาความลับ ที่บีบให้เขาต้องไปประจำการอยู่ที่อื่นเป็นเวลานาน ๆ จนไม่สามารถกลับบ้านได้ ถ้าเป็นแบบนั้น การไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดก็คงต้องเก็บไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ต่งเหย่ถึงกับอึ้งไปเลย
เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าฟู่เส้าตั๋วอาจจะเรียกร้องหรือเสนอเงื่อนไขอะไรบางอย่าง แต่ไม่นึกเลยว่าเงื่อนไขนั้นจะเป็นการขออยู่ดูแลภรรยา
ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร หวังเหิงก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
"เหล่าต่ง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย ใช้นโยบายเดียวกับเสี่ยวเจียงก็ได้นี่นา พวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยากัน จะใช้นโยบายเดียวกันมันก็สมเหตุสมผลดีออก"
ต่งเหย่เคยได้ยินหวังเหิงเล่าถึงนโยบายพิเศษที่เบื้องบนมอบให้เจียงชิ่นมาบ้างแล้ว เขาจึงเข้าใจความหมายของหวังเหิงได้ทันที
"ตกลงครับ เรื่องนี้เดี๋ยวผมจะนำไปรายงานให้ทางกระทรวงทราบ น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอกครับ"
หลังจากที่ต่งเหย่กับหวังเหิงกลับไปแล้ว เจียงชิ่นก็หันไปมองฟู่เส้าตั๋วด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
"คุณคิดว่ายังไงบ้างคะ ? "
"อืม ก็ฟังดูดีอยู่นะครับ"
น้ำเสียงของฟู่เส้าตั๋วดูเรียบเฉย แต่มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริงในใจของเขาจนหมดสิ้น
เจียงชิ่นแอบขำอยู่ในใจ พ่อคุณเอ๊ย ช่างเก็บอาการเก่งซะเหลือเกิน ทั้งที่ในใจก็ชอบจนเนื้อเต้นแล้วแท้ ๆ
"ถ้าคุณคิดว่าดีฉันก็โอเคค่ะ ฉันพร้อมสนับสนุนทุกการตัดสินใจของคุณอยู่แล้ว"
"ภรรยาครับ"
จู่ ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็เรียกเธอเสียงนุ่ม ก้าวเข้าไปสวมกอดเจียงชิ่นเอาไว้ แล้วซุกหน้าลงกับซอกคอของเธอ
เขากระซิบเสียงแผ่ว "ถ้าผมตกลงไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด อนาคตผมก็มีโอกาสสูงมากที่จะได้กลับไปสวมเครื่องแบบทหารอีกครั้ง ผม... อยากกลับไปมาก ๆ เลยล่ะครับ"
"อืม ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณค่ะ"
"ผมอยากจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติบ้าง อยากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ ตอนนี้ประเทศของเรายังอ่อนแออยู่มาก ถ้าไม่อยากถูกชาติอื่นรังแก เราก็ต้องพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นครับ"
เจียงชิ่นกอดตอบเขา พลางยกมือขึ้นลูบผมของเขาเบา ๆ
"อืม ฉันเข้าใจค่ะ"
แน่นอนว่าเธอเข้าใจ สิ่งที่ฟู่เส้าตั๋วปรารถนาอยากจะทำ มันก็คือสิ่งเดียวกับที่เธอกำลังทำอยู่นั่นแหละ
เพียงแต่ว่า สิ่งที่เธอต้องการจะผลักดัน คือการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวล้ำนำหน้า
เมื่อเรามีเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าอย่างทิ้งขาด เราก็จะสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพเหนือกว่าประเทศแถบตะวันตกได้อย่างมหาศาล และนั่นจะนำไปสู่การครองอำนาจทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อถึงวันนั้น ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีนจะพลิกโฉมหน้าไปอย่างน่าอัศจรรย์
และจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในเวลาอันรวดเร็ว
จู่ ๆ เธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
"แล้วแบบแปลนเครื่องจักร CNC ที่ฉันฝากให้คุณจัดการล่ะ ไปถึงไหนแล้วคะ ? "
"ผมวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะครับ พอดีกับที่ศาสตราจารย์กัวแกกลับมาทำธุระที่เมืองหลวงพอดี ผมเลยเอาแบบแปลนไปให้แกช่วยตรวจดู แกบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ"
"งั้นก็เยี่ยมไปเลย แบบแปลนเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องเร่งมือผลิตของจริงออกมาให้ได้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขาดแค่ชิ้นส่วนอะไหล่ไม่กี่ชิ้นนั้นแหละค่ะ"
"อืม ผมรวบรวมแบบแปลนทั้งหมดจัดเข้าแฟ้มไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ อ้อ ลืมไปเลย เมื่อกี้ผมน่าจะฝากให้รองผู้อำนวยการหวังเอาไปให้เลยเนอะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันแวะไปที่โรงงานเครื่องจักรกล แล้วเอาไปให้ผู้อำนวยการห่าวด้วยตัวเองเลยดีกว่า ถือโอกาสแวะไปเยี่ยมพ่อกับพี่สามด้วยเลย"
"ได้ครับ เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนนะ"
"ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้คุณมีเรียนนี่นา ตั้งใจเรียนไปเถอะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันไปกระซิบบอกคนขับรถของอธิการบดีหนิง ให้เขาขับรถไปส่งฉันก็แล้วกัน"