เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว

บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว

บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว


บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว

"นี่ปาเข้าไปสองชั่วโมงแล้วเหรอคะเนี่ย ? ฉันหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ?"

เจียงชิ่นขยี้ตา มองดูนาฬิกาแขวนบนผนังด้วยความประหลาดใจ

"ผมเห็นคุณกำลังหลับสนิท ก็เลยไม่อยากกวน อยากปล่อยให้คุณนอนต่ออีกหน่อย แต่ก็นะ นอนมาสองชั่วโมงก็พอแล้วล่ะ ขืนนอนนานกว่านี้เดี๋ยวตอนกลางคืนจะพาลนอนไม่หลับเอานะ"

"อืม ก็จริงค่ะ" เจียงชิ่นพยักหน้าเห็นด้วย

ช่วงนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับ ตอนกลางคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ เลยต้องมาอาศัยงีบหลับเอาตอนกลางวันแทน

ก็จริงอย่างที่ฟู่เส้าตั๋วพูด ถ้าขืนปล่อยให้นอนต่อ คืนนี้เธอคงตาค้างนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ ๆ

"แต่คุณต้องมารอฉันตั้งสองชั่วโมง ป่านนี้คงหิวแย่แล้วสิคะ"

ฟู่เส้าตั๋วส่งยิ้มให้ "ไม่หรอกครับ กว่าจะทำกับข้าวเสร็จก็กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน รีบลุกเถอะ ผมทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานของโปรดคุณไว้ให้ด้วยนะ"

พอได้ยินว่ามีเมนูโปรดอย่างซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน เจียงชิ่นก็รีบสวมรองเท้าลงจากเตียงทันที

"ซี่โครงเปื่อยกำลังดีเลย อร่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ"

เจียงชิ่นแทะซี่โครงหมูเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนตาหยี

ฟู่เส้าตั๋วเห็นดังนั้นก็คีบซี่โครงชิ้นใหม่ใส่ชามให้เธออีก "ผมตุ๋นไฟอ่อนไว้เกือบสองชั่วโมงน่ะ เนื้อถึงได้เปื่อยนุ่มหลุดออกจากกระดูกง่ายขนาดนี้"

มื้อนี้เจียงชิ่นฟาดข้าวสวยไปชามพูน ๆ แถมยังเหมาซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไปอีกครึ่งจาน

บนโต๊ะตรงหน้าเธอ มีกองกระดูกหมูสุมเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว

พอกินอิ่ม ฟู่เส้าตั๋วเพิ่งจะเก็บโต๊ะเสร็จ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าบ้าน

ฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นมองหน้ากันอย่างแปลกใจ

ป่านนี้แล้ว ใครจะมาหาที่บ้านกันนะ ?

เจียงชิ่นนึกทบทวนในใจ วันนี้เธอก็ไม่ได้นัดใครมาที่บ้านนี่นา

ฟู่เส้าตั๋วเดินออกไปเปิดประตู ก็พบชายสองคนยืนอยู่หน้าบ้าน คนหนึ่งคือหวังเหิง ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายรูปร่างผอมสูง หน้าตาไม่คุ้นเคยเลยสักนิด

"รองผู้อำนวยการหวัง มาหาเจียงชิ่นเหรอครับ ? " ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยถามตามความเคยชิน

หน้าที่หลักของหวังเหิงในตอนนี้คือรับผิดชอบประสานงานกับเจียงชิ่น เขามาที่บ้านนี้บ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน ฟู่เส้าตั๋วเองก็เจอเขามานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน และแทบทุกครั้งเขาก็มาเพื่อหาเจียงชิ่น

ฟู่เส้าตั๋วจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับหวังเหิงเป็นอย่างดี

ทว่า หวังเหิงกลับยิ้มพลางส่ายหน้า "เปล่าครับ วันนี้ผมมาหาคุณนั่นแหละ"

"หาผมเหรอครับ ? "

คำตอบนี้ทำเอาฟู่เส้าตั๋วถึงกับประหลาดใจ

เขากับหวังเหิงก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย ทำไมจู่ ๆ ถึงมาหาเขากันล่ะ ?

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้มาเยือนก็ถือเป็นแขก เขาจึงผายมือเชิญทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน

หวังเหิงเดินนำเข้ามาอย่างคุ้นเคย โดยมีชายรูปร่างผอมสูงเดินตามหลังมาติด ๆ

ฟู่เส้าตั๋วปิดประตูบ้าน แล้วเดินตามหลังพวกเขามา ระหว่างที่เดิน เขาก็ลอบสังเกตชายรูปร่างผอมสูงที่เดินอยู่ข้างหน้าไปด้วย

ชายคนนั้นสวมชุดข้าราชการแบบมีกระเป๋าสี่ใบเหมือนกับหวังเหิง

นักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่น ต่างก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มว่าที่ข้าราชการ พอเรียนจบก็จะได้บรรจุเป็นข้าราชการอย่างเป็นทางการ ชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยแจกให้ ก็เลยเป็นเสื้อแบบมีกระเป๋าสี่ใบเหมือนกัน

พอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เจียงชิ่นที่กำลังนั่งจิบน้ำอยู่ พอเห็นว่าเป็นหวังเหิง เธอก็รู้สึกแปลกใจ วันนี้พวกเธอไม่ได้นัดหมายจะหารือเรื่องอะไรกันนี่นา ทำไมจู่ ๆ เขาถึงโผล่มาล่ะ ?

แต่พอเห็นชายรูปร่างผอมสูงที่เดินตามหลังมา แถมสายตาของชายคนนั้นยังเอาแต่จับจ้องไปที่ฟู่เส้าตั๋ว เจียงชิ่นก็พอจะเดาจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ออกลาง ๆ

หลังจากแขกและเจ้าบ้านนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หวังเหิงก็เริ่มแนะนำชายรูปร่างผอมสูงให้เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วรู้จัก

"ท่านนี้คือคุณต่งเหย่ เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่เจ็ด (กระทรวงการบินและอวกาศ) ส่วนนี่คือฟู่เส้าตั๋วครับ"

พอหวังเหิงแนะนำตัวทั้งสองฝ่ายเสร็จ เจียงชิ่นก็รู้ทันทีว่าลางสังหรณ์ของเธอถูกต้องเป๊ะ

การมาเยือนของหวังเหิงและต่งเหย่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายคือฟู่เส้าตั๋ว

ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

ก็ว่าอยู่ เมื่อวานเธอกับหวังเหิงเพิ่งจะเจอกันแท้ ๆ เขายังไม่เห็นพูดเลยว่าวันนี้จะมีธุระมาหาเธอ

สีหน้าของต่งเหย่ดูขึงขังจริงจังมาก หลังจากหวังเหิงแนะนำตัวเสร็จ เขาก็ไม่ได้ผ่อนคลายท่าทีลงเลย เพียงแต่มุมปากดูอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น

"สวัสดีครับ สหายฟู่เส้าตั๋ว ผมต่งเหย่ จากกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดครับ"

"สวัสดีครับ"

ต่งเหย่จับมือกับฟู่เส้าตั๋วแล้วเขย่าเบาๆ สองสามที

ก่อนจะเข้าประเด็น "สหายฟู่เส้าตั๋วครับ วันนี้ผมมาพร้อมกับภารกิจสำคัญ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณสนใจจะมาร่วมงานกับกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดของเราไหมครับ ? "

"อะไรนะครับ ? " ฟู่เส้าตั๋วคิดว่าตัวเองหูฝาดไปเสียอีก

อีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไรกัน ? ถามเขาว่าสนใจจะเข้าร่วมกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดงั้นเหรอ ?

ทางฝั่งเจียงชิ่นที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็อึ้งไปเหมือนกัน

ที่เธออึ้งก็เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาจากหน่วยงานระดับบิ๊กเบิ้มอย่างกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด

"กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดเหรอคะ ? ฉันรู้แค่ว่ากระทรวงที่สองรับผิดชอบงานด้านอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ แล้วกระทรวงที่เจ็ดนี่ดูแลเรื่องอะไรคะ ? " เธอหันไปกระซิบถามหวังเหิงเบา ๆ

หวังเหิงกระซิบตอบ "รับผิดชอบเรื่องขีปนาวุธครับ"

เจียงชิ่นกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะถามต่อ "เกี่ยวข้องกับกองทัพเหรอคะ ? "

หวังเหิงถึงกับหลุดขำออกมา "เรื่องแบบนี้ นอกจากกองทัพแล้ว จะมีใครเอาไปใช้งานได้อีกล่ะครับ"

เจียงชิ่นลองคิดตามดู ก็จริงของเขาแฮะ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาตาม

ขีปนาวุธ ถือเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับชาติที่สำคัญยิ่ง

การวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธนั้นมีความสำคัญและยากลำบากแสนสาหัส

ท้ายที่สุดแล้ว ในตอนนี้ประเทศจีนยังคงถูกปิดล้อมและกีดกันทางเทคโนโลยีจากกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างหนักหน่วง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องพึ่งพาลำแข้งของตัวเองทั้งสิ้น

งานวิจัยในด้านนี้จึงต้องการบุคลากรระดับหัวกะทิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูงเป็นจำนวนมาก พอคิดแบบนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดถึงมาทาบทามฟู่เส้าตั๋ว

เจียงชิ่นใช้มือเท้าคาง เอียงคอมองไปทางต่งเหย่ ก่อนจะหันมาถามหวังเหิง

"แล้วเขารู้จักสามีฉันได้ยังไงคะ ? คุณเป็นคนแนะนำให้เหรอ ? "

พอเจียงชิ่นถามถึงเรื่องนี้ หวังเหิงก็รีบแบมือออกทั้งสองข้างทันที

"เปล่าเลยครับ ตอนที่คุณฝากฝังให้ผมช่วยจัดการเรื่องบรรจุเป็นข้าราชการให้ฟู่เส้าตั๋ว เดิมทีผมก็ตั้งใจจะดึงตัวเขามาอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยกันนี่แหละ ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ จะมีตาอยู่โผล่มาตัดหน้าเฉยเลย คุณต่งเหย่แกไปดูงานประกาศรางวัลมา พอจบงานปุ๊บก็พุ่งตรงมาหาผมทันที บอกว่าอยากได้ตัวฟู่เส้าตั๋วไปอยู่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดให้ได้ ดูสิครับ ผมยังไม่ทันได้อ้าปากขอเลย ก็โดนคนอื่นชิงตัดหน้าหมายหัวไปซะแล้ว"

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ไปสะดุดตากันกลางงานประกาศรางวัลนี่เอง

จู่ ๆ เจียงชิ่นก็นึกถึงเนื้อเรื่องเดิมที่ระบบเคยเล่าให้ฟังขึ้นมาได้

ในนิยายต้นฉบับ คนที่คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งในการแข่งขันคณิตศาสตร์ครั้งนี้ คือพระเอกของเรื่องอย่างเซียวเจาหยาง

หลังจากที่เขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้ กระทรวงเครื่องจักรกลที่สองก็เกิดถูกตาต้องใจ พอเขาเรียนจบก็ดึงตัวเขาไปร่วมงานทันที ทว่า เมื่อผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งกลายเป็นเธอกับฟู่เส้าตั๋วแทน เนื้อเรื่องในส่วนอื่น ๆ ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ฟู่เส้าตั๋วไปเตะตากระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด ในขณะที่เซียวเจาหยางกลับหลุดโผ ไม่ติดแม้แต่ท็อปทรีเสียด้วยซ้ำ

ความแตกต่างอันมหาศาลนี้ คงเป็นผลกระทบจากทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกหลังจากการทะลุมิติของเธอสินะ

[ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกนั่นมันก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ]

จู่ ๆ ระบบก็ส่งเสียงแทรกขึ้นมา

[มันยังมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อีก ในนิยายต้นฉบับ แม้เซียวเจาหยางในฐานะพระเอกของเรื่อง จะมีชีวิตที่ราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบไปจนจบเรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักเขียนได้ปูพื้นเพตัวละครของฟู่เส้าตั๋วเอาไว้ให้สมบูรณ์แบบและเหนือชั้นกว่ามาก เพียงแต่ฟู่เส้าตั๋วดันต้องมาด่วนตายจากไปเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง ทำให้บทบาทของเขาถูกตัดจบไปดื้อ ๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพระเอกแล้ว บทของเขาเลยดูน้อยนิดและจืดจางจนแทบจะไม่มีตัวตนเลยก็ว่าได้...]

จู่ ๆ ระบบก็รีบยกมือป้อม ๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาตะครุบปากตัวเองเอาไว้แน่น

[โอ้ ไม่นะ ! ฉันเป็นถึงระบบผู้ทรงเกียรติและสูงส่งเชียวนะ ทำไมถึงหลุดคำว่า 'ด่วนตาย' ออกมาได้ล่ะเนี่ย ! ]

ระบบดูเหมือนจะไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองเพิ่งจะหลุดคำศัพท์สุดแสนจะธรรมดาและบ้าน ๆ ออกมา มันถึงกับช็อกค้างไปชั่วขณะ

เจียงชิ่นถึงกับอึ้งกับความเล่นใหญ่ของมัน เธอพยายามกลั้นความรู้สึกอยากจะกลอกตาบนใส่ ก่อนจะถามกลับไปว่า "ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้สามีของฉันก็เริ่มมีตัวตนและโดดเด่นขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ ? "

ระบบดึงสติกลับมาได้ ก็พยักหน้ารับหงึก ๆ

[ไม่ใช่แค่มีตัวตนโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้นนะ แต่ระบบยังตรวจพบว่า รัศมีบารมีของพระเอกอย่างเซียวเจาหยางกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ ในขณะที่รัศมีบารมีของฟู่เส้าตั๋วกลับเพิ่มพูนและเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากยังคงรักษาระดับความเร็วในการพัฒนาแบบนี้ต่อไปได้ อีกไม่เกินสองปี รัศมีบารมีของฟู่เส้าตั๋วก็จะแซงหน้าพระเอกอย่างเซียวเจาหยางได้อย่างแน่นอน]

"รัศมีบารมี ? " เจียงชิ่นทวนคำศัพท์สองคำนี้ซ้ำอย่างครุ่นคิด

จบบทที่ บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว

คัดลอกลิงก์แล้ว