- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 303 มีคนมาทาบทามตัวฟู่เส้าตั๋ว
"นี่ปาเข้าไปสองชั่วโมงแล้วเหรอคะเนี่ย ? ฉันหลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เจียงชิ่นขยี้ตา มองดูนาฬิกาแขวนบนผนังด้วยความประหลาดใจ
"ผมเห็นคุณกำลังหลับสนิท ก็เลยไม่อยากกวน อยากปล่อยให้คุณนอนต่ออีกหน่อย แต่ก็นะ นอนมาสองชั่วโมงก็พอแล้วล่ะ ขืนนอนนานกว่านี้เดี๋ยวตอนกลางคืนจะพาลนอนไม่หลับเอานะ"
"อืม ก็จริงค่ะ" เจียงชิ่นพยักหน้าเห็นด้วย
ช่วงนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับ ตอนกลางคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ เลยต้องมาอาศัยงีบหลับเอาตอนกลางวันแทน
ก็จริงอย่างที่ฟู่เส้าตั๋วพูด ถ้าขืนปล่อยให้นอนต่อ คืนนี้เธอคงตาค้างนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ ๆ
"แต่คุณต้องมารอฉันตั้งสองชั่วโมง ป่านนี้คงหิวแย่แล้วสิคะ"
ฟู่เส้าตั๋วส่งยิ้มให้ "ไม่หรอกครับ กว่าจะทำกับข้าวเสร็จก็กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน รีบลุกเถอะ ผมทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานของโปรดคุณไว้ให้ด้วยนะ"
พอได้ยินว่ามีเมนูโปรดอย่างซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน เจียงชิ่นก็รีบสวมรองเท้าลงจากเตียงทันที
"ซี่โครงเปื่อยกำลังดีเลย อร่อยสุด ๆ ไปเลยค่ะ"
เจียงชิ่นแทะซี่โครงหมูเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อยจนตาหยี
ฟู่เส้าตั๋วเห็นดังนั้นก็คีบซี่โครงชิ้นใหม่ใส่ชามให้เธออีก "ผมตุ๋นไฟอ่อนไว้เกือบสองชั่วโมงน่ะ เนื้อถึงได้เปื่อยนุ่มหลุดออกจากกระดูกง่ายขนาดนี้"
มื้อนี้เจียงชิ่นฟาดข้าวสวยไปชามพูน ๆ แถมยังเหมาซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไปอีกครึ่งจาน
บนโต๊ะตรงหน้าเธอ มีกองกระดูกหมูสุมเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว
พอกินอิ่ม ฟู่เส้าตั๋วเพิ่งจะเก็บโต๊ะเสร็จ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าบ้าน
ฟู่เส้าตั๋วกับเจียงชิ่นมองหน้ากันอย่างแปลกใจ
ป่านนี้แล้ว ใครจะมาหาที่บ้านกันนะ ?
เจียงชิ่นนึกทบทวนในใจ วันนี้เธอก็ไม่ได้นัดใครมาที่บ้านนี่นา
ฟู่เส้าตั๋วเดินออกไปเปิดประตู ก็พบชายสองคนยืนอยู่หน้าบ้าน คนหนึ่งคือหวังเหิง ส่วนอีกคนเป็นผู้ชายรูปร่างผอมสูง หน้าตาไม่คุ้นเคยเลยสักนิด
"รองผู้อำนวยการหวัง มาหาเจียงชิ่นเหรอครับ ? " ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยถามตามความเคยชิน
หน้าที่หลักของหวังเหิงในตอนนี้คือรับผิดชอบประสานงานกับเจียงชิ่น เขามาที่บ้านนี้บ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน ฟู่เส้าตั๋วเองก็เจอเขามานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน และแทบทุกครั้งเขาก็มาเพื่อหาเจียงชิ่น
ฟู่เส้าตั๋วจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับหวังเหิงเป็นอย่างดี
ทว่า หวังเหิงกลับยิ้มพลางส่ายหน้า "เปล่าครับ วันนี้ผมมาหาคุณนั่นแหละ"
"หาผมเหรอครับ ? "
คำตอบนี้ทำเอาฟู่เส้าตั๋วถึงกับประหลาดใจ
เขากับหวังเหิงก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย ทำไมจู่ ๆ ถึงมาหาเขากันล่ะ ?
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้มาเยือนก็ถือเป็นแขก เขาจึงผายมือเชิญทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน
หวังเหิงเดินนำเข้ามาอย่างคุ้นเคย โดยมีชายรูปร่างผอมสูงเดินตามหลังมาติด ๆ
ฟู่เส้าตั๋วปิดประตูบ้าน แล้วเดินตามหลังพวกเขามา ระหว่างที่เดิน เขาก็ลอบสังเกตชายรูปร่างผอมสูงที่เดินอยู่ข้างหน้าไปด้วย
ชายคนนั้นสวมชุดข้าราชการแบบมีกระเป๋าสี่ใบเหมือนกับหวังเหิง
นักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่น ต่างก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มว่าที่ข้าราชการ พอเรียนจบก็จะได้บรรจุเป็นข้าราชการอย่างเป็นทางการ ชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยแจกให้ ก็เลยเป็นเสื้อแบบมีกระเป๋าสี่ใบเหมือนกัน
พอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เจียงชิ่นที่กำลังนั่งจิบน้ำอยู่ พอเห็นว่าเป็นหวังเหิง เธอก็รู้สึกแปลกใจ วันนี้พวกเธอไม่ได้นัดหมายจะหารือเรื่องอะไรกันนี่นา ทำไมจู่ ๆ เขาถึงโผล่มาล่ะ ?
แต่พอเห็นชายรูปร่างผอมสูงที่เดินตามหลังมา แถมสายตาของชายคนนั้นยังเอาแต่จับจ้องไปที่ฟู่เส้าตั๋ว เจียงชิ่นก็พอจะเดาจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ออกลาง ๆ
หลังจากแขกและเจ้าบ้านนั่งลงเรียบร้อยแล้ว หวังเหิงก็เริ่มแนะนำชายรูปร่างผอมสูงให้เจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วรู้จัก
"ท่านนี้คือคุณต่งเหย่ เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่เจ็ด (กระทรวงการบินและอวกาศ) ส่วนนี่คือฟู่เส้าตั๋วครับ"
พอหวังเหิงแนะนำตัวทั้งสองฝ่ายเสร็จ เจียงชิ่นก็รู้ทันทีว่าลางสังหรณ์ของเธอถูกต้องเป๊ะ
การมาเยือนของหวังเหิงและต่งเหย่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายคือฟู่เส้าตั๋ว
ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ก็ว่าอยู่ เมื่อวานเธอกับหวังเหิงเพิ่งจะเจอกันแท้ ๆ เขายังไม่เห็นพูดเลยว่าวันนี้จะมีธุระมาหาเธอ
สีหน้าของต่งเหย่ดูขึงขังจริงจังมาก หลังจากหวังเหิงแนะนำตัวเสร็จ เขาก็ไม่ได้ผ่อนคลายท่าทีลงเลย เพียงแต่มุมปากดูอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น
"สวัสดีครับ สหายฟู่เส้าตั๋ว ผมต่งเหย่ จากกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดครับ"
"สวัสดีครับ"
ต่งเหย่จับมือกับฟู่เส้าตั๋วแล้วเขย่าเบาๆ สองสามที
ก่อนจะเข้าประเด็น "สหายฟู่เส้าตั๋วครับ วันนี้ผมมาพร้อมกับภารกิจสำคัญ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณสนใจจะมาร่วมงานกับกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดของเราไหมครับ ? "
"อะไรนะครับ ? " ฟู่เส้าตั๋วคิดว่าตัวเองหูฝาดไปเสียอีก
อีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไรกัน ? ถามเขาว่าสนใจจะเข้าร่วมกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดงั้นเหรอ ?
ทางฝั่งเจียงชิ่นที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็อึ้งไปเหมือนกัน
ที่เธออึ้งก็เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาจากหน่วยงานระดับบิ๊กเบิ้มอย่างกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด
"กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดเหรอคะ ? ฉันรู้แค่ว่ากระทรวงที่สองรับผิดชอบงานด้านอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ แล้วกระทรวงที่เจ็ดนี่ดูแลเรื่องอะไรคะ ? " เธอหันไปกระซิบถามหวังเหิงเบา ๆ
หวังเหิงกระซิบตอบ "รับผิดชอบเรื่องขีปนาวุธครับ"
เจียงชิ่นกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะถามต่อ "เกี่ยวข้องกับกองทัพเหรอคะ ? "
หวังเหิงถึงกับหลุดขำออกมา "เรื่องแบบนี้ นอกจากกองทัพแล้ว จะมีใครเอาไปใช้งานได้อีกล่ะครับ"
เจียงชิ่นลองคิดตามดู ก็จริงของเขาแฮะ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาตาม
ขีปนาวุธ ถือเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับชาติที่สำคัญยิ่ง
การวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธนั้นมีความสำคัญและยากลำบากแสนสาหัส
ท้ายที่สุดแล้ว ในตอนนี้ประเทศจีนยังคงถูกปิดล้อมและกีดกันทางเทคโนโลยีจากกลุ่มประเทศตะวันตกอย่างหนักหน่วง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องพึ่งพาลำแข้งของตัวเองทั้งสิ้น
งานวิจัยในด้านนี้จึงต้องการบุคลากรระดับหัวกะทิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูงเป็นจำนวนมาก พอคิดแบบนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดถึงมาทาบทามฟู่เส้าตั๋ว
เจียงชิ่นใช้มือเท้าคาง เอียงคอมองไปทางต่งเหย่ ก่อนจะหันมาถามหวังเหิง
"แล้วเขารู้จักสามีฉันได้ยังไงคะ ? คุณเป็นคนแนะนำให้เหรอ ? "
พอเจียงชิ่นถามถึงเรื่องนี้ หวังเหิงก็รีบแบมือออกทั้งสองข้างทันที
"เปล่าเลยครับ ตอนที่คุณฝากฝังให้ผมช่วยจัดการเรื่องบรรจุเป็นข้าราชการให้ฟู่เส้าตั๋ว เดิมทีผมก็ตั้งใจจะดึงตัวเขามาอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยกันนี่แหละ ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ จะมีตาอยู่โผล่มาตัดหน้าเฉยเลย คุณต่งเหย่แกไปดูงานประกาศรางวัลมา พอจบงานปุ๊บก็พุ่งตรงมาหาผมทันที บอกว่าอยากได้ตัวฟู่เส้าตั๋วไปอยู่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดให้ได้ ดูสิครับ ผมยังไม่ทันได้อ้าปากขอเลย ก็โดนคนอื่นชิงตัดหน้าหมายหัวไปซะแล้ว"
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ไปสะดุดตากันกลางงานประกาศรางวัลนี่เอง
จู่ ๆ เจียงชิ่นก็นึกถึงเนื้อเรื่องเดิมที่ระบบเคยเล่าให้ฟังขึ้นมาได้
ในนิยายต้นฉบับ คนที่คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งในการแข่งขันคณิตศาสตร์ครั้งนี้ คือพระเอกของเรื่องอย่างเซียวเจาหยาง
หลังจากที่เขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้ กระทรวงเครื่องจักรกลที่สองก็เกิดถูกตาต้องใจ พอเขาเรียนจบก็ดึงตัวเขาไปร่วมงานทันที ทว่า เมื่อผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งกลายเป็นเธอกับฟู่เส้าตั๋วแทน เนื้อเรื่องในส่วนอื่น ๆ ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ฟู่เส้าตั๋วไปเตะตากระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด ในขณะที่เซียวเจาหยางกลับหลุดโผ ไม่ติดแม้แต่ท็อปทรีเสียด้วยซ้ำ
ความแตกต่างอันมหาศาลนี้ คงเป็นผลกระทบจากทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกหลังจากการทะลุมิติของเธอสินะ
[ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกนั่นมันก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นแหละ]
จู่ ๆ ระบบก็ส่งเสียงแทรกขึ้นมา
[มันยังมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อีก ในนิยายต้นฉบับ แม้เซียวเจาหยางในฐานะพระเอกของเรื่อง จะมีชีวิตที่ราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบไปจนจบเรื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักเขียนได้ปูพื้นเพตัวละครของฟู่เส้าตั๋วเอาไว้ให้สมบูรณ์แบบและเหนือชั้นกว่ามาก เพียงแต่ฟู่เส้าตั๋วดันต้องมาด่วนตายจากไปเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง ทำให้บทบาทของเขาถูกตัดจบไปดื้อ ๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพระเอกแล้ว บทของเขาเลยดูน้อยนิดและจืดจางจนแทบจะไม่มีตัวตนเลยก็ว่าได้...]
จู่ ๆ ระบบก็รีบยกมือป้อม ๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาตะครุบปากตัวเองเอาไว้แน่น
[โอ้ ไม่นะ ! ฉันเป็นถึงระบบผู้ทรงเกียรติและสูงส่งเชียวนะ ทำไมถึงหลุดคำว่า 'ด่วนตาย' ออกมาได้ล่ะเนี่ย ! ]
ระบบดูเหมือนจะไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองเพิ่งจะหลุดคำศัพท์สุดแสนจะธรรมดาและบ้าน ๆ ออกมา มันถึงกับช็อกค้างไปชั่วขณะ
เจียงชิ่นถึงกับอึ้งกับความเล่นใหญ่ของมัน เธอพยายามกลั้นความรู้สึกอยากจะกลอกตาบนใส่ ก่อนจะถามกลับไปว่า "ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้สามีของฉันก็เริ่มมีตัวตนและโดดเด่นขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ ? "
ระบบดึงสติกลับมาได้ ก็พยักหน้ารับหงึก ๆ
[ไม่ใช่แค่มีตัวตนโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้นนะ แต่ระบบยังตรวจพบว่า รัศมีบารมีของพระเอกอย่างเซียวเจาหยางกำลังเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ ในขณะที่รัศมีบารมีของฟู่เส้าตั๋วกลับเพิ่มพูนและเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากยังคงรักษาระดับความเร็วในการพัฒนาแบบนี้ต่อไปได้ อีกไม่เกินสองปี รัศมีบารมีของฟู่เส้าตั๋วก็จะแซงหน้าพระเอกอย่างเซียวเจาหยางได้อย่างแน่นอน]
"รัศมีบารมี ? " เจียงชิ่นทวนคำศัพท์สองคำนี้ซ้ำอย่างครุ่นคิด